อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 2 บทที่ 49 เริ่มการสอบใหญ่ (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 2 บทที่ 49 เริ่มการสอบใหญ่ (อัปเดต)
เวลาในสวนไป๋หลิงอันคึกคักแห่งนี้ได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวเท่านั้น วันสอบใหญ่ก็มาถึง
เบื้องนอกสวนไป๋หลิง ผู้คนหลั่งไหลกันเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าผู้คนจากทั่วทุกสารทิศของมณฑลเทียนสู่ต่างก็มารวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้เพื่อชมการสอบใหญ่ครั้งนี้
ณ เชิงเขาของภูเขาไป๋หลิง บนอัฒจันทร์ที่ทอดยาวออกไปไกลนั้นเต็มไปด้วยผู้คนหนาแน่น เสียงดังจอแจ
ส่วนบริเวณด้านหน้าสุด มีศาลาอันกว้างขวางและหรูหราตั้งอยู่หลายหลัง ซึ่งศาลาเหล่านี้ล้วนถูกจัดเตรียมไว้สำหรับบุคคลสำคัญจากทั่วทุกสารทิศของมณฑลเทียนสู่
และในเวลาเพียงครู่เดียว ผู้ว่าซือฉิงแห่งมณฑลเทียนสู่และผู้อำนวยการเว่ยซาของวิทยาลัยหนานเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้น เรียกความสนใจจากผู้คนได้เป็นจำนวนมาก
ในฐานะบุคคลสำคัญที่สุดของมณฑลเทียนสู่สองคน พวกเขาตรงไปยังศาลาที่อยู่ใจกลาง จากนั้นก็มีคนนำผลไม้และชาหอมมาบริการให้ทันที
“ฮ่าฮ่า ผู้อำนวยการเฒ่ายังคงแข็งแรงเหมือนเคยเลยนะ” ผู้ว่าเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
ผู้อำนวยการยิ้มแห้งๆ แล้วกล่าวว่า “ได้ยินมาว่าผู้ว่าไม่ค่อยพอใจกับตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่ของวิทยาลัยหนานเฟิงพวกเรามากเลยสินะ?”
“นั่นมันข่าวลืออยู่แล้ว” ผู้ว่าส่ายหน้าปฏิเสธพร้อมรอยยิ้ม
จากนั้นเขาก็เปลี่ยนเรื่องทันที “ตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่ได้มาจากความแข็งแกร่ง ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ นอกเสียจากว่าจะมีวิทยาลัยอื่นที่แข็งแกร่งกว่าวิทยาลัยหนานเฟิงได้”
ผู้อำนวยการเฒ่ากล่าวอย่างเย็นชาว่า “ตอนที่วิทยาลัยหนานเฟิงก่อตั้งขึ้นในมณฑลเทียนสู่ ผู้ว่าซือเจ้ากำลังมุดหัวอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้เลย”
หลายปีมานี้ นับตั้งแต่ที่ผู้ว่าซือฉิงเข้ารับตำแหน่งในมณฑลเทียนสู่ ก็มักจะมีเรื่องขัดแย้งกับผู้อำนวยการเฒ่าอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งบางเรื่องก็เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงและผลประโยชน์ของวิทยาลัยหนานเฟิง ต้องรู้ว่าผู้อำนวยการเฒ่านั้นให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของวิทยาลัยหนานเฟิงยิ่งชีพเลยทีเดียว การที่ผู้ว่ากล้าทำเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของวิทยาลัยหนานเฟิงเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ผู้อำนวยการเฒ่าไม่มีทางยอมได้เด็ดขาด
อีกทั้งในทุกๆ ปีทางราชสำนักต้าเซี่ยจะมีการประเมินผลงานของผู้ว่ามณฑลแต่ละมณฑลด้วย ซึ่งผู้อำนวยการเฒ่าในฐานะผู้ดูแลวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่แล้ว ย่อมมีสิทธิ์มีเสียงอย่างมาก แต่ด้วยความบาดหมางระหว่างทั้งสองฝ่าย ผู้อำนวยการเฒ่าจะไปให้คำวิจารณ์ที่ดีได้อย่างไร? นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ว่าซือฉิงไม่ได้เลื่อนขั้นมาหลายปีแล้ว
เมื่อเวลาผ่านไป ความบาดหมางระหว่างทั้งสองฝ่ายก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อตอนนี้ได้พบหน้ากัน ก็ย่อมต้องโต้เถียงกันอย่างเผ็ดร้อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้ หากผลการประเมินของผู้ว่าซือฉิงยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดอีก ก็มีโอกาสสูงมากที่เขาจะถูกย้ายไปประจำที่มณฑลอื่นที่ระดับต่ำกว่ามณฑลเทียนสู่
นี่จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ซือคงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะแย่งตำแหน่งวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่ไปจากวิทยาลัยหนานเฟิงให้ได้
บรรยากาศในศาลาใจกลางนั้นเต็มไปด้วยความตึงเครียด ส่วนที่อื่นๆ กลับคึกคักเป็นพิเศษ บรรดาผู้นำตระกูลใหญ่ของมณฑลเทียนสู่ อาทิเช่น ตระกูลซ่ง ตระกูลตี้ฝ่า ตระกูลเป้ย ต่างก็ปรากฏตัวขึ้น
ประธานหลี่ว์แห่งห้างสมบัติมังกรทองก็มาถึงพร้อมกับใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม เพราะในการสอบใหญ่ครั้งนี้ หลานสาวของเขาจะต้องเปล่งประกายอย่างแน่นอน
ภายในศาลาหลังหนึ่ง ไช่เวยกับเหยียนหลิงชิงก็มาถึงแล้วเช่นกัน ในฐานะคนของคฤหาสน์ลั่วหลาน แน่นอนว่าพวกนางต้องมาให้กำลังใจคุณชายน้อยในการสอบใหญ่ครั้งนี้ด้วย
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพวกนางสนิทกับเจียงชิงเอ๋อร์มาก พวกนางจึงปฏิบัติกับหลี่ลั่วราวกับเป็นน้องชายของตัวเอง อีกทั้งหลี่ลั่วยังหน้าตาหล่อเหลา บุคลิกก็ไม่ได้หยิ่งยโสเหมือนคุณชายคนอื่น ถึงแม้ว่าอาจจะซุกซนอยู่บ้างเป็นบางครั้งคราว แต่ก็ยังน่าเอ็นดูอย่างมากอยู่ดี
“เจ้าว่าคุณชายน้อยจะติดสิบอันดับแรกได้หรือเปล่า?” ไช่เวยเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ หยิบกล้วยขึ้นมาปอกเปลือกอย่างสบายๆ ริมฝีปากสีแดงสดอันเร่าร้อนขยับเล็กน้อย เผยให้เห็นฟันขาวสะอาดที่กัดเนื้อกล้วยอย่างแผ่วเบา
ภาพเช่นนี้ หากมีบุรุษอยู่ที่นี่ด้วย คงต้องรู้สึกหัวใจร้อนรุ่มดุจไฟแผดเผาเป็นแน่
เหยียนหลิงชิงใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบาๆ เอ่ยพูดอย่างอดไม่ได้ว่า “เจ้าปีศาจจิ้งจอกนี่ สำรวมหน่อยได้ไหม?”
“ไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยสักหน่อย”
ไช่เวยกล่าวอย่างน้อยใจ จากนั้นนางก็หยิบแตงหอมชิ้นหนึ่งจากจานผลไม้ส่งให้เหยียนหลิงชิง พร้อมกล่าวว่า “เจ้ากินนี่เยอะๆ หน่อย จะได้เสริมขึ้นมาบ้าง”
“เจ้าชักจะได้ใจเกินไปแล้วนะ!”
เหยียนหลิงชิงโกรธแล้ว แค่หุ่นสะบึ้มหน่อยก็คิดว่าเหนือกว่าแล้วหรือ พลันลุกขึ้นไปคร่อมไช่เวยแล้วจี้เอวของนางอย่างแรงทันที
ไช่เวยถูกจั๊กจี้จนดิ้นพล่าน สุดท้ายก็ได้แต่ร้องขอความเมตตา “ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าผิดไปแล้ว”
ท่าทางน่าสงสารเช่นนี้ ไม่เหลือภาพลักษณ์อันฉลาดหลักแหลมและสุขุมเยือกเย็นของผู้จัดการใหญ่แห่งคฤหาสน์ตามปกติอยู่เลย
เหยียนหลิงชิงแค่นเสียงเย็นชาหนึ่งที จากนั้นจึงยอมกลับไปนั่งที่ของตัวเองพร้อมกล่าวว่า “ระดับพลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่วน่าจะอยู่ที่ระดับเจ็ดตรา หากดูจากความแข็งแกร่งภายนอกแล้ว การที่เขาจะติดอันดับหนึ่งในสิบนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”
“แต่หากหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จากวิทยาลัยหนานเฟิงสามารถคว้าอันดับหนึ่งมาได้ละก็ ทางวิทยาลัยหนานเฟิงจะได้รับสิทธิ์เพิ่มอีกสิบห้าสิทธิ์ ซึ่งในบรรดาสิทธิ์สิบห้าคนนี้ หลี่ลั่วจะแย่งมาสักหนึ่งสิทธิ์ก็ไม่ยากอยู่แล้ว”
ไช่เวยยิ้มบางๆ กล่าว “แต่ข้ากลับคิดว่า การที่คุณชายน้อยจะติดหนึ่งในสิบกลับไม่ใช่เรื่องยาก”
เหยียนหลิงชิงมองนางด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้ว่านางไปเอาความมั่นใจมาจากไหน
“ถึงภายนอกเขาจะดูอ่อนโยนเป็นมิตรและไม่มีมาดคุณชายเลย แต่ลึกๆ แล้วเขาก็เป็นคนหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีอยู่ไม่น้อย อย่างไรเสียเขาก็เป็นบุตรชายของทั้งสองท่านนั้น อีกทั้งยังเป็นคนที่หมั้นหมายกับชิงเอ๋อร์อีก… ด้วยนิสัยของเขา บางทีเขาอาจจะไม่ได้ยึดติดอะไรกับอันดับหนึ่งมากนัก แต่เขาคงไม่ยอมปล่อยให้ผู้อื่นเป็นคน ‘พาเข้า’ วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงหรอก” ไช่เวยกล่าว
“และที่สำคัญที่สุดคือ สัญชาตญาณข้าบอกว่า คุณชายน้อยของพวกเราไม่ได้ธรรมดาเหมือนกับที่แสดงออกมาให้เห็นภายนอกอย่างแน่นอน”
เหยียนหลิงชิงครุ่นคิด อันที่จริงบางครั้งหลี่ลั่วก็ให้ความรู้สึกที่ลึกล้ำยากหยั่งถึงอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ “ทั้งๆ ที่เพิ่งเปิดอัตลักษณ์ได้ไม่นาน แต่ในเวลาสั้นๆ เพียงเดือนเดียว สิ่งที่เขาทำสำเร็จกลับมีไม่น้อยเลย”
“หวังว่าเขาจะสามารถใช้ความสามารถของตัวเองติดหนึ่งในสิบแล้วคว้าสิทธิ์เข้าเรียนมาได้เองนะ มิฉะนั้นการที่ถูกพาเข้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแบบนี้ วันหน้าหากได้เข้าไปเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้ว จะต้องกระอักกระอ่วนมากแน่ๆ ยิ่งเขาเป็นถึงคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานและคู่หมั้นของชิงเอ๋อร์ด้วยแล้ว… พอนึกถึงเรื่องนี้ข้าก็รู้สึกว่าการที่หลี่ลั่วเข้าไปเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงมันอาจจะไม่ใช่เรื่องดีก็ได้” เหยียนหลิงชิงดันแว่นตาขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าที่เย็นชาเผยความเห็นใจออกมาเล็กน้อย
ไช่เวยพยักหน้าเห็นด้วย นางเองก็มาจากเมืองหลวงต้าเซี่ยเช่นกัน จึงรู้จักวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงค่อนข้างดี อีกทั้งนางยังรู้ดีด้วยว่าเจียงชิงเอ๋อร์มีชื่อเสียงในวิทยาลัยนั้นมากเพียงใด จะบอกว่าเป็นที่จับตามองของทุกคนก็ไม่เกินเหตุเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้หลี่ลั่วหลบอยู่ที่นครหนานเฟิงจึงยังพอทำเนา อย่างน้อยข่าวลือร้ายๆ เหล่านั้นก็ยังมาไม่ถึงตัวเขา แต่หากเขาได้ไปเรียนที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้วละก็ เขาคงต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันจากประกายแสงอันเจิดจรัสของเจียงชิงเอ๋อร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่
หากเปลี่ยนเป็นคนที่ทนแรงกดดันไม่ไหว คงจะพังทลายไปเลยก็ได้
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น บรรยากาศในสนามก็พลันพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที ทั้งสองสาวมองไปยังต้นตอของเสียง ก็เห็นกลุ่มนักศึกษาจากวิทยาลัยต่างๆ กำลังเดินเข้าสู่สนาม
พวกนางกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็เห็นหลี่ลั่วที่อยู่ในกลุ่มของวิทยาลัยหนานเฟิงในทันที เพราะผมสีเงินและรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลาของเขานั้นเป็นที่สะดุดตามาก
“คุณชายน้อยนี่หน้าตาดีจริงๆ เลยนะ พอเปลี่ยนสีผมแล้ว ยิ่งหล่อขึ้นไปอีก” ไช่เวยเอ่ยชมด้วยรอยยิ้ม
เหยียนหลิงชิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์นักว่า “พวกดูแต่ภายนอก ตื้นเขิน”
ถึงอย่างนั้นนางก็ปฏิเสธไม่ได้เหมือนกัน หลี่ลั่วที่ได้รับสืบทอดกรรมพันธุ์อันดีเลิศมาจากพ่อแม่ทั้งสองท่านนั้น ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ช่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติจริงๆ
ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วน ได้มีเงาร่างที่สวมชุดคลุมแสงดาวปรากฏขึ้นบนเวทีสูง บนชุดคลุมแสงดาวนั้น มีดวงดาวเปล่งประกายสีเงินออกมา
นั่นคือชุดของครูที่ปรึกษาจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง เห็นได้ชัดว่าผู้ที่มาถึงคือผู้คุมสอบที่ถูกส่งมาจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง
“นักศึกษาจากมณฑลเทียนสู่ทุกท่าน ข้าคืออันเลี่ย ครูจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง การสอบใหญ่ในปีนี้จะใช้การเก็บคะแนนเพื่อจัดอันดับ” ครูจากวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงที่ชื่ออันเลี่ยผู้นี้ดูมีอายุราวๆ สามสิบปี การที่สามารถไต่เต้าขึ้นมาเป็นครูของวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงได้ด้วยอายุเพียงเท่านี้ แสดงให้เห็นว่าเขามีความสามารถมากเพียงใด
ทันทีที่เสียงของเขาเงียบลง ก็เห็นครูผู้ดูแลของแต่ละวิทยาลัยต่างก็นำแผ่นผลึกแก้วออกมาแจกจ่ายให้กับนักศึกษาของตัวเอง
หลี่ลั่วกับคนอื่นๆ ก็ได้รับแผ่นผลึกแก้วเช่นกัน แผ่นผลึกแก้วนี้มีขนาดประมาณฝ่ามือ บนนั้นสลักตราสัญลักษณ์ของแต่ละวิทยาลัยเอาไว้พร้อมกับชื่อของนักศึกษา
“เมื่อการสอบใหญ่เริ่มต้นขึ้น พวกเจ้าทุกคนจะต้องผ่านด่านทดสอบสองด่าน ซึ่งหลังจากผ่านทั้งสองด่านนี้แล้ว พวกเจ้าจะได้รับคะแนนพื้นฐานจำนวนหนึ่ง”
“ภายในด่านทดสอบสองด่านนี้ ห้ามนักศึกษาทำร้ายกันเอง และเมื่อผ่านด่านทั้งสองด่านนี้ไปแล้ว ทุกอย่างจะเปลี่ยนเป็นรูปแบบอิสระทั้งหมด สามารถแย่งชิงแผ่นผลึกแก้วในมือผู้อื่นเพื่อแย่งชิงคะแนนมาได้ นี่คือรูปแบบแข่งขันในด่านที่สาม แน่นอนว่านักศึกษาจากวิทยาลัยเดียวกันจะไม่สามารถแย่งชิงคะแนนกันเองได้”
“จุดหมายของพวกเจ้า คือบริเวณส่วนลึกทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของภูเขาไป๋หลิง ที่นั่นมีซากเมืองโบราณแห่งหนึ่งเรียกว่าซากไป๋หลิง เมื่อไปถึงที่นั่นแล้ว พวกเจ้าก็จะได้รู้กฎการทดสอบข้อสุดท้ายเอง”
เมื่อเสียงอันหนักแน่นของอันเลี่ยดังขึ้น สีหน้าของนักศึกษาทุกคนก็เริ่มเคร่งขรึมขึ้น บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความตึงเครียด
หลังจากที่อธิบายกฎทั้งหมดจบแล้ว อันเลี่ยก็เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า จากนั้นก็เผยรอยยิ้มสดใสออกมา
“เอาละ ข้าขอประกาศให้การสอบใหญ่เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ”
เมื่อสิ้นเสียงประกาศ บรรยากาศที่ตึงเครียดก็พลันระเบิดปะทุออก ดูคึกคักครื้นเครง แผ่ซ่านออกไปปกคลุมทั่วทั้งฟ้าดิน
ในที่สุดการสอบใหญ่ก็เริ่มต้นขึ้น