อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 2 บทที่ 48 เผชิญหน้ากับซือคง (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 2 บทที่ 48 เผชิญหน้ากับซือคง (อัปเดต)
ในช่วงสองวันที่ผ่านมานั้น ไม่มีใครมายุ่งกับหลี่ลั่วอีก แต่ทุกครั้งที่เขาออกไปข้างนอก สายตาที่มองมานั้นก็เหมือนจะมีแววตาแปลกๆ แฝงอยู่ด้วย
แต่หลี่ลั่วจะสนใจเรื่องนี้หรือ? แน่นอนว่าไม่
เพราะเมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาประสบพบเจอมาตลอดสองปีที่ผ่านมาแล้ว เรื่องแค่นี้มันก็เล็กน้อยไปเลยจริงๆ
สวนไป๋หลิง ภัตตาคารเฟิงชาน
หลี่ลั่วกับจ้าวคั่วมาที่นี่เพื่อทานอาหาร แต่เมื่อขึ้นไปบนชั้นสองแล้วก็พบว่าในห้องโถงอันกว้างขวางนั้นเต็มไปด้วยผู้คน มีแต่เด็กหนุ่มเด็กสาวที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังอยู่เต็มไปหมด เสียงหัวเราะโวยวายดังขึ้นเป็นระยะ
“คนเยอะเกินไปแล้ว” จ้าวคั่วกล่าวอย่างจนใจ
หลี่ลั่วเองก็รู้สึกจนใจเช่นกัน กำลังจะหันหลังกลับไป แต่กลับเห็นมีคนโบกมือเรียกเขาอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่างไม่ไกลนัก
เมื่อมองดูดีๆ แล้วก็พบว่าเป็นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์
“ไปกันเถอะ ไปหาอะไรกิน”
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่ลั่วก็ไม่เกรงใจ พาจ้าวคั่วเดินตรงไป แต่เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วก็พบว่าคนที่นั่งร่วมโต๊ะกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์มีทั้งตี้ฝ่าฉิงและซ่งอวิ๋นเฟิง
“ถ้าไม่รังเกียจก็นั่งที่นี่เถอะ ยังมีที่ว่างอยู่” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ชี้นิ้วเรียวไปยังที่นั่งว่างพร้อมกล่าว
ตี้ฝ่าฉิงที่นั่งร่วมโต๊ะมองหลี่ลั่วแวบหนึ่ง แต่นางกลับไม่ได้พูดจาดูถูกเหยียดหยามเขาเหมือนเมื่อก่อน แต่กลับนั่งดื่มน้ำเงียบๆ
ส่วนซ่งอวิ๋นเฟิงกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย แสดงท่าทีไม่พอใจออกมาอย่างเปิดเผย เขารู้สึกว่าถ้าเป็นคนรู้จักกาละเทศะละก็ ตอนนี้ควรจะรู้ว่าควรทำอย่างไร
จากนั้น เขาก็เห็นหลี่ลั่วนั่งลงข้างๆ เขาทันทีพร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างขอบคุณ “เพื่อนร่วมชั้นอย่างไรก็ดีกว่าล่ะนะ ช่วยชีวิตข้าได้ถูกเวลาพอดี” จ้าวคั่วเองก็นั่งลงเช่นกัน
มุมปากของซ่งอวิ๋นเฟิงกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวอย่างเย็นชาว่า “หลี่ลั่ว ได้ยินว่าเจ้าก่อเรื่องอีกแล้วนะ ตอนนี้ในสวนไป๋หลิงมีคนจากวิทยาลัยอื่นอยู่มากมายขนาดนี้ เจ้าช่วยทำตัวให้มันสมเกียรติวิทยาลัยหนานเฟิงหน่อยได้ไหม? เจ้าเป็นแบบนี้ จะทำให้พวกข้าที่เป็นนักศึกษาของวิทยาลัยหนานเฟิงเหมือนกันรู้สึกอับอาย”
เมื่อหลี่ลั่วได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “หากการกระทำของข้าทำให้เจ้ารู้สึกอับอายละก็ ข้าขอแนะนำให้เจ้ารีบลาออกไปเถอะ”
คำพูดของหลี่ลั่วทำให้แววตาของซ่งอวิ๋นเฟิงฉายแววโกรธออกมาทันที ส่วนหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างกลับมุมปากยกขึ้นเล็กน้อย
ซ่งอวิ๋นเฟิงยิ้มเย็นกล่าว “ข้าจะลาออกหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาตัดสินใจได้ หลี่ลั่ว ข้าหวังดีกับเจ้า เจ้าอย่าคิดว่าการที่เจ้าสามารถสู้เสมอกับข้าในการสอบซ้อมได้แล้วจะสามารถไปหาเรื่องคนจากวิทยาลัยอื่นได้ตามใจชอบ เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีว่าผลการสอบซ้อมนั่นมันใช้ประโยชน์อะไรในนี้ไม่ได้”
ทว่าหลี่ลั่วกลับไม่สนใจคำพูดของเขา หันไปกล่าวกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่กำลังเรียกบริกรอยู่ว่า “ช่วยสั่งอาหารให้พวกเราด้วย ขอบใจ”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่ได้ตอบรับ แต่ตอนที่นางพูดกับบริกรนั้น นางได้สั่งอาหารราคาแพงเพิ่มเข้าไปอีกสองที่
เมื่อเห็นดังนั้น ความโกรธในใจของซ่งอวิ๋นเฟิงก็ยิ่งทวีคูณขึ้น มีเพลิงแห่งความริษยาลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง เพราะเขาไม่เคยพูดกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์แบบนี้มาก่อน แต่หลี่ลั่วไอ้เวรนี่ มันกลับกล้าใช้นางต่อหน้าเขาเช่นนี้
“พรุ่งนี้การสอบใหญ่ก็จะเริ่มขึ้นแล้ว พวกเจ้าเตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง?” แต่ดูเหมือนว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จะไม่อยากฟังพวกเขาทะเลาะกันต่อแล้ว จึงเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาก่อน
ทุกคนพยักหน้า จากนั้นเรื่องสนทนาก็เปลี่ยนไปโดยปริยาย
หลี่ลั่วไม่ได้เข้าร่วมวงสนทนา แต่ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวอย่างเดียว
ทว่าพอกินไปได้ครึ่งหนึ่ง เขาก็รู้สึกว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารแปลกไปเล็กน้อย ถึงได้มองไปทางด้านหนึ่งด้วยลางสังหรณ์ ซึ่งก็เห็นเงาร่างหนึ่งเดินตรงเข้ามา
เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ได้มีหน้าตาที่โดดเด่นมากนัก แต่กลับแผ่บรรยากาศที่ชวนให้รู้สึกกดดันออกมารางๆ ถึงแม้ว่าบนใบหน้าของเขาจะมีรอยยิ้มที่อ่อนโยน แต่ก็ชวนให้ผู้คนไม่กล้าดูแคลนอยู่ดี
เขาคือนักศึกษาของวิทยาลัยตงยวน ซือคง บุตรชายของซือฉิง ผู้ว่ามณฑลมณฑลเทียนสู่
เมื่อซือคงขึ้นมาบนชั้นสองแล้ว เขาก็มองตรงมายังโต๊ะของหลี่ลั่วโดยตรง จากนั้นก็เดินยิ้มเข้ามาหา “ทุกคน ขอนั่งด้วยได้ไหม?”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น ก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ “ขอโทษด้วย ที่เต็มแล้ว”
ซือคงยิ้มแล้วลากเก้าอี้ตัวหนึ่งจากโต๊ะข้างๆ มา เห็นได้ชัดว่าคนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะนั้นก็รู้จักเขาเช่นกัน จึงไม่มีใครกล้าขัดขวาง
ซือคงนั่งลงข้างซ่งอวิ๋นเฟิงในอีกฝั่งหนึ่งแล้วกล่าว “ชิงเอ๋อร์ บิดาข้ากับลุงหลี่ว์เองก็รู้จักกัน ไม่เห็นต้องเย็นชาขนาดนั้นเลยนี่?”
“เดิมทีพวกเราก็เป็นคู่แข่งกันอยู่แล้ว จะเสแสร้งทำเป็นสนิทสนมเพื่ออะไร? แสดงละครแบบนี้ไม่เหนื่อยบ้างหรือ” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าว
ซือคงยิ้มอย่างจนใจ “ในอนาคตพวกเราย่อมต้องได้เข้าเรียนในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงเหมือนกันอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นพวกเราก็เป็นเพื่อนร่วมชั้นกันแล้ว ไม่เห็นต้องเหินห่างกันขนาดนี้เลย”
“อวิ๋นเฟิง ข้าพูดถูกไหม?” เขายังหันไปถามซ่งอวิ๋นเฟิงที่อยู่ข้างๆ ด้วย
ซ่งอวิ๋นเฟิงพยักหน้าอย่างสงบ
หลี่ลั่วกินจนอิ่มหนำสำราญแล้ว จึงวางช้อนลง มองไปที่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์แล้วกล่าว “กินอิ่มหรือยัง? ไปเดินเล่นย่อยอาหารกันไหม?”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็พยักหน้าเล็กน้อย นางย่อมรู้อยู่แล้วว่าหลี่ลั่วกำลังช่วยนางอยู่ เพราะนางเองก็ไม่อยากอยู่ที่นี่พูดเรื่องไร้สาระกับซือคงที่เอาแต่เสแสร้งเหมือนกัน
เมื่อเห็นดังนั้น ดวงตาของซือคงก็หรี่ลงเล็กน้อย เขาใช้นิ้วหยิบถั่วปากอ้าเม็ดหนึ่งขึ้นมา จากนั้นก็ดีดนิ้วออกไปเบาๆ ราวกับมีเสียงฟ้าร้องดังขึ้นรางๆ แสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งตรงไปที่ใบหน้าของหลี่ลั่วด้วยความเร็วราวกับประกายสายฟ้า
ทว่าในตอนที่แสงสีเงินกำลังจะพุ่งเข้าใส่หลี่ลั่วนั้น ตะเกียบที่แผ่ความเย็นเยียบสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาปัดป้องถั่วปากอ้าที่ห่อหุ้มไปด้วยพลังอัตลักษณ์สายฟ้าเม็ดนั้นจนกระเด็นออกไป จากนั้นตะเกียบก็ปักเข้าไปที่เสาของร้านอาหารอย่างแรง พลังเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมาทำให้เกิดเกล็ดน้ำแข็งสีขาวขึ้นบางๆ บริเวณโดยรอบ
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มองซือคงด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง รอบตัวมีพลังเย็นเยียบแผ่ออกมารางๆ กล่าวว่า “ซือคง อย่าก่อเรื่องจะดีกว่า”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน สายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมองมาด้วยความตกใจระคนสงสัย แต่เมื่อพวกเขาพบว่าคนที่ขัดแย้งกันนั้นเป็นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์กับซือคงแล้ว ก็ยิ่งให้ความสนใจมากขึ้น หรือว่าคนที่มีโอกาสจะได้ตำแหน่งอันดับหนึ่งในการสอบใหญ่ประจำปีนี้จะลงไม้ลงมือกันก่อนเวลาที่นี่เลย?
ซือคงยิ้มออกมาท่ามกลางสายตาของฝูงชนที่กำลังจับจ้อง “พลั้งมือ แค่พลั้งมือน่ะ… คุณชายน้อยอย่าโกรธกันล่ะ”
หลี่ลั่วส่ายหน้า กล่าวอย่างจนใจ “ไอ้โกรธน่ะไม่ได้โกรธหรอก แค่เจ้าเล่นกับอาหารแบบนี้มันฟุ่มเฟือยเกินไปนะ ดูท่าบ้านเจ้าจะสั่งสอนมาไม่ค่อยดีเลยนะ? ปกติแล้วผู้ว่าซือไม่ได้สั่งสอนเจ้าบ้างเลยหรือ? หากบ้านเจ้าขาดแส้หนังละก็ เดี๋ยวข้ายกให้สักสองเส้นก็ได้”
ซือคงยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้า “คุณชายน้อยพูดถูกแล้ว ครั้งหน้าข้าจะระวังให้มากขึ้น”
“รู้จักสำนึกผิดแบบนี้ ก็ยังถือว่าเป็นคนดี”
หลี่ลั่วพยักหน้าชื่นชม จากนั้นก็หันหลังเดินออกไปพร้อมกับจ้าวคั่ว
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มองซือคงด้วยสายตาเย็นชาแวบหนึ่ง ก่อนจะเดินตามหลี่ลั่วไปติดๆ ตี้ฝ่าฉิงก็รีบตามไป ส่วนซ่งอวิ๋นเฟิงมองซือคงก่อนครู่หนึ่ง ถึงค่อยลุกขึ้นเดินจากไป
ซือคงมองตามหลังของพวกเขาไปโดยไม่ใส่ใจ ยื่นมือไปหยิบถั่วปากอ้าที่เหลืออยู่ไม่กี่เม็ดบนโต๊ะเข้าปาก ขยับปากเคี้ยวเบาๆ บนมุมปากมีรอยยิ้ม แต่นัยน์ตากลับเย็นชา
“หลี่ลั่วผู้นี้ แท้จริงแล้วมันซ่อนความแข็งแกร่งเอาไว้ หรือว่าอ่อนแอจริงๆ กันแน่? ยังอยากจะลองหยั่งเชิงอีกสักหน่อยเชียว”
เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะเบาๆ
ช่างเถอะ คุณชายน้อยที่ไร้ค่า คงไม่เป็นภัยคุกคามอะไรมากนักหรอก ตราบใดที่กำจัดหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้ เช่นนั้นในการสอบครั้งนี้ วิทยาลัยหนานเฟิงก็จะต้องชิงป้ายวิทยาลัยอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่มาไม่ได้อย่างแน่นอน
แต่เจ้าหมอนี่ มันช่างน่ารังเกียจจริงๆ
ดูท่าคงต้องเตรียมการสำหรับกำจัดมันให้ตกรอบโดยเร็วเอาไว้ด้วยแล้ว