อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 3 บทที่ 66 หลี่ลั่วโกรธมาก (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 3 บทที่ 66 หลี่ลั่วโกรธมาก (อัปเดต)
ภายในโพรงต้นไม้ หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ถูกการกระทำของหลี่ลั่วทำเอาตะลึงงัน อ้าปากน้อยๆ สีแดงสดค้าง มองดูหลี่ลั่วอย่างเหม่อลอย ท่าทางเช่นนี้เมื่อเทียบกับท่าทางเย็นชาในเวลาปกติแล้ว กลับดูไร้เดียงสาอย่างพบเห็นได้ยาก ค่อนข้างน่ารักเลยทีเดียว
หลี่ลั่วเองก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าของนาง กล่าวติดตลกว่า “ฮ่าฮ่า ข้าล้อเล่นน่า อันที่จริงก่อนการสอบใหญ่ครั้งนี้ข้าก็สั่งสมพลังกับเตรียมพร้อมไว้ก่อนพอสมควรแล้ว ดังนั้นจึงใกล้จะทะลวงระดับได้อยู่แล้ว และก่อนหน้านี้ยังถูกแผนการอันชั่วร้ายของซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงบีบบังคับให้จิตใจของข้าปั่นป่วน หลังจากกลับมาบำเพ็ญอีกครู่หนึ่งก็สัมผัสได้ถึงสัญญาณของการทะลวงระดับแล้ว”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก มองค้อนหลี่ลั่วอย่างไม่สบอารมณ์ เจ้าหมอนี่จะทะลวงระดับก็ทะลวงระดับไปสิ ยังมานับหนึ่งสองสามอะไรนั่นอีก ทำเอานางหน้าแตกเกือบจะยับเยินอยู่แล้ว
“แต่ความเร็วในการบำเพ็ญของเจ้ามันจะเร็วไปหน่อยไหมนะ ข้ารู้สึกว่าระยะเวลาน่าจะเท่ากับของอัตลักษณ์ระดับเจ็ดเลย” อยู่ๆ หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็กล่าวออกมาด้วยความสงสัย
หลี่ลั่วพยักหน้า “ข้าใช้น้ำยาแสงวิเศษช่วยยกระดับอัตลักษณ์ขึ้นมาเล็กน้อย”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์พยักหน้า ไม่ได้ซักถามอะไรมากไปกว่านี้ วกกลับเข้าเรื่องเดิมว่า “แต่ถึงแม้เจ้าจะไปถึงระดับแปดตราแล้ว แต่มันก็แค่ลดช่องว่างระหว่างเจ้ากับซือคงลงมาเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นโอกาสชนะของเจ้าก็ยังคงมีไม่มากอยู่ดี”
ซือคงมีพลังระดับเก้าตรา แถมยังมีอัตลักษณ์สายฟ้าระดับเจ็ดขั้นสูงติดตัว ซึ่งอัตลักษณ์ประเภทนี้ทั้งโจมตีรุนแรงและรวดเร็ว เดิมทีก็รับมือยากมากอยู่แล้ว เวลาต่อสู้มันจึงดุดันอำมหิตผิดธรรมชาติ
ในทางกลับกัน หลี่ลั่วเพิ่งจะทะลวงไปถึงระดับแปดตรา บวกกับอัตลักษณ์น้ำที่อาจจะแค่ระดับหก… ความห่างชั้นที่เห็นจากภายนอกนี้ มันไม่น้อยเลยจริงๆ
“ลองดูก่อนสักตั้งเถอะ” หลี่ลั่วกล่าว
เมื่อเห็นว่าหลี่ลั่วตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว หลี่ว์ชิงเอ๋อร์จึงไม่ได้พูดอะไรต่อ หากถึงเวลานั้นแล้วนางจัดการฝั่งตัวเองได้อย่างรวดเร็ว นางก็ยังพอจะรีบไปช่วยหลี่ลั่วได้
ในขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น อยู่ๆ ก็มีหัวของใครบางคนโผล่ออกมาจากปากโพรงต้นไม้ จ้องมองมาที่ทั้งสองที่อยู่ภายในโพรงด้วยสีหน้าเลิ่กลั่กครู่หนึ่งก่อนจะรู้สึกตัว รีบตะโกนออกมาด้วยความดีใจจนแทบคลั่ง “อยู่ตรงนี้!”
เปรี้ยง!
ทันทีที่สิ้นเสียง พลังอัตลักษณ์อันเย็นเยียบสายหนึ่งก็ถาโถมออกไปอย่างดุดัน ราวกับเป็นลิ่มน้ำแข็งอันแหลมคมท่อนหนึ่ง พุ่งเข้าซัดใบหน้าของคนผู้นั้นโดยตรง เกิดเกล็ดน้ำแข็งจำนวนมากปกคลุมจนใบหน้าของมันถูกแช่แข็งไปอย่างสมบูรณ์
ยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาสักคำ ก็ล้มลงไปก่อนแล้ว
แต่เสียงตะโกนของเขาก็ทำให้คนรอบข้างที่อยู่ไม่ไกลออกไปถูกดึงดูดความสนใจเอาไว้ทันที จากนั้นก็มีเงาร่างหลายสายรีบตรงดิ่งเข้ามา
ทว่าทันทีที่พวกเขาเข้ามาใกล้ ก็เห็นหลี่ลั่วกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เดินออกมาจากโพรงต้นไม้ด้วยตัวเอง
“หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไม่เป็นไร? ถูกซือคงหลอกงั้นหรือ?” เมื่อพวกเขาเห็นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย โดยเฉพาะพลังอัตลักษณ์น้ำแข็งที่โคจรอยู่บนผิวนอกร่างกายนาง ก็ทำให้สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปทันที
ตอนนี้หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้สวมถุงมือใยไหมน้ำแข็งเอาไว้บนมือทั้งสองข้างอีกครั้ง นางจ้องมองไปยังพวกคนที่คิดจะฉวยโอกาสปล้นคนยามไฟไหม้เหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชา “ไสหัวไป เป้าหมายของพวกเราคือซือคง”
เสียงตวาดอันเย็นเยียบดังกังวาน พลังอัตลักษณ์น้ำแข็งโคจร เศษหินที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าถึงกับมีเกล็ดน้ำแข็งก่อตัวขึ้นมา
เหล่านักศึกษาที่เห็นภาพเช่นนั้นต่างก็หน้าซีดเผือด จากนั้นก็รีบถอยห่างออกไปพร้อมกับแอบด่าอยู่ในใจ ไอ้ซือคงนั่นมันขี้โกหกจริงๆ สภาพของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ในตอนนี้ ไม่เหมือนกับคนที่บาดเจ็บสาหัสเลยสักนิด
หลังจากไล่คนอื่นๆ ออกไปแล้ว หลี่ลั่วกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็ยังยืนอยู่ที่เดิม พวกเขารู้ดีว่าอีกไม่นานซือคงกับพวกก็จะได้รับข่าวและรีบตรงเข้ามาอย่างแน่นอน
การรอคอยของทั้งสองไม่ได้กินเวลานานนัก หลังจากนั้นไม่กี่นาที ทางทิศตะวันตกก็มีเงาร่างหลายสายพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว กระโดดไปมาท่ามกลางซากปรักหักพังอย่างคล่องแคล่วว่องไว
เป็นซือคง ซ่งอวิ๋นเฟิงและพรรคพวกนั่นเอง
สุดท้ายเงาร่างของพวกเขาก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าของหลี่ลั่วกับหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ ทุกคนต่างมองไปที่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ด้วยสายตาประหลาดใจเพราะสภาพของนางนั้นดูดีกว่าที่พวกเขาคาดการณ์เอาไว้มาก
“ชิงเอ๋อร์ อาการบาดเจ็บของเจ้าหายดีแล้วหรือ?” ซือคงเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มีสีหน้าเรียบเฉย ไม่สนใจท่าทางเสแสร้งของเขา แต่กลับหันไปมองซ่งอวิ๋นเฟิงด้วยสายตาดุร้าย กล่าวว่า “ซ่งอวิ๋นเฟิง เจ้ามันช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก”
สาเหตุที่ก่อนหน้านี้นางถูกซือคงกับพวกปิดล้อมได้ เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะสัญลักษณ์ที่ตี้ฝ่าฉิงทิ้งเอาไว้ให้ซ่งอวิ๋นเฟิง ดังนั้นต้นตอของเรื่องทั้งหมดนี้ก็คือซ่งอวิ๋นเฟิง
ภายใต้สายตาเย็นชาของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ สีหน้าของซ่งอวิ๋นเฟิงเองก็ย่ำแย่ลงเช่นกัน ได้แต่กล่าวอย่างกระอักกระอ่วนว่า “ชิงเอ๋อร์ ข้าเองก็มีเหตุจำเป็นเหมือนกัน”
ทว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์กลับละสายตาออกจากซ่งอวิ๋นเฟิงทันที สีหน้าอันเย็นชาบ่งบอกอย่างชัดเจนว่านางได้ตัดขาดกับอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์แล้ว
แววตาของซ่งอวิ๋นเฟิงฉายแววละอายและโกรธแค้นออกมาแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แก้ตัวอะไรต่อ ได้แต่อาฆาตแค้นอยู่ในใจ “อวดดีนัก ข้าตามจีบเจ้าตั้งนาน แต่ไม่เห็นจะมีความคืบหน้าอะไรขึ้นมาเลย รอดูแล้วกันว่าหลังจากที่เจ้าตกรอบไปแล้ว จะยังทำตัวหยิ่งยโสแบบนี้ได้อีกหรือเปล่า?”
ขณะเดียวกันก็หันไปมองหลี่ลั่วด้วยสายตาบูดบึ้ง การที่อาการบาดเจ็บของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์หายดีเร็วขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นเพราะหลี่ลั่ว
ไม่รู้ว่าช่วงที่ผ่านมาสองคนนี้ไปทำอะไรมากันแน่ เมื่อนึกถึงภาพที่หลี่ลั่วทำตัวเป็นผู้กล้าช่วยหญิงงาม ช่วยเหลือหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไปได้แล้ว และเมื่อนึกถึงท่าทีที่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มีต่อหลี่ลั่วในตอนนี้อีก นัยน์ตาเขาก็มีเปลวเพลิงแห่งความริษยาลุกโชนขึ้นมาทันที
“หลี่ลั่ว เจ้าเกิดปีสุนัขหรือไง ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านจริงๆ” ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง
หลี่ลั่วมองซ่งอวิ๋นเฟิงครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ กล่าวออกมาว่า “เป็นไอ้คนทรยศอย่างเจ้าสินะที่ลอบกัดจ้าวคั่วกับอวี๋ล่างน่ะ”
ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าวเสียงเย็นชา “ต่อให้ข้าไม่ทำแบบนั้น สุดท้ายแล้วพวกมันก็ต้องตกรอบอยู่ดี”
หลี่ลั่วยิ้มออกมา แต่รอยยิ้มนี้กลับทำให้ผู้คนรู้สึกขนลุกอย่างบอกไม่ถูก
ตอนนี้สายตาของซือคงก็เลื่อนจากตัวของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์มาที่หลี่ลั่วเช่นกัน ยิ้มกล่าวว่า “หลี่ลั่ว เรื่องของที่นี่ไม่เกี่ยวกับเจ้า ข้าจะให้โอกาสเจ้าออกไป เช่นนั้นเจ้าอาจจะยังมีโอกาสติดหนึ่งในสิบอันดับแรก เป็นไง?”
หลี่ลั่วยิ้มกล่าว “แต่ตอนนี้ข้ากำลังโกรธอ่ะสิ ดังนั้นข้าเองต่างหากที่ไม่อยากให้เจ้าติดหนึ่งในสิบอันดับแรก”
ซือคงหัวเราะร่วนออกมาอย่างอดไม่ได้ ชี้ไปที่ศีรษะของตัวเอง “โกรธจนขาดสติไปแล้วหรือ? ดูท่าเรื่องเมื่อครู่คงจะกระทบกระเทือนสมองของเจ้าไม่น้อยเลยจริงๆ สินะ”
“ถึงแม้ตอนนี้อาการบาดเจ็บของชิงเอ๋อร์จะหายดีขึ้นมากแล้ว แต่หากเจ้าหวังพึ่งให้นางเอาชนะข้าได้ละก็ คงต้องบอกว่าเจ้าคิดเรื่องต่างๆ ง่ายเกินไปหน่อยแล้ว”
หลี่ลั่วส่ายหน้า กล่าวอย่างจริงจังว่า “ข้าไม่ได้คิดจะให้นางเอาชนะเจ้า แต่ข้าคิดจะลงมือเอง”
ครั้งนี้ ซือคงไม่คิดจะหัวเราะออกมาด้วยซ้ำ ส่วนซ่งอวิ๋นเฟิง เซี่ยงเหลียงและคนอื่นๆ ต่างก็จ้องมองหลี่ลั่วด้วยสายตาประหลาดใจ เพราะคำพูดนี้มันทำให้ผู้อื่นหมดอารมณ์ที่จะเย้ยหยันเลยด้วยซ้ำ
หลี่ลั่วมันโกรธจนเสียสติไปแล้วจริงๆ หรือ?
ในขณะที่พวกเขากำลังรู้สึกพูดไม่ออกอยู่นั้น ก็เห็นหลี่ว์ชิงเอ๋อร์หันไปกล่าวกับหลี่ลั่วว่า “เช่นนั้นจะให้ข้าไปจัดการเซี่ยงเหลียง ฉือซู และจงฟู่ สามคนนี้ใช่ไหม? แล้วซ่งอวิ๋นเฟิงล่ะ? ให้ข้าจัดการไปพร้อมกันเลยไหม?”
หลี่ลั่วครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ก่อนจะกินอาหารจานหลัก ข้าอยากได้อาหารเรียกน้ำย่อยมาสร้างบารมีก่อนสักหน่อย ซ่งอวิ๋นเฟิงกำลังดีเลย”
“เข้าใจแล้ว”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็พุ่งออกไปยังทิศทางอื่น
ตอนนี้เอง คนกลุ่มนั้นถึงกับตกตะลึงไปจริงๆ ต่างก็เผยแววตาเหลือเชื่อออกมา หลี่ว์ชิงเอ๋อร์จะให้หลี่ลั่วรับมือซือคงจริงๆ หรือ?
“จะเอายังไงดี?” เซี่ยงเหลียงกับอีกสองคนมองซือคงด้วยความกังวล
ซือคงหรี่ตาลงเล็กน้อย กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ตอนนี้ ‘หัตถ์หยกน้ำแข็ง’ ของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ใช้การไม่ได้ พวกเจ้าไปเล่นกับนางก่อน หลังจากที่ข้าจัดการทางนี้เสร็จแล้วจะรีบตามไปช่วยพวกเจ้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทั้งสามก็ลังเลไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็พยักหน้าไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านี้อีก จากนั้นก็รีบตามหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ไปอย่างระมัดระวัง
เมื่อพวกเขาจากไปแล้ว บริเวณซากปรักหักพังแห่งนี้ก็เหลือเพียงหลี่ลั่วที่ยืนเผชิญหน้ากับซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงเพียงลำพัง
ภาพเหตุการณ์นี้ได้ถูกฉายลงไปยังเชิงเขาไป๋หลิง ทำให้เกิดเสียงตกใจฮือฮาดังขึ้นมากยิ่งกว่าตอนที่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ถูกล้อมโจมตีก่อนหน้านี้เสียอีก