อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 3 บทที่ 65 ข้าหายดีแล้ว (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 3 บทที่ 65 ข้าหายดีแล้ว (อัปเดต)
ณ ลานกว้างกลางซากปรักหักพัง
อวี๋ล่างนั่งยิ้มแป้นอยู่บนพื้น ส่วนจ้าวคั่วนั้นถูกแขวนห้อยโตงเตงอยู่ด้านบน ไหวไปตามสายลม แต่กระนั้นเขาเองก็กำลังหัวเราะออกมาเช่นกัน
“อวี๋ล่าง เจ้านี่มันฉลาดจริงๆ”
“ขอบคุณที่ชม” อวี๋ล่างปัดผมม้าเล็กน้อย ตอบกลับอย่างถ่อมตน
ซือคงมองทั้งสองคนด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนจะละสายตาไป พวกมันไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว ตอนนี้อย่างมากก็ได้แต่มาฟาดฝีปากกันตรงนี้เท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องไปสนใจอีก
ส่วนซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นค่อนข้างโกรธ เพราะแผนนี้เป็นแผนที่เขาเสนอขึ้นมาเอง แต่ไม่คิดเลยว่าจะถูกอวี๋ล่างโผล่ออกมาขัดขวางเสียก่อน
“อวี๋ล่าง พวกเจ้ามีโอกาสที่จะติดอันดับหนึ่งในสิบแท้ๆ แต่กลับเลือกที่จะให้ตัวเองถูกคัดออกตรงนี้ เจ้าคิดว่ามันคุ้มค่าจริงหรือ?” ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าวจิกกัดเย็นชา
อวี๋ล่างกล่าวยานคางว่า “ไอ้โง่อย่างเจ้าไม่มีทางเข้าใจหรอก ซ่งอวิ๋นเฟิง ถึงแม้ข้าอวี๋ล่างจะรักเงินทอง แต่ร้ายดีอย่างไรก็ยังมีเส้นแบ่งอยู่บ้าง อย่างน้อยที่สุด ข้าก็ไม่กล้าทรยศวิทยาลัยตัวเองไปช่วยเหลือวิทยาลัยอื่นหรอก”
“คำพูดพวกนี้ของเจ้าไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย หลังจากนี้ข้าสามารถเข้าเรียนวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงได้อย่างแน่นอน ส่วนพวกเจ้าก็คงต้องจบเห่แค่นี้แล้วละ” ซ่งอวิ๋นเฟิงกล่าวเสียงเรียบ
อวี๋ล่างยิ้มกล่าว “นั่นก็ไม่แน่เสมอไปหรอก อย่างก่อนหน้านี้เจ้าเองก็ถูกหลี่ลั่วบีบบังคับจนเสมอกันอยู่เลยไม่ใช่หรือ ยังมีเรื่องอะไรที่เป็นไปไม่ได้อีกล่ะ?”
นัยน์ตาของซ่งอวิ๋นเฟิงมีโทสะอันมืดมนปรากฏขึ้นทันที อวี๋ล่างนี่มันปากเสียจริงๆ จงใจพูดจี้ใจดำเขาโดยเฉพาะ
ซือคงโบกมือ หยุดไม่ให้เขาเสียเวลาโต้เถียงกับอวี๋ล่างอีก “เอาเถอะ ถ้าแผนนี้ใช้ไม่ได้ เช่นนั้นก็ค้นหาต่อไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน พวกมันซ่อนตัวได้ไม่นานหรอก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซ่งอวิ๋นเฟิงก็พยักหน้า ไม่สนใจคำพูดไร้สาระของอวี๋ล่างอีกต่อไป แต่พวกเขากลับไม่ทันสังเกตเห็นเลยว่า ในจุดอับสายตาที่อยู่ไม่ไกลออกไป หลี่ลั่วกำลังมองดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย
สีหน้าของเขาเรียบเฉยมาก ราวกับว่าไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่หากเป็นคนที่รู้จักกับหลี่ลั่วจะรู้ว่า สำหรับคนที่อ่อนไหวกับมิตรสหายและเข้ากับคนง่ายอย่างเขาแล้ว การที่เขาแสดงท่าทีเช่นนี้ออกมามันหมายความว่าอย่างไร
มันหมายความว่าเขาโกรธอย่างแท้จริงแล้ว
สายตาของหลี่ลั่วจ้องมองไปที่ซือคงและซ่งอวิ๋นเฟิงครู่หนึ่งก่อนจะไม่ลังเลอีกต่อไป เขาหันหลังเดินจากไป เงาร่างค่อยๆ เลือนหายไป
และในตอนที่เขากำลังจากไปนั้น ซือคงเหมือนจะรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย พลางมองไปยังทิศทางที่เขาลับสายตาไปเมื่อครู่นี้ เมื่อครู่นี้เขาเหมือนจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความเป็นศัตรูสายหนึ่ง
หรือจะเป็นหลี่ลั่ว? ถ้าเป็นใช่ก็คงจะดีไม่น้อย การกระทำเมื่อครู่ น่าจะทำให้มันโกรธได้แล้วสินะ?
แต่ว่าความโกรธแค้นของผู้อ่อนแอ จะทำอะไรได้?
ภายในโพรงไม้
ตอนที่หลี่ลั่วกลับมา หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยังคงหลับตาฟื้นฟูพลังอยู่ เขาไม่ได้รบกวนนาง แต่เลือกที่จะไปนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างๆ หลับตาบำเพ็ญ
เวลาได้ค่อยๆ ไหลผ่านไปจนกระทั่งผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง
ดวงอาทิตย์บนฟากฟ้าค่อยๆ ตกดิน แสงสีแดงฉานส่องไปทั่วทั้งภูเขาไป๋หลิง ทำให้ทั่วทั้งฟ้าดินเปลี่ยนไปมืดสลัวขึ้นมา แต่หลี่ลั่วกลับได้ยินเสียงฝีเท้าจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ เป็นพวกที่กำลังตามหาตัวพวกเขานั่นเอง
ตอนที่หลี่ลั่วลืมตาขึ้น ก็พบว่าดวงตาคู่งามของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ กำลังมองมาที่เขา ดวงตาของทั้งสองประสานกันครู่หนึ่ง ก่อนที่นางจะรีบหลบสายตาไป
“ฟื้นฟูพลังได้แค่ไหนแล้ว?” หลี่ลั่วเอ่ยถาม
“พอสมควรแล้ว” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ยิ้มหวาน
หลี่ลั่วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามว่า “สภาพร่างกายของเจ้าตอนนี้ ยังเอาชนะซือคงได้อยู่ไหม?”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ลังเลไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ได้หรอก ความแข็งแกร่งของซือคงไม่ได้น้อยไปกว่าข้าเลย หากหัตถ์หยกน้ำแข็งของข้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ละก็น่าจะเอาชนะได้ แต่ตอนนี้พลังของหัตถ์หยกน้ำแข็งถูกใช้ไปจนหมดแล้ว คงยังฟื้นฟูกลับมาไม่ได้ในเวลาสั้นๆ อีกทั้งอาการบาดเจ็บของข้ายังไม่หายดีเลยด้วย”
“ยิ่งไปกว่านั้น ชุดเกราะอัสนีคลั่งของซือคงค่อนข้างแข็งแกร่งเลย หากไม่มีหัตถ์หยกน้ำแข็งแล้ว เกรงว่าข้าคงทำลายมันไม่ได้”
คิ้วของหลี่ลั่วขมวดเข้าหากัน ถ้าเป็นเช่นนี้ ซือคงก็จะต้องได้ที่หนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัยสินะ?
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มองหลี่ลั่วด้วยความสงสัย นางรู้สึกว่าอารมณ์ของเขาดูแปลกไป จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง “หลี่ลั่ว เจ้าเป็นอะไรไป?”
หลี่ลั่วกล่าวเสียงเรียบ “ข้าจะกำจัดซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงออกไปก่อนที่การตัดสินหนึ่งในสิบจะเริ่มขึ้น”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ตะลึงไป ตอนนี้จำนวนคนที่อยู่ในซากไป๋หลิงก็ลดน้อยลงมากแล้ว ยิ่งรวมกับความแข็งแกร่งของซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงแล้ว การที่พวกมันจะติดอันดับหนึ่งในสิบจึงแทบจะเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว แต่หลี่ลั่วกลับต้องการให้พวกมันไม่ติดแม้แต่อันดับหนึ่งในสิบ มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
“เมื่อครู่ พวกมันจับตัวจ้าวคั่วไปแล้วทำให้เขาอับอายขายหน้า พยายามบีบให้ข้าออกมา แต่สุดท้ายอวี๋ล่างก็ฉวยโอกาสทำให้จ้าวคั่วถูกคัดออกไป จากนั้นตัวเองก็บีบแผ่นหยกจนแตก ทำให้ตัวเองถูกคัดออกไปด้วย” หลี่ลั่วกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้น บนใบหน้าอันงดงามของนางก็มีเพลิงแห่งความโกรธแค้นปรากฏขึ้นเช่นกัน
“ทำเกินไปแล้ว!”
ตอนนี้นางถึงได้เข้าใจว่าทำไมหลี่ลั่วถึงมีอารมณ์เช่นนี้ แม้กระทั่งภาพลักษณ์อันอ่อนโยนเป็นมิตรในเวลาปกติก็หายไปจนหมดสิ้น เห็นได้ชัดว่าในใจเขากำลังเดือดดาลอย่างแท้จริง
“ข้าจะช่วยเจ้าเอง ถึงแม้ซือคงจะจัดการยาก แต่หากสู้แบบเอาเป็นเอาตายจริงๆ ละก็ มันก็ใช่ว่าจะชนะข้าได้เสมอไป!” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเค้นเสียงกล่าวออกมา
หลี่ลั่วมองนางแวบหนึ่ง เขาเห็นแววตาแน่วแน่อยู่ในดวงตาของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย หรือว่าหลี่ว์ชิงเอ๋อร์จะมีไพ่ตายอะไรซ่อนอยู่อีก?
แต่ดูแล้ว ไพ่ตายใบนี้คงจะมีราคาที่ต้องจ่ายเป็นแน่ มิฉะนั้นก่อนหน้านี้นางคงไม่ยอมถูกคัดออกโดยไม่ยอมใช้มันหรอก
“ไม่จำเป็น”
หลี่ลั่วรู้สึกซาบซึ้งใจเล็กน้อย เขาส่ายหน้าให้ด้วยรอยยิ้ม “ซือคง ปล่อยให้ข้าจัดการเอง ส่วนเจ้าไปจัดการเซี่ยงเหลียง ฉือซู และจงฟู่สามคนนั้นเถอะ”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์มองเขาด้วยความประหลาดใจ
“เจ้าจะไปจัดการซือคงเองงั้นหรือ?”
ถึงแม้ว่าจะไม่อยากพูดอะไรที่ทำร้ายจิตใจหลี่ลั่วออกมา แต่ความจริงก็คือตอนนี้หลี่ลั่วมีความแข็งแกร่งเพียงแค่ระดับเจ็ดตราเท่านั้น แต่ซือคงกลับมีความแข็งแกร่งระดับเก้าตราพร้อมอัตลักษณ์สายฟ้าระดับเจ็ดขั้นสูง!
มันแข็งแกร่งกว่าซ่งอวิ๋นเฟิงหลายเท่าเลย
หลี่ลั่วยิ้มอย่างจนใจ “เดิมทีข้าก็ไม่ได้คิดอยากจะชิงดีชิงเด่นกับเจ้าในการสอบใหญ่นี้หรอกนะ แต่ใครใช้ให้พวกมันมาบีบบังคับกันขนาดนี้!”
“ดังนั้นเจ้าอย่าโทษข้าล่ะ ข้าถูกบีบบังคับจริงๆ”
“ใครจะไปสนใจเรื่องพรรค์นั้นกัน แต่ว่าเจ้า… เจ้าอย่าฝืนตัวเองเลยได้ไหม? ข้าบอกแล้วไงว่าข้าสามารถช่วยเจ้าจัดการซือคงได้” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กระทืบเท้ากล่าวอย่างอดไม่ได้
นางกลัวว่าหลี่ลั่วจะดื้อรั้นเกินไป จนสุดท้ายอาจจะกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับซือคงเสียเอง
“เชื่อมั่นในตัวข้าหน่อยสิ…” หลี่ลั่วยิ้มกล่าว
“พลังอัตลักษณ์ระดับเจ็ดตราของเจ้า มันห่างชั้นกับซือคงมากเกินไป!” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าว
“ที่เจ้าพูดมามันก็จริงอยู่”
หลี่ลั่วพยักหน้า จากนั้นก็ยิ้มกล่าว
“ดังนั้นข้าตัดสินใจจะทะลวงไปขึ้นระดับแปดตรา!”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์พูดไม่ออก “ในสถานการณ์แบบนี้เจ้าจะเอาเวลาที่ไหนไปทะลวงอีก?”
หลี่ลั่วยกมือขึ้น “รอเดี๋ยว”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์งุนงง “รออะไร?”
“สาม…”
“สอง…”
“หนึ่ง…”
“เสร็จแล้ว” หลี่ลั่วผ่อนลมหายใจออกมา
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ฉงนสงสัย กำลังจะเอ่ยปากถาม ทว่าวินาทีต่อมานั่นเอง ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้น จ้องมองหลี่ลั่วที่อยู่ตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
เพราะในตอนนี้เอง นางรู้สึกได้ถึงพลังอัตลักษณ์ภายในร่างกายของหลี่ลั่วกำลังปั่นป่วนอย่างรุนแรง นั่นมัน… ระดับพลังอัตลักษณ์เพิ่มสูงขึ้นแล้วอย่างนั้นหรือ?
แล้วนี่มัน กลายเป็นระดับแปดตราแล้วจริงด้วย?!!!
ดังนั้นนางจึงสับสนมึนงงไปหมดแล้ว มันเล่นแบบนี้กันได้ด้วยหรือ?! หลี่ลั่วมันเป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่?