อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 3 บทที่ 68 วีรกรรมครั้งยิ่งใหญ่ (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 3 บทที่ 68 วีรกรรมครั้งยิ่งใหญ่ (อัปเดต)
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
หลี่ลั่วมองซ่งอวิ๋นเฟิงที่พุ่งชนกำแพงจนเกิดรอยร้าวด้วยความสงสัยเล็กน้อย ตอนนี้ซ่งอวิ๋นเฟิงมีสภาพสะบักสะบอม พลังที่ปะทุออกมาจากคมดาบของหลี่ลั่วได้สะกดข่มเขาเอาไว้อย่างหนักหน่วง
มุมปากของซ่งอวิ๋นเฟิงมีเลือดไหลซึมออกมา เขาเงยหน้าขึ้นมองหลี่ลั่วด้วยความประหลาดใจ กล่าวว่า
“เจ้า… เจ้าระดับแปดตราแล้วหรือ? เป็นไปได้ยังไง!”
พริบตาที่ปะทะกันเมื่อครู่ พลังอัตลักษณ์ที่หลี่ลั่วแสดงออกมานั้นไม่ได้อ่อนแอกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเหลือเชื่อมากที่สุด ก็คือพลังอัตลักษณ์น้ำของหลี่ลั่วนั้นบริสุทธิ์อย่างมาก อีกทั้งยังให้ความรู้สึกต่อเนื่องและหนักแน่น ราวกับเป็นอัตลักษณ์น้ำระดับเจ็ดอย่างไรอย่างนั้น!
“แต่อัตลักษณ์น้ำของเจ้านี่ มันเป็นแค่ระดับห้าไม่ใช่หรือ?”
ตอนนี้ซ่งอวิ๋นเฟิงรู้สึกราวกับว่าตัวเองกำลังฝันไป
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“เรื่องนี้ อันที่จริงต้องเล่าย้อนกลับไปเมื่อสิบหกปีก่อน ตอนนั้นข้าเพิ่งหย่านม และในวันนั้นเอง…”
ซ่งอวิ๋นเฟิงจดจ่อตั้งใจฟังอย่างไม่รู้ตัว
แต่ในวินาทีต่อมา เท้าของหลี่ลั่วก็กระทืบลงบนพื้น มีแสงสีน้ำเงินปรากฏขึ้นจากใต้ฝ่าเท้า เงาร่างของเขาราวกับดีดตัวออก พุ่งเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าซ่งอวิ๋นเฟิงด้วยความเร็วสูงสุด จากนั้นก็ตวัดฟันลงไปอีกหนึ่งดาบ
ซ่งอวิ๋นเฟิงรีบยกอาวุธขึ้นป้องกัน พลังอัตลักษณ์ที่บรรจุอยู่บนคมดาบนั่นทำให้เขาถูกสะกดข่มจนต้องคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที แผดเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้นว่า “เจ้าหลอกข้า?!”
“ฉลาดจริงๆ มองออกด้วยหรือเนี่ย”
หลี่ลั่วยิ้มเยาะ จากนั้นเงาขาก็ได้ฟาดเข้าที่หน้าอกของซ่งอวิ๋นเฟิงอย่างรวดเร็วราวกับแส้สายหนึ่ง ส่งอีกฝ่ายกระเด็นออกไปล้มหน้าคะมำกับพื้นในหนึ่งเท้า
และยังไม่ทันที่ซ่งอวิ๋นเฟิงจะลุกขึ้นยืน หลี่ลั่วก็พุ่งเข้าใส่ทันที ประกายดาบอันแหลมคมราวกับมีเสียงคลื่นซัดสาดแฝงอยู่ ถาโถมเข้าปกคลุมซ่งอวิ๋นเฟิงเอาไว้
ซ่งอวิ๋นเฟิงรู้สึกคับแค้นใจอย่างมาก ตอนนี้หลี่ลั่วที่ก้าวขึ้นสู่ระดับแปดตราแล้วนั้น ทำให้พลังอัตลักษณ์ของมันไม่ได้อ่อนไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย แต่ไอ้สารเลวนี่ยังใช้วิธีสกปรกแบบนี้เล่นงานเขาอีก ทำให้เขาไม่มีแม้แต่โอกาสจะได้พักหายใจเลยด้วยซ้ำ
ช่างต่ำช้าไร้ยางอาย ไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานเลยสักนิด!
ภายใต้คมดาบที่กระหน่ำฟันอย่างต่อเนื่องของหลี่ลั่ว ไม่นานนักซ่งอวิ๋นเฟิงก็เริ่มได้รับบาดเจ็บ บนร่างกายมีเลือดไหลซึมออกมา ดูเละเทะยับเยิน
เขารู้ดีว่าหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปคงไม่ดีแน่ จึงได้แผดเสียงคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราด พลังอัตลักษณ์ทั้งหมดภายในร่างกายปะทุออกมา แสงหอกสีแดงเพลิงได้พุ่งเข้าใส่หลี่ลั่วที่อยู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นเช่นนั้น หลี่ลั่วก็ยกฝ่ามือขึ้น เหมือนจะมีประกายแสงวารีสว่างขึ้นมารางๆ ขณะเดียวกันก็แผดเสียงตะโกนออกมาว่า “วิชาสะท้อนกลับขั้นสุดยอด!”
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนนี้ ซ่งอวิ๋นเฟิงก็นึกถึงภาพตอนสอบซ้อมที่ตัวเองถูกวิชากระจกวารีอันแปลกประหลาดของหลี่ลั่วสะท้อนพลังจนกลายเป็นปมในใจขึ้นมาทันที ซึ่งตอนนั้นหลี่ลั่วยังเป็นแค่ระดับหกตราเท่านั้น แต่ตอนนี้พลังอัตลักษณ์ของอีกฝ่ายไม่ได้อ่อนแอกว่าเขาแล้ว พลังสะท้อนกลับจากวิชากระจกวารีที่ใช้โดยพลังอัตลักษณ์ระดับนี้ มันจะร้ายกาจมากขึ้นแค่ไหนกัน?
ดังนั้น ซ่งอวิ๋นเฟิงจึงรีบดึงพลังกลับทันที
แต่เมื่อดึงพลังกลับไปแล้ว เขาก็ต้องตกใจเมื่อพบว่า ตรงหน้าของหลี่ลั่วกลับไม่มีกระจกวารีอะไรทั้งนั้น มีเพียงแค่ใบหน้าอันหล่อเหลาที่ทำให้ผู้คนต้องรู้สึกอิจฉาของอีกฝ่ายกำลังยิ้มกว้างมาให้เขา
“ล้อเล่นน่ะ”
ทันทีที่เสียงหัวเราะของหลี่ลั่วดังขึ้น เขาก็ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว บนดาบลายวารีในมือพลันมีแสงสีน้ำเงินไหลเวียนด้วยความเร็วสูง มีเสียงสั่นสะเทือนราวกับว่าแม้แต่อากาศเองก็ยังสั่นสะเทือนไปด้วยดังขึ้น
หลี่ลั่วฟันดาบลงมาปะทะเข้ากับหอกยาวของซ่งอวิ๋นเฟิงโดยตรง
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้น จากนั้นซ่งอวิ๋นเฟิงก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจ พบว่าหอกเหล็กในมือของเขานั้นได้ถูกดาบของหลี่ลั่วตัดสะบั้นไปทั้งอย่างนั้นเลย
คมดาบที่เหลือได้ฟาดฟันลงบนร่างกายของเขาอย่างไม่ปรานี
“อ๊าก!”
เสียงกรีดร้องดังขึ้น หน้าอกของซ่งอวิ๋นเฟิงมีเลือดพุ่งกระฉูด ได้รับบาดเจ็บสาหัสทันที
ในตอนนี้ หลี่ลั่วได้ยินเสียงแหวกอากาศดังขึ้นอย่างรวดเร็วจากทางด้านหลัง หางตาเหลือบไปมองแวบหนึ่งก็เห็นซือคงที่กำลังพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“หลี่ลั่ว บังอาจ!” เสียงตะโกนของซือคงราวกับเสียงฟ้าร้อง ทำเอาแก้วหูแทบแตก
แต่หลี่ลั่วกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย เตะซ่งอวิ๋นเฟิงที่กำลังกรีดร้องจนกระเด็นออกไป จากนั้นก็ใช้เท้าอีกข้างเกี่ยวหอกที่หักไปครึ่งหนึ่งขึ้นมาด้วยท่วงท่าอันสง่างามก่อนจะเหวี่ยงซัดออกไป
ฉึก!
หอกหักได้พุ่งเข้าปักที่ไหล่ของซ่งอวิ๋นเฟิงโดยตรง ตรึงเขาไว้บนกำแพง เสียงร้องโหยหวนดังไม่หยุด
ในตอนนั้นเอง ซือคงที่เร่งเดินทางมาถึงพลันลงมืออย่างเดือดดาล หอกยาวที่ราวกับมีประกายสายฟ้าวิ่งแล่นแปลบปลาบได้พุ่งเข้าใส่หลี่ลั่วอย่างรุนแรง
หลี่ลั่วถอยหลังหลบอย่างพลิ้วไหว ลงมายืนบนซากกำแพง แย้มยิ้มให้กับซือคง “โอ้ รีบกลับมากินข้าวหรือ?”
ดวงตาของซือคงเย็นชา เขามองซ่งอวิ๋นเฟิงที่ถูกตรึงไว้บนกำแพงแวบหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าอาการบาดเจ็บของซ่งอวิ๋นเฟิงนั้นสาหัสไม่เบาเลย ถือว่าถูกหลี่ลั่วเล่นงานจนหมดสภาพไปชั่วคราวแล้ว
เขาหันไปมองหลี่ลั่ว ความโกรธในดวงตาก็ค่อยๆ จางหายไป กล่าวเสียงเรียบว่า “หลี่ลั่ว ทุกคนล้วนดูถูกเจ้าเกินไปจริงๆ ด้วย”
“เจ้าต่างหากที่ซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้ได้ลึกที่สุดในวิทยาลัยหนานเฟิง”
หลี่ลั่วยิ้มกล่าว “ขอบคุณที่ชม ขอบคุณที่ชม”
ซือคงกล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย “แต่เจ้าอย่าได้ใจเกินไป เพราะสถานการณ์ตอนนี้ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ถึงเจ้าจะโผล่หัวออกมาตอนนี้ ก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้แล้ว”
“จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ก็ต้องลองดูก่อน”
หลี่ลั่วยิ้มบางๆ แล้วกล่าวว่า “ตอนนี้ข้ามีแค่ความคิดเดียว…”
เขากวาดสายตามองไปที่ซ่งอวิ๋นเฟิงกับซือคงครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ข้าจะทำตามที่อวี๋ล่างบอกไว้ จะจับพวกเจ้าสองคน… ไปห้อยหัวแขวนไว้บนบ่อเกรอะ”
ซือคงส่ายหน้า หยุดพูดเรื่องไร้สาระ ค่อยๆ ยกหอกยาวในมือขึ้น จ่อไปทางหลี่ลั่ว “เลิกพูดเรื่องเหลวไหลพวกนี้ได้แล้ว เดี๋ยวจะถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเอาได้”
“แสดงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของเจ้าออกมาเถอะ หลี่ลั่ว มิฉะนั้นวันนี้… ข้าจะทำให้คุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานอย่างเจ้า ต้องขายหน้ายับเยิน”
พริบตาที่เขากล่าวจบ พลังอัตลักษณ์สายฟ้าก็ได้ทะลักออกมาจากร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง พลังอัตลักษณ์ระดับเก้าตราถูกระเบิดออกมาอย่างเต็มกำลัง
เปรี้ยง!
ท่ามกลางเสียงฟ้าร้อง เงาร่างของซือคงได้ดีดตัวออกมาประหนึ่งประกายสายฟ้า ความเร็วนั้นทำเอาแววตาของหลี่ลั่วถึงกับตึงเขม็ง พลังอัตลักษณ์สายฟ้า รวดเร็วดุดันมากจริงๆ
พึ่บ!
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ซือคงก็มาอยู่ตรงหน้าหลี่ลั่วแล้ว หอกสายฟ้าในมือราวกับเป็นประกายสายฟ้าที่เจาะทะลุความว่างเปล่า จู่โจมใส่หลี่ลั่วด้วยความเร็วสูง
ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องลั่นระงม ได้พาแรงกดดันสายหนึ่งมาด้วย
หลี่ลั่วถือดาบคู่ไว้ในมือ บนคมดาบมีพลังอัตลักษณ์สีน้ำเงินหลั่งไหลด้วยความเร็วสูง เห็นได้ชัดว่าใช้ออกด้วยวิชาประกายวารีที่มีพลังทำลายล้างสูงที่สุดออกมาอย่างไม่ลังเลแล้วเช่นกัน
เขาตวัดฟันดาบคู่ออกไป ยามที่ประกายวารีสีน้ำเงินวาดผ่านเวหา ได้ทิ้งร่องรอยสีน้ำเงินรางๆ เอาไว้
เคร้ง!
พริบตาที่ดาบหอกปะทะกัน การสั่นสะเทือนของพลังอัตลักษณ์พลันก่อเกิดพายุคลั่งพัดโหม กวาดเอาเศษหินทั่วพื้นจนปลิวว่อนขึ้นฟ้า
และในการปะทะกันอย่างซึ่งๆ หน้าเป็นครั้งแรกนี้ เงาร่างของซือคงมั่นคงไม่ไหวติง แต่หลี่ลั่วกลับต้องเซถอยออกมาหลายก้าว เห็นได้ชัดว่าซือคงครองความได้เปรียบ
“พลังอัตลักษณ์ระดับแปดตรา…”
“แต่พลังอัตลักษณ์ของเจ้าบริสุทธิ์มาก ถึงกับทำให้พลังอัตลักษณ์สายฟ้าของข้าก็ยังไม่อาจแทรกซึมเข้าไปทำลายภายในร่างกายของเจ้าได้”
แต่ถึงจะบอกว่าได้เปรียบ ทว่าซือคงกลับขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพราะพลังอัตลักษณ์ของหลี่ลั่ว ให้ความรู้สึกที่บริสุทธิ์เป็นพิเศษ ต้องรู้ว่าอัตลักษณ์ของเขาเป็นถึงอัตลักษณ์สายฟ้าระดับเจ็ดขั้นสูง พลังอัตลักษณ์เดิมทีก็ดุดันป่าเถื่อนอยู่แล้ว และยิ่งเป็นอัตลักษณ์ระดับสูง พลังอัตลักษณ์ย่อมมีจิตวิญญาณแฝงอยู่ สามารถทำการกัดกร่อนทำลายพลังอัตลักษณ์ของคู่ต่อสู้ได้ในระหว่างการปะทะ ซึ่งมันคือหนึ่งในความได้เปรียบของอัตลักษณ์ระดับสูง
แต่ถึงแม้เมื่อครู่นี้เขาจะเล่นงานหลี่ลั่วจนถอยออกไปได้ ทว่าพลังอัตลักษณ์สายฟ้ากลับไม่สามารถกัดกร่อนเข้าไปในร่างกายของอีกฝ่ายได้ ไม่อาจบั่นทอนพลังต่อสู้ของอีกฝ่ายได้ตามที่หวังไว้
หลี่ลั่วบิดฝ่ามือที่กำดาบคู่เอาไว้อย่างแผ่วเบา การปะทะกันเมื่อครู่นี้ ทำให้เขาเข้าใจแล้วว่าอีกฝ่ายดุดันอำมหิตแค่ไหนกันแน่ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแม้แต่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็ยังครั่นคร้ามอีกฝ่าย
ความแข็งแกร่งระดับเก้าตรา อัตลักษณ์สายฟ้าระดับเจ็ดขั้นสูง
ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจจริงๆ
หลี่ลั่วพลันแสยะยิ้มออกมา เพราะเขารู้สึกได้ว่าตัวเขาเหมือนจะไม่ได้ตึงเครียดเพราะความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายแต่อย่างใด กลับยังรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่านรางๆ ด้วย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพราะการไร้อัตลักษณ์ ทำให้หลี่ลั่วไม่ชอบเปิดเผยตัวตน มักจะชอบเก็บไพ่ตายบางส่วนเอาไว้เพื่อเพิ่มความรู้สึกปลอดภัยให้กับตัวเองมากขึ้นเสียมากกว่า
เขาจะพยายามถ่อมตัวเลี่ยงการเป็นจุดสนใจให้มากที่สุด
ทว่าตัวเขาในตอนนี้เพิ่งจะได้รู้ตัวว่า แม้เวลาหลายปีที่ผ่านมาจะทำให้เขาเคยชินกับการทำตัวสงบเสงี่ยมไปแล้ว แต่ความเป็นจริงนั้น นิสัยดั้งเดิมของเขาก็ยังคงมีความกระหายการต่อสู้หลงเหลืออยู่ดี
อย่างไรเสีย เขาเองก็เป็นถึงบุตรแห่งขุนนางคู่เลยเหมือนกัน
ก็ได้ หลังจากสงบเสงี่ยมมานานขนาดนี้แล้ว ครั้งนี้ ได้เวลาสร้างวีรกรรมครั้งยิ่งใหญ่บ้างแล้ว!
ท่ามกลางเสียงหัวเราะทุ้มต่ำ หลี่ลั่วที่ถือดาบคู่ไว้ในมือ พลันโคจรพลังอัตลักษณ์ภายในร่าง เงาร่างดีดตัวพุ่งทะยานเข้าใส่ซือคงทันที