อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 3 บทที่ 71 ข้าไม่กล้าโดด (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 3 บทที่ 71 ข้าไม่กล้าโดด (อัปเดต)
เชิงเขาไป๋หลิง ภาพบนกำแพงผลึกหยุดนิ่งลงตอนที่ลูกธนูแสงพุ่งทะลวงแขนซ้ายของซือคงไป เสียงอึกทึกครึกโครมทั้งหมดก็พลันหยุดชะงัก
สายตาของผู้คนเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ บนใบหน้าเผยความรู้สึกตกตะลึงและความรู้สึกเหลือเชื่อออกมาอย่างเต็มเปี่ยม
พวกเขาไม่อาจเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นได้เลย…
ซือคงที่เหนือกว่าอย่างสมบูรณ์เมื่อครู่นี้ ถูกธนูที่ไม่รู้ว่าหลี่ลั่วไปเอามาจากไหน ยิงจนร่วงทันที…
ภาพเหตุการณ์นี้มันช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ
ภายในศาลา ไช่เวยกับเหยียนหลิงชิงพลันอ้าปากค้างเช่นกัน ดวงตากลมโตเบิกกว้าง ก่อนจะหลับตาลงแล้วลืมขึ้นอีกครั้ง เอ๊ะ ภาพก็ไม่ได้ผิดนี่นา เจ้าซือคงนั่นถูกยิงร่วงไปแล้วจริงๆ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?” ไช่เวยพึมพำอย่างงุนงง
ไม่กี่อึดใจก่อนหน้านี้ นางยังเป็นห่วงว่าหลี่ลั่วกำลังจะเพลี่ยงพล้ำอยู่เลย แต่เพียงไม่กี่นาทีต่อมา ซือคงกลับกลายเป็นฝ่ายนอนร้องครวญครางอยู่บนพื้นไปเสียแล้ว
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ แม้แต่ไช่เวยที่อกใหญ่ใจกล้าก็ยังยากที่จะทำใจยอมรับได้
เหยียนหลิงชิงเม้มริมฝีปากแดงระเรื่ออย่างแผ่วเบา ไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “หากมองไม่ผิดละก็ หลี่ลั่วน่าจะเอาชนะซือคงได้แล้วละ”
ไช่เวยพิงพนักเก้าอี้เบาๆ จากนั้นบนใบหน้ารูปไข่ที่งดงามเปี่ยมเสน่ห์ก็ได้มีรอยยิ้มเบ่งบานออกมา กล่าวด้วยเสียงหัวเราะเบาๆ ว่า “ต่อไป ใครหน้าไหนจะยังกล้ามาว่าคุณชายน้อยเป็นแค่เครื่องรางนำโชคของคฤหาสน์ลั่วหลานอีก”
แม้ว่าจะเพิ่งมาถึงมณฑลเทียนสู่ได้เพียงเดือนเดียว แต่ไช่เวยก็ถือว่าทำหน้าที่ดูแลหลี่ลั่วอย่างเต็มที่ ซึ่งนิสัยของหลี่ลั่วก็ทำให้นางเอ็นดูเป็นอย่างมากเลยเหมือนกัน ดังนั้นนางจึงปฏิบัติต่อเขาเหมือนน้องชายแท้ๆ ของตัวเองจริงๆ
ในฐานะที่เป็นผู้จัดการใหญ่ของคฤหาสน์ลั่วหลานประจำมณฑลเทียนสู่ ไช่เวยย่อมรู้ความเป็นไปเล็กๆ น้อยๆ ภายในคฤหาสน์ ย่อมรู้ว่าหลี่ลั่วขยันบำเพ็ญมากเพียงใด
นอกจากเรื่องที่เผาผลาญน้ำยาแสงวิเศษอย่างมหาศาลราวกับเป็นหลุมดำไร้ก้นบึ้งแล้ว ไช่เวยก็รู้สึกว่าหลี่ลั่วเป็นคุณชายน้อยที่น่าเอ็นดูไม่น้อย
ดังนั้น เมื่อเห็นหลี่ลั่วแสดงปาฏิหาริย์เช่นนี้ นางจึงรู้สึกชื่นชมและดีใจเป็นอย่างมาก
ต่อไป พวกคนในคฤหาสน์ลั่วหลานบางคนก็คงไม่กล้ามองข้ามหัวหลี่ลั่วอีกแล้วกระมัง
เหยียนหลิงชิงพยักหน้าเบาๆ ผลงานของหลี่ลั่วในวันนี้ ทำให้ผู้คนตกตะลึงได้อย่างแท้จริง เห็นได้ชัดว่า คุณชายน้อยผู้นี้แอบซ่อนเขี้ยวเล็บเอาไว้มาโดยตลอดเลย
“นิสัยของคุณชายน้อยคนนี้ ช่างแตกต่างจากพ่อแม่เขาพอสมควรเลยจริงๆ” เหยียนหลิงชิงกล่าว
ทั้งสองท่านนั้นในอดีตเคยสะกดข่มคนทั้งอาณาจักรต้าเซี่ยได้เลยทีเดียว โดดเด่นเปล่งประกายอย่างมาก เมื่อเทียบกับทั้งสองแล้ว หลี่ลั่วกลับดูจะสงบเสงี่ยม เจียมเนื้อเจียมตัวกว่าหลายเท่า หากเป็นคนนอกที่ไม่รู้เรื่องราว คงคิดว่าเจียงชิงเอ๋อร์ต่างหากที่เป็นทายาททางสายเลือดของทั้งสองท่านนั้น ส่วนหลี่ลั่วแค่ถูกเก็บมาเลี้ยง…
“ปัญหาร่างกายไร้อัตลักษณ์ ส่งผลกระทบต่อคุณชายน้อยมากเกินไปจริงๆ ดังนั้น แม้ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้แล้วในภายหลัง เขาก็คงไม่อยากเปิดเผยตัวเองต่อสายตาของคนอื่นมากเกินไปอยู่ดี เขาจึงชอบทำตัวสงบเสงี่ยมหลีกเลี่ยงเป็นจุดเด่น เตรียมไพ่ตายไว้มากมายเพื่อเพิ่มความรู้สึกปลอดภัยให้กับตัวเอง เหมือนที่เขาเคยพูดไว้ว่า ค่อยๆ พัฒนาตัวเองเงียบๆ อย่าประมาท” ไช่เวยกล่าว
“ข้าคิดว่า การสอบใหญ่ครั้งนี้ หากไม่ใช่เพราะซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงนั่นเอาแต่หาเรื่องไม่จบไม่สิ้น เกรงว่าคุณชายน้อยคงจะตั้งใจคว้าแค่อันดับหนึ่งในสิบก็พอแล้ว”
เหยียนหลิงชิงพยักหน้าเห็นด้วยเบาๆ ด้วยนิสัยของหลี่ลั่วแล้ว มีโอกาสเป็นไปได้สูง เพราะในสายตาของเขา ขอเพียงเข้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงได้ก็พอแล้ว ส่วนจะเป็นที่หนึ่งหรือไม่ คงไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
“และข้าคิดว่า นิสัยแบบนี้ ก็ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไปนะ” ไช่เวยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
เหยียนหลิงชิงถลึงตามองนางครู่หนึ่งแล้วกล่าว “เจ้าจะดีกับหลี่ลั่วเกินไปหน่อยแล้ว”
“คุณชายน้อยที่หล่อเหลาขนาดนี้ หาได้ยากยิ่ง” ไช่เวยหัวเราะเสียงใส
...
“ฮ่าฮ่าฮ่า!”
ในขณะที่ไช่เวยและเหยียนหลิงชิงกำลังสนทนากันอย่างออกรส ภายในศาลาหลัก ผู้อำนวยการเฒ่ากลับหัวเราะลั่นออกมาตรงๆ เสียงหัวเราะทำเอาศาลาสั่นสะเทือน จนผู้คนในศาลาอื่นๆ ต่างหันมามองเป็นตาเดียว
“ฮ่าฮ่า สมแล้วที่เป็นบุตรชายของหลี่ไท่เสวียนและถานไถหลาน เสือย่อมไม่มีทางมีบุตรเป็นสุนัข!”
ผู้อำนวยการเฒ่ามีสีหน้าเปี่ยมล้นไปด้วยความปีติยินดี ความหม่นหมองก่อนหน้านี้หายไปจนหมดสิ้น จากนั้นเขาก็ตบโต๊ะอย่างแรงพลางกล่าวกับผู้ว่าซือที่อยู่ข้างๆ “เห็นหรือไม่ นี่แหละคือขุมพลังของวิทยาลัยหนานเฟิงข้า!”
ผู้ว่าซือก้มหน้าจิบชาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่แววตาที่สะท้อนอยู่ในน้ำชา กลับเต็มเปี่ยมด้วยความโกรธแค้น
เขาไม่คาดคิดเลยแม้แต่น้อยว่าอยู่ๆ สถานการณ์จะพลิกกลับตาลปัตรเช่นนี้
หลี่ลั่วผู้นั้น ใกล้จะพ่ายแพ้อยู่แล้วแท้ๆ แต่กลับพลิกกลับมาเอาชนะซือคงได้ด้วยลูกธนูเพียงดอกเดียว
เมื่อนึกถึงแผนการที่วางไว้หลายปี ถูกทำลายลงด้วยลูกธนูเพียงดอกเดียวนี้ แม้แต่ผู้ว่าซือที่พยายามข่มกลั้นอารมณ์โกรธแค้นอย่างหนัก ก็ยังทนไม่ไหว บีบถ้วยชาจนแหลกคามือ เอ่ยเสียงเย็น “เงียบหน่อยไม่ได้รึไง?”
“เงียบบ้านเจ้าสิ!”
นิสัยของผู้อำนวยการเฒ่าก็มุทะลุยิ่งกว่าเสียอีก ตวาดกลับอย่างเผ็ดร้อนทันที “เจ้าเป็นใคร? มีสิทธิ์อะไรมาสั่งข้า?”
สีหน้าของผู้ว่าซือเปลี่ยนไปบูดบึ้งอย่างมาก พลังอัตลักษณ์อันน่าตกใจพลันปะทุออกมาจากร่างกายเขาอย่างรวดเร็ว คล้ายกับมีอสรพิษสีเขียวปรากฏขึ้นรางๆ แผ่ความอำมหิตออกมา
นั่นคืออัตลักษณ์อสรพิษเขียวระดับเจ็ดขั้นล่าง!
“ฮึ นี่เจ้ายังอยากจะลงมือกับข้าด้วยอย่างนั้นหรือ? ข้าอดทนกับเจ้ามานานมากแล้วเหมือนกัน!” ทว่าผู้อำนวยการเฒ่าที่เห็นเช่นนั้นกลับไม่โกรธแถมยังยิ้มออกมา พลังอัตลักษณ์สีแดงฉานพลุ่งพล่านออกมา ภายในประกายแสงพลังอัตลักษณ์ มีสัตว์ร้ายสีแดงฉานปรากฏขึ้น กีบเท้าทั้งสี่ราวกับกำลังยืนอยู่เหนือกองเพลิง
อัตลักษณ์วานรกลืนอัคคี ระดับเจ็ดขั้นล่าง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ยอดฝีมือระดับขุนพลสวรรค์ทั้งสองต่างปลดปล่อยพลังออกมาอย่างเต็มรูปแบบ พลังอัตลักษณ์อันแข็งแกร่งปะทะกันจนศาลาแห่งนี้แทบทนไม่ไหว เริ่มปรากฏรอยร้าวขึ้น
ครูที่ปรึกษาอันเลี่ยที่อยู่ด้านข้างรีบเอ่ยปากห้ามปราม “ผู้อำนวยการเฒ่า ท่านผู้ว่าซือ ตอนนี้เรากำลังอยู่ในระหว่างการสอบใหญ่ หากพวกท่านก่อเรื่องที่นี่จนส่งผลกระทบต่อการสอบ ปีหน้าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงอาจจะลดจำนวนสิทธิ์เข้าเรียนของมณฑลเทียนสู่ได้นะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อำนวยการเฒ่าก็หยุดชะงักทันที พลังอัตลักษณ์ทั้งหมดถูกเก็บเข้าไปในร่างกายอย่างรวดเร็ว กระแทกเสียงฮึออกมาอย่างเย็นชา
เมื่อผู้ว่าซือเห็นเช่นนั้น ก็ได้แต่เก็บพลังอัตลักษณ์กลับไปเช่นกัน จากนั้นก็นั่งลงด้วยสีหน้าบึ้งตึง
ครูที่ปรึกษาอันเลี่ยส่ายหน้า ไม่ได้เข้าไปยุ่งเรื่องของพวกเขาอีก แต่หันไปมองภาพบนกำแพงผลึกแทน บนนั้น ซือคงถูกยิงทะลวงแขนซ้าย บาดเจ็บสาหัส เห็นได้ชัดว่าหมดสภาพการต่อสู้แล้ว
กล่าวได้ว่า ผลแพ้ชนะปรากฏชัดแล้ว
เพียงแต่ผลลัพธ์นี้ ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
“ได้ยินมาว่าคุณชายน้อยของคฤหาสน์ลั่วหลานเป็นคนไร้ศักยภาพ แต่จากที่เห็นตอนนี้ ข่าวลือทำร้ายคนจริงๆ”
...
ภายในซากปรักหักพัง
ซือคงยังคงร้องครวญครางอยู่บนพื้น เลือดไหลออกมาจากแขนราวกับน้ำพุ ส่วนสายตาหลายคู่ที่แอบมองฉากนี้จากในเงามืด ก็ได้แต่สูดหายใจลึกๆ เข้าไปราวกับพยายามจะสูดเอาอากาศเย็นรอบๆ ตัวเข้าไปให้หมด
เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ คงไม่มีทางแสดงความตื่นตะลึงในใจของพวกเขาออกมาได้
ส่วนซ่งอวิ๋นเฟิงที่ถูกหอกตรึงอยู่บนกำแพงไม่ไกลนั้น ก็เบิกตากว้าง มองฉากตรงหน้าอย่างด้วยสีหน้าเหม่อลอย สุดท้ายก็ได้แต่พึมพำว่า เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้…
เขาไม่อาจเชื่อได้ว่า หลี่ลั่วจะเอาชนะซือคงได้!
นี่มันผิดหลักเหตุผลอย่างสิ้นเชิง ซือคงมีพลังอัตลักษณ์ระดับเก้าตรา ทั้งยังมีอัตลักษณ์สายฟ้าระดับเจ็ดขั้นสูง! มีพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัว ในทั่วทั้งมณฑลเทียนสู่นี้ คงมีเพียงหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เท่านั้นที่พอจะต่อกรกับเขาได้
แต่ตอนนี้ กลับถูกหลี่ลั่วยิงร่วงไปแล้ว
ในวินาทีนี้ ซ่งอวิ๋นเฟิงรู้สึกได้ถึงความอาฆาตพยาบาทอันรุนแรง หากไม่ติดว่าเป็นซือคง เขาก็คงตะโกนด่าออกไปแล้วว่า ไอ้เวรนี่มันรับเงินมาล้มการแข่งใช่ไหม!
เพราะไม่ใช่ผู้ที่ประสบเหตุการณ์ด้วยตัวเอง เขาจึงไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่า ทำไมลูกธนูที่ดูเหมือนธรรมดาๆ ของหลี่ลั่ว ถึงสามารถเล่นงานซือคงจนยับเยินขนาดนี้ได้
แต่ไม่ว่าเขาจะไม่เข้าใจมากแค่ไหน ก็ไม่ได้มีผลต่อความจริงที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย
หลี่ลั่วยืนอยู่บนเสาหินที่เต็มไปด้วยเถาวัลย์ มองซือคงที่นอนจมกองเลือดอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย เขาไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ราวกับกำลังเพลิดเพลินกับสภาพอันอนาถาของซือคงในตอนนี้
เขายังนั่งลงบนยอดเสาหินอย่างเกียจคร้าน มือข้างหนึ่งถือธนูสีเงินครามเอาไว้ อีกมือหนึ่งทิ้งไว้ข้างลำตัว จ้องมองซือคงด้วยสายตาเย็นชาเกินบรรยาย
บรรยากาศราวกับจอมมารเช่นนี้ ทำให้นักศึกษาคนอื่นๆ ที่แอบดูอยู่รู้สึกเย็นยะเยือกไปถึงขั้วหัวใจ ถึงกับไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อยเพราะกลัวว่าจะดึงความสนใจของหลี่ลั่วเข้า
ในบริเวณนี้ ทุกคนต่างก็กลั้นหายใจเอาไว้แล้ว
จนกระทั่งผ่านไปสิบกว่านาที ก็มีเสียงแหวกอากาศดังขึ้น ทำลายความเงียบลง เสียงนั้นมาจากหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ที่กำลังรุดหน้ามาอย่างรวดเร็ว มือของนางลากเชือกเส้นหนึ่งมาด้วย ซึ่งมันได้ผูกตัวบุคคลทั้งสามที่มีสภาพยับเยินเอาไว้ด้วย เป็นเซี่ยงเหลียง จงฟู่ และฉือซูนั่นเอง
เห็นได้ชัดว่า นางเอาชนะพวกเขาได้แล้ว
และเมื่อหลี่ว์ชิงเอ๋อร์รีบมาถึง สิ่งแรกที่มองเห็นก็คือซ่งอวิ๋นเฟิงที่ถูกตรึงไว้บนซากกำแพง หัวใจของนางก็พลันสั่นสะท้าน
นางยังคงก้าวต่อไป ข้ามผ่านตรอกซอกซอยที่พังทลาย จากนั้นฝีเท้าของนางก็ค่อยๆ ช้าลง
เพราะเบื้องหน้า ปรากฏกองเลือดกองใหญ่ ซือคงนอนกุมแขนอยู่กลางกองเลือด มีท่าทางอิดโรย ราวกับกำลังจะกลับบ้านเก่าอยู่แล้ว
ใบหน้างดงามของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ค่อยๆ ปรากฏความตกตะลึงขึ้นมา
เซี่ยงเหลียง ฉือซู และจงฟู่ที่อยู่ด้านหลังนางยิ่งเบิกตากว้าง
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้น มองไปยังหลี่ลั่วที่กำลังนั่งอยู่บนเสาหินเบื้องหน้า ในตอนนี้สีหน้าของอีกฝ่ายดูเย็นชา บารมีแก่กล้าจนแม้แต่นางก็ยังรู้สึกครั่นคร้ามอยู่เสี้ยวหนึ่ง
นางค่อยๆ เดินไปที่ด้านล่างของเสาหิน เงยหน้ามองเงาร่างนั้น แหงนมองหลี่ลั่วในสมัยที่เพิ่งเข้าสู่วิทยาลัยหนานเฟิงใหม่ๆ
“เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม” นางเอ่ยถามเบาๆ
หลี่ลั่วค่อยๆ ก้มหน้าลง มองทางหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ จากนั้นนางก็เห็นว่าเขาดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงพูดที่ดังขึ้นด้วยความโล่งอก
“ในที่สุดเจ้าก็มา…”
“รีบรับข้าลงไปเร็ว พลังอัตลักษณ์ของข้าหมดเกลี้ยงแล้ว ข้าไม่กล้าโดด”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ถึงกับอึ้งไปเลย
จากนั้นก็รู้สึกทั้งโมโหทั้งนึกขำ ที่เจ้าทำเป็นเก๊กเท่อยู่บนนั้นตั้งนาน ที่แท้ก็เป็นเพราะพลังอัตลักษณ์หมดแค่นั้นหรือ?