อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 3 บทที่ 72 บีบบังคับข้าทำไม (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 3 บทที่ 72 บีบบังคับข้าทำไม (อัปเดต)
เสาหินที่หลี่ลั่วอยู่นั้นสูงเป็นพิเศษ ด้านล่างเต็มไปด้วยก้อนหินแหลมคม แน่นอนว่าเขาไม่ได้ไม่กล้าโดดลงไปจริงๆ เพียงแต่เมื่อครู่นี้ลูกธนูดอกนั้นได้สูบเอาพละกำลังทั้งหมดของเขาไปจนเกลี้ยง และตอนนี้ก็ยังมีสายตาอีกหลายคู่กำลังจ้องมองเขาอยู่ หากในตอนที่เขากระโดดลงไปแล้วแสดงท่าทีอ่อนแอออกมา ก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าคนอื่นๆ จะไม่คิดร้ายกับเขา อย่างไรเสีย ณ ที่แห่งนี้ก็มีคะแนนให้เก็บเกี่ยวมากมายเกินไปจริงๆ
ดังนั้นหลี่ลั่วจึงได้แต่นั่งเต๊ะท่าอยู่บนนั้น ทำท่าทีข่มขู่พวกคนเหล่านั้นเอาไว้
ส่วนหลี่ว์ชิงเอ๋อร์นั้นก็ดีดตัวขึ้นไป หอบเอากลิ่นหอมโชยไปอยู่ข้างๆ หลี่ลั่ว ดวงตาคู่งามกวาดมองไปทั่วร่างของอีกฝ่าย จากนั้นก็ยื่นมือน้อยๆ ออกมา
“เจ้าสวมถุงมือแล้วใช่ไหม?” หลี่ลั่วมองดูครู่หนึ่ง ยังดีที่นางสวมเอาไว้ ไม่เช่นนั้นอาจจะร่วงลงไปพร้อมกันทั้งคู่ก็เป็นได้
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ถลึงตาใส่เขาเล็กน้อย หญิงสาวยังคงงดงามราวกับภาพวาด จากนั้นก็จับมือของหลี่ลั่วเอาไว้ทันที ก่อนจะดีดตัวลงมาจากยอดเสาหินอย่างงดงาม
เมื่อสองเท้าสัมผัสกับพื้นดิน หลี่ลั่วก็รู้สึกมั่นคงขึ้นมาก เขาหันไปมองเซี่ยงเหลียง จงฟู่ และฉือซูที่ถูกนางจับมัดเอาไว้แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเจ้าทั้งสามเองก็เสียท่ากันแล้วหรือ?”
เซี่ยงเหลียงกับฉือซูมีสีหน้าเซื่องซึม ไม่เอ่ยตอบ เพียงแต่ในสายตาที่มองทางหลี่ลั่วนั้น ดูจะหวาดหวั่นครั่นคร้ามยิ่งกว่าตอนที่มองหลี่ว์ชิงเอ๋อร์เสียอีก
อย่างไรเสียภาพที่เห็นตรงหน้ามันก็น่าตกใจเกินไปหน่อยจริงๆ
ส่วนจงฟู่ถอนหายใจออกมาหนึ่งคำ กล่าว “ก่อนหน้านี้ข้าก็เคยบอกไว้แล้ว หลี่ลั่ว เจ้ามีโอกาสเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดของการสอบใหญ่ครั้งนี้ก็ได้ ดูท่าข้าคงจะเดาไม่ผิดจริงๆ”
เซี่ยงเหลียงกับฉือซูนิ่งเงียบ ทั้งสองต่างก็เคยหัวเราะเยาะการคาดเดาของจงฟู่ ไม่เคยมองหลี่ลั่วว่าเป็นภัยคุกคามอย่างแท้จริง แต่จากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ดูเหมือนว่าความรอบคอบของจงฟู่จะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หากพวกเขาวางแผนอย่างรอบคอบ ศึกษาความแข็งแกร่งของหลี่ลั่วให้ถ่องแท้เสียก่อน สถานการณ์ก็คงไม่เลวร้ายขนาดนี้
หลี่ลั่วโบกมือ จากนั้นก็เดินเข้าไปลากตัวซ่งอวิ๋นเฟิงที่ถูกตรึงไว้บนกำแพงลงมาโยนไว้ข้างๆ ซือคง
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังทำตัวมีน้ำใจช่วยห้ามเลือดให้ซือคงอีกด้วย เผื่อว่าอีกฝ่ายเสียเลือดมากเกินไปจนตายไปเสียก่อน กลับจะยิ่งสร้างปัญหาให้เขามากขึ้นไปอีก
ซือคงลืมตาที่อ่อนล้าขึ้นมา จ้องเขม็งไปทางหลี่ลั่วแล้วกัดฟันกล่าว “หลี่ลั่ว เจ้านี่มันแอบซ่อนความสามารถไว้ได้แนบเนียนจริงๆ”
หลี่ลั่วยิ้มออกมา จากนั้นก็ทำสีหน้าเศร้าโศกแล้วกล่าว “พวกเจ้าจะบีบบังคับข้าทำไมล่ะ? ทั้งที่ข้าเพียงแค่ต้องการติดอันดับหนึ่งในสิบเท่านั้นเอง เหตุใดพวกเจ้าถึงต้องบีบข้าจนถึงขั้นนี้ด้วย?”
จงฟู่ เซี่ยงเหลียง และคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านหลังต่างก็พากันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก คำพูดนี้มันช่างทำร้ายจิตใจเหลือเกิน ทำเกินไปแล้วนะ!
และเป็นอย่างที่คิด ซือคงโกรธจนตัวสั่น กระอักเลือดออกจากปากอีกคำอย่างอดไม่อยู่
“อย่าเพิ่งรีบกระอักเลือดออกมาสิ”
หลี่ลั่วรีบเข้าไปห้าม จากนั้นก็ใช้ป้ายผลึกตรวจสอบอันดับบนกระดานคะแนน พบว่าตอนนี้บนกระดานยังคงเหลือผู้เข้าสอบอยู่สิบสามคน ไม่สิ พอพูดจบก็มีคนหายไปอีกหนึ่งคนพอดี เท่ากับว่าตอนนี้เหลือเพียงแค่สิบสองคนแล้ว
“ไอ้หยา โชคยังดี เกือบจะไม่ทันแล้วไหมล่ะ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม
“รู้ไหมว่าข้ากำลังจะทำอะไร?” หลี่ลั่วมองซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงพลางยิ้มออกมาบางๆ แต่ภายในรอยยิ้มนั้นกลับเต็มไปด้วยความเย็นชาสุดขั้ว
“ข้าเคยบอกแล้วว่าจะทำให้พวกเจ้าทั้งสองคนไม่ติดแม้แต่อันดับหนึ่งในสิบ”
สีหน้าของซือคงบึ้งตึง ดวงตาฉายแววหวาดกลัวออกมาเล็กน้อย ตวาดลั่นอย่างเดือดดาล “หลี่ลั่ว เจ้าจะทำบ้าอะไร!”
การตกรอบจากหนึ่งในสิบ หมายความว่าจะสูญเสียสิทธิ์ในการเข้าเรียนต่อโดยตรง เขาอาจจะไม่ได้เข้าเรียนที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงเลยด้วยซ้ำ ซึ่งสำหรับซือคงแล้ว นี่คือบทลงโทษที่ร้ายแรงที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
ส่วนซ่งอวิ๋นเฟิงที่อยู่ข้างๆ ก็ตะโกนลั่นเช่นกัน “หลี่ลั่ว เจ้าทำแบบนี้ไม่ได้! แบบนี้ถือเป็นการยั่วยุพวกเราตระกูลซ่งกับจวนผู้ว่ามณฑลนะ!”
“ไร้เดียงสา”
หลี่ลั่วส่ายหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ทำผิดก็ต้องชดใช้ และตอนนี้ก็ถึงเวลาที่พวกเจ้าจะต้องชดใช้สิ่งที่ทำลงไปแล้ว”
เขาหยิบป้ายผลึกของตัวเองออกมา กวาดคะแนนของซือคงไปจนหมด จากนั้นก็หยิบป้ายผลึกของจงฟู่มากวาดคะแนนของซ่งอวิ๋นเฟิงไป เพราะว่าคนในวิทยาลัยเดียวกันไม่สามารถแย่งชิงคะแนนกันเองได้
คะแนนของซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงกลายเป็นศูนย์ในทันที (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
และตอนนี้หลี่ลั่วยังปรบมือให้ด้วย “พวกเรามาแสดงความยินดีให้กับซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงที่สามารถคว้าอันดับที่สิบเอ็ดและสิบสองของการสอบใหญ่ในครั้งนี้กันเถอะ!”
สีหน้าของซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงซีดเผือดราวกับคนตาย
ส่วนเซียงเหลียงกับคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างๆ ต่างก็พากันเงียบกริบ ตัวสั่นเทิ้ม รู้สึกว่าหลี่ลั่วในตอนนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว
ส่วนหลี่ว์ชิงเอ๋อร์ก็จ้องมองหลี่ลั่วเงียบๆ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด เมื่อเห็นหลี่ลั่วในยามนี้ นางกลับรู้สึกยินดีขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง
ปกติหลี่ลั่วเจียมเนื้อเจียมตัวมากเกินไป ทำตัวดูไม่มีพิษมีภัย แต่หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กลับชอบเห็นเขาเปล่งประกายเจิดจ้าเช่นนี้มากกว่า เช่นเดียวกับตอนที่หลี่ลั่วเพิ่งเข้ามาที่วิทยาลัยหนานเฟิงใหม่ๆ ตอนที่เขาชี้แนะวิชาอัตลักษณ์ให้กับนาง ด่านางจนน้อยใจเกินบรรยาย
“การสอบใหญ่น่าจะเข้าสู่ช่วงนับเวลาถอยหลังแล้ว” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
สายตาของหลี่ลั่วหันไปทางเซี่ยงเหลียง จงฟู่ และฉือซูอีกครั้ง ขมวดคิ้วกล่าว “พวกเจ้าสามคนนี่ช่างโชคดีจริงๆ นะ”
เพราะสุดท้ายแล้วเขาก็สามารถกำจัดคนออกจากสิบอันดับแรกได้เพียงแค่สองคนเท่านั้น และหากมองจากระดับความแค้นแล้ว เห็นได้ชัดว่าซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงต้องได้รับสิทธิพิเศษนั้นไปก่อน
ทำให้สุดท้ายแล้วพวกเซี่ยงเหลียงทั้งสามคนก็ยังคงติดอันดับหนึ่งในสิบอยู่ดี แม้ว่าตอนนี้คะแนนของพวกเขาจะถูกทำให้เป็นศูนย์ไปแล้ว แต่พวกเขาก็แค่รั้งท้ายเท่านั้นเอง
เมื่อเซี่ยงเหลียง จงฟู่ และฉือซูได้ยินเช่นนั้นก็รีบเผยรอยยิ้มประจบออกมาทันที “พี่ลั่ว พวกเราเองก็ถูกบังคับเหมือนกัน นี่มันเป็นคำสั่งจากเบื้องบนของวิทยาลัย พวกเราได้รับทรัพยากรของวิทยาลัยไปมากมายขนาดนี้ ย่อมต้องเชื่อฟังพวกเขาอยู่แล้ว”
“แต่พี่วางใจเถอะ พอเข้าไปอยู่ในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้ว พี่ก็คือลูกพี่ของพวกเรา ไม่ว่าพี่จะให้พวกเราทำอะไร พวกเราก็จะทำ!”
หลี่ลั่วไม่ได้สนใจพวกเขา หันไปมองหลี่ว์ชิงเอ๋อร์แล้วกล่าว “เจ้ารีบไปทำให้คะแนนของพวกเขากลายเป็นศูนย์ก่อนเถอะ เห็นหน้าพวกเขาแล้วข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายตาเท่าไร”
หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย “ไม่เอา”
หลี่ลั่วชะงักไปครู่หนึ่ง งุนงงไปชั่วขณะ
ส่วนจงฟู่ที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยเตือนอย่างสงบว่า “พี่ลั่ว ความหมายของนางคือ หากนางเอาคะแนนของพวกเราไป คะแนนของนางก็จะพลิกกลับไปแซงหน้าคะแนนของพี่ในตอนนี้ กลายเป็นผู้ที่ได้อันดับหนึ่งของการสอบใหญ่ครั้งนี้แทน”
ดวงตาของเซี่ยงเหลียงกับฉือซูเป็นประกายพร้อมกัน สายตามองสลับไปมาระหว่างทั้งสอง หลี่ว์ชิงเอ๋อร์เอาชนะพวกเขาได้ คะแนนของพวกเขาย่อมตกเป็นของหลี่ว์ชิงเอ๋อร์อยู่แล้ว แต่ถึงจะมีเหตุผลที่ทำให้นางได้เป็นที่หนึ่งอย่างสง่าผ่าเผยเช่นนี้แล้ว นางกลับยินยอมที่จะอยู่รองจากหลี่ลั่ว นี่มันเป็นความสัมพันธ์แบบไหนกัน?
เรื่องนี้มันต้องมีอะไรแน่ๆ!
แม้แต่จงฟู่เองก็ยังมองหลี่ลั่วด้วยสายตาชื่นชม พี่ลั่วสุดยอด มีคู่หมั้นเป็นอัจฉริยะฟ้าประทานแห่งยุคอย่างเจียงชิงเอ๋อร์แล้ว ยังจะสามารถปักธงเพิ่มได้อีกหรือ?
เมื่อได้ยินที่จงฟู่พูด หลี่ลั่วถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหลังจากที่เขาได้รับคะแนนของซือคงกับซ่งอวิ๋นเฟิงมาแล้ว ตอนนี้เขากลายเป็นที่หนึ่งไปแล้วจึงร้อนรนขึ้นมาทันที “ชิงเอ๋อร์ รีบหน่อย ตอนนี้ข้าเป็นโรคกลัวที่หนึ่งอยู่นะ”
“เดี๋ยวก็ชินเอง” หลี่ว์ชิงเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลี่ลั่วโอดครวญว่า “หลี่ว์ชิงเอ๋อร์ เจ้าจะเกินไปแล้วนะ ข้ามีความแค้นอะไรกับเจ้าหรือไง เจ้าถึงกับต้องทำร้ายข้าแบบนี้?”
“เร็วเข้า เร็วเข้า ข้าไม่อยากได้ที่หนึ่ง ขอร้องละ”
ส่วนหลี่ว์ชิงเอ๋อร์นั้นกลับไปนั่งลงบนก้อนหินที่อยู่ข้างๆ ปล่อยให้แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาอาบไล้เรือนร่างอันบอบบางของนางจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ ใช้สองมือเท้าคาง มองดูหลี่ลั่วที่กำลังโวยวายต่อว่านางอย่างยิ้มแย้ม
และในตอนนี้เอง ก็มีเสียงระฆังดังกึกก้องกังวานขึ้นมาจากในภูเขาไป๋หลิง
ภายในซากไป๋หลิง ทุกคนที่ได้ยินเสียงนี้ต่างก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก บนใบหน้าเผยความดีใจออกมา
ส่วนหลี่ลั่วกลับมีสีหน้าหมองหม่น นี่คือเสียงระฆังที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดการสอบใหญ่
และโชคร้ายมากที่เขา ได้อันดับหนึ่ง