อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 3 บทที่ 77 ลักษณาจารย์สามช่วง (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 3 บทที่ 77 ลักษณาจารย์สามช่วง (อัปเดต)
กระแสความร้อนแรงของการสอบใหญ่ยังคงอยู่ในนครหนานเฟิงต่ออีกหลายวัน ไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย แสดงให้เห็นการสอบใหญ่มีอิทธิพลมากเพียงใด
หลังจากการสอบใหญ่ นักศึกษาของวิทยาลัยหนานเฟิงจะมีวันหยุดพักผ่อนหนึ่งสัปดาห์ หลังจากนั้นก็จะต้องกลับไปที่วิทยาลัยอีกรอบเพื่อรับสิทธิ์เข้าศึกษาต่อ สิ้นสุดการศึกษาในวิทยาลัยหนานเฟิงอย่างสมบูรณ์
เนื่องจากหลี่ลั่วได้ตำแหน่งอันดับหนึ่งของการสอบใหญ่ ทำให้ช่วงนี้เขากลายเป็นที่สนใจในนครหนานเฟิงมากขึ้นเป็นทวีคูณ ซึ่งเขารู้สึกหนักใจกับเรื่องนี้ไม่น้อย ดังนั้นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมาเขาจึงไม่ได้ออกไปไหนเลย เลือกที่จะฝึกฝนพลังอัตลักษณ์และศึกษาวิชาอัตลักษณ์อยู่ในบ้านเก่าอย่างสงบเสงี่ยม ในยามว่างเขาก็จะฝึกฝนการหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษต่อด้วย
ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่เขาได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่
...
เคร้ง!
ภายในลานฝึกซ้อมแห่งหนึ่งในบ้านเก่า หลี่ลั่วถือดาบคู่ในมือ ปล่อยพลังอัตลักษณ์ออกมาอย่างเต็มรูปแบบ โจมตีบุคคลตรงหน้าอย่างเต็มกำลัง
ผู้ที่ต่อสู้กับเขาเป็นผู้คุ้มกันคนหนึ่งของบ้านเก่า มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับลักษณาจารย์ช่วงที่หนึ่ง ช่วงสร้างเมล็ดพันธุ์ ตอนนี้อีกฝ่ายได้กดพลังอัตลักษณ์ของตัวเองลงเพื่อประลองฝีมือกับเขา
การบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์ หลังจากระดับสิบตราแล้วก็จะเป็นระดับลักษณาจารย์
ซึ่งระดับลักษณาจารย์แบ่งออกเป็นสามช่วง ช่วงแรกคือช่วงสร้างเมล็ดพันธุ์ ว่ากันว่าเป็นช่วงที่พลังอัตลักษณ์ภายในวิหารอัตลักษณ์บีบอัดกันกลายเป็นก้อนๆ หนึ่ง เหมือนกับเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมา ดังนั้นจึงถูกเรียกว่าช่วงสร้างเมล็ดพันธ์ุ
ช่วงที่สองคือช่วงกำเนิดลาย เมื่อไปถึงระดับนี้แล้ว พลังอัตลักษณ์จะหนาแน่นขึ้นมาก จะค่อยๆ มีลวดลายก่อตัวขึ้นบนเมล็ดพันธ์ุอัตลักษณ์ ลวดลายนี้ถูกเรียกว่าลายอัตลักษณ์ ดังนั้นชื่อของช่วงกำเนิดลายก็มาจากตรงนี้เอง
ช่วงที่สามคือช่วงจำแลงลักษณ์ เมื่อพลังอัตลักษณ์ไปถึงระดับนี้แล้ว เมล็ดพันธ์ุอัตลักษณ์ของตัวเองจะค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้น เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการทะลวงระดับขุนพลในอนาคต
หากกล่าวว่าระดับสิบตรานั้นเป็นเพียงผู้ที่เพิ่งเริ่มบำเพ็ญพลังอัตลักษณ์ เช่นนั้นระดับลักษณาจารย์ต่างหากถึงจะนับว่าเป็นการเริ่มต้นก้าวเท้าเข้าสู่ประตูแห่งการบำเพ็ญอย่างแท้จริง
ความห่างชั้นระหว่างทั้งสองระดับนั้นมหาศาลมาก
ซึ่งความห่างชั้นเช่นนี้ หลี่ลั่วก็เริ่มสัมผัสได้อย่างชัดเจนเมื่อได้ประมือกับผู้คุ้มกันคนนี้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะกดพลังอัตลักษณ์ลงมาจนเหลือแค่ราวๆ ระดับสิบตรา แต่หลี่ลั่วก็พบว่าการโจมตีทั้งหมดของเขาแทบไม่สามารถสร้างภัยคุกคามใดๆ ให้กับอีกฝ่ายได้เลย เว้นแต่เขาจะเปลี่ยนดาบคู่ให้กลายเป็นธนูและยิงออกไปด้วยพลังทั้งหมดที่มี
เคร้ง!
บนดาบคู่ของหลี่ลั่ว ปรากฏประกายวารีสีน้ำเงินที่ไหลเวียนด้วยความเร็วสูง ฟาดฟันลงบนกระบองเหล็กในมือผู้คุ้มกัน จากนั้นก็มีพละกำลังอันมหาศาลสะท้อนกลับมาจนทำให้หลี่ลั่วต้องถอยหลังไปหลายก้าว
เขาหยุดมือลงอย่างจนปัญญาก่อนจะโบกมือไปทางอีกฝ่ายเพื่อส่งสัญญาณว่าพอแค่นี้
“คุณชายน้อยร้ายกาจมากจริงๆ ทั้งที่พลังอัตลักษณ์แค่ระดับแปดตราแท้ๆ แต่กลับสามารถทำให้ข้ารู้สึกกดดันได้” ผู้คุ้มกันยกมือขึ้นคำนับก่อนจะกล่าวออกมา
คำพูดนี้ไม่นับว่าเป็นการยกยอเกินจริง เพราะเขารู้สึกได้ว่าแม้ว่าจะกดพลังอัตลักษณ์ลงมาแล้ว แต่การโจมตีของหลี่ลั่วนั้นก็สามารถสร้างอันตรายให้กับเขาได้จริงๆ
รอบๆ ลานฝึกยังมีผู้คุ้มกันคนอื่นๆ ของบ้านเก่ายืนดูอยู่ พวกเขาต่างพยักหน้าเห็นด้วย สายตาที่มองหลี่ลั่วนั้นมีอะไรบางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน บางทีอาจจะเรียกได้ว่าเป็นความเคารพยำเกรงและเชื่อมั่น
การที่หลี่ลั่วสามารถคว้าตำแหน่งอันดับหนึ่งในการสอบใหญ่มณฑลเทียนสู่มาครองได้ ทำให้ทุกคนไม่กล้าที่จะมองเขาเป็นผู้ไร้อัตลักษณ์ที่ไร้ซึ่งศักยภาพอีกต่อไป
แม้หลี่ลั่วในอนาคตจะไม่สามารถเทียบกับเจียงชิงเอ๋อร์ แต่ก็ไม่มีใครกล้าดูถูกเขาอีก
คุณชายน้อยแห่งคฤหาสน์ลั่วหลานผู้นี้กำลังค่อยๆ เปล่งประกายออกมาทีละน้อยแล้ว
หลี่ลั่วยิ้มและพยักหน้าให้อีกฝ่าย จากนั้นก็เดินไปยังขอบของลานฝึก เห็นว่าไช่เวยกำลังรออยู่ตรงนั้น
ไช่เวยในวันนี้สวมชุดกระโปรงสีแดง มีลายดอกโบตั๋นที่ถูกปักอย่างวิจิตรบรรจงอยู่บนกระโปรง ซึ่งเดิมทีนางก็มีรูปร่างสมส่วนเย้ายวนอยู่แล้ว เมื่อสวมชุดกระโปรงสีแดงที่เข้ารูปก็ยิ่งขับเน้นสัดส่วนสุดเร่าร้อนออกมาอย่างเด่นชัด ทรงเสน่ห์ประหนึ่งดอกไม้ที่เพิ่งเบ่งบาน
ในลานฝึกที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อเช่นนี้ แม้ว่าผู้ชายหลายคนจะไม่กล้ามองนางอย่างเปิดเผย แต่ก็ยังคงมีสายตาที่แอบส่งมาอย่างลับๆ เป็นพักๆ
นั่นคือสายตาชื่นชมของบุรุษที่มีต่อสตรีที่เกิดขึ้นมาจากสัญชาตญาณ
“พี่ไช่เวย” หลี่ลั่วยิ้มทักทาย
ไช่เวยยิ้มบางๆ กล่าว “คุณชายน้อยนี่ขยันจริงๆ เลยนะ ทั้งๆ ที่เพิ่งได้ตำแหน่งอันดับหนึ่งในการสอบใหญ่แท้ๆ แต่ก็ยังฝึกหนักขนาดนี้ทุกวันอีก”
“แค่ตำแหน่งอันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่เท่านั้น ไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้นหรอก ได้ยินว่าในการสอบใหญ่ของมณฑลที่แข็งแกร่งบางแห่งครั้งนี้ มีนักศึกษาบางคนที่ไปถึงระดับสิบตราแล้วด้วยซ้ำ” หลี่ลั่วส่ายหน้ากล่าว
สิ่งที่เขาพูดออกมานั้นเป็นความจริง มณฑลเทียนสู่เป็นเพียงมณฑลระดับกลางๆ ในบรรดาร้อยมณฑลของอาณาจักรต้าเซี่ยเท่านั้น ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าในมณฑลที่แข็งแกร่งกว่าแห่งอื่นๆ นั้น จะต้องมีนักศึกษาที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้อย่างแน่นอน
“พี่ไช่เวยมีอะไรหรือเปล่า?” หลี่ลั่วเอ่ยถาม
“หลิงชิงแวะมาหาน่ะ น่าจะมีธุระ” ไช่เวยกล่าว
หลี่ลั่วพยักหน้ารับ “อย่างนั้นก็ไปกันเถอะ”
หลังจากพูดจบ เขาก็ออกจากลานฝึกไปพร้อมกับไช่เวย เดินผ่านโถงทางเดินไปยังห้องรับรองแห่งหนึ่ง จากนั้นก็พบกับเหยียนหลิงชิงที่สวมชุดเสีเขียวอ่อน สวมแว่นตาสีเงิน ดูทรงภูมิและเย็นชาเป็นพิเศษ
หลังจากนั่งลงแล้ว เหยียนหลิงชิงก็กล่าวขึ้นว่า “ก่อนอื่นขอรายงานเรื่องนี้ก่อน ช่วงนี้ยอดขายของเรือนซีหยางเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทั้งหมดเป็นเพราะน้ำต้นกำเนิดสูตรลับที่เจ้ามอบให้เลย หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป คาดว่าเรือนซีหยางสาขามณฑลเทียนสู่ปีนี้น่าจะทำยอดได้ถึงหนึ่งล้านเหรียญทองคำสวรรค์ หลังจากหักต้นทุนต่างๆ แล้ว กำไรน่าจะอยู่ที่ราวๆ สามแสนเหรียญทองคำสวรรค์”
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็อุทานด้วยความตกใจอย่างอดไม่ได้ทันที ต้องรู้ว่าเดิมทีกำไรทั้งหมดของคฤหาสน์ลั่วหลานในมณฑลเทียนสู่ก็แค่สามหมื่นเหรียญทองคำสวรรค์เท่านั้น แต่ปีนี้แค่เรือนซีหยางเพียงแห่งเดียวก็ทำรายได้ได้มากมายขนาดนี้แล้ว แสดงให้เห็นว่ายอดขายมันพุ่งสูงขึ้นมากขนาดไหน
แน่นอนเขาย่อมรู้ดีว่า สาเหตุหลักก็เป็นเพราะน้ำต้นกำเนิดสูตรลับที่เขาให้ไป เมื่อพลังอัตลักษณ์ของเขายกระดับขึ้นเป็นระดับแปดตรา น้ำต้นกำเนิดที่เขามอบให้ได้ก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นกว่าเดิมด้วยพอสมควร ดังนั้นตอนนี้น้ำต้นกำเนิดสูตรลับเหล่านี้จึงเริ่มถูกนำไปใช้กับน้ำยาแสงวิเศษระดับสองด้วย ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้รายได้ของเรือนซีหยางพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
จากนั้นเขาก็ลองคำนวณดู หากนำเหรียญทองคำสวรรค์สามหมื่นเหรียญไปซื้อน้ำยาแสงวิเศษระดับหก น่าจะซื้อได้ราวๆ สิบขวด…
น้อยไปหน่อยนะเนี่ย (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
หลี่ลั่วแอบยิ้มแห้ง ตอนนี้เขาเข้าใจยิ่งกว่าเดิมแล้วว่าหลุมดำของอัตลักษณ์หลังกำเนิดนั้นลึกขนาดไหน
หลังจากที่เหยียนหลิงชิงรายงานเรื่องพวกนี้เสร็จ น้ำเสียงของนางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย กล่าวว่า “ไม่กี่วันก่อนเจ้าได้พบกับซ่งชิวอวี่ที่หอชิงเฟิงแล้วใช่ไหม? แล้วก็มีผู้ชายที่ชื่อว่าโม่หลิงอยู่ด้วยอีกคน?”
หลี่ลั่วชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “คนผู้นั้นคิดจะมาหาเรื่อง มีเรื่องกระทบกระทั่งกันเล็กน้อย”
“โม่หลิงมาจากตระกูลโม่แห่งมณฑลเป่ยชิว ตระกูลโม่เป็นตระกูลใหญ่ที่ทำกิจการเกี่ยวกับน้ำยาแสงวิเศษโดยเฉพาะ ‘เรือนโม่สุ่ย’ ของพวกมันติดอันดับหนึ่งในสิบของอาณาจักรต้าเซี่ยได้เลย ทั้งขุมพลังและความสามารถล้วนแข็งแกร่งมาก”
“จากข้อมูลที่เราได้รับ ตระกูลซ่งน่าจะเลือกที่จะร่วมมือกับ ‘เรือนโม่สุ่ย’ พาพวกมันเข้ามาตีตลาดในมณฑลเทียนสู่และต่อกรกับเรือนซีหยาง” ไช่เวยกล่าวเสียงเบา
หลี่ลั่วขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนตระกูลซ่งจะไปหากำลังเสริมแล้ว
“การที่ซ่งชิวอวี่ไปปรากฏตัวที่หอชิงเฟิงวันนั้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแผนการอันแยบคายของนาง จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้โม่หลิงกับเจ้าเกิดความขัดแย้งกัน เพื่อจะได้กระชับความร่วมมือระหว่างพวกมันสองตระกูลได้ง่ายขึ้น”
“ผู้หญิงคนนี้ เจ้าเล่ห์เพทุบาย ยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย” เหยียนหลิงชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกไม่ชอบใจซ่งชิวอวี่เอามากๆ
หลี่ลั่วยิ้มออกมาอย่างจนใจ คิดไม่ถึงว่าเขาจะกลายเป็นคนช่วยซ่งชิวอวี่ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนหน้านี้เขาดูถูกผู้หญิงคนนั้นมากเกินไปจริงๆ
“การที่ซ่งชิวอวี่กลับมาในตอนนี้ น่าจะเป็นเพราะเทศกาลน้ำยาแสงวิเศษในเดือนหน้า เป้าหมายของนางน่าจะเป็นการแย่งชิงตำแหน่งนักเกลาอัตลักษณ์อันดับหนึ่งของมณฑลเทียนสู่ เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับเรือนซงจื่อ” เหยียนหลิงชิงกล่าว
“พี่หลิงชิงคือความหวังของเรือนซีหยาง พี่เอาชนะนางได้ไหม?” หลี่ลั่วเอ่ยถาม
“ข้ากับนางเป็นคู่ปรับกันมานานแล้ว สมัยที่อยู่ในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงก็เคยประลองฝีมือกันมานับครั้งไม่ถ้วน ผลัดกันแพ้ชนะมาโดยตลอด ครั้งนี้เองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่ข้าจะไม่ประมาทแน่นอน ช่วงนี้ข้าจะตั้งใจเตรียมตัวให้เต็มที่” ขณะที่เหยียนหลิงชิงพูดนั้น ภายในดวงตาภายใต้กรอบแว่นตาสีเงินกลับมีเปลวไฟแห่งการต่อสู้ลุกโชนขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าการมาของซ่งชิวอวี่ได้กระตุ้นจิตวิญญาณการต่อสู้ในตัวนางขึ้นมาแล้ว
“ดูท่าพี่หลิงชิงกับนางจะเป็นศัตรูคู่แค้นกันเลยนะเนี่ย” หลี่ลั่วพูดติดตลก
“รอให้เจ้าได้ไปวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงก่อนเถอะ แล้วเจ้าจะรู้ว่าข้ากับนางไม่ถูกกันมากแค่ไหน”
เหยียนหลิงชิงพูดจบ ก็มีสีหน้าจริงจังขึ้น ก่อนจะเอ่ยว่า “แต่สิ่งที่ข้ากังวลยิ่งกว่าคือเมื่อถึงเวลานั้น น้ำยาแสงวิเศษของเรือนโม่สุ่ยจะถูกพวกมันผลักดันออกมาอย่างเต็มกำลัง”
“น้ำยาแสงวิเศษของเรือนโม่สุ่ยมีคุณภาพระดับไหน?” หลี่ลั่วครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม
“หากเรือนโม่สุ่ยจะบุกตลาดมณฑลเทียนสู่จริง ก็น่าจะเน้นไปที่น้ำยาแสงวิเศษระดับสามและระดับที่ต่ำกว่านั้น เท่าที่ข้ารู้มา ผลิตภัณฑ์ระดับหนึ่งของเรือนโม่สุ่ยชื่อว่า น้ำยาดาวดำ สามารถทำพลังเกลาอัตลักษณ์ไปได้ถึงหกจุดสอง”
“ระดับสองคือน้ำยาจันทร์ดำ มีพลังเกลาอัตลักษณ์หกจุดหนึ่ง”
“ระดับสามคือแสงวิเศษดำทมิฬ มีพลังเกลาอัตลักษณ์หกจุด”
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้ สมกับเป็นร้านที่ขายน้ำยาแสงวิเศษมานานจริงๆ แค่น้ำยาแสงวิเศษที่ผลิตออกมาก็เหนือกว่าสินค้าทั้งหมดของเรือนซีหยางแล้ว จะเห็นได้ว่าในเรื่องของสูตรการผลิตนั้น เรือนซีหยางยังตามหลังเรือนโม่สุ่ยอยู่มาก หากไม่ใช่เพราะเขามีน้ำต้นกำเนิดสูตรลับที่มีความบริสุทธิ์สูง พวกเขาก็ไม่มีทางสู้กับอีกฝ่ายได้เลย
แต่เขาก็ไม่ได้กังวลอะไรมากนัก แม้ว่าในด้านคุณภาพของสูตรการผลิตจะสู้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยหลี่ลั่วก็มั่นใจว่าในด้านน้ำต้นกำเนิดสูตรลับแล้ว อีกฝ่ายไม่มีทางได้เปรียบเขาได้แน่นอน
ตอนนี้น้ำต้นกำเนิดที่ใช้ในน้ำยาเขียวครามฉบับปรับปรุงชุดแรกของเรือนซีหยาง หากพูดถึงความบริสุทธิ์แล้ว มันอยู่ในระดับที่เขาสร้างขึ้นมาตอนที่อัตลักษณ์น้ำแสงยังระดับห้าเท่านั้น ดังนั้นหากหลี่ลั่วต้องการจริงๆ เขาก็ยังสามารถยกระดับความบริสุทธิ์ของน้ำต้นกำเนิดสูตรลับนั้นขึ้นไปได้อีกอย่างมาก
แต่เนื่องจากระดับความบริสุทธิ์ในตอนนี้ก็น่าจะเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว เขาจึงไม่ได้พูดอะไรออกไป แต่หากเรือนโม่สุ่ยยังคิดจะหามาหาเรื่องบีบคั้นพวกเขาอีก ก็อย่าหาว่าเขาใจร้าย ใช้น้ำต้นกำเนิดสูตรลับที่มีความบริสุทธิ์สูงกว่าเข้าข่มก็แล้วกัน
หลังจากนั้นเหยียนหลิงชิงก็นั่งปรึกษากับหลี่ลั่วและไช่เวยต่ออีกครู่หนึ่งแล้วจึงจากไปอย่างรีบร้อน เห็นได้ชัดว่านางคงต้องไปเตรียมตัวสำหรับเทศกาลน้ำยาแสงวิเศษในเดือนหน้าแล้ว
หลังจากที่เหยียนหลิงชิงจากไป ไช่เวยก็หยิบขวดแก้วสามขวดออกมาจากอกเสื้อด้วยท่าทางสบายๆ วางลงตรงหน้าหลี่ลั่วอย่างแผ่วเบา
“นี่มัน…”
หลี่ลั่วจ้องมองไปที่ขวดแก้วสามขวดที่ดูท่าทางจะมีราคาไม่น้อยนั่น บนตัวขวดแก้วใสยังมีลวดลายแสงจางๆ สลักอยู่ด้วย การออกแบบที่งดงาม เห็นได้ชัดว่ามีระดับสูงกว่าน้ำยาแสงวิเศษที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้อย่างมาก
หลี่ลั่วสัมผัสได้ถึงพลังเกลาอัตลักษณ์อันแข็งแกร่งที่บรรจุอยู่ในของเหลวภายในขวดแก้วเหล่านั้นทันที
“น้ำยาแสงวิเศษระดับหก?” บนใบหน้าของหลี่ลั่วปรากฏความตื่นตะลึงออกมา
ช่วงนี้เขายังคงใช้น้ำยาแสงวิเศษระดับห้าที่เหลืออยู่ แต่เขาพบว่าเมื่ออัตลักษณ์น้ำแสงของเขายกระดับไปจนถึงระดับหกแล้ว ผลลัพธ์ของน้ำยาแสงวิเศษระดับห้าก็ลดลงอย่างมหันต์ ทำให้เขารู้สึกหนักใจอยู่ไม่น้อย คิดอยากจะขอให้ไช่เวยช่วยซื้อน้ำยาแสงวิเศษระดับหกให้เขา แต่เขาก็รู้ดีว่าราคาของระดับหกมันแพงแค่ไหน ดังนั้นเขาจึงทนใช้ของเดิมไปก่อน และวางแผนว่าจะรอให้ไปถึงนครหลวงต้าเซี่ยก่อน ค่อยเริ่มซื้อน้ำยาแสงวิเศษระดับหก
แต่ตอนนี้ ไช่เวยกลับมอบของขวัญอันเหนือความคาดหมายให้กับเขา
“คุณชายน้อย แม้ข้าจะไม่รู้ว่าทำไมเจ้าถึงต้องใช้น้ำยาแสงวิเศษจำนวนมากขนาดนี้ แต่ข้าก็ไม่ได้อยากรู้อยากเห็นอะไร ผลงานของเจ้าในช่วงที่ผ่านมานี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าน้ำยาแสงวิเศษเหล่านี้สามารถทำประโยชน์ได้คุ้มค่ากับราคาของมัน”
“ดังนั้น แม้ว่าการหมุนเวียนเงินทุนจะค่อนข้างยากลำบาก แต่พี่สาวคนนี้ก็ยังพยายามประหยัดกินประหยัดใช้ เจียดเงินมาซื้อน้ำยาแสงวิเศษระดับหกให้เจ้าได้สามขวด แม้ว่าจะมีน้อยไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็น่าจะพอใช้แก้ขัดได้” ไช่เวยกล่าวด้วยรอยยิ้ม บนใบหน้ารูปไข่ที่ขาวเนียนบริสุทธิ์นั้นได้สะท้อนแสงโคมไฟจนเป็นประกาย
หลี่ลั่วรีบคว้าน้ำยาแสงวิเศษระดับหกสามขวดนั้นมาไว้ในมือด้วยความดีใจ จากนั้นก็มองไปที่ไช่เวยพร้อมกล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า “ถ้าไม่กลัวพี่ไช่เวยตี ข้าคงเข้าไปกอดพี่แล้ว”
ไช่เวยหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะโบกพัดขนนกที่ประดับประดาไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ กะพริบตาให้หลี่ลั่วอย่างยั่วยวน
“คำพูดแบบนี้ คุณชายน้อยเก็บเอาไว้พูดกับสาวน้อยในวิทยาลัยเถอะ สำหรับพี่สาวคนนี้แล้ว คำพูดหวานๆ เหล่านี้มันยังไม่น่าดึงดูดเท่าใบหน้าน้อยของเจ้าหรอกนะ”
หลังจากพูดจบ นางก็บิดเอวหันหลังกลับและเดินจากไป
หลี่ลั่วมองไปที่เรือนร่างอันเย้ายวนชวนลุ่มหลงของนางแล้วลูบแก้มตัวเองเบาๆ พร้อมกับถอนหายใจออกมาหนึ่งคำ
ไอ้ความหล่อเฮงซวยนี่ ขนาดพี่ไช่เวยก็ยังไม่อาจต้านทานได้เลย