อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance - เล่มที่ 3 บทที่ 79 วันหยุดมาถึง (อัปเดต)
- Home
- อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance
- เล่มที่ 3 บทที่ 79 วันหยุดมาถึง (อัปเดต)
วิทยาลัยหนานเฟิงในวันนี้ได้จัดพิธีสำเร็จการศึกษาขึ้น บรรดานักศึกษารุ่นนี้ถือว่าจบการศึกษาอย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากนี้พวกเขาจะมุ่งหน้าไปยังวิทยาลัยระดับสูงแห่งอื่นๆ ของอาณาจักรต้าเซี่ย ไม่ก็บำเพ็ญต่อไป หรือไม่ก็อาจจะผันตัวไปประกอบอาชีพอื่นๆ จากนี้ไปต่างคนต่างแยกย้ายกันไป อาจจะไม่มีโอกาสได้พบเจอกันอีก
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีแล้ว หลี่ลั่ว หลี่ชิงเอ๋อร์ อวี๋ล่าง และจ้าวคั่ว ทั้งสี่คนก็ถูกผู้อำนวยการเฒ่าเรียกตัวไปพบที่สวนของเขาเป็นการส่วนตัว
“การสอบใหญ่ของวิทยาลัยในครั้งนี้ พวกเจ้าทั้งสี่คนสามารถรักษาชื่อเสียงของวิทยาลัยหนานเฟิงเอาไว้ได้ ข้าต้องขอบคุณพวกเจ้าจากใจจริง” ผู้อำนวยการเฒ่ากำลังตัดแต่งกิ่งไม้ดอกไม้ประดับในสวน จากนั้นก็หันกลับมามองทั้งสี่คนพร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้ม
จ้าวคั่วเกาศีรษะ เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วมอะไรมากมาย เพียงแค่ได้รับอานิสงส์จากหลี่ลั่วเท่านั้น
แต่อวี๋ล่างกลับยิ้มออกมาอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับว่าตัวเองเป็นคนที่เคยเสียเลือดเสียเนื้อเพื่อปกป้องวิทยาลัยหนานเฟิงมาจริงๆ
หลี่ลั่วยิ้มกล่าวว่า “ผู้อำนวยการเฒ่า ท่านเรียกพวกเรามาเพียงเพื่อเอ่ยปากขอบคุณแค่นี้หรือ? ข้าว่ามันก็ไม่ได้จำเป็นมากขนาดนั้น”
ผู้อำนวยการเฒ่ากล่าวอย่างไม่พอใจ “ในสายตาเด็กน้อยอย่างพวกเจ้า ข้าคงจะขี้เหนียวมากเลยสิท่า?”
อวี๋ล่างโพล่งออกมา “ผู้อำนวยการเฒ่า ท่านเป็นคนที่ข้าเคารพรักมากที่สุด ข้าไม่ยอมให้ท่านพูดจาดูถูกตัวเองแบบนี้ ข้าขอแนะนำให้ท่านตัดคำว่า ‘มาก’ ออกไป!”
ผู้อำนวยการเฒ่ายกกรรไกรในมือขึ้นทำท่าจะตัดลงไปที่ท่อนล่างของอวี๋ล่าง ทำเอาอวี๋ล่างหน้าซีดเผือด รีบถอยหลังไปสองก้าวด้วยสายตาตื่นตระหนก
“ฮึ!” ผู้อำนวยการเฒ่ากระแทกเสียงฮึออกมา ก่อนจะกล่าวต่อว่า “นับจากนี้ไป พวกเจ้าก็ถือว่าออกจากวิทยาลัยหนานเฟิงแล้ว อีกสองเดือนข้างหน้า พวกเจ้าก็จะได้ไปยังวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง ซึ่งที่นั่นเป็นสถานที่ที่พวกเจ้าเด็กน้อยทั้งหลายใฝ่ฝันถึงกันนักหนา แต่ไม่ว่าในอนาคตพวกเจ้าจะก้าวไปได้ไกลแค่ไหน พวกเจ้าก็คือนักศึกษาที่จบออกไปจากวิทยาลัยหนานเฟิงของข้าเสมอ”
“ถึงแม้ผลการสอบในครั้งนี้ของพวกเจ้าจะไม่เลวร้าย แต่ก็อย่าได้เหลิงจนลืมตัว เพราะเมื่อไปถึงวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง พวกเจ้าจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วอาณาจักรต้าเซี่ยกว้างใหญ่แค่ไหน ในนั้นมีพยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนอยู่มากมายเพียงใด”
“แน่นอน... ถ้าพวกเจ้าสามารถทำได้เหมือนกับเจียงชิงเอ๋อร์ละก็ ก็ถือว่าข้าไม่ได้พูดอะไรก็แล้วกัน”
สำหรับคำเตือนของผู้อำนวยการเฒ่า ทุกคนต่างพยักหน้ารับ เพราะนอกจากอวี๋ล่างที่มักจะทำตัวเหลวไหลแล้ว อีกสามคนล้วนแล้วแต่สุขุมรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลี่ลั่ว หากไม่ใช่เพราะการสอบใหญ่ในครั้งนี้ เกรงว่าตอนนี้เขาก็ยังคงซ่อนเขี้ยวเล็บของตัวเองเอาไว้อยู่ ไม่มีใครรับรู้ตื้นลึกหนาบางของเขา
หลังจากที่ผู้อำนวยการเฒ่ากำชับเสร็จ เขาก็ล้วงเอาขวดผลึกขนาดเล็กสี่ขวดออกมาจากในอกเสื้อ ภายในขวดมีโอสถสีเหลืองอ่อนอยู่หนึ่งเม็ด มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยออกมา
“นี่คือโอสถบัวทรหด เมื่อพลังอัตลักษณ์ของพวกเจ้าบรรลุถึงระดับสิบตราแล้ว ก็สามารถกินและหลอมมันได้เลย มันสามารถช่วยเร่งการก่อตัวของเมล็ดพันธุ์อัตลักษณ์ได้ เพิ่มโอกาสในการก่อตัวสำเร็จให้สูงขึ้นได้ ถือว่าเป็นรางวัลพิเศษสำหรับการสอบใหญ่ในครั้งนี้ก็แล้วกัน”
เมื่อหลี่ลั่วและคนอื่นๆ ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกตกใจและดีใจไม่น้อย โอสถนั้นแตกต่างจากพวกทรัพยากรที่ต้องใช้เป็นจำนวนมากอย่างพวกน้ำยาแสงวิเศษ มันจัดว่าเป็นสิ่งที่ค่อนข้างหายาก ราคาแพงกว่ามาก บัดนี้ผู้อำนวยการเฒ่ากลับยอมควักโอสถบัวทรหดออกมาให้ถึงสี่เม็ด นับว่าใจกว้างไม่น้อย
หลี่ลั่วกับคนอื่นๆ เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับโอสถบัวทรหดมาก่อน ว่ากันว่าต้องใช้ของเหลวจากต้นพลังอัตลักษณ์เป็นตัวกระตุ้น ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วจะมีเพียงวิทยาลัยต่างๆ เท่านั้นที่สามารถหลอมโอสถชนิดนี้ออกมาได้ สำหรับผู้ที่อยู่ในระดับสิบตรานั้น โอสถบัวทรหดถือเป็นยาวิเศษที่ดีที่สุดเลยทีเดียว
อย่างไรเสียก็มีผู้คนจำนวนมากที่อาจจะล้มเหลวในการสร้างเมล็ดพันธุ์อัตลักษณ์หลายครั้ง ทำให้เสียเวลาในการบำเพ็ญอันมีค่าไป แต่โอสถบัวทรหดนั้นสามารถช่วยลดโอกาสล้มเหลวลงได้ นับว่าล้ำค่าอย่างมาก
“ผู้อำนวยการเฒ่า ต่อไปนี้หากใครยังกล้ามาพูดกับข้าอวี๋ล่างว่าท่านเป็นคนขี้เหนียวละก็ ข้าจะจัดการมันเองเป็นคนแรกเลย!” อวี๋ล่างกล่าวอย่างหนักแน่น
ผู้อำนวยการเฒ่าเหลือบมองเขาด้วยหางตา แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับเจ้าเด็กเหลือขอที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเสเพลไปทั่วทั้งวิทยาลัยหนานเฟิงคนนี้ โยนโอสถในมือให้กับทั้งสี่คนไป “ไปเถอะ ถึงแม้ว่าข้าจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ข้าก็ต้องยอมรับว่าวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงเป็นวิทยาลัยระดับสูงที่แท้จริง ภายในอาณาจักรต้าเซี่ยไม่มีวิทยาลัยใดเทียบได้”
“อีกอย่าง มีเพียงตอนที่พวกเจ้าได้เข้าไปอยู่ในวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้วเท่านั้น พวกเจ้าถึงจะได้สัมผัสกับความจริงของโลกใบนี้” (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
“อนาคตของพวกเจ้ายังอีกยาวไกล ข้าหวังว่าจะได้ยินข่าวคราวของพวกเจ้าบ่อยๆ ล่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้อำนวยการเฒ่า ทั้งสี่คนก็รู้สึกทอดถอนใจเล็กน้อย จากนั้นทุกคนก็โค้งคำนับผู้อำนวยการเฒ่าก่อนจะหันหลังเดินจากไป และในตอนที่หลี่ลั่วกำลังจะก้าวออกไป ผู้อำนวยการเฒ่าก็ได้จ้องมองไปที่แผ่นหลังของเขาพลางยิ้มกล่าว “หลี่ลั่ว เจ้าไม่ได้ทำให้พ่อแม่ของเจ้าต้องผิดหวังเลย”
ฝีเท้าของหลี่ลั่วชะงักลง เขามองไปยังท้องฟ้าเหนือวิทยาลัยหนานเฟิงที่เมฆกำลังลอยเอื่อย รู้สึกแสบจมูกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองไม่ได้สนใจความคิดของคนอื่นอีกต่อไปแล้ว แต่คำพูดของผู้อำนวยการเฒ่ากลับทำให้เขารู้สึกว่า ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมานั้นไม่ได้สูญเปล่า
อันที่จริงเขารู้ดีว่าตัวเขานั้นไม่ได้สนใจความคิดผู้อื่น เพียงแต่เขาไม่อยากให้ตัวเองกลายเป็นจุดด่างพร้อยของพ่อแม่เท่านั้น
เพราะเขารักพ่อแม่ที่ดูเหมือนจะพึ่งไม่ค่อยได้ทั้งสองคนนี้มาก
พวกเขาก็คงจะคิดแบบนี้เหมือนกัน
...
หลังจากจบการศึกษาจากวิทยาลัยหนานเฟิงแล้ว หลี่ลั่วก็กลับมามีชีวิตที่เคร่งครัดเหมือนเช่นเคย เป็นอย่างที่เขาเคยพูดไว้ เขาไม่ได้หย่อนยานลงเพราะได้อันดับหนึ่งในการสอบใหญ่ของวิทยาลัยมณฑลเทียนสู่เลยแม้แต่น้อย เพราะไม่ว่าจะมองจากมุมไหนมันก็เป็นแค่การต่อสู้เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
อีกสองเดือนข้างหน้าเขาจะต้องเดินทางไปยังวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง เมื่อไปถึงที่นั่น เขาถึงจะได้รู้ว่าในอาณาจักรต้าเซี่ยมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์อยู่มากมายเพียงใด
แต่ครั้งนี้เขาสาบานกับตัวเองแล้วว่า เมื่อไปถึงวิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิงแล้ว เขาจะต้องทำตัวให้สงบเสงี่ยมมากกว่าเดิม
และในช่วงวันหยุดสองเดือนนี้ เป้าหมายที่หลี่ลั่วตั้งไว้ให้กับตัวเองก็คือการที่เขาจะต้องบรรลุระดับสิบตราให้ได้ หากเป็นไปได้ ก็อยากจะลองดูว่าเขาจะสามารถสร้างเมล็ดพันธุ์อัตลักษณ์และก้าวเข้าสู่ระดับลักษณาจารย์ได้หรือไม่!
เล่าลือกันว่าในบางมณฑลนั้น ก็มีนักศึกษาที่ไปถึงระดับสิบตราปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่ในการสอบใหญ่แล้ว หลังจากผ่านช่วงวันหยุดสองเดือนนี้ไป บรรดานักศึกษาชั้นหัวกะทิที่แท้จริง จะต้องก้าวขึ้นสู่ระดับลักษณาจารย์ช่วงแรกกันแล้วอย่างแน่นอน ดังนั้นหลี่ลั่วจึงรู้สึกว่าตัวเองจะช้าไม่ได้
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ… อายุขัยของเขาเหลือแค่ห้าปีเท่านั้นแล้ว!
ถึงการสงบเสงี่ยมเจียมตัวจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า ชีวิตน้อยๆ ของเขานั้นสำคัญยิ่งกว่า!
...
วันเวลาในช่วงวันหยุดผ่านไปอย่างรวดเร็ว ประมาณครึ่งเดือนกว่าๆ หลี่ลั่วก็พบว่าพลังอัตลักษณ์ของเขานั้นได้บรรลุระดับเก้าตราตามคาด
นอกจากนี้ ในด้านการฝึกฝนหลอมสร้างน้ำยาแสงวิเศษนั้น ความสามารถของหลี่ลั่วก็ได้พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดด้วยเช่นกัน บัดนี้เขาสามารถหลอมน้ำยาแสงวิเศษระดับสองออกมาได้ ถือว่าเป็นนักเกลาอัตลักษณ์ระดับสองอย่างเป็นทางการแล้ว
ดังนั้น โดยรวมแล้วหลี่ลั่วค่อนข้างพอใจกับพัฒนาการของตัวเองในช่วงวันหยุดครึ่งเดือนนี้ไม่น้อย
และเมื่อระดับพลังอัตลักษณ์ค่อยๆ ใกล้เคียงกับระดับลักษณาจารย์มากขึ้นเรื่อยๆ หลี่ลั่วก็เริ่มศึกษา ‘วิชาหลอมเทพไร้ลักษณ์เล็ก’ ที่หลี่ไท่เสวียนและถานไถหลานทิ้งเอาไว้ให้เขา เพราะเขาต้องเริ่มพิจารณาปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งแล้ว นั่นคือหลังจากที่เขาก้าวเข้าสู่ระดับลักษณาจารย์แล้ว วิหารอัตลักษณ์หลังที่สองของเขานั้น ควรจะหลอมสร้างอัตลักษณ์หลังกำเนิดโดยใช้อัตลักษณ์อะไรเป็นหลักและใช้อัตลักษณ์อะไรเป็นรอง?