อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 101 เผชิญหน้าศิษย์หลัก
ตอนที่ 101
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย…
ศิษย์หลักกลุ่มหนึ่งจำนวน 8 คน นำโดย เปียวเฟยหง ศิษย์หลักลำดับที่ 7 ของสำนัก มุ่งหน้าจากเขตที่พักในเมืองหลวง ตรงเข้ามายังเขตสำนัก 4 ขุนเขา 1 ทะเลสาบ... แน่นอนว่าการมาของศิษย์หลักสำหรับที่นี่ ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องน่าแปลกอันใด เพราะศิษย์หลักหลายคนมักจะมาปิดด่านฝึกตนอยู่เป็นประจำ
หากแต่ปกติแล้วมักจะมาเพียงลำพัง หรืออย่างมากก็ไม่เกิน 2 คนเท่านั้น… การมาถึง 8 คนพร้อมกันในครั้งนี้ จึงนับเป็นเรื่องที่เรียกความสนใจให้กับหมู่ศิษย์สำนักทุกคนอยู่ไม่น้อย…
ศิษย์หลัก คือสถานะที่เป็นเป้าหมายสำหรับทุกคน ท่ามกลางศิษย์สำนักเกือบเจ็ดพันคน มีจำนวนศิษย์หลักที่สำนักให้การยอมรับไม่ถึงหนึ่งร้อยคนด้วยซ้ำ!! พื้นฐานของศิษย์หลัก อย่างน้อยจะต้องเป็นชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นปลาย แต่ส่วนมากมักจะเป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นต้น…
จะมีก็แต่สิบศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของสำนัก ที่ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นกลาง(ขั้น 4-6) และมี 2 คนที่เจิดจรัสยิ่งกว่าผู้ใด นั่นคือ ลั่วชิงเหอ ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 6 ศิษย์หลักลำดับที่ 2 และ เจี่ยโย่วเทียน ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 7 ศิษย์หลักลำดับที่ 1 ของสำนัก ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองคนนี้ แข็งแกร่งกว่าชนชั้นผู้ฝึกสอนบางคนเสียด้วยซ้ำ ทั้งยังได้รับการสอนสั่งจากระดับผู้อาวุโสโดยตรง เป็นศิษย์แห่งความหวังที่จะกลายเป็นเสาหลักของสำนักในภายภาคหน้า…
เปียวเฟยหง ก็ถือเป็นหนึ่งในศิษย์แห่งความภาคภูมิใจ… บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 6 เทียบเท่ากับ ลั่วชิงเหอ หากแต่ด้วยอายุของ เปียวเฟยหง ที่ย่างเข้า 23 ปี จึงไม่อาจชิงชัยในการแข่งระดับผู้เยาว์อย่างเป็นทางการได้อีกแล้ว ทำให้ลำดับศิษย์ลดหลั่นลงมาตามพรสวรรค์ จนต้องมาอยู่ในศิษย์ลำดับที่ 7 แต่ด้านพลังในการต่อสู้แท้จริงนั้น ย่อมอยู่ในระดับแนวหน้าของหมู่ศิษย์สำนักอย่างไม่ต้องสงสัย…
“เจ้าแน่ใจนะ… ว่าเดือนนี้ เหยาซาน ได้ย้ายมายังแผนกวรยุทธดั้งเดิมเรียบร้อยแล้ว?!” เปียวเฟยหง แค่นเสียงเอ่ยถามขึ้นกับศิษย์หลักอีกคนด้านข้าง
“แน่ใจศิษย์พี่… ทั้งยังมีข่าวลือกระช่อนอีกว่า เจ้านั่นได้กลายเป็นหนึ่งในผู้เป็นที่รักแห่งจิตวิญญาณศาสตรา แต่เป็นศาสตราชนิดใดนั้น ดูเหมือนว่ายังไม่มีข่าวปรากฏ ทั้งเหล่าผู้อาวุโสและเหล่าผู้ฝึกสอนยังปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลส่วนนี้…” ศิษย์หลักนาม เซี่ยงหยา ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 2 กล่าวขึ้น
เปียวเฟยหง ถลึงตาในทันที
“อะไรนะ!! ผู้เป็นที่รักแห่งศาสตรา งั้นหรือ!!”
เปียวเฟยหง กัดกรามเสียงดังกรอด…
“นอกจากมันจะมีสถานะเป็นศิษย์ผู้ทรงเกียรติเฉกเช่นเดียวกับข้าแล้ว มันยังมีสถานะผู้เป็นที่รักของศาสตราอีกหรือนี่ เช่นนั้นการเล่นงานเจ้านั่นย่อมยากยิ่งเป็นเท่าทวี ไม่อาจกระทำตรง ๆ ได้อีกแล้ว…
ก่อนหน้านี้ เหยาซาน อยู่ในแผนกวรยุทธประยุกต์ แม้ข้าจะเป็นศิษย์หลักแต่ก็อยู่แผนกวรยุทธดั้งเดิม ไม่อาจย่างกรายเข้าไปสั่งสอนมันโดยตรงในเขตแผนกวรยุทธประยุกต์ได้ แต่ภายในเดือนนี้ ข้าจะต้องสั่งสอนมันให้รู้ถึงลำดับความสำคัญและชนชั้นของตนเอง!!”
เปียวเฟยหง มุ่งหน้าเข้าสู่เขตสำนักทันที พร้อมทั้งสืบหาข้อมูลการเคลื่อนไหวของ เหยาซาน... ท่ามกลางสายตาของหมู่ศิษย์ ที่เห็น เปียวเฟยหง ออกเคลื่อนไหว ต่างพากันฉายแววตาสะใจยิ่ง ศิษย์โดยมากล้วนอยากให้ศิษย์หลัก ดับรัศมีความเหิมเกริมของ แมวสวรรค์!!
ระหว่างที่ศิษย์หลักทั้ง 8 คนได้สืบข้อมูล กิตติศัพท์และข่าวลือเกินจริงมากมายของ เหยาซาน ล้วนแล้วแต่ทำให้ทั้ง 8 คนหันหน้ามองกันด้วยความสับสน เผยแววตาไม่อยากจะเชื่อถือ เลือกที่จะฟังหูไว้หู มีสติวิเคราะห์
ไม่นานทั้งกลุ่มก็ได้คำตอบในเวลาอันสั้น ว่ามีหลายคนเห็น เหยาซาน ใช้วิหคพาหนะตรงไปยังหลังขุนเขาลูกที่ 1 จากนั้นก็มีเพียงเงาร่างของ วิหคพาหนะที่บินออกมาเพียงลำพัง จึงคาดเดาได้ไม่ยากว่า เหยาซาน น่าจะยังอยู่ ณ บริเวณนั้น…
“อะไรนะ!! เจ้านั่นกล้าไปที่เขต ร้อยถ้ำปิดด่าน งั้นหรือ!!”
คราวนี้มิใช่เพียงแค่ เปียวเฟยหง อีกแล้วที่เผยแววตาเหี้ยมเกรียม แม้แต่เหล่าศิษย์หลักคนอื่น ๆ ที่คราแรกติดตามมาเพียงเพราะเห็นว่าจะมีเรื่องที่น่าสนใจเกิดขึ้น บัดนี้เริ่มสะท้อนแววตาที่ไม่สบอารมณ์อย่างยิ่งยวดออกมา…
เนื่องจาก ร้อยถ้ำปิดด่าน เป็นสถานที่เฉพาะสำหรับศิษย์หลักแผนกวรยุทธดั้งเดิม… การที่ เหยาซาน มีสถานะเป็นศิษย์สายนอก ทั้งยังมิใช่คนของแผนกวรยุทธดั้งเดิมอย่างเต็มตัวเข้าไปที่แห่งนั่น จะต่างอะไรกับการยกตนเปรียบสถานะเทียบเท่าศิษย์หลัก
แน่นอนว่ากลุ่มศิษย์หลักเหล่านี้ แต่ละคนต้องลำบากตรากตรำเพียงใดในการไต่เต้าสถานะเพื่อให้อยู่เหนือกว่าศิษย์สายนอก และศิษย์สายในทั้งหมด แต่จู่ ๆ มาพบเจอผู้ใช้เส้นทางลัดเช่นนี้ ใครเล่าจะพึงรับได้?!
“ไป!! ข้าจะไปลากมันกลับออกมาเอง!!” เปียวเฟยหง แผดเสียงกังวานขึ้นอย่างเดือดดาล
ศิษย์หลัก 8 คน ระเบิดท่าร่างดิ่งทะยานมุ่งตรงไปยังขุนเขาลูกที่หนึ่ง ท่ามกลางเสียงกู่ร้องเป็นกำลังใจของหมู่ศิษย์โดยรอบที่มองออกถึงเจตนา… ยิ่งทำให้ศิษย์หลักทั้ง 8 เต็มเปี่ยมไปด้วยความย่ามลำพองใจ เชื่อมั่นว่าสิ่งที่พวกตนกำลังจะทำต่อไปนั้น ทั้งหมดก็เพื่อความสงบสุขของสำนัก…
เมื่อมาถึง ร้อยถ้ำปิดด่าน เบื้องหน้าทางเข้าจะปรากฏศิลาขนาดใหญ่แผ่นหนึ่ง บ่งบอกว่าถ้ำย่อยแต่ละแห่งด้านในนั้น มีผู้ใดถือครองเป็นเจ้าของอยู่บ้าง… ในการมาถึงคราแรกนั้น ทั้ง 8 มิได้สนใจศิลาขนาดใหญ่ดังกล่าว และมิได้ติดจะเข้าไปสำรวจภายในถ้ำเสียด้วยซ้ำ แต่เลือกที่จะกระจายกำลังหา เหยาซาน รอบ ๆ พื้นที่ด้านหลังขุนเขา
สาเหตุก็เพราะไม่มีผู้ใดคิดแม้แต่คนเดียว ว่าศิษย์สายนอกผู้หนึ่งจะมีสิทธิ์ถือครอบถ้ำย่อยในนั้นได้… ต่อให้ เหยาซาน เข้าไปด้านในถ้ำ สุดท้ายก็คงถูก ผู้อาวุโสจุน ขับไล่ออกมาอยู่ดี ไม่จำเป็นต้องเข้าไปหาด้านในให้ลำบาก...
ทว่าเมื่อทุกคนเสาะหาร่องรอยอยู่เนิ่นนาน ก็ไม่พบแม้แต่เงาของ เหยาซาน… ทุกคนล้วนแสดงสีหน้าฉงนสงสัย ละแวกนี้แม้จะมีพื้นที่กว้างขวาง แต่ก็มิได้มีตำแหน่งใดที่เป็นจุดเด่นในน่าค้นหา รู้สึกประหลาดใจกันอยู่ไม่น้อยที่ค้นหาตัวของ เหยาซาน ไม่เจอ...
จวบจนหนึ่งในศิษย์หลัก ได้เผลอเหลือบมองไปยังแผ่นศิลาขนาดใหญ่ด้วยความไม่ตั้งใจ… แน่นอนว่า จำนวนของรายชื่อที่มากมายนับร้อยนั้น เพียงแค่กวาดสายตาครั้งหนึ่ง จะเจาะจงชื่อคนใดคนหนึ่งย่อมทำได้ยาก...
แต่หากชื่อของคนผู้นั้น เด่นหลาเทียบเคียงกับชื่อของ เจี่ยโย่วเทียน ศิษย์หลักอันดับ 1 ของสำนัก ไหนเลยที่มันจะไม่สะดุดสายตา… ด้านบนสุดของศิลานี้ ปรากฏรายชื่อผู้ครอบครองถ้ำย่อยระดับสูง ที่ปกติแล้วจะมีเพียงแค่หนึ่งรายชื่อเท่านั้น
แต่ ณ ตอนนี้ มันกลับกลายเป็นสองรายชื่อ…
เจี่ยโย่วเทียน… เหยาซาน...
“สวรรค์!! เป็นไปไม่ได้!!” เสียงที่แผดดังของคนผู้นั้น ได้เรียกความสนใจจากคนอื่น ๆ ที่กระจายกำลังโดยรอบ ทุกคนจึงรุดหน้าตรงเข้ามา รวมไปถึง เปียวเฟยหง ด้วย…
ทันทีที่ได้มาเห็นแผ่นศิลาขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่าน ใบหน้าของทุกคนล้วนซีดเผือด!! จิตใจสะทกสะท้านอย่างรุนแรง ประหนึ่งสายฟ้าที่มองไม่เห็นแล่นผ่านร่างในพริบตา ถ้ำย่อยระดับสูงถือเป็นสิ่งล้ำค่ามิต่างอาวุธอักขระ แต่การจะเป็นเจ้าของได้นั้นแทบไม่มีทางเป็นไปได้
เจี่ยโย่วเทียน เป็นบุคคลระดับใด ทุกคนย่อมทราบดี การครอบครองของ เจี่ยโย่วเทียน จึงไม่กล้ามีผู้ใดคัดค้านครหา… หากแต่เวลานี้ มันกลับปรากฏรายชื่อที่ไม่สบควรจะประดับอยู่บนแผ่นศิลาแห่งนี้ด้วยซ้ำ!! ไหนเลยที่กลุ่มศิษย์หลักทั้ง 8 คน จะสามารถพึงรับได้
ก่อเกิดคลื่นลมในจิตใจสาดซัด…
โดยเฉพาะ เปียวเฟยหง ที่ในจำนวนคนทั้ง 8 มีเพียง เปียวเฟยหง ที่ได้สิทธิ์ถือครองถ้ำระดับกลาง… ความรู้สึกจึงเต็มไปด้วยความหนักอึ้ง ประหนึ่งถูกสาดโครมด้วยน้ำโสโครก นามของ เหยาซาน ที่ปรากฏเหนือรายชื่อของตนเอง จะต่างอะไรกับการถูกเหยียบย่ำขึ้นไป…
“สารเลว!! มันใช้อุบายกลใด จึงล่อลวงผู้อาวุโสให้มอบถ้ำกับมันได้!!”
เปียวเฟยหง รวมถึงศิษย์หลักคนอื่น ๆ ต่างเผยแววตามุ่งมาดขึ้น ไม่อาจทำใจยอมรับในเรื่องเช่นนี้ได้ จึงพากันมุ่งตรงเข้าไปในถ้ำใหญ่ทันที ยามนี้ชัดแจ้งแล้วว่า เหยาซาน มุดหัวอยู่ที่แห่งใด
ด้านหน้าแม้จะมี ผู้อาวุโสจุน เฝ้าอยู่ หากแต่ทั้ง 8 คน ก็ล้วนแล้วแต่มีถ้ำย่อยของตนเองที่ด้านใน ดังนั้นผู้อาวุโสจุน ถึงแม้จะมองเห็นความไม่ผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่ก็มิอาจหักห้ามศิษย์หลักทั้ง 8 เข้าไปด้านในได้
เสียงกระแอมไอของ ผู้อาวุโสจุน ดังขึ้นคราหนึ่ง…
“เป็นศิษย์หลัก… ควรรู้หนักรู้เบา รู้สถานะและการกระทำของตนเอง… ใช่ว่าพวกเจ้าจะมีสิทธิ์มากมายไปกว่าศิษย์คนอื่น ๆ จงตระหนักเรื่องนี้ให้มั่น ที่นี่คือสถานที่ดูแลของข้า หากเกิดเรื่องอะไรด้านในขึ้น ถึงข้าจะเป็นผู้อาวุโสระดับล่าง แต่ข้าก็มีสิทธิ์เต็มที่ในการลงโทษ…”
เหล่าศิษย์หลักทั้ง 8 คน ถึงกับสะอึกในลำคอ แต่ทุกคนก็มิได้กล่าวสิ่งใด เพียงแค่ประสานมืออย่างสุภาพก่อนจะเข้าสู่ด้านในเท่านั้น… ผู้อาวุโสจุน คล้อยตามองเล็กน้อย วาดมือออกไปเพียงครั้งก็ปรากฏภาพฉายด้านในถ้ำออกมา หากเกิดอะไรที่เกินกว่าเหตุขึ้น ก็พร้อมที่จะเข้าไปหยุดยั้งโดยพลัน…
เปียวเฟยหง ดิ่งตรงไปยังเขตส่วนลึกด้านในทันที… ยิ่งเข้ามาภายในนี้และสัมผัสได้ถึงกระแสลมปราณที่หนาแน่นกว่าถ้ำย่อยระดับกลางของตน ก็ยิ่งเผยแววตาดุร้าย มีความริษยาแฝงอยู่ชัดเจน...
“เคาะประตู!!”
เมื่อ เปียวเฟยหง กล่าวขึ้น ผู้ติดตามคนหนึ่งก็ทำการเคาะยังประตูศิลา… หากแต่มีเพียงความเงียบงันที่ปรากฏ ไร้ซึ่งการตอบสนองของประตู หรือเสียงใดเล็ดลอดออกมา…
“เคาะต่อไป จนกว่ามันจะเปิด!!”
เสียงเคาะจึงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องหลายชั่วอึดใจ…
ไม่นานประตูศิลาก็เกิดปฏิกิริยาสั่นไหวเบา ๆ เผยแง่มออกมาเพียงคืบมือ สายตาของ เหยาซาน เล็ดลอดผ่านร่องประตูด้วยความไม่สบอารมณ์เช่นเดียวกัน… แต่เมื่อเห็นคนเบื้องหน้า สวมอาภรณ์สีขาวขุ่นบ่งบอกสถานะความเป็นศิษย์หลัก เหยาซาน พลันต้องขมวดคิ้วกดต่ำทันที…
“มีธุระอันใดงั้นหรือ?! ศิษย์พี่ทั้งหมาย…”
เปียวเฟยหง หางคิ้วกระตุกโดยพลัน ใบหน้าที่ปรากฏของ เหยาซาน มีแววตาใสซื่อไร้พิษภัย หน้าอ่อนกว่าที่คาดเดาจินตนาการไว้หลายขุม ทั้งยังสัมผัสได้เพียงชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 3 เท่านั้น หากตนจะลงมือรังแต่จะทำให้อีกฝ่ายตกตายดั่งลูกนกลูกกา…
ทุกคนโดยรอบก็รู้สึกมิต่างกัน หันมองกันและกันชั่วครู่หนึ่ง…
“เจ้าคือ เหยาซาน งั้นสินะ!! ออกมาข้างนอกเพื่อสะสางธุระกัน!!”
เด็กหนุ่ม ได้ยินเช่นนั้นยิ่งเกิดความงุนงง ตนไม่รู้จักใครสักคนด้านนอกใยจำต้องสะสาง?! อีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงเจตนาจากแววตาของคนเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้นำกลุ่มที่แผ่ล้นรัศมีคุกคามอย่างรุนแรง แข็งแกร่งมิต่างชนชั้นผู้ฝึกสอน... เหยาซาน รู้สึกในทันทีว่าคนผู้นี้ น่าจะมีพลังต่อสู้มากยิ่งกว่าตนเสียด้วยซ้ำ…
“ศิษย์พี่เป็นใครงั้นหรือ?” เหยาซาน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ข้าคือ เปียงเฟยหง ศิษย์หลักลำดับที่ 7 ของสำนัก”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นแววตาเริ่มแปรเปลี่ยน จดจำได้ในทันทีว่าคนผู้นี้คือพี่ชายของ เปียวเฟยฟง ที่ตนเคยเล่นงานจนม่อยกระรอก... ดังนั้นย่อมคาดเดาได้ถึงเจตนาแท้จริง ในการที่ เปียวเฟยหง มาหาตนเช่นกัน…
คิดได้เช่นนั้น เหยาซาน ก็ถอนหายใจเบา ๆ ออกมา…
“ศิษย์พี่เปียว… ท่านคงเข้าใจผิดแล้ว ข้ามิใช่ เหยาซาน ที่พวกท่านตามหา ดังนั้นเมื่อพวกเราไม่มีธุระอันใดต่อกัน ข้าคงต้องขอตัวก่อนเนื่องด้วยข้ากำลังปิดด่านอยู่…” กล่าวจบ ประตูศิลาที่เคยแง่มออกมานั้น ก็พลันปิดพรึบลงดื้อ ๆ
เปียวเฟยหง ทำหน้าเซ่อ แววตาเต็มไปด้วยความโง่งม…
เหล่าศิษย์หลักคนอื่น ๆ ก็ล้วนแล้วแต่อ้าปากค้างโดยพร้อมเพรียง…
“บัดซบ!!” เสียงแผดดังของ เปียวเฟยหง กังวานดังไปทั่วถ้ำ
……………………………………….