อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 105 ภารกิจพิเศษ
ตอนที่ 105
ไม่นานช่วงเวลาหนึ่งเดือนก็ผ่านพ้นไป…
ข่าวของ แมวสวรรค์ เหยาซาน ยังคงแพร่สะพัดอย่างต่อเนื่อง และไม่มีท่าทีว่าจะเบาลง ทุกการเคลื่อนไหวของ เหยาซาน ล้วนถูกหยิบยกมากล่าวในหัวข้อสนทสนทนาแทบทุกวง จนในแต่ละวันหมู่ศิษย์ทั้งสองแผนก มองเห็นเรื่อง แมวสวรรค์ เป็นหนึ่งในเรื่องที่น่าติดตามในกระแสรายวันไปแล้ว…
แน่นอนว่าการเล่นงานศิษย์หลัก 8 คน จนต้องอับอายกลับไป และไม่เข้ามาในเขต 4 ขุนเขา 1 ทะเลสาบอีกเลยตลอดทั้งเดือนที่ผ่านมา เป็นตัวจุดประกายความครั่นคร้ามต่อนามของ เหยาซาน ภายในสำนัก จนเวลานี้ทั้งศิษย์สายนอกด้วยกัน หรือแม้แต่ศิษย์สายใน เลือกที่จะถอยห่างทันทีเมื่อ เหยาซาน ปรากฏขึ้นในหอศาสตรา…
ระดับเบื้องบนชนชั้นผู้อาวุโสไม่มีทางที่จะไม่ทราบรายละเอียดส่วนนี้ ทว่ากลับมองเป็นเพียงการกระทบกระทั่งกันในหมู่ศิษย์ ในเมื่อไม่มีอุบัติเหตุร้ายแรง ถึง เหยาซาน จะเป็นผู้กระทำฝ่ายเดียว แต่ก็มีหลักฐานจากปากคำชี้ชัด ว่าผู้ที่เข้าไปเริ่มหาเรื่องก่อนคือกลุ่มของ เปียวเฟยหง ดังนั้นจึงไม่มีคำสั่งลงโทษผู้ใดลงมา
แต่ก็มีการออกคำสั่งเข้มงวดกวดขันกับศิษย์หลักมากขึ้นในเวลาต่อมา ว่าห้ามเข้าไปรังแกศิษย์น้องที่ระดับชั้นต่ำกว่า… คำสั่งนี้บ่งบอกชัดแจ้งถึงความเอนเอียง ว่าทางเบื้องบนเลือกที่จะถือหางฝ่ายของ เหยาซาน ซึ่งแม้จะสร้างความขุ่นเคืองใจในหมู่ศิษย์หลักอยู่ไม่น้อย จากศิษย์หลักคนที่มิได้ให้ความสนใจกับ เหยาซาน ก็เริ่มเพ่งเล็งมากยิ่งขึ้น…
ช่วงเวลาตลอดหนึ่งเดือนนี้ เหยาซาน ได้เข้าถึงพื้นฐานแห่งศาสตราทุกชนิดที่มีให้เรียนรู้ในสำนัก ดาบ ทวน พลอง อาวุธลับ โดยเฉพาะกระบี่ รวมไปถึงเคล็ดวิชาไร้ศาสตราประเภทต่าง ๆ ทั้งเพลงหมัด เพลงเตะ หรือแม้แต่ปราณดัชนี ทั้งหมดล้วนถูกปูพื้นฐานในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทว่าเพลงศาสตรานั้นต่างจากปราณธาตุ จำต้องอาศัยการฝึกปรือมากกว่าความเข้าใจรู้แจ้ง…
ตัวของ เหยาซาน จึงกลายเป็นหนึ่งในคนที่สามารถตกตะกอนพื้นฐานจากความแตกต่างหลากหลาย และจุดเด่นของศาสตราในแต่ละสาย จนสามารถจำแนกแจกแจงตามความรู้แจ้งล้ำลึกเหล่านั้นของตนเอง กลั่นกรองออกมาเพื่อความเหมาะสมสำหรับตนเองด้วยเช่นกัน…
เหยาซาน เป็นผู้ที่ชอบเรียน ยิ่งศึกษามาก ยิ่งเข้าใจมาก…
และยิ่งเข้าใจมาก ก็ยิ่งตกตะกอนได้มาก...
ความไม่บ่ายเบี่ยงในการเรียนรู้ จากพรสวรรค์ที่แตกต่างไปจากผู้อื่นด้านสมาธิ เป็นปัจจัยที่ทำให้ เหยาซาน เหนือล้ำกว่าผู้อื่น 3-4 ก้าว อยู่เสมอ… น่าตกใจที่เด็กหนุ่มกลับไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับสิ่งเหล่านั้น อาจเพราะไม่มีความคิดที่จะแข่งขันกับผู้ใด มีเพียงความท้าทายต่อขอบเขตจำกัดของตนเองอย่างถึงที่สุด…
ด้านการหมักบ่มสุรา เหยาซาน ก็ได้ลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน… ทรัพยากรในการหมักบ่มสุราจำนวนมากที่นำติดตัวมานั้น กว่า 8 ใน 10 ส่วนล้วนหมดสิ้นไปกับความล้มเหลว เพราะนี้มิใช่สิ่งที่พลังสมาธิหรือพลังจินตนาการจาก [วงจรแห่งความซ้ำซ้อน แสวงหาความสมบูรณ์] จะช่วยเหลือในการเรียนรู้ได้ จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์ลองผิดลองถูก เพื่อวิเคราะห์แก้ปัญหาในขั้นตอนต่าง ๆ ทีละเล็กทีละน้อยเท่านั้น…
ทว่าเจ้าตัวก็ไม่ได้ยอมแพ้ สุดท้ายก็สามารถทำให้วัตถุดิบ 2 ส่วนที่เหลือ หมักบ่มอย่างสมบูรณ์ขึ้นมาจนได้ แต่คงใช้เวลาหมักบ่มอีกนับสัปดาห์กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการพร้อมดื่ม… เหยาซาน ได้เข้าใจถึงกระบวนการหมักบ่มมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ลงไปศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เพียงพอต่อการสร้างสุราลมปราณ เสริมการบ่มเพาะในช่วงชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินไปยังชนชั้นลมปราณสีเขียวได้อย่างเหมาะสม…
แต่หากจะยกระดับสุราลมปราณสำหรับการบ่มเพาะ จากชนชั้นลมปราณสีเขียวไปยังชนชั้นลมปราณสีเหลือง หรือชนชั้นลมปราณสีส้มได้นั้น เหยาซาน จำต้องเรียนรู้มากกว่ายิ่งไปการหมักบ่ม…
จำเป็นต้องศึกษาในรูปแบบการต้มและการกลั่น ซึ่งจะยากกว่านี้การหมักบ่มอีกนับ 10 เท่า และต้องใช้ทรัพยากรมากยิ่งกว่านับ 100 เท่า แต่ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องของอนาคต จึงไม่เร่งร้อนในการที่จะเรียนรู้ ทุ่มเทให้กับการฝึกวรยุทธเสียมากกว่า…
ณ ถ้ำย่อยปิดด่าน...
“บรรลุชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 5”
เหยาซาน ถอนหายใจหนัก ๆ คราหนึ่ง ก่อนจะลืมตาตื่นหลังทะลวงผ่านขั้นพลัง… เส้นทางที่จะไปยังชนชั้นลมปราณสีเขียว ยามนี้ก้าวมาได้ครึ่งทางแล้ว ยังเหลือเวลาอีก 2 เดือนครึ่ง กว่าจะถึงการประลองยุทธระดับผู้เยาว์ในทวีป เป้าหมายที่จะบรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวก่อนการประลอง เรียกได้ว่ามีโอกาสจวนเจียนพอสมควร…
เด็กหนุ่มค่อย ๆ ลุกยืนเนืองช้า… รอบข้างกายตลอดทั้งถ้ำเต็มไปด้วยไหสุราที่หมักบ่มเรียงราย ส่งกลิ่นคละคลุ้งชวนเวียนศีรษะ หากแต่สำหรับ เหยาซาน ผู้ฝึกฝนวิถีเซียนเมรัย มันกลับคล้ายเป็นกลิ่นอายที่สดชื่นยิ่งนัก…
ตลอดช่วงที่อยู่ในสำนักสายลมประจิม เหยาซาน ไม่เคยหลงลืมเป้าหมายที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับการช่วยเหลือ เหยาหมิง จึงติดต่อไปยัง เตียมู่หยง แทบจะทุก ๆ 3 วัน เพื่อสอบถามความคืบหน้า แต่ในทุก ๆ ครั้งคำตอบของ เตียมู่หยง ก็ยังเหมือนเดิม นั่นคือให้ เหยาซาน มีสมาธิไปกับการฝึกฝน…
เรื่องของ เหยาหมิง ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ กังจื่อหราน ผู้นำพรรคเซียนประทาน(ตอนที่ 70) ที่กำลังมีการเคลื่อนไหวอย่างลับ ๆ ป้องกันมิให้กลุ่มมังกรทองไหวตัวได้ และทันทีที่พบเบาะแสจึงค่อยติดต่อกลับมา ฉะนั้นในช่วงเวลานี้ เตียมู่หยง จึงอยากให้ เหยาซาน พัฒนาตนเองอย่างถึงที่สุดเพื่อเฝ้ารอความพร้อม
เหยาซาน ได้ยินก็แต่ปลดปลงใจ และพยายามตั้งมั่นอยู่ในเส้นทางแห่งการฝึกฝนต่อไป ก้าวสู่จุดสูงสุดเท่าที่จะสามารถทำได้ เพื่อเฝ้ารอวันเวลาที่จะแสดงแสนยานุภาพ เผยอำนาจสยบของตนเองต่อศัตรู ช่วยเหลือ เหยาหมิง ให้ได้ในท้ายที่สุด…
“วันนี้เป็นวันแรกต้นเดือน ข้าคงต้องเลือกแผนกอีกแล้วสินะ ช่างน่าหนักใจเสียจริง… แผนกวรยุทธดั้งเดิมก็ยอดเยี่ยม แผนกวรยุทธประยุกต์ก็หลากหลาย ทั้งหมดล้วนมีข้อดีที่แตกต่างกัน หากเป็นไปได้ข้าก็อยากมีอิสระผลัดเปลี่ยนตามความต้องการ มากกว่าที่จะต้องมาย้ายทุก ๆ เดือนเช่นนี้…
พอจะมีวิธีทำเช่นนั้นได้หรือป่าวนะ…?” เหยาซาน แสดงสีหน้าครุ่นคิด เพราะหลังจากสลับเปลี่ยนแผนกจนได้ฝึกฝนพื้นฐานในแต่ละหอวิชาเกือบจะครบถ้วนแล้ว ก็รู้สึกตนเองว่าในบางครั้งจะเกิดความนึกคิดบางอย่างผุดขึ้น
ยกตัวอย่างเช่นการประกายความนึกคิด เรื่องการผันผวนของกระแสปราณอัสนีที่ผุดขึ้นมา จึงรู้สึกอยากจะไปไขความสงสัยที่ หออัสนี ในช่วงที่กำลังจะเกิดความรู้แจ้งใหม่ ๆ แต่สุดท้ายก็ไม่อาจทำได้ เนื่องด้วยยังไม่ถึงรอบเดือนผลัดเปลี่ยน… และบางครั้งก็ยังอาจจะอยากรู้แจ้งในเพลงกระบี่ ต้องการคำปรึกษาจาก ผู้อาวุโสจื่อ แห่งหอกระบี่ หากตนย้ายไปแผนกวรยุทธประยุกต์แล้ว ก็คงไม่อาจทำได้อีกเช่นกัน…
จากเหตุผลเหล่านั้น มันทำให้ เหยาซาน รู้สึกเหมือนตนเองเสียโอกาสสำคัญไป…
ภายใต้การครุ่นคิดเอาแต่ใจอยู่สักระยะ ดวงตาพลันเกิดประกายบางอย่าง…
“จริงสิ!! สิทธิพิเศษนอกเหนือกฎ!! หากข้าก่อคุณงามความดีให้กับสำนัก ข้าก็จะได้สิทธิพิเศษในส่วนนี้!! และหากข้าเอ่ยปากขอยกเลิกการสลับเปลี่ยนแผนกทั้งสอง หลังจากประกอบคุณงามความดีกลับมา สองผู้อาวุโสสูงสุด จะว่าสามารถกล่าวอะไรข้าได้?!”
คิดเช่นนั้น เหยาซาน ก็บึ่งมุ่งหน้าไปยัง ตำหนักสายลมเหนือ… เนื่องด้วยการที่ศิษย์สายนอกคนหนึ่งจะติดต่อระดับชนชั้นผู้นำทั้ง 5 คน ผู้มีอำนาจสูงสุดของสำนักสายลมประจิม มิใช่เรื่องง่าย หากแต่ เหยาซาน ถือว่ามีสถานะที่พิเศษบางอย่าง สามารถติดต่อสองผู้อาวุโสสูงสุดได้ทันที โดยผ่านตำหนักสายลมเหนือแห่งนี้…
และด้วยความที่วันนี้ คือวันย้ายแผนกของ เหยาซาน ดังนั้นผู้อาวุโสเถิง และผู้อาวุโสจาง ย่อมประจำอยู่ที่ตำหนักสายลมเหนืออยู่ก่อนแล้วอย่างแน่นอน เพื่อประจันหน้ากันยื้อแย่งตัว เหยาซาน ให้เข้าสังกัดแผนกของตนในเดือนถัดไป…
เด็กหนุ่ม เมื่อมาถึงก็ถูกผู้ฝึกสอนที่ดูแลตำหนัก พาตัวเข้ามาด้านใน… รอยยิ้มประดับบนใบหน้าตลอดเวลา ประกายตาสาดส่องถึงสติปัญญามาอย่าง ด้านในก็มีสองผู้อาวุโสสูงสุดที่กำลังมองเขม่นกันและกัน…
“คารวะสองผู้อาวุโสสูงสุด…” เหยาซาน โค้งตัวสุภาพ
แต่สองผู้อาวุโสที่เต็มไปด้วยความเร่งร้อนใจ ไม่ได้ต้องการความยืดเยื้อ…
“แผนกใด!!” ทั้งสองแทบจะประสานเสียงกันเอ่ยถาม…
เหยาซาน เกาศีรษะเบา ๆ พลันยิ้มแห้ง ๆ
“วันนี้ศิษย์ ไม่ได้มาเพื่อแจ้งเรื่องสังกัดแผนก... แต่มาด้วยเรื่องที่ต้องการจะรับภารกิจเพื่อเลื่อนตำแหน่งเข้าเป็นศิษย์สายใน…”
“!!!!!!!!!!!” สองผู้อาวุโสเบิกตากว้างทันที
เหยาซาน มิได้โง่เขลาขนาดที่จะโพล่งออกไปตรง ๆ ว่าอยากได้ [สิทธิพิเศษนอกเหนือกฎ] เพราะรู้ดีว่าจะต้องถูกปฏิเสธอย่างแน่นอน จากการที่ตนเองได้รับมาครั้งหนึ่งแล้ว… จึงเลือกที่จะใช้เข้าทางอ้อม ด้วยการขอรับภารกิจเพื่อเลื่อนขั้นเป็นศิษย์สายในของสำนัก ซึ่งแน่นอนว่ามันยังแฝงไว้ด้วยเหตุผลอื่นอยู่อีกด้วย…
เหยาซาน ในเวลานี้ขาดเพียงเงื่อนไขเดียวในการเลื่อนขั้น นั่นคือการทำภารกิจนอกสำนักหนึ่งครั้งตามกฎระเบียบ ซึ่งปกติแล้วภารกิจเลื่อนขั้นเข้าเป็นศิษย์สายในก็มิได้ยากเย็นอะไร บ้างก็ไปประจำการสำนักสายลมประจิมที่สาขาย่อย 7-10 วัน บ้างก็เป็นการออกตามหาสมุนไพรหายากบนหุบเขาห่างไกล หรือตามล่าสัตว์อสูรทะเลที่ก่อความวุ่นวายที่ชายฝั่ง เป็นต้น…
ทว่าในขณะเดียวกันจากจำนวนภารกิจเลื่อนขั้นนับร้อยภารกิจ มันก็จะมีภารกิจพิเศษแทรกอยู่ด้วย 1-2 ภารกิจ ซึ่งภารกิจพิเศษเหล่านี้ จะยากยิ่งกว่าภารกิจสามัญนับสิบนับร้อยเท่า! หากแต่มันมีข้าตอบแทนที่พิเศษออกไปเช่นกัน…
นั่นคือ… [สิทธิพิเศษนอกเหนือกฎ]
มีคนอยู่ไม่มากนัก ที่จะเลือกสรรภารกิจพิเศษเหล่านั้น ซึ่งมันมีทั้งในการสอบเลื่อนขั้นจากศิษย์สายนอกเข้าเป็นศิษย์สายใน หรือแม้แต่การสอบเลื่อนจากศิษย์สายในเป็นศิษย์หลักก็มีเช่นเดียวกัน… กลุ่มศิษย์แห่งความภาคภูมิใจทุกคน ล้วนแล้วแต่เคยผ่านภารกิจพิเศษเหล่านี้ทั้งสิ้นและภายหลังก็เป็นศิษย์ชั้นแนวหน้าของสำนัก…
“เจ้าอยากจะเลื่อนเป็นศิษย์สายในแล้วงั้นหรือ?!” ผู้อาวุโสจาง เผยดวงตาฉงนใจอยู่เล็กน้อย
เหยาซาน เผยประกายแววตาไร้เดียงสาอันเสแสร้ง ยิ้มรับทุกสถานการณ์…
“ศิษย์อยากเรียนรู้เคล็ดวิชาต่าง ๆ ให้ลึกล้ำยิ่งขึ้น อีกทั้งอยากแตะย่างบันไดเข้าใกล้สถานะศิษย์หลักอีกเล็กน้อย ผู้อาวุโสก็น่าจะทราบดี ว่าศิษย์ค่อนข้างจะลำบากลำบนอยู่ในน้อยภายในสำนัก ทุกคนล้วนหนีห่างไกลไม่อยากคบหา คงถึงเวลาแล้วที่จะรีบสร้างสถานะอันเหมาะสมให้กับตนเอง…”
สองผู้อาวุโสสูงสุดได้ยินเช่นนั้นก็กล่าวอันใดไม่ออก ได้แต่มองหน้ากันเนืองช้า… ทว่าสองชายชราก็นับเป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์มากประสบการณ์เช่นกัน มองเห็นและเอ็นดู เหยาซาน มาก็หลายเดือน ย่อมทราบถึงวีรกรรมที่เคยก่อทั้งหมด ไยจะมองไม่ออกว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เล่ห์เหลี่ยมเพียงใด ทั้งคู่ล้วนปักใจเป็นนัยยะว่า เหยาซาน น่าจะแอบซ่อนเป้าหมายแท้จริงบางอย่างเสียมากกว่า…
“เช่นนั้นแปลว่า เจ้าเลือกภารกิจไว้แล้วงั้นหรือ?!”
เหยาซาน พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะแสดงแผ่นภารกิจที่เลือกสรรมา…
[ภารกิจพิเศษ… กำราบกลุ่มโจรเขาหมิงซาน]
สองผู้อาวุโสเผยแววตาตกใจขึ้นทันที…
“ภารกิจพิเศษ?! นี่เจ้า?!”
ยามนี้ทั้งสองพอจะเห็นเป้าหมายลาง ๆ ของเด็กหนุ่มแล้ว ดูเหมือนว่า เหยาซาน จะมีเป้าหมายบางอย่างอยู่จริง ๆ เกี่ยวกับการอยู่เหนือกฎเกณฑ์บางอย่าง ในส่วนนี้ทั้งสองไม่ค่อยรู้สึกประหลาดใจนัก หากแต่เป็นกังวลเกี่ยวกับภารกิจที่รับมาเสียมากกว่า….
“เหยาซาน... ภารกิจนี้น่าจะเป็นภารกิจที่ยากและอันตรายที่สุดแล้วในช่วงนี้ มันเคยเป็นภารกิจพิเศษของศิษย์สายในเพื่อเลื่อนเป็นศิษย์หลักด้วยซ้ำ แต่เพราะเมื่อหลายวันก่อน มีข่าวว่าทางราชวงศ์ไป๋หู่ ได้ส่งกองมือปราบไปจำนวนหนึ่งออกไปจัดการกลุ่มโจรนี้แล้ว หน้าที่ของสำนักเราจึงเป็นเพียงการช่วยเหลือสนับสนุนเท่านั้น ระดับความอันตรายของภารกิจจึงลดต่ำลง ทำให้ภารกิจถูกลดขั้นมาเป็นภารกิจของศิษย์สายนอกแทน
ถึงกระนั้นมันก็ยังมีความอันตรายอย่างยิ่งยวด เพราะจำนวนของกลุ่มโจรเขาหมิงซาน มีข้อมูลน้อยมาก ไม่ทราบจำนวนแน่ชัด หรือแม้แต่ความแข็งแกร่งของหัวหน้ากลุ่มโจร… กองมือปราบที่ส่งไปก็ไม่แน่ว่าจะสามารถกำราบกลุ่มโจรลงได้ และก็อาจมีโจรที่เล็ดลอดจากวงล้อมของกองมือปราบได้เช่นกัน… เจ้าแน่ใจแล้วหรือที่จะเผชิญหน้ากับกลุ่มโจร ผู้ที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาเช่นนั้น?!” ผู้อาวุโสเถิง กล่าวอธิบายขึ้นข้อมูลให้กระจ่างแจ้งขึ้น
เหยาซาน ประสานมือขึ้น เผยแววตาเหี้ยมหาญแฝงเร้นประกายจิตสังหาร...
“ตัวศิษย์เอง… ก็ฆ่าไม่กะพริบตาได้เช่นกัน ดังนั้นผู้อาวุโสอย่าเป็นกังวล…”