อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 106 คนคุ้นเคย
ตอนที่ 106
ประตูทางออก ทิศเหนือของเมืองหลวง…
เหยาซาน เดินไปเดินมาท่าทีงุ่นง่านไม่สบอารมณ์ยิ่ง…
“บัดซบ! ข้าหรืออุตส่าห์เร่งร้อน อยากรีบไปรีบกลับมาในภารกิจ แต่กลับต้องมารอคนของสำนักบุปผาประจิมอีกงั้นหรือนี่!! มิเช่นนั้นป่านนี้ข้าคงขึ้นหลัง เฝิงน้อย(วิหคพาหนะ) ออกไปไกลโขแล้ว!!”
เหยาซาน มาทราบภายหลังว่า ภารกิจบางส่วนภายในสำนักนั้น คือภารกิจที่หน่วยงานราชการจะจัดส่งมาให้กับสำนักใหญ่ ๆ เพื่อให้หมู่ศิษย์สำนักได้เก็บประสบการณ์ ทั้งยังแบ่งเบาภาระของหน่วยมือปราบบางส่วนได้อีกด้วย
ซึ่งภารกิจที่ถูกส่งมายังสำนักสายลมประจิม ด้านสำนักบุปผาประจิมก็ได้มาเช่นเดียวกัน… ทั้งสองสำนักมีความสัมพันธ์ต่อกัน เปรียบดังหยินและหยางแตกต่างเพียงแค่สำนักหนึ่งสั่งสอนศิษย์บุรุษเพศ แต่อีกสำนักสั่งสอนศิษย์สตรีเพศเท่านั้นเอง ระดับความแข็งแกร่งถือว่าเทียบเคียงกัน…
ด้วยความที่ภารกิจนี้ เป็นภารกิจที่ค่อนข้างอันตราย โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเป็นโจรร้ายที่อาจมีพฤติกรรมน่ารังเกียจ… สำนักบุปผาประจิม จึงส่งศิษย์มาร่วมภารกิจถึง 2 คนด้วยกัน รวมกับ เหยาซาน แล้วก็จะการเป็นภารกิจหมู่ จำนวน 3 คน…
ที่ เหยาซาน ต้องมารอคอยพวกนาง เพราะทางสำนักได้จัดเตรียมอสูรพาหนะสำหรับเดินทางไปเขาหมิงซาน เป็นสัตว์อสูรเทียมฝีเท้าไวอย่าง อาชาเหงื่อโลหิต มีขนาดตัวไม่ใหญ่ทำให้สามารถนำเข้ามาชิดกำแพงเมืองหลวงได้ โดยอาชาเหงื่อโลหิตตนนี้จะลากจูงเก๋งเกี้ยวหลังหนึ่งที่สามารถจุคนด้านในเก๋งเกี้ยวได้ 3 คน พร้อมกับที่นั่งสารถีอีก 1 ตำแหน่งคน ซึ่งเป็นของทางสำนัก…
ศิษย์ทั้งสามจากสองสำนัก ถูกกำหนดให้เดินทางพร้อมกับ ทำให้ เหยาซาน ต้องมารอคอยพวกนางอยู่เช่นนี้ จึงไม่แปลกเลยที่เด็กหนุ่มจะรู้สึกเดือดดาลในใจอยู่ไม่น้อย…
ผ่านไปสักระยะ เหยาซาน ก็มองเห็นเงาร่างของสองหญิงสาวมาแต่ไกล... อาภรณ์ศิษย์สายนอก สำนักบุปผาประจิม คล้ายกับสำนักสายลมประจิมไม่น้อย หากแต่มีสีม่วงเข้มสะดุดตา ซึ่งปักใจได้ทันทีว่าทั้งสองย่อมเป็นคู่ภารกิจร่วม เพราะศิษย์สายนอกสำนักบุปผาประจิม ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากสำนักเช่นกัน หากมิใช่เพราะภารกิจ…
ทว่าเมื่อสองเงาร่างที่ใกล้เข้ามา ทำเอา เหยาซาน ใจกระตุกวาบขึ้นทันที… เนื่องจากทั้งสองล้วนเป็นคนที่ เหยาซาน รู้จัก!! ท่วงท่าการเดินของพวกนางสง่างดงามเลิศล้ำ เจิดจรัสยิ่งกว่าผู้ใดในรัศมีสายตา ไม่ต้องกล่าวถึง เหยาซาน บุรุษคนอื่น ๆ โดยรอบต่างก็หันมองยังพวกนางด้วยแววตาอ่อนระทวย กระทั่งในหมู่สตรียังมีสายตาริษยาในความงดงามที่แผ่ซ่าน...
ฉีลู่ชิง และ เตียซวงซวง
เหยาซาน แสดงสีหน้าปั้นยากขึ้นทันที… ไม่ทราบได้ว่าเพราะเป็นโชคชะตาอันใดจึงได้มาพบเจอพวกนางด้วยความบังเอิญ แววตาของ ฉีลู่ชิง ยังคงแน่วแน่มุ่งมาดเช่นเดิม รอบกายของนางประหนึ่งมีไอประหลาดห่อหุ้ม คล้ายเกิดขึ้นมาเพื่อสร้างระยะห่างจากคนอื่น ๆ
ด้าน เตียซวงซวง นางคือหลานสาวของ เตียมู่หยง ที่ เหยาซาน เคยพบเจอเมื่อหลายเดือนก่อน(ตอนที่ 4)… ถึงจะพอทราบว่านางเข้าสำนักบุปผาประจิม แต่ก็ไม่คิดว่าจะบังเอิญพบเจอนางเช่นนี้ นางยังคงเป็นหญิงสาวที่มีแรงดึงดูดน่าค้นหา ประกายแววตาที่ดูไร้เดียงสาของนาง สามารถทำให้ผู้คนจดจ้องนางได้โดยไม่รู้หน่าย เอกลักษณ์ของหญิงสาวทั้งสองแตกต่างกันคนละขั้ว มีเพียงความงามล้ำเท่านั้นที่ดูไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน…
ทั้งคู่มาหยุดยืนเบื้องหน้าของ เหยาซาน ทำเอาเด็กหนุ่มกระอักกระอ่วน อย่างน้อยตอนนี้ตนก็มีใบหน้าของ เหยาซาน หาได้มีใบหน้าของ ซุน ดังนั้นพวกนางย่อมไม่อาจจดจำตนได้แน่นอน ถึงกระนั้นก็ยังมีความรู้สึกจิตใจสั่นไหวอยู่ดีมิอาจหักห้าม ไม่ทราบชัดว่าเกิดจากความคุ้นชินระหว่างกัน หรือเป็นเพราะความงามของพวกนางกันแน่…
“ขะ…ข้า เหยาซาน สำนักสายลมประจิม…”
“ข้าชื่อ เตียซวงซวง สำนักบุปผาประจิม ยินดีที่รู้จัก…” ใบหน้าแป้นยิ้มสดใสของนาง ทำให้พื้นที่โดยรอบแทบจะเหี่ยวเฉา
“ฉีลู่ชิง…” น้ำเสียงนางสั้นและเย็นชา
เหยาซาน ถึงกับสูดลมหายใจดังเฮือกขึ้น ด้วยความแตกต่างเช่นนี้ของทั้งสองคน เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตนเองจะอึดอัดเพียงใดระหว่างร่วมภารกิจ… ทว่าเด็กหนุ่มก็ย่อมต้องแสดงความเป็นผู้นำในฐานะบุรุษเพียงหนึ่งเดียว…
“เก๋งเกี้ยว และสารถี รออยู่ด้านนอกเมือง ผ่านประตูไปก็เจอแล้ว…”
ฉีลู่ชิง พยักหน้าเบา ๆ ก่อนนางจะสะบัดร่างเดินนำไปทันที ทำเอา เหยาซาน อึ้งไปไม่น้อย… ความเย็นชาของนางดูคล้ายกับตอนที่เคยพบเจอกันครั้งแรกก็มิปาน แม้ภายหลังนางจะอ่อนน้อมกับ ซุน ขึ้นมาบ้างแล้ว ทว่ากับ เหยาซาน คงแทบไม่มีโอกาสเช่นนั้น…
“อย่าถือสาเลย… ศิษย์น้องฉี นางก็เป็นเช่นนี้แหละ หากแต่แท้จริงแล้วนางจิตใจดีมากนะ…” เตียซวงซวง กล่าวด้วยรอยยิ้ม…
เหยาซาน ยังคงนึกภาพของนาง ที่ชอบกล่าวพูดคุยกับม้าของนางได้… ตามที่ได้ยินมี เหมือนนางจะเติบโตมาพร้อมกับยายของนาง ทั้งยังเป็นคนที่ เตียมู่หยง มักเรียกว่ายายเฒ่าประหลาดที่อาศัยอยู่กลางป่าลึก แต่เพราะภายหลังยายของนางป่วยหนักและตายไป จึงให้ เตียมู่หยง ที่เป็นปู่แท้ ๆ รับมาดูแลต่อ ทว่าสำนักสายลมประจิมมีเพียงศิษย์บุรุษ เตียมู่หยง จึงจำต้องพานางไปฝากไว้กับสำนักบุปผาประจิมแทน…
ทั้งสามคนนั่งเก๋งเกี้ยว มุ่งหน้าสู่เขาหมิงซาน… จากความเร็วของ อาชาเหงื่อโลหิต ที่มากกว่าอาชาสามัญถึง 10 เท่า แม้จะต้องลากจูงเก๋งเกี้ยว คาดว่าคงใช้เวลาไม่เกิน 3 วันในการเดินทาง… บนท้องฟ้ายังมี เฝิงน้อย วิหคพาหนะที่ เหยาซาน ตั้งชื่อใหม่ให้มันบินติดตามมาด้วย…
สารถี ผู้ควบคุมการเดินทางนั้น เหยาซาน ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในสำนัก สัมผัสได้เพียงระดับชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 1 ซึ่งทางผู้อาวุโสเถิงกล่าวว่ายังมีสมาชิกของสำนักอีกมากที่ไม่ได้อยู่ร่วมกับต้นสังกัด หากแต่ทำหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ที่ภายนอก ซึ่งถือเป็นเรื่องสามัญสำหรับขุมกำลังที่แข็งแกร่ง…
ด้านหญิงสาวทั้งสองนั้น ฉีลู่ชิง แทบไม่กล่าววาจาอันใดเลย ตรงข้ามกับ เตียซวงซวง นางช่างพูดช่างเจรจาอย่างยิ่ง จน เหยาซาน ได้แต่รับฟัง ไม่แปลกใจเลยที่ เหยาซาน จะเคยเห็นนางพูดคุยกับม้าของนางได้ เพราะอุปนิสัยเช่นนี้ของนางนี่เอง…
พื้นฐานลมปราณของหญิงสาวทั้งสองล้วนไม่ใช่สามัญ เหนือกว่า เหยาซาน ทั้งสิ้น… ฉีลู่ชิง เวลานี้บรรลุผ่านชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 8 แล้ว รัศมีรอบกายแข็งแกร่งกว่าตอนที่มาจากเมืองบุปผาแดงอย่างมิอาจเทียบได้…
ส่วน เตียซวงซวง กลับน่ากลัวยิ่งกว่า!! นางเป็นถึงชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 9 เกือบจะแตะชนชั้นลมปราณสีเขียวอยู่รอมร่อ ด้วยวัยของนางในตอนนี้เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะเลยก็ว่าได้… ตอนที่พบเจอกับ ซุน เมื่อหลายเดือนก่อนนั้น เพราะ ซุน ไม่มีพื้นฐานลมปราณแม้แต่นิดเดียว จึงไม่อาจประเมินความแข็งแกร่งของนางได้จากสัมผัสลมปราร มิเช่นนั้นก็คงไม่กล้ายุแยงนางเมื่อครั้งแรกเจอ โชคดีที่นางมิได้ถือสาอันใด…
หญิงสาวทั้งสองคนมีระดับพื้นฐานลมปราณเพียงพอจะเทียบชั้นศิษย์หลักก็ยังได้ แต่คงเพราะความเข้มงวดของสำนัก จึงต้องมีขั้นมีตอนในการเลื่อนระดับ จุดนี้คงไม่แตกต่างอะไรกับทางสำนักสายลมประจิมนัก คราวนี้ที่พวกนางมาทำภารกิจก็คงเพื่อเลื่อนชนชั้นเป็นศิษย์สายใน…
เมื่อเวลาผ่านไป ไม่นานก็ครบ 3 วัน…
ในช่วงสายของวันนั้นเอง เบื้องหน้าสุดสายตาก็ปรากฏเทือกเขาเรียงรายทอดยาวไร้สิ้นสุด… ละแวกนี้เริ่มพบเจอสัตว์ร้ายได้บ้างแล้ว แต่แน่นอนว่าทั้งหมดเป็นเพียงสัตว์ป่าสามัญ มิใช่สัตว์อสูรที่มีพลังลมปราณ ถึงกระนั้นก็ไม่อาจประมาทจำนวนของสัตว์ป่าพวกมันได้
ต่อให้เป็นชนชั้นลมปราณสีเขียว หากเผชิญหน้าสุนัขป่าดุร้ายทั้งฝูง ก็ใช่ว่าจะเอาชีวิตรอดแน่นอน เพราะศักยภาพของสัตว์ป่านั้นพื้นฐานมีมากกว่ามนุษย์ โดยเฉพาะเมื่อเหล่าสัตว์อสูรสูญพันธุ์จากป่าเขาไปจนหมด สัตว์ร้ายเหล่านี้ก็ทวีแข็งแกร่งขึ้นจากการดูดซับลมปราณธรรมชาติเข้มข้นตลอดเวลาทดแทนสัตว์อสูรที่สูญพันธุ์ไป…
ในจำนวนยอดเขาที่ตั้งเรียงราย จะมีเขาอยู่ลูกหนึ่งที่สูงใหญ่เด่นชัดมาก ยอดเขาสามารถมองเห็นหมอกควันสีดำที่ปกคลุมเจือจาง แผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายที่ชวนให้ขนพองสยองเกล้า เพราะมันคือกลิ่นอายแห่งความตาย และเขาลูกนี้ก็คือ เขาหมิงซาน...
เฒ่าชีเปลือย จากที่ไม่ค่อยจะสนใจเรื่องราวโดยรอบที่เกิดขึ้นกับ เหยาซาน มากเท่าใดนัก เพราะสำหรับเฒ่าชีเปลือย ยังมองเด็กหนุ่มว่าอยู่ในช่วงเป็นต้นกล้าอ่อน ๆ ที่ไม่มีอะไรให้ต้องชี้นำ ปล่อยให้ค่อย ๆ เติบโตไปตามเส้นทางก่อนเช่นนี้นับว่าดีแล้ว…
ทว่าบัดนี้ จู่ ๆ เฒ่าชีเปลือย ก็ต้องหางคิ้วกระตุกเล็กน้อย สูดกลิ่นอายที่แผ่ซ่านอยู่รอบ ๆ บริเวณด้วยแววตาแปรเปลี่ยน จดจ้องไปบนยอดเขาด้วยความสนอดสนใจ…
“หึหึ… กลิ่นอายเช่นนี้ ดูท่าจะมีเรื่องน่าสนใจเกิดขึ้นอีกแล้วสินะ…”
…………………………………………….
บนเขาหมิงซาน...
พื้นที่ช่วงกลางหุบเขา ถูกอาบย้อมไปด้วยโลหิตแดงฉาน ซากศพเกลื่อนกลาดกลิ่นคาวคละคลุ้ง หากผู้ใดพบเห็นคงต้องสั่นสะท้านไปกับภาพเหล่านี้แน่นอน ทว่าหากสังเกตพิจารณาแจ่มชัด จะมองออกได้ว่าศพกว่า 15 ร่างบนพื้น ณ เวลานี้ล้วนแล้วแต่สวมเครื่องอาภรณ์ลักษณะเดียวกัน…
เครื่องแบบของ กองมือปราบ…
ชายผู้มีใบหน้าดุดันผอมแห้ง ไม่สวมเสื้อ กำลังเร่งมือค้นร่างไร้วิญญาณของมือปราบเหล่านี้…
“ชิ!! พวกมันมือปราบ มันยากจนกันทุกคนเลยงั้นสินะ!!”
ชายร่างใหญ่อวบท้วมอีกคน พ่นลมหายใจไม่สบอารมณ์เช่นกัน…
“พวกมือปราบ มันก็เป็นแบบนี้แหละ ยามออกมาทำภารกิจอันตราย มันจะไม่พกพาเอาของมีค่าติดตัวมาด้วย เว้นแต่จะเจอผู้ใดที่มีแหวนมิติในครอบครองเท่านั้นแหละ จึงจะเรียกได้ว่าเจอโชคขุมทรัพย์!! ดูอย่างพี่ใหญ่เราสิ สังหารหัวหน้ามือปราบลงได้ แหวนมิติของมันล้วนมีแต่ของล้ำค่า น้ำลายแทบหกเชียวล่ะ!!”
ชายอีกคนร่างผอมแห้งดำคล้ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยสักครึ่งใบหน้า เค้นเสียงหัวเราะเย็นชา…
“หึหึ… ทางการช่างโง่เขลายิ่งนัก ส่งมือปราบมาเพียงแค่ไม่ถึง 20 คน ทั้งยังเป็นมือปราบชั้นต่ำชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินเกือบทั้งหมด กำลังเท่านี้กลับคิดกวาดล้างพวกเรา 7 พี่น้องสกุลสู่(หนู) แห่งเขาหมิงซาน ภายใต้ค่ายกลบนหุบเขานี้หากคิดจะสู้กับพวกเรา อย่างน้อยก็ต้องมีกองทัพสักครึ่งร้อย!!”
เสียงหัวเราะของคนทั้ง 3 แผดดังกังวาน ไปทั่วกลางหุบเขา… ไกลออกไปยังมีชายร่างกำยำใบหน้าเคร่งครึมอีกคนหนึ่ง เพียงแค่ขนาดของรอบวงแขนยังใหญ่เกือบเท่าเอวเล็กคอดของสตรี ทั่วร่างแผ่จิตสังหารและกลิ่นอายแห่งความตายอย่างรุนแรง อาภรณ์อาบชุ่มไปด้วยโลหิตของหัวหน้ามือปราบ ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นกลางที่กลายเป็นศพเบื้องหน้า…
ไม่ต้องกล่าวถึง 7 คน… เพียงแค่ 4 โจรชั่วร้ายที่ออกหน้า ยังจัดการกับมือปราบ 16 คนลงได้โดยง่าย บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งน่ากลัวที่พรั่นพรึง…
“หากพวกเจ้าจะมัวหัวเราะร่าเช่นนั้น… ไยไม่รีบตามไปสังหารมือปราบอีกคนที่มันหลบหนีไป?! หากเจ้ามือปราบผู้นั้นออกจาก เขตค่ายกลซากอสูรได้สำเร็จ จะทำให้มันกลับมาใช้หยกสื่อสารได้อีกครั้ง ถึงตอนนั้นมันอาจแจ้งข่าวเรื่องนี้กลับไปยังหน่วยกองปราบ พวกเราจะยิ่งลำบาก...” ชายร่างกำยำผู้เป็นพี่ใหญ่ของพี่น้องตระกูลสู่ กล่าวขึ้น
ทำเอาอีก 3 คนที่เหลือสั่นทึม รีบกระจายกำลังตามหามือปราบที่หนีไปในทันที…
ชายร่างกำยำผู้นำของ 7 พี่น้องตระกูลสู่นามว่า สู่ป๋ากุ่ย เผยแววตาเหี้ยมโหด มองไปยังซากศพนับสิบที่กองอยู่บนพื้น ก่อนมีรอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นมา…
“เท่านี้ก็ได้วัตถุดิบชั้นดี… สำหรับศาสตร์วิชามืด หุ่นเชิดศพ!!”
………………………………………………..