อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 107 ฆ่า หรือถูกฆ่า...
ตอนที่ 107
เฒ่าชีเปลือย มีนิสัยที่ประหลาด… แม้จะกล่าวได้ว่าคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ เหยาซาน หากแต่ทุก ๆ คราก็มักแอบแฝงไว้ไว้ด้วยความต้องการส่วนตัวอยู่บ่อยครั้ง ทว่าหากคิดที่จะไม่ช่วยเหลือ ต่อให้เอ่ยปากร้องขอ เฒ่าชีเปลือย ก็ยังจะเมินเฉย ราวกับผ่านการประเมินไว้แล้วว่าสถานการณ์ใดสมควรช่วย หรือไม่สมควรช่วย…
เหยาซาน แทบไม่อาจอธิบายความต้องการที่ดวงวิญญาณชายชราตนนี้ต้องการออกมาเป็นคำพูดได้ ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าเพราะเหตุอันใดจึงผูกจิตตามติดกับตน โดยที่เด็กหนุ่มไม่มีอำนาจขับไล่หรือสะกดใด ๆ ทว่ามีความแน่ชัดอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือ เฒ่าชีเปลือย กำลังเฝ้ารอการเติบโตของ เหยาซาน เพราะอยากให้ช่วยเหลือบางอย่างในอนาคต…
อันที่จริงตัวของ เหยาซาน ก็รู้สึกได้เช่นกัน แม้ว่าทั้งสองจะโต้เถียง ขุ่นเคือง ไม่พึงพอใจระหว่างกันอยู่นับครั้งไม่ถ้วน ทว่าลึก ๆ ลงไปในก้นบึ้งแล้ว เหยาซาน ก็มีความรู้สึกติดค้างต่อวิญญาณดวงนี้ หากไม่ได้ เฒ่าชีเปลือย หยิบยื่นมือ ตนก็คงจะตายไปอย่างสมบูรณ์จริง ๆ ดังนั้นจึงไม่เคยโกรธเกลียดดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย อย่างจริงจังเลยสักครั้ง…
ณ เทือกเขาที่ทอดยาวออกไป ทั้งสามศิษย์จากสองสำนัก กำลังมุ่งหน้าตรงไปยังเขาลูกหนึ่งที่เด่นชัด… ทว่าเมื่อเข้ามาใกล้รัศมี 10 ลี้ของเชิงเขา เก๋งเกี้ยว ก็พลันหยุดนิ่งลง…
“ส่งได้เพียงเท่านี้… ข้าจะรออยู่ที่นี่เพียงแค่ 7 วัน หากพวกเจ้าไม่กลับลงมาจากเขา ข้าจะจากไปทันที…” เสียงของสารถี กล่าวขึ้นชัดเจน
ทั้งสามได้ยินเช่นนั้นก็จำต้องลง โดยมี เหยาซาน เดินเข้าไปประสานมือสุภาพ
“ขอบคุณพี่ชาย… พวกเราจะรีบกลับมา”
สารถีพยักหน้าตอบรับเบา ๆ
“ระวังตัวด้วย… เขาลูกนี้มีพลังประหลาดแผ่ล้น ทั้งยังมิใช่พลังที่ธรรมชาติควรจะมีอยู่ จากรอยเท้าบนพื้นเท่าที่ข้าสังเกต ไม่กี่วันก่อนน่าจะมีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยเดินทางมาที่นี่ คาดว่าคงเป็นคนของกองมือปราบ พวกเจ้าติดตามไปยังเส้นทางรอยเท้าน่าจะปลอดภัยที่สุด ขอให้โชคดี…”
เหยาซาน ฉีลู่ชิง และ เตียซวงซวง จึงรุดหน้าตรงไปยังเขาหมิงซาน… โดยที่ด้านหลังมีสายตาใต้หมวกฟางของสารถีผู้นี้ จดจ้องด้วยประกายที่แปลกประหลาด…
ไม่นานทั้งสามคนก็มาถึงเขตเชิงเขา… มองเห็นสายตาของสัตว์ร้ายโดยรอบมองดูน่ากลัวไปน้อย มองทั้งสามคนราวกับเป็นเหยื่อโอชะ ซึ่งเมื่อสังเกตดูชัด ๆ สัตว์ป่าเหล่านี้แตกต่างไปจากปกติอยู่พอสมควร คล้ายมีการกลายพันธุ์บางอย่างหลังการสูญพันธุ์ของบรรดาสัตว์อสูร…
สุนัขป่าบางตัวมีขนาดเกือบเท่าลูกวัว… ลิงบางตัวมีเขี้ยวยื่นน่าสะพรึง ไกล ๆ สุดสายตายังมองเห็น หมีตัวโตที่แผ่กลิ่นอายรุนแรงราวกับเป็นผู้ฝึกยุทธชนชั้นลมปราณสีคราม ทั้งที่มันเป็นเพียงสัตว์ป่า มิใช่สัตว์อสูร…
“สัตว์ป่าพวกนี้ ถึงจะไม่ใช่สัตว์อสูร แต่เพราะดูดซับปราณธรรมชาติเข้าไปเป็นจำนวนมากจึงเกิดการพัฒนาบางอย่าง ก็คงเหมือนกับมนุษย์อย่างพวกเราที่กลายมาเป็นผู้ฝึกตน…” เหยาซาน กล่าวพึมพำ พร้อมกับสีหน้าประหลาดใจใคร่รู้
ทันใดนั้น เตียซวงซวง ก็หยิบเอาดอกไม้ชนิดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ… นางใช้ปลายนิ้วกดแตะลงไปที่ดอกไม้ พร้อมขับขานเคล็ดวิชาประหลาดบางอย่างใช้ลมปราณแทรกซึม ก่อนที่เกสรดอกไม้จะฟุ้งกระจายขึ้นโดยพลัน…
หญิงสาววาดแขนเบา ๆ อีกคราหนึ่ง เกสรเหล่านั้นพลันตกหล่นพรมบนร่างของตัวนาง รวมถึง เหยาซาน และ ฉีลู่ชิง…
“เคล็ดปราณบุปผา… อาภรณ์เกสรประจิม”
พริบตาที่ร่างของทั้งสามอาบพรมไปด้วยเกสร กลิ่นหอมอ่อน ๆ พลันฟุ้งกระจายออกมา… สายตาของสัตว์ป่าแปรเปลี่ยนไปในทันที!! พลังคุกคามทั้งหมดค่อย ๆ เลือนหายไป ทั้งสัตว์ป่าจำนวนมากเหล่านั้น ต่างพากันเดินหนีอย่างน่าประหลาด…
เหยาซาน อึ้งไปเล็กน้อย พอจะเดาได้ว่าเกิดทักษะของ เตียซวงซวง… สายตาของเด็กหนุ่ม จ้องมองนางที่ถูกโอบล้อมไปด้วยละอองเกสรด้วยความรู้สึกที่ประหลาดใจ ทั้งยังแฝงไว้ด้วยความหลงใหลในความงามชั่วพริบตา…
ฉีลู่ชิง เมื่อเห็นใบหน้าของ เหยาซาน ก็แค่นเสียงออกมาเบา ๆ จากลำคอ…
“ระวังสายตาเจ้าด้วย… ศิษย์พี่เตีย เป็นศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของสำนักบุปผาประจิม ตั้งแต่ที่ยังเป็นเพียงแค่ศิษย์สายนอก เปล่งประกายราวกับดวงดาวที่สุกสกาว ท่านเจ้าสำนักก็ยังต้องให้ความสำคัญกับนาง และนางก็เป็นถึงหลานสาวแท้ ๆ ผู้อาวุโสเตียมู่หยง ผู้ที่เป็นรองเจ้าสำนักของเจ้า… ดังนั้นหากคิดล่วงเกินนาง เจ้าไม่มีชีวิตรอดแน่นอน...”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้น ถึงกับสำลักลมหายใจ…
“ขะ…เข้าใจผิดแล้ว แม่นางฉี… ข้าเพียงไม่เคยเห็นเคล็ดวิชาปราณบุปผาเท่านั้นเอง จึงให้ความสนใจในส่วนนั้น…”
ฉีลู่ชิง ส่งสายตาดุร้ายมาเล็กน้อย ก่อนนางจะสะบัดร่างเดินจากไป…
เหยาซาน เพิ่งจะเข้าใจว่าในยุทธภพยังมีทักษะสนับสนุนเช่นนี้อยู่ด้วย เคล็ดวิชาไม่จำเป็นต้องถูกสร้างขึ้นเพื่อตนเองเสมอไป หากแต่ยังมีผู้ใช้วรยุทธสายสนับสนุนที่แกร่งกล้าได้ด้วยเช่นกัน และ เตียซวงซวง ก็ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน...
นางมีทักษะอีกมากมายที่เปลี่ยนเอาพลังจากดอกไม้ ผสานเข้ากับเคล็ดวิชาปราณบุปผาที่นางรู้แจ้งแตกฉาน ก่อเกิดเป็นทักษะสนับสนุนทั้งฟื้นฟูลมปราณให้พ้องพ้อง รักษาอาการบาดเจ็บ หรือแม้แต่เกื้อหนุนด้วยรูปแบบพลังต่าง ๆ อย่างน่าอัศจรรย์…
เหล่าสัตว์ร้ายในเวลานี้ล้วนหลีกหนีไม่ข้องแวะ ประหนึ่งทั้งสามเป็นเพียงดอกไม้ขนาดใหญ่ภายในป่า ที่ขยับเคลื่อนไหวได้เพียงเท่านั้น… เหยาซาน ขอเป็นผู้เดินออกหน้า โดยอ้างว่าด้วยความเป็นบุรุษ แม้จะมีพื้นฐานลมปราณต่ำที่สุดก็ตามที…
กึก!
จู่ ๆ ฝีเท้าของ เหยาซาน ก็หยุดนิ่ง ไม่ขยับต่อ เหงื่อผุดขึ้นทันทีพร้อมเงยหน้ามองไปบนเขา ยกมือเป็นสัญญาณของสองหญิงสาวหยุดฝีเท้าด้วยเช่นเดียวกัน…
“นับจากจุดนี้ขึ้นไป ข้าสัมผัสได้ถึงขอบข่ายพลังประหลาดบางอย่าง…”
ฉีลู่ชิง ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะย่างก้าวลงมา สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปเช่นกัน…
“ค่ายกล?! ที่นี่มีพลังค่ายกลครอบคลุมไว้”
วิชาค่ายกลนั้น มีทั้งแข็งแกร่งและอ่อนแอ ทั้งชนิดของค่ายกลยังมีมากมายเหนือคณานับ บ้างก็มีอำนาจเสริมส่งในพื้นที่ บ้างก็มีอำนาจชั่วร้ายปกคลุม แบ่งแยกย่อยออกไปได้ไร้สิ้นสุด… ซึ่งผู้ที่เข้ามาในรัศมีของค่ายกล หากไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญก็แทบจะไม่มีทางรู้ว่าเป็นค่ายกลชนิดใด…
“ที่นี่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายไร้สิ้นสุด ค่ายกลที่ครอบคลุมไปทั่วหุบเขา… นี่ไม่น่าจะใช่พลังที่กลุ่มโจรกลุ่มเล็ก ๆ จะมีได้เลยนี่?! ภารกิจครั้งนี้มันยังไงกันแน่นะ…”
บรรยากาศโดยรอบเริ่มทำให้สามผู้เยาว์เริ่มใบหน้ามืดดำเคร่งขรึมลง… ทว่าภายใต้ภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ทั้งสามย่อมไม่อาจกลับไปสำนักได้ในทั้งเช่นนี้ อย่างไรก็ต้องเดินทางต่อไป และเบื้องหน้าก็ยังมีรอยเท้าของกองมือปราบจำนวนมากเดินทางล่วงหน้าไปแล้ว ยังพอจะทำให้ทั้งสามคนเบาใจขึ้นหลายส่วน…
ระหว่างการเดินทางทั้งสามพยายามตรวจความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากค่ายกล และก็พบว่าไม่อาจใช้หยกสื่อสารได้ในรัศมี ซึ่งค่ายกลลักษณะนี้ เหยาซาน พอจะเคยอ่านบันทึกผ่านตามาบ้าง ว่ามันมิได้ทรงพลังอะไรนัก มีผลแค่สร้างคลื่นรบกวนบางอย่างที่น้อยนิด คอยทำลายวงจรของหยกสื่อสารมิให้สมบูรณ์ และด้วยความที่ค่ายกลนี้ใช้แหล่งพลังงานนี้อันน้อยนิด มันจึงครอบคลุมพื้นที่ได้เป็นวงกว้าง อีกทั้งยังเหมาะสมในการรบแบบซุ่มโจมตี…
ไม่นานทั้งสามก็ลึกเข้ามาจนเกือบจะถึงช่วงกลางของหุบเขา… กลิ่นคาวเลือดก็เริ่มที่จะหนาแน่นยิ่งขึ้น แม้แต่สัตว์ป่าก็เริ่มบางตาลง จนแทบไม่มีปรากฏให้เห็น… สองหญิงสาวใบหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย
ทว่ามีเพียง เหยาซาน ที่ยังไม่เปลี่ยนแปลงใด ๆ อาจเพราะเมื่ออดีตยังโลกเดิม เด็กหนุ่มนับเป็นขมังเวทย์ผู้หนึ่งที่ต้องบุกป่าฝ่าดงอยู่เป็นนิจ จึงคุ้นชินกับบรรยากาศลักษณะนี้อยู่พอสมควร ส่งผลให้ก้าวเดินด้วยท่าทีเมินเฉย พลางยกเต้าสุรากระดกเป็นระยะตามวิสัย
ทว่า ฉีลู่ชิง เห็นเช่นนั้นก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง คงเพราะด้วยท่าทีของ เหยาซาน ที่ทำให้นางหวนนึกถึงคนผู้หนึ่งอย่างช่วยไม่ได้… อีกทั้งความปกติสามัญภายใต้บรรยากาศเช่นนี้ของ เหยาซาน ทำให้นางกลับมองว่าคนผู้มีสัมผัสที่อ่อนด้อย จนไม่รู้สึกแม้แต่ความอันตรายรอบกาย
นางเดินเรียบเคียงมายัง เตียซวงซวง อย่างช้า ๆ
“ศิษย์พี่เตีย… ระวังตัวเอาไว้ด้วย อย่าคาดหวังพึ่งพอเจ้าเด็กขี้เมาผู้นี้”
เตียซวงซวง ยิ้มแห้ง ๆ ออกมาคราหนึ่ง พลางพยักหน้าตอบรับ… นางก็รู้สึกมิต่างจาก ฉีลู่ชิง เท่าใดนัก ทว่าด้วยความที่เป็นภารกิจร่วมของสองสำนัก ดังนั้นไม่ว่ายังไงนางที่พื้นฐานแข็งแกร่งที่สุด ก็จำต้องระมัดระวังตัวเพื่อปกป้องคนอื่น ๆ
ไม่นานทั้งสาม พลันได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนแว่วลอยมาจากทิศทางหนึ่ง… ดวงตาของทั้งสามคนเบิกโพลงโดยพลัน เตียซวงซวง เป็นคนแรกที่พุ่งทะยานออกไป ตามด้วย ฉีลู่ชิง ที่แทบจะขยับพร้อมกัน มีก็แต่ เหยาซาน ที่ยังยืนนิ่งขมวดคิ้ว ก่อนจะตัดสินใจอ้อมไปอีกทิศทางหนึ่ง…
สองหญิงสาวระเบิดความเร็วเต็มกำลัง… ยิ่งเมื่อไม่เห็น เหยาซาน ติดตามมาด้วย ฉีลู่ชิง ก็ยิ่งกัดฟันเดือดดาล นางมองว่า เหยาซาน ขาดเขลาหรืออาจเพราะเมาสุราจนสติพร่าเลือน จนขยับตัวเชื่องช้า วิชาตัวเบาก็ต่ำต้อยจนตามพวกนางได้ไม่ทัน…
“เจ้าคนผู้นั้น!! เหตุใดจึงได้รับความไว้วางใจจากสำนักสายลมประจิมกันนะ”
สองหญิงสาวมีความเร็วที่ใกล้เคียง ไม่นานก็มาถึงป่าลึกส่วนหนึ่ง พวกนางมองเห็น ชายหนุ่มคนที่สวมชุดมือปราบ กำลังกระเสือกกระสนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างอาบท่วมไปด้วยโลหิต…
ด้านหลังของมือปราบ เป็นชายร่างผอมไม่สวมเสื้อ เผยดวงตาเหี้ยมเกรียมโอบล้อมไปด้วยไอสังหารที่รุนแรงน่ากลัว กำลังแสยะยิ้มพลางใช้ดาบฟาดฟันสร้างบาดแผลไปบนร่างของมือปราบหนุ่มด้วยท่าทีเพลิดเพลิน ทุกการฟาดฟันชัดเจนว่ามิได้หมายเอาชีวิต แต่ต้องการเรียกเสียงกรีดร้อง ดื่มด่ำไปความทุกข์ทรมานของผู้อื่น ประหนึ่งคนโรคจิตบางประเภทก็มิปาน...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ร้องอีกสิ ร้องอีก!! ข้าจะตัดนิ้วเจ้าทีละนิ้ว เฉือนเนื้อเจ้าทีละส่วน!! โทษฐานที่ไม่ยินยอมรับความตายจากข้าตั้งแต่แรก ทำให้ข้าต้องโดนพี่ใหญ่ตำหนิ!!”
สองหญิงสาวถึงกับตัวสั่นสะท้านสะเทือน!! จิตใจของพวกนางงดงามเกินกว่าจะมาเห็นภาพอะไรเช่นนี้… แม้แต่ ฉีลู่ชิง ที่ปกติมีความเย็นชา และนางเองก็ใช่ว่าจะไม่เคยสังหารคนชั่วช้ามาก่อนจากเส้นทางแห่งยุทธภพอันโหดร้าย ทว่านางก็จะลงมือในพริบตา และไม่เคยเห็นการทรมานเพื่อความสนุกเพลิดเพลินเช่นนี้…
จิตสังหารของโจรชั่วร่างผอม หนาแน่นราวกับเคยสังหารผู้คนมานับร้อย พื้นฐานลมปราณยังเป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 1 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าพวกนางอย่างแน่นอน จึงไม่แปลกเลยที่สองหญิงสาว จะรู้สึกราวกับถูกสาปสะกด จนยากจะเคลื่อนไหวใด ๆ
“หืม?” ชายร่างผอมจากที่กำลังเพลิดเพลิน เวลานี้ก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองพวกนาง และแน่นอนว่าพอได้พบเจอสองบุปผางาม มันก็พลันเลียริมฝีปากด้วยความกระหายใคร่ทันที แผ่กลิ่นอายน่ากลัวมากยิ่งไปกว่าเดิมออกมา…
“อะไรกันนี่?! จู่ ๆ ข้าก็พบเจอบุปผางามกลางป่างั้นหรือ?!”
ร่างของหญิงสาวทั้งสองสั่นเทิ้ม ใบหน้าพลันซีดเผือด… พวกนางสัมผัสได้ถึงวิกฤตอันตรายอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ภาพความโหดร้ายมากมายผุดขึ้นมาในหัวอย่างที่มิอาจห้ามปรามได้ กระทั่งมือปราบหนุ่มยังถูกเล่นงานถึงเพียงนี้ แล้วกับพวกนางที่เป็นสตรีแรกแย้มเล่า? จะเป็นเช่นไร?
ชั่วพริบตานั้นเอง… ที่ประกายเงาร่างดุจแสงสีเขียวเลือนลอย พุ่งพรวดออกมาจากทิศทางที่แตกต่าง โจรร่างผอมสัมผัสได้ถึงจิตสังหารชั่วครู่ขณะ จึงเบิกตาโพลงรีบเอียงศีรษะหันควับไปยังด้านหลังทันที
แต่กลับเชื่องช้าเกินไป….
ฉึก!
โลหะสีแดงคมกริบ โผล่ออกมาจากหน้าท้องของมันยาวถึง 2 ฉื่อ(ประมาณ 50 ซม.) ชัดเจนว่าถูกเสียบแทงมาจากด้านหลัง และทะลุมายังด้านหน้า ม่านตาของโจรร่างผอมสั่นไหว สำลักโลหิตที่ล้นลำคอ…
โจรชั่วสัมผัสได้ชัดเจน ว่าจิตสังหารของคนที่อยู่ด้านหลัง รุนแรงยิ่งกว่าของตัวมันเสียอีก... สายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ เอียงมองผ่านบ่าไปด้านหลัง ก่อนจะประสานเข้ากับดวงตาที่แข็งกร้าวคู่หนึ่ง ที่โหลกแก้มใต้หางตาซ้าย มีปานแดงรูปดาวหน้าแฉก...
“จะ…เจ้า!!”
เหยาซาน ลงมือในชั่วพริบตาไม่มีความลังเล โดยอาศัยช่วงเวลาที่ศัตรูกำลังตื่นเต้นที่เห็นหญิงสาวงดงามทั้งสอง… ไม่จำเป็นต้องให้สัญญาณ ไม่จำเป็นต้องเอ่ยวาจา มีเพียงแต่การฆ่าหรือถูกฆ่าเท่านั้นที่เป็นตัวตัดสินผลลัพธ์..