อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 110 พลังของกองทัพวิญญาณ
ตอนที่ 110
เป่ยเตียวหุย สามารถกำราบสองโจรได้อย่างง่ายดาย โดยที่ไม่ต้องลุกจากท่านั่งขัดสมาธิเสียด้วยซ้ำ หากแต่มิได้ทำให้ถึงขั้นตกตาย เพียงแค่ทำให้เส้นลมปราณทั่วร่างขาดสะบั้น หมดสภาพในฐานะผู้ใช้ลมปราณ เจ็บปวดจนหมดสติไปอย่างสมบูรณ์ยากจะฟื้นคืนในระยะเวลาอันสั้น รอการลงโทษจากทางการต่อไป…
การปรากฏตัวของ เป่ยเตียวหุย ณ ที่แห่งนี้ย่อมมิใช่เรื่องบังเอิญ… สำหรับสำนักสายลมประจิมนั้น การจะส่งศิษย์ออกมาทำภารกิจ โดยเฉพาะภารกิจพิเศษที่อันตราย โดยมากก็มักจะมีระดับผู้ฝึกสอนหรือผู้อาวุโสติดตามมาสังเกตการณ์ห่าง ๆ ถือเป็นเรื่องปกติ เพียงแค่จะไม่แจ้งกับศิษย์เท่านั้นเอง…
เหยาซาน เป็นถึงศิษย์ที่ทางสำนักให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวด อีกทั้งภารกิจครั้งนี้ยังมีหลานสาวของ รองเจ้าสำนักเตียมู่หยง และ ฉีลู่ชิง สายเลือดตระกูลชนชั้นพิเศษติดตามมาด้วย สถานะของผู้เยาว์ทั้งสามคือผู้ที่ไม่อาจปล่อยให้พบเจออันตรายได้
คราแรก เตียมู่หยง คิดจะแฝงตัวมาด้วยตนเองเสียด้วยซ้ำ… แต่เป็นจังหวะที่ เป่ยเตียวหุย กลับมาที่สำนักพอดี ตัวของ เป่ยเตียวหุย ได้ยินเรื่องราวของ เหยาซาน ก็ค่อนข้างจะให้ความสนใจเป็นทุนเดิม จึงขออาสาแฝงตัวมาสังเกตการณ์…
ตอนนี้ทั้งสามก้าวเดินไปบนภูเขา เป่ยเตียวหุย แผ่สัมผัสลมปราณออกไปติดตามเป็นวงกว้าง ซึ่งระดับพลังของ เป่ยเตียวหุย หากตั้งสมาธิมั่นคงการจะส่งสัมผัสลมปราณครอบคลุมภูเขาทั้งลูกก็พอจะเป็นไปได้อยู่… แต่ก็ต้องรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่เมื่อทั้งสามเข้าไปยังเขตพื้นที่ส่วนกลางของเชิงเขา สัมผัสลมปราณของ เป่ยเตียวหุย กลับถูกปิดกั้นคาดว่าเป็นเพราะค่ายกล จึงนั่งชั่งใจอยู่ว่าจะติดตามไปดีหรือไม่ เพราะตนไม่อาจยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับภารกิจได้ตามกฎของสำนัก…
ไม่นานก็ได้ยินเสียงกู่ร้องของวิหคที่โผบินลงมา… เป่ยเตียวหุย กวาดตาเพียงครั้ง ก็จดจำวิหคตนนี้ได้ เห็นมันบินติดตามมาตลอด 3 วัน ทั้งยังทราบดีว่าเป็นวิหคภาหนะของ เหยาซาน แต่เวลานี้ผู้ที่นำร่างมาส่ง กลับเป็นมือปราบหนุ่มผู้หนึ่งที่บาดเจ็บ ก่อนที่วิหคตนนั้นจะบินจากไปอย่างรวดเร็ว…
เป่ยเตียวหุย จึงรีบเข้ามาสอบถามก่อนจะทราบเรื่องราวทั้งหมด… ชายชราเผยแววตาดุดันทันที ก่อนจะระเบิดเคล็ดวิชา วายุทะยานเหยียบเมฆา พุ่งทะยานตรงขึ้นไปบนเขาหมิงซาน จากตำแหน่งที่ เหยาซาน อยู่ ได้ลึกขึ้นไปถึงกลางเขาแล้ว ดังนั้นต่อให้มีเคล็ดวิชาตัวเบาระดับสูงสุด ก็ใช่ว่าจะเหาะเหินเดินอากาศได้ จำต้องใช้เวลานี้อีกสักระยะกว่าจะไปถึงที่นั่น อ้างอิงจากตำแหน่งที่ วิหคพาหนะบินกลับไป…
“ขออย่าเพิ่งให้มีใครเป็นอะไรเลย…” ชายชรา สบถพึมพำ ก่อนจะกลายเป็นประกายแสงสีเขียวทะยานดุจสายลม…
………………………………………….
กลางหุบเขาหมิงซาน...
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงปะทะก้องดัง ชั้นบรรยากาศสั่นไหวเศษเสี้ยวลมปราณเปล่งรัศมี จนป่าหินโดยรอบเต็มไปด้วยร่องรอยคมอาวุธ… รังสีกระบี่ของ เหยาซาน กระจัดกระจายเป็นวงกว้าง อำนาจเพลงขวานของ ชายร่างอวบท้วม สั่นสะเทือนพื้นดินทุกการฟาดฟัน หมอกไอแห่งความตายฟุ้งกระจายจากไม้เท้าหัวกะโหลกที่ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนเป็นระยะมองดูน่าสะพรึงยิ่ง…
สีหน้าของทั้งสามเต็มไปด้วยความย่ำแย่ จากความรู้สึกที่แตกต่างกัน…
แม้ด้านอาวุธ เหยาซาน จะเหนือชั้นกว่าจากอาวุธอักขระ สามารถใช้เพลงกระบี่รับมือทั้งสองคนพร้อมกันได้ แต่ยังห่างไกลจากความได้เปรียบในการต่อสู้ หากเป็นการปะทะหนึ่งต่อหนึ่งก็คงมีชัยไปนานแล้ว ยามนี้จึงได้แต่กัดฟันฝืนทน อย่างน้อยก็ขอยื้อเวลาให้หญิงสาวทั้งสองไปถึงตีนเขาได้อย่างปลอดภัย ส่วนตนก็เฝ้ารอให้ เฝิงน้อย วนกลับมารับก็ถือว่าแผนการสมบูรณ์…
ด้านสองโจรร้าย ยิ่งมีใบหน้าที่อัปลักษณ์ยิ่งกว่า!! ทั้งสองไม่คิดเลยว่า ผู้เยาว์ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 5 จะสามารถรับมือกับทั้งสองคนที่เป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 3 ได้ถึงระดับนี้ นี่มิใช่เรื่องสามัญ แม้จะเคยได้ยินมาบ้างในยุทธภพเกี่ยวกับการสู้ข้ามระดับชั้นและเอาชนะได้มาบ้าง แต่ทั้งหมดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ทั้งสิ้น
ทั้งสองย่อมรู้ดีว่าในทวีปนี้ ใบหน้าของอัจฉริยะผู้เยาว์แต่ละคนเป็นอย่างไร จากข่าวสารที่แพร่สะพัดไปทั่ว… เด็กหนุ่มตรงหน้า ทั้งคู่มั่นใจว่าไม่ใช่ 1 ใน 7 อัจฉริยะผู้เยาว์อย่างแน่นอน แต่กลับแข็งแกร่งมากถึงเพียงนี้
“บัดซบ! เจ้าเด็กนี่มันอะไรกัน!! ศิษย์ลับของสำนักสายลมประจิมงั้นหรือ!!”
จิตใจของสองโจรสะทกสะท้าน แม้พวกมันพอที่จะได้เปรียบอยู่บ้างเล็กน้อย แต่กลับไม่อาจสร้างบาดแผลบนร่างของเด็กหนุ่มเบื้องหน้าได้เลย… มีถึง 3 ครั้งที่ขวานคู่ฟันฉับลงที่หัวไหล่ แขน และขา อาภรณ์ส่วนนั้นขาดฉีกสะบั้นเป็นรอยยาว ทว่าผิวกายใต้ร่มผ้ากลับมีรอยสักสีเขียวเข้มผุดขึ้นรับคมอาวุธ ไม่อาจเชือดเฉือนผ่านเนื้อหนัง เหลือทิ้งไว้เพียงรอยแดงยาว
ไม้เท้ากะโหลก คือไม้เท้าที่ดูดเอาวิญญาณอาฆาตจำนวนมาก มาแปรเปลี่ยนเป็นคลื่นพลังอำนาจโจมตี ไม่ต่างคลื่นพลังทมิฬแห่งความตาย… แต่เมื่อกระแทกเข้าใส่ร่างของเด็กหนุ่ม วิญญาณอาฆาตเหล่านั้นกลับแตกสยาย พร้อมกับเสียงกรีดร้องระทม ไม่อาจสร้างความเสียหายใด ๆ ได้เลย
ทั้งสองโจรล้วนไม่อยากจะเชื่อกับภาพที่ปรากฏ… จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของพวกมันจากที่เคยลุกโชนไปพร้อมเพลิงแค้น ยามนี้ราวกับถูกสาดพรมด้วยน้ำศักดิ์สิทธิ์ ค่อย ๆ มอดดับลงทีละนิด ทีละนิด…
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ใช่ว่าจะไม่เกิดผลอะไรเลย… แม้ เหยาซาน จะไร้บาดแผล ไม่รู้สึกเจ็บปวด แต่ก็บอบช้ำภายในหนักหน่วงเอาการ หายใจติดขัด ลมปราณสั่นไหว ทั้งยังสูญเสียตบะพลังวิญญาณไปอย่างต่อเนื่อง จากการขับขานอาคมโบราณคงกระพันชาตรีตลอดเวลา…
ยิ่งต่อสู้ เหยาซาน ยิ่งแน่ชัด ว่าอีกฝ่ายใช้วรยุทธผสานเข้ากับศาสตร์แห่งความมืดบางอย่าง มีอำนาจแห่งความตายแผ่ล้น เป็นแขนงวิชาที่ เหยาซาน ไม่เคยพบเจอในดินแดนแห่งนี้… โชคดีที่ เหยาซาน มาจากโลกที่แตกต่าง และฝึกฝนศาสตร์วิชาสายนี้มาพอสมควรจึงรู้วิธีรับมือ ทั้งรอยสักยันต์อักขระบนร่างก็ป้องกันได้หลายส่วน…
ด้านของ ชายร่างอวบท้วมนั้นมีเพลงขวานที่ดุดันมากก็จริง แต่ เหยาซาน ที่มีพื้นฐานศาสตราครอบคลุมก็พอจะมองออกได้ว่า เพลงขวานนั้นเป็นเพียงเพลงขวานสามัญเท่านั้น ที่กดดันได้เพราะมาจากประสบการณ์สังหารคนเป็นจำนวนมาก และมุ่งเน้นการใช้ลมปราณที่เหนือกว่าสะกดข่ม ทุกการฟาดฟันของขวานคู่ กระบี่อักขระในมือของ เหยาซาน ยังต้องสั่นสะท้าน หากเป็นกระบี่สามัญคงแตกหักคามือไปแล้ว…
ส่วนชายที่มีรอยสักครึ่งใบหน้า มุ่งเน้นแต่การใช้ วิญญาณอาฆาต เข้าระเบิดคลื่นพลังอำนาจทมิฬ… เหยาซาน ยิ่งเห็นก็ยิ่งไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง!! เพราะรูปแบบการใช้วิญญาณที่ชายรอยสักครึ่งใบหน้าฝึกปรือมานั้นนั้น แตกต่างไปจากรูปแบบการใช้วิญญาณของ เหยาซาน โดยสิ้นเชิง…
เหยาซาน จะใช้การสะกดควบคุม แต่เมื่อถึงช่วงระดับหนึ่งที่วิญญาณอาฆาตหมดสิ้นพลังวิญญาณไปแล้ว เหยาซาน ก็ยินดีจะปลดปล่อยวิญญาณนั้นไปสู่สุคติ ไม่เบียดเบียนวัฏสงสารของห้วงวิญญาณ ไม่ก้าวล่วงต่อกฎเกณฑ์วังวนแห่งภพภูมิ…
แต่ทักษะที่ชายรอยสักครึ่งใบหน้าใช้นั้น คือการใช้ดวงวิญญาณอาฆาต มิต่างจากการใช้แล้วทิ้ง การโจมตีทุกครั้งจะทำลายดวงวิญญาณเหล่านั้นไปอย่างสมบูรณ์ ไม่อาจกลับสู่ภพภูมิที่ควรจะเป็น ทำลายวัฏสงสารของวิญญาณดวงนั้น ๆ ให้สูญสิ้น!!
อีกทั้งวิญญาณเหล่านั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นเพียงวิญญาณของเหล่าชาวบ้านที่ไร้พลัง ถูกดูดวิญญาณมากักเก็บไว้ในไม้เท้าหัวกะโหลกอันเป็นอาวุธอาคมประเภทหนึ่ง ดวงวิญญาณถูกใช้เป็นเพียงเครื่องมือและดับสลายไปพร้อมกับความสิ้นหวัง…
เหยาซาน กัดขบฟันด้วยความโมโห ไม่คิดว่าจะมีผู้ดวงวิญญาณที่โหดเหี้ยมเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าชายรอยสักครึ่งใบหน้า เรียนรู้ศาสตร์แห่งความมืดมาแค่เพียงระดับตื้นเขินเท่านั้น ก็ริอาจใช้วิชาในทางที่ผิดเสียแล้ว จนถึงบัดนี้ไม่แน่ชัดว่าดวงวิญญาณผู้บริสุทธิ์ กี่ร้อยกี่พันตนที่ต้องดับสูญไป…
“น่ารังเกียจยิ่ง!! การคงอยู่ของเจ้า คือความไม่สมบูรณ์ที่ก่อผลร้ายแห่งกรรม!!” เหยาซาน แผดเสียงขึ้นพร้อมกับดีดตัวสร้างระยะห่าง จับกระบี่มั่นดวงตาสาดประกาย เปล่งรัศมีผู้เป็นที่รักแห่งศาสตราขึ้นมาโดยพลัน…
“เพลงกระบี่วีรชนแดนประจิม… ผู้กล้าสะท้านแผ่นดิน!!”
เหยาซาน ยกกระบี่เหนือศีรษะ ก่อเกิดเงากระบี่สีเขียวแผ่ขยายรังสีรอบกายนับร้อย ๆ เล่ม ก่อนจะตวัดกระบี่ออกไปเพียงครั้ง เงากระบี่ทั้งหมดก็พลันสั่นไหวราวกับได้รับบัญชาแห่งผู้กล้า พุ่งตรงเข้าใส่สองโจรชั่ว เกิดเป็นคลื่นกระบี่คณานับ…
สองโจรชั่วตั้งรับอย่างยากลำบาก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมีเคล็ดวิชาที่น่าสะพรึงถึงเพียงนี้… เคล็ดวิชาเพลงกระบี่วีรชนแดนประจิม เป็นเคล็ดวิชาระดับศิษย์หลักที่ เหยาซาน ใช้แผนอาจารย์ทั้งสี่ล่อลวงผู้อาวุโสหอศาสตรากระบี่ มาอีกทอดหนึ่งเช่นกัน…
ช่วงเวลาที่สองโจรกำลังถูกกดดันอยู่นั้น เหยาซาน ก็ได้ถือโอกาสเรียกวิญญาณอารักษ์ พร้อมกับเหล่าวิญญาณอาฆาตของตนออกมา!! แน่นอนว่าดวงวิญญาณเหล่านี้ ได้รับการฝึกปรือตบะภายใต้การแนะนำของ เฒ่าชีเปลือย มาแล้ว ถึงจะยังไม่มีอำนาจสร้างความเสียหายทางกายหยาบได้เฉกเช่น การระเบิดของวิญญาณอาฆาตจากไม้เท้าหัวกะโหลก แต่ก็ย่อมสามารถต่อต้านวิญญาณอาฆาตด้วยกัน จากกระบวนท่าเหล่านั้นได้แน่นอน…
“ท่านจูเยี่ย… ฝากท่านรับมือ เจ้าคนที่มีรอยสักนั่นด้วย ข้าจะรีบจัดการเจ้าอ้วนนั่นให้เร็วที่สุด และจะรีบตามไปสมทบ...” เหยาซาน เค้นเสียงขึ้น
“รับทราบนายท่าน...” จูเยี่ย ประสานมือสุภาพ ก่อนจะตวัด บ่วงทรทัณฑ์ ก่อให้เกิดเสียงสะท้านสะเทือนที่ได้ยินเฉพาะเหล่าดวงวิญญาณ… จูเยี่ย บัดนี้เปี่ยมไปด้วยรัศมีแห่งวิญญาณอารักษ์ ที่วิญญาณอาฆาตจำนวนเกือบ 20 ตน ให้การเคารพเชื่อฟังรองจากเพียง เฒ่าชีเปลือย…
“ถึงแม้พวกเรายังไม่มีตบะแก่กล้า พอจะเล่นงานกายหยาบของศัตรูได้ ทว่าพวกเรายังสามารถหยุดยั้งวิญญาณอาฆาตจากไม้เท้านั่นได้!! แยกกำลังเป็นสองส่วน กลุ่มหนึ่งหาทางเล่นงานจิตวิญญาณของเจ้าคนผู้นั้น!! กลุ่มสองหาทางสกัดกั้นวิญญาณในไม้เท้า ไม่จำเป็นต้องปราณี!!”
พริบตานั้นเอง ที่เสียงคำรามกึกก้องของกองทัพวิญญาณเหล่านี้แผดดังสะเทือนเลื่อนลั่น ชายรอยสักครึ่งใบหน้า ฝึกฝนด้านพลังวิญญาณมา ย่อมต้องมองเห็นกองทัพน่าสะพรึงเหล่านั้นอย่างชัดเจน... ส่วนชายร่างท่วมมองเห็นแค่เลือนรางเท่านั้น แต่สัมผัสลมปราณก็สั่นสะท้านรุนแรงมิแตกต่าง…
“บ้าน่า!! เจ้าเด็กนี่มันก็เป็นผู้ใช้วิญญาณงั้นหรือ ทั้งยังเป็นการสะกดควบคุมเป็นทาสสมบูรณ์ ไม่ใช่การปล่อยออกไประเบิดทำลายเช่นเดียวกับตัวข้า แปลว่ามันมีทักษะวิญญาณที่เหนือกว่าข้าอีกอย่างงั้นหรือ!!” ชายผู้มีรอยสักบนใบหน้าเผยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อออกมา แต่ด้วยศักดิ์ศรีที่มีก็ทำให้มันบ้าคลั่งได้เช่นกัน ไม่คิดจะยอมแพ้ดวงวิญญาณเหล่านั้น จึงปลดปล่อยวิญญาณอาฆาตนับร้อยออกมาจากไม้เฒ่าหัวกะโหลก ใช้จำนวนเข้าเผชิญหน้า…
ทว่า… วิญญาณของเหล่าชาวบ้าน ไหนเลยจะสู้กับวิญญาณของอดีตยอดฝีมือ!! ผนวกกับตบะที่ฝึกปรือสั่งสมมาแล้ว พลังย่อมแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว วิญญาณอาฆาตของ เหยาซาน ราวกับเป็นหมาป่ากระหายเลือดท่ามกลางฝูงแกะ ฉีกสะบั้นวิญญาณชาวบ้านนับร้อยอย่างง่ายดาย
โดยเฉพาะวิญญาณอารักษ์อย่าง จูเยี่ย… เพียงแตะตวัด บ่วงทรทัณฑ์ อันเป็นดั่งแส้สีโลหิต ปลายแส้ตกกระทบไปยังวิญญาณตนใด วิญญาณตนนั้นพลันต้องดับสูญ แตกสลายกลายเป็นอณู ทำเอาชายหน้ามีรอยสักผู้นั้น สั่นสะท้านไปยังส่วนลึกของจิตใจ!!
แม้กองทัพวิญญาณเหล่านี้ยังฝึกตบะไม่ถึงขั้น ไม่อาจเล่นงานกายหยาบให้เสียหายได้ก็จริง แต่สามารถเล่นงานจิตวิญญาณได้โดยตรง!! หากความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณมีไม่มากพอ ถูกเล่นงานจนตบะสูญสลาย ก็อาจทำให้ยอดฝีมือผู้หนึ่งกลับกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนได้เช่นกัน
ยิ่งเป็นผู้ใช้ศาสตร์แห่งวิญญาณด้วยแล้ว ภาพวิญญาณน่าสะพรึงที่ปรากฏยิ่งแจ่มชัด สามารถมองเห็นตนเองถูกวิญญาณเหล่านั้นสังหารซ้ำไปซ้ำมาในห้วงวิญญาณ แม้ไม่สะเทือนกายหยาบ แต่สะเทือนจิตวิญญาณ!!
อาจตกอยู่ในห้วงความกลัวของภาพหลอนไปตลอดชีวิต...
ด้าน เหยาซาน เมื่อส่ง จูเยี่ย และ กองทัพวิญญาณไปเล่นงานผู้หนึ่งแล้ว จึงมีสมาธิฟาดฟันทิ่มแทงกระบี่เข้ากดดัน ชายร่างอวบท้วมอย่างต่อเนื่อง… บังเกิดเงากระบี่ทับซ้อนมากมาย เปล่งประกายรังสีศาสตราแหลมคมไร้สิ้นสุด
ชายร่างท้วม มีบาดแผลเล็ก ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่มันก็สามารถใช้ขวานคู่ ป้องกันจุดสำคัญได้อย่างสมบูรณ์แบบ ความหนักของขวานทำให้กระบี่ของ เหยาซาน เสียจังหวะเคลื่อนไหวอยู่หลายต่อหลายครั้ง…
“คิดสังหารข้า เจ้ายังไม่คู่ควร!! คอยก่อนเถอะ หากพี่ใหญ่และพี่รองข้าสัมผัสถึงการต่อสู้ครั้งนี้ได้เมื่อไหร่ เจ้าได้ตายสมใจแน่นอน!!” ชายร่างท้วมแม้ถูกกดดันหนัก แต่ก็ยังไม่ยอมแพ้
เหยาซาน ทราบดีว่าที่อีกฝ่ายพูดล้วนเป็นความจริง!!
จากภาพความทรงจำที่ได้รับมา… ในหมู่พี่น้องตระกูลสู่ ยังมีพี่ใหญ่ สู่ป๋ากุ่ย ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 6 ผู้สั่งการทั้งสามโจรให้ออกตามล่ามือปราบที่หลบหนี และผู้ที่น่ากลัวที่สุดจากทั้ง 7 พี่น้อง ก็ยังมิใช่ สู่ป๋ากุ่ย แต่เป็นพี่รอง สู่เหยียนกุ่ย ซึ่งเป็นอัจฉริยะในด้านการฆ่าสังหาร บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 7 แข็งแกร่งที่สุดในหมู่พี่น้องตระกูลสู่…
ครุ่นคิดถึงเรื่องนี้แล้ว เหยาซาน ยิ่งไม่กล้าประมาทกลุ่มโจร อยากจบศึกให้เร็วที่สุด!!
“ทรงร่าง… สมิงขาว!!”