อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 111 พลัง ปะทะ พลัง
ตอนที่ 111
“ทรงร่าง…สมิงขาว!!”
จิตวิญญาณของสมิงขาวด้านหลังเกิดการสั่นกระเพื่อม ตั้งท่าว่าจะปรากฏออกจากรอยสักที่แผ่นหลัง ทว่าสุดท้ายกลับมิอาจปรากฏสมบูรณ์ทั้งร่างได้ จึงค่อย ๆ หวนคืนกลับเข้าไปด้านในรอยสักดังเดิม ทำเอา เหยาซาน เบิกตากว้างทันที…
“บ้าน่า!! พลังตบะไม่เพียงพองั้นหรือนี่!!” เด็กหนุ่มกัดฟันแนบแน่น การใช้อาคมโบราณคงกระพันชาตรีก่อนหน้านี้ ร่วมไปถึงการเรียกกองทัพวิญญาณออกมา ทำให้ตบะพลังวิญญาณที่สั่งสม ถูกแบ่งไปหล่อเลี้ยงรอยสักบนร่างกาย และดวงวิญญาณอีกกว่า 20 ดวงเหล่านั้น ให้อยู่ภายใต้การควบคุมของ เหยาซาน ทั้งหมดทั้งมวลจึงทำให้มีพลังวิญญาณเหลือไม่เพียงพอที่จะเรียกสมิงขาวขึ้นมาทำการทรงร่างได้…
เฒ่าชีเปลือย หัวเราะเบา ๆ
“เด็กน้อย… เจ้ายังไม่เคยควบคุมวิญญาณมากมายพร้อมกันในคราเดียวระหว่างการต่อสู้ ครั้งนี้ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี ในการรับรู้ขอบเขตพลังของตนเอง… เจ้าในเวลานี่ยังไม่มีพลังมากพอจะใช้การทรงร่าง และกองทัพวิญญาณในเวลาเดียวกันได้…
จดจำขอบเขตสูงสุดครั้งนี้ของเจ้าเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน ต่อไปจะได้แบ่งเวลาฝึกยุทธของเจ้า มาฝึกตบะเพิ่มเติมกับข้าบ้าง… ครานี้ข้าจะยอมช่วยเจ้าสักคราก็แล้วกัน ถือว่าทำให้ข้าได้เจอเรื่องน่าสนุกที่กำลังจะเกิดขึ้น..”
กล่าวจบ เฒ่าชีเปลือย พลันดีดนิ้วเบา ๆ พลังวิญญาณมหาศาลก็พลันเอ่อล้นขึ้นมาในจิตวิญญาณของเด็กหนุ่ม จากบ่อน้ำที่เคยแห้งขอดบัดนี้ประหนึ่งที่สายน้ำจากมหาสมุทรสายหนึ่ง ไหลทะลักเข้ามา จนบ่อน้ำเต็มปริ่มอีกครั้ง มันคือการแบ่งปันตบะบางส่วนให้ยืมใช้งาน แต่แน่นอนว่าไม่อาจแบ่งปันได้เกินกว่าขอบเขตสูงสุดของเด็กหนุ่มได้…
ดวงตาของ เหยาซาน เกิดประกายแสงเจิดจรัสขึ้นมาในทันที แม้ลึก ๆ ก็ยังนึกหวาดหวั่นไม่น้อยว่าเฒ่าชีเปลือยวางแผนอันใดไว้ แต่ก็ยังไม่ใช่เวลามาฉุกคิด เพราะเบื้องหน้าคือศัตรูที่กำลังบ้าคลั่ง!!
การปรากฏเงาร่างพยัคฆ์ขาวที่แผดเสียงคำรามจนดวงวิญญาณทั้งหมดในรัศมีต้องสั่นสะท้าน อำนาจตบะของสมิงขาวเหนือล้ำกว่าวิญญาณทุกตน เนื่องด้วยถูกชุบเลี้ยงมาโดย เฒ่าชีเปลือย ตลอด 300 ปีในชีวิตของมันก่อนตาย…
พริบตาที่วิญญาณพยัคฆ์แฝงร่าง รัศมีของ เหยาซาน แผ่ขยายปกคลุมน่ากลัว ดุจสัตว์ร้ายที่มีพลังลมปราณอันแข็งแกร่งหมุนวน ประหนึ่งเป็นสัตว์อสูรแท้ที่เต็มไปด้วยสติปัญญา และอาวุธในมือ!! การระเบิดท่าร่างเพียงครั้งไร้สุ้มเสียงราวกับพยัคฆ์กระโจน ฟาดฟันคมกระบี่ออกไปราวกับเป็นกงเล็บสัตว์ร้าย
ตูม!!
ชายร่างท้วม ยกขวานคู่รับไว้ได้ก็จริง แต่มือสองข้างกลับสั่นทึม ดวงตาเบิกโปนจากอำนาจสยบใต้หล้าที่เพิ่มพูนในฉับพลันของเด็กหนุ่ม
“ปะ…เป็นไปไม่ได้!!”
ดวงตาของ เหยาซาน แผ่ความดุร้าย และจิตสังหารรุนแรง ทุกกระบี่ที่ฟาดฟันหนักหน่วงราวกับมันมิใช่กระบี่ ชายร่างท้วมคำรามเสียงรีดเค้นลมปราณชั้นสีเขียวออกมาห่อหุ้มเพื่อรับมือ เวลานี้ชายร่างท้วมไม่อาจหาช่องว่างโจมตีได้อีกแล้ว ทำได้เพียงกระเสือกกระสนป้องกันตัวเองอย่างสุดกำลัง…
จังหวะชั่วพริบตาหนึ่ง เหยาซาน พลิกข้อมือวาดกระบี่เป็นแนวขวางจากขวาไปซ้ายอย่างโจ่งแจ้ม แม้หนักหน่วงรุนแรง แต่กลับใช้เวลาในการวาดแขนนานเกินไปจึงทำให้ชายร่างท้วมแสยะยิ้ม ยกขวานตั้งรับได้ถนัดมือ
ตูม!!
ขวานคู่ที่ตั้งรับสั่นไหวจนแทบจะหลุดจากมือ แต่ภาพรวมก็ยังสามารถรับเอาไว้ได้… ดวงตาของชายร่างท้วมคลายกังวลไประดับหนึ่ง ทว่าในตอนนั้นเองที่จิตสังหารของ เหยาซาน โหมสาดซัดหนักยิ่งขึ้น จนชายร่างท้วมขนหัวลุก
มีเสียงเย็นชาแว่วลอยขึ้นดังเนิบนาบ...
“รู้อะไรหรือไม่?! พยัคฆ์แท้จริง ไหนเลยจะมีกงเล็บเพียงข้างเดียว…”
เหยาซาน ยกมือซ้ายที่ว่างเปล่าขึ้นเหนือศีรษะ… แหวนมิติเปล่งประกายเจิดจ้า พร้อมกับการปรากฏของกระบี่ราชวงศ์สีดำสนิท กลายเป็นการใช้กระบี่คู่ที่ไม่ค่อยจะมีให้เห็นนักในยุทธภพ…
“!!!!!!!!!!” ชายร่างท้วมเบิกตากว้างใบหน้าซีดเผือด คล้ายจะไร้โลหิตหมุนเวียน ขวานคู่ในมือของมันตอนนี้กำลังยื้อยันกับกระบี่ในมือขวาของ เหยาซาน ไหนเลยจะเหลือสิ่งใดรับมือกับกระบี่สีดำในมือซ้าย ที่ถูกชูเหนือศีรษะ…
ความคมของกระบี่ดำที่ถูกสร้างจากโลหะคงกระพันชั้นพิเศษ แม้แต่โลหะยังผ่าแยกได้ดังหยวกกล้วย… พริบตาที่กระบี่ถูกตวัด ชายร่างท้วมราวกับภาพเบื้องหน้าถูกแบ่งแยกซ้ายขวา รู้สึกถึงไอเย็นจากโลหะวูบหนึ่งผ่านแกนกลางร่างกาย โลหิตสาดกระจายอาบนองพื้น ตกตายไปในสภาพที่แยกออกเป็นสองซีกส่วน…
เด็กหนุ่มยังเผยแววตาที่อำมหิตเย็นชาไม่สะทกสะท้าน หันหลังพุ่งตรงเข้าหาชายสักใบหน้าครึ่งหนึ่ง ซึ่งเวลานี้กำลังมีท่าทีคล้ายคนวิกลจริต ถูกวิญญาณอาฆาตมากมายตรงเข้าเล่นงานจิตวิญญาณจนแหลกสลาย ตกอยู่ในห้วงแห่งการหลอกหลอนไร้สิ้นสุด…
แน่นอนว่า เหยาซาน ไม่มีความปราณีใด ๆ จับกระบี่คู่ในมือมาดมั่น สะบัดเพียงครั้งพร้อมกันตัดผ่านศีรษะและเอว ผ่าแยกร่างเป็นสามส่วนใหญ่ โลหิตอาบย้อมป่าหินแห่งนี้อีกครั้ง จบศึกที่น่าหวาดหวั่นลงได้ด้วยความเหน็ดเหนื่อยยิ่ง…
เหยาซาน ถอนหายใจยาวก่อนจะสลายอาคมทั้งหมด หากเป็นการประลองยุทธบนเวที แม้จะเผชิญหน้ากับชนชั้นลมปราณสีเขียวก็คงไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเช่นนี้… “การต่อสู้เพื่อเอาชีวิต ยังไงเสียก็น่ากลัวกว่าการประลองนับหมื่นนับพันเท่า… แรงกดดันช่างไม่อาจนำมาเปรียบวัดกันได้เลย…”
เด็กหนุ่มไม่ลืมที่จะบริกรรมคาถาไสยเวทย์ ปลุกดวงวิญญาณของชายร่างท้วม และชายรอยสักครึ่งใบหน้าขึ้นมา หลังจากนั้นก็เป็นหน้าที่ของ จูเยี่ย ที่ทรมานทั้งสองดวงวิญญาณด้วย บ่วงทรทัณฑ์ จนทั้งสองดวงวิญญาณยินยอมมาเป็นวิญญาณอาฆาตภายใต้การควบคุม ถูกดูดเข้าไปไว้ในแผ่นป้ายสะกดวิญญาณ
มีสิ่งหนึ่งที่ เหยาซาน เพิ่งจะชัดเจน... นั่นคือผู้ที่ถูก นิมิตห้วงวิญญาณ เล่นงานก่อนตายจะไม่สามารถปลุกดวงวิญญาณขึ้นมาได้ เพราะวิญญาณนั้นจะไม่มีความสมบูรณ์อีกต่อไป ดังเช่นวิญญาณของ หานห้าว(ตอนที่ 64) และวิญญาณของโจรร่างผอมคนแรก ดังนั้นการใช้งานอาคมแต่ละชนิดจึงต้องวางแผนให้ดี หาไม่แล้วอาจสูญเสียดวงวิญญาณชั้นดี ที่จะนำมาเป็นข้ารับใช้…
บาดแผลของ เหยาซาน ไม่มีเลือดตกยางออก ทว่ากลับบอบช้ำภายในไปทั้งร่าง จึงยกสุราพื้นฟูไปหลายคำ… ไม่นานก็ได้ยินเสียงกู่ร้องของ เฝิงน้อย ทำให้ เหยาซาน คลายใจไปเปราะหนึ่ง ยกมือโบกสะบัดให้สังเกตเห็นได้ชัด…
เฝิงน้อย โฉบบินลงมาด้วยท่าทางดีใจ…
แต่ทว่า… พริบตานั้นเอง ก็ได้มีเงาหมัดสีดำ พุ่งมาจากเขตป่าทึบ กระแทกเข้าใส่ร่างของ เฝิงน้อย จนมันแผดเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างกายเสียสมดุลหล่นร่วงลงมาโดยไม่อาจสยายปีกกางออก...
เหยาซาน จากที่มีรอยยิ้มประดับ ใบหน้าพลันดำมืดในชั่วอึดใจ…
“เฝิงน้อย!!”
ปลายเท้าของ เหยาซาน มีสายลมสีเขียวโอบอุ้ม ก่อนจะระเบิดท่าร่างสุดกำลังตรงไปยังทิศทางดังกล่าว โดยไม่สนใจสิ่งใด… ไม่นานก็มาพบกับร่างที่บาดเจ็บหนักของ เฝิงน้อย มันหายใจโรยรินอย่างยากลำบาก การโจมตีเมื่อครู่รุนแรงเกินกว่าที่สัตว์อสูรชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินจะทนรับได้ หากมิใช่เพราะ เฝิงน้อย อยู่บนท้องฟ้าห่างไกล พลังโจมตีจากเงาหมัดสีดำถูกลดทอนไปตามระยะ จึงรอดชีวิตได้อย่างเฉียดฉิว…
แววตาของ เหยาซาน แดงฉานโดยพลัน เส้นเลือดฝอยในดวงตาแตกออกแผ่ซ่านด้วยโทสะ… ตลอดช่วงเวลานับเดือนในสำนักสายลมประจิม เหยาซาน มีสหายน้อยยิ่งกว่าน้อย จะมีก็แต่ เฝิงน้อย ที่คอยเป็นเพื่อนเล่นอยู่เสมอ การที่เห็นสหายบาดเจ็บเพียงนี้ ไม่แปลกเลยที่จะเดือดดาลถึงขีดสุด…
“ใครมันบังอาจ!!” เด็กหนุ่มแผดเสียงคำรามก้องดังไปแปดทิศ ต้นไม้โดยรอบสั่นครืนโบกสะบัดราวกับถูกคลื่นลมรุนแรงสาดซัด…
ไม่นานยังมุมทิศทางหนึ่ง… ชายร่างกำยำที่สูงราวกับหมีก็สืบเท้าออกมา แผ่ซ่านไปด้วยไอสังหารรุนแรง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า เหยาซาน อีกทั้งพื้นฐานลมปราณยังเหลือล้ำยิ่งกว่าศัตรูที่ผ่าน ๆ มาโดยมิอาจเทียบได้…
ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 6
พี่ใหญ่แห่งกลุ่มโจร สู่ป๋ากุ่ย…
ชายร่างกำยำผู้นี้จดจ้อง เหยาซาน ที่ร่างอาบท่วมไปด้วยโลหิต นัยน์ตาหดแคบลงในทันที… ต่อให้มันไม่เห็นศพของเหล่าน้องชายทั้งสามคนก่อนหน้านี้ แต่การที่ร่างของศัตรูอาบท่วมไปด้วยเลือดที่มิใช่เลือดของตนเอง คงเป็นอื่นใดไปไม่ได้นอกจากเลือดของพี่น้องตระกูลสู่ รอยขาดบนอาภรณ์ เหยาซาน ยังง่ายต่อการพิจารณาว่าสู้รบกับผู้ใดมา…
“ผู้บุกรุก?! บาดแผลเหล่านั้น เกิดจากวิชาของ สู่เยากุ่ย และ สู่กว้ายกุ่ย งั้นสินะ แล้วน้องชายข้าทั้งสองคนไปไหนเสีย อย่าบอกนะว่าเจ้าหลบหนีมา…”
เหยาซาน จดจำคนผู้นี้ได้จากภาพความทรงจำของโจรร่างผอม…
“หากหมายถึงเจ้าอ้วน และเจ้าสักครึ่งหน้า ร่างของพวกมันอยู่ทางด้านโน่น… ทว่าต้องเสียใจด้วย ที่ร่างของพวกมันไม่เหมาะจะเอาไปทำ หุ่นเชิดศพ อีกแล้ว เพราะข้าแยกร่างพวกมันเป็นชิ้น ๆ อนาถเกินกว่าที่จะเอาไปใช้งาน...” เหยาซาน เค้นเสียงเยือกเย็น พร้อมกับแผ่ไอสังหารรุนแรงเช่นกัน
“!!!!!!!!!!!” สู่ป๋ากุ่ย เบิกตากว้างขึ้น…
“เหลวไหล... พื้นฐานลมปราณอย่างเจ้า มีหรือจะสังหารพี่น้องข้าได้”
เหยาซาน ณ เวลานี้ไม่มีความคิดที่จะหลบหนีอีกแล้ว เพราะความหวังเดียวอย่าง เฝิงน้อย ก็บาดเจ็บเกินกว่าจะฟื้นตัวในเร็ววัน อีกทั้ง เหยาซาน ก็ไม่คิดที่จะทิ้ง เฝิงน้อย เอาไว้เช่นนี้ ทางเดียวคือต้องจัดการกับศัตรูตรงหน้า และพา เฝิงน้อย กลับไปพร้อมกัน!!
เหยาซาน หัวเราะเสียงเย็น ก่อนจะวาดแขนออกไปเพียงครั้ง… ปรากฏดวงวิญญาณของ สู่เยากุ่ย และ สู่กว้ายกุ่ย ที่เวลานี้ มีแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดระทมใจ อยู่ใต้อำนาจสะกดสมบูรณ์ของ เหยาซาน จะดับสูญหรือทุกข์ทรมาน ก็ขึ้นอยู่กับคำสั่งเพียงคำเดียวเท่านั้น…
“พะ…พี่ใหญ่”
สู่ป๋ากุ่ย เองก็มีฝึกฝนศาสตร์แห่งความมืดมาเช่นกัน ย่อมมองเห็นดวงวิญญาณของน้องชายทั้งสองได้อย่างแจ่มชัด ดวงตาของมันสั่นระริก เผยประกายของความไม่อยากจะเชื่อออกมา… จากนั้นเพลิงโทสะและไอสังหารก็พลันระเบิดขึ้นอย่างที่ไม่อาจหักห้าม…
“จงปลดปล่อยวิญญาณน้องชายข้า!!”
เหยาซาน รู้ดีว่าศึกนี้อันตรายเพียงใด ความแข็งแกร่งของ สู่ป๋ากุ่ย เหนือกว่าทั้งสามโจรที่ เหยาซาน สังหารไปก่อนหน้านี้มารวมกันเสียอีก... กายร่างของเด็กหนุ่มจึงสั่นกระเพื่อมพร้อมกับอักขระอาคมที่หมุนวนใต้อาภรณ์ขาดวิ่น…
ก่อนหน้านี้ เหยาซาน เพิ่งจะใช้การทรงร่างสมิงขาวไป จึงไม่อาจนำวิญญาณสมิงขาวมาใช้ติด ๆ กันได้ ส่งผลให้ต้องผลัดเปลี่ยนวิญญาณสัตว์ร้ายตนอื่น… จากความทรงจำทำให้รู้ว่า สู่ป๋ากุ่ย เป็นยอดฝีมือที่ไร้ศาสตรา มุ่งเน้นใช้ความแข็งแกร่งด้านร่างกาย โดดเด่นที่เพลงหมัดสะท้านภูผา
เหยาซาน จึงเผยเงาร่างของ กระทิงเผือก จากรอยสักมหิงสาที่ด้านหลัง… ก่อนจะเข้าแฝงร่างอย่างช้า ๆ ร่างกายของเด็กหนุ่ม ค่อย ๆ โป่งพองขึ้นจากมวลกล้ามเนื้อที่ถูกขัดเกลายกระดับ แผ่กลิ่นอายกระทิงเปี่ยว ที่เปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาอันมหาศาล…
“ไม่ต้องกังวลไป… เพราะอีกไม่นาน เจ้าก็จะได้มาอยู่กับน้องชายทั้งสองของเจ้า!!”
ทั้งสองระเบิดพลังมหาศาล โอบอุ้มร่างด้วยโทสะไร้ขอบเขต พุ่งเข้าปะทะกันอย่างไม่กริ่งเกรง พืชหญ้าบนพื้นโดยรอบเหี่ยวเฉาลงทันทีจากกลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ซ่าน สองกำปั้นจากสองทิศทาง ฉีกกระชากมวลอากาศเกิดเสียงอื้ออึง
ตูม!!
เมื่อกำปั้นของทั้งสองคนอัดกระแทกใส่กันตรง ๆ มีเสียงดังกึกก้องราวกับเสียงกัมปนาทกระจายทั่วรัศมี ทั้งคู่แผดคำรามดุดัน ปลุกกล้ามเนื้อทั่วร่างจนมีเส้นโลหิตเปล่งบวม ไม่มีใครยอมใคร…
………………………………………………………….