อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 114 เจ้าจะต้องเสียใจที่เรียกข้าออกมา!!
ตอนที่ 114
กลุ่มยอดฝีมือใต้ดินที่น่ากลัวที่สุดในยุคสมัยนี้ คงหนีไม่พ้นกลุ่มมังกรทอง… และด้วยความที่เป็นกลุ่มยอดฝีมือใต้ดินที่แอบซ่อนตัวอย่างมิดชิด ในยุทธภพจึงมีเพียงแค่ชนชั้นยอดฝีมือระดับสูงเพียงไม่กี่กลุ่ม ที่จะรู้ถึงการคงอยู่ของกลุ่มมังกรทอง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือสำนักสายลมประจิม…
สัญลักษณ์ของกลุ่มมังกรทอง คือจะมีผู้นำที่สวมหน้ากากอสูรสีดำ และสิบแกนนำที่สวมหน้ากากอสูรสีขาว ซึ่งหน้ากากทั้งหมดล้วนเป็นวัตถุอาคม ที่สามารถปกปิดเอกลักษณ์ลมปราณบางส่วนได้ เพราะทั้ง 11 คน แน่นอนว่าคงมีฉากหน้าในยุทธภพเป็นคนมีชื่อเสียง แต่ยังเต็มไปด้วยปริศนา จึงไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าทั้ง 11 คนที่เป็นชนชั้นผู้นำกลุ่มมังกรทอง มีใครบ้างกันแน่…
แม้แต่ภายในกลุ่มมังกรทองด้วยกัน สมาชิกระดับแกนนำบางคนก็ยังไม่ทราบตัวตนของสมาชิกกันเองด้วยซ้ำไป คล้ายว่าจะมีเพียงแค่ มีดบินไร้เทียนทาน ลู่เหรินฮ่าว ที่กล้าเปิดเผยใบหน้าโดยไม่สวมหน้ากาก ซึ่งความเชื่อมั่นที่กล้าเปิดเผยเช่นนั้น ย่อมมาจากพื้นฐานความแข็งแกร่งที่เป็นอันดับ 2 ของกลุ่มมังกรทอง…
ดังนั้นการปรากฏตัวของชายชราหน้ากากอสูรสีขาว ณ ตอนนี้ แม้จะสามารถระบุได้ว่าเป็นสมาชิกระดับแกนนำของกลุ่มมังกรทอง ทว่า เป่ยเตียวหุย ก็ยังไม่อาจเจาะจงชัดเจนว่าฉากหน้าในยุทธภพเป็นใครกันแน่… ผิดกับฝ่ายชายชราหน้ากากสีขาว ที่เพียงแต่เห็นใบหน้าของ เป่ยเตียวหุย ก็รู้ได้ในทันทีถึงที่มาทั้งหมด รู้แม้กระทั่งวรยุทธที่ใช้ ทั้งจุดอ่อน ทั้งจุดแข็ง จากข้อมูลที่ทางองค์กรรวบรวมสั่งสมไว้…
สีหน้าของ เป่ยเตียวหุย มืดดำยิ่ง แผ่รัศมีลมปราณออกมาอย่างรุนแรง สิ่งหนึ่งที่ เป่ยเตียวหุย ยังคงเบาใจได้ นั่นคือพื้นฐานลมปราณของตนเอง เหนือกว่าศัตรูหนึ่งขั้น เป่ยเตียวหุย เป็นชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 6 แต่ชายชราหน้ากากอสูรขาวเป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 5 เท่านั้น
ยิ่งระดับลมปราณสูงมากเท่าไหร่ ความแตกต่างของลมปราณก็จะยิ่งต่างชั้น ดังนั้นช่องว่างของทั้งสองฝ่ายจึงเรียกได้ว่ามหาศาลยิ่งนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ เป่ยเตียวหุย ยังหวาดหวั่น ก็คือหมอกสีดำแห่งความตายที่คละคลุ้งรอบ ๆ ยอดเขาในเวลานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นพลังเกื้อหนุนของศัตรูทั้งสิ้น อีกทั้งเขาหมิงซาน ยังเป็นฐานที่มั่นศัตรูมีกระทั่งค่ายกลแปลกประหลาด จึงไม่อาจประมาทชะล่าใจ…
ชายชราหน้ากากอสูรขาวหัวเราะเสียงเย็น ไม่มีความกริ่งเกรงต่ออีกฝ่าย…
“หึหึ… เป่ยเตียวหุย ข้าว่าเจ้ากลับไปเสียดีกว่า หากหลีกเลี่ยงได้ข้าก็ไม่อยากต่อสู้กับเจ้า เส้นทางของเราล้วนแตกต่าง ไยต้องมาขัดขวางเส้นทางของกันและกัน?”
“เหลวไหล!! หากเส้นทางของเจ้า มิใช่การสังหารชาวบ้านบริสุทธิ์นับพัน ข้าก็คงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว ทว่าในฐานะตัวแทนสำนักที่ขึ้นตรงต่อหน่วยงานราชการแผ่นดิน ข้าคงมิอาจนิ่งเฉยกับเหตุการณ์ครั้งนี้ได้!!” เป่ยเตียวหุย เค้นเสียงดุดัน
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เช่นนั้นก็คงต้องลองกันสักตั้ง!! ข้าก็อยากเห็นเช่นกัน ผู้ที่ได้ชื่อว่าบรรลุเจตจำนงแห่งสายลมจะแข็งแกร่งสักเพียงใด!!” ชายชราหน้ากากอสูรขาว ระเบิดกลิ่นอายแห่งความตายอย่างรุนแรง หมอกสีดำโดยรอบหมุนวน ทั้งยังเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนของดวงวิญญาณนับไม่ถ้วน
เป่ยเตียวหุย ก็พลันระเบิดกระแสลมรุนแรงโดยรอบ ก่อเกิดวีถีแห่งสายลมสีเขียวหมุนวนรอบกายราวกับเป็นแกนกลางวายุขนาดย่อม เป็นสายลมที่พร้อมจะตัดขาดทุกสิ่งที่เข้ามาในรัศมี แม้แต่หินผาหรือต้นไม้โดยรอบ ล้วนเต็มไปด้วยร่องรอยการถูกของมีคมเชือดเฉือนน่าสะพรึงกลัว
สองยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ วาดแขนกันเพียงคนละครั้ง เขาหมิงซานถึงกับสั่นสะเทือนดุจแผ่นดินไหว หมอกสีดำและสายลมสีเขียวพวยพุ่งเข้าปะทะ ก่อเกิดอำนาจเศษเสี้ยวลมปราณระเบิดออกเป็นรัศมีนับร้อยจั้ง…
……………………………………..
กลางหุบเขา เหยาซาน สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเขาแห่งนี้ ทั้งยังมองเห็นอำนาจสยบรุนแรงที่ปะทะกันบนยอดเขา ถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มจะไม่ทราบว่าเป็นการปะทะของผู้ใด หากแต่มันก็ทำให้ เหยาซาน ขนลุกชูชัน จิตวิญญาณในส่วนลึกกู่ร้องโดยพลัน ว่าเข้าคิดเข้าไปย่างกรายบริเวณยอดเขา…
เหยาซาน กัดฟันแนบแน่น หอบร่างของ เฝิงน้อย วิ่งลงเขาไม่หยุด… สิ่งหนึ่งที่ เหยาซาน ประหลาดใจเล็ก ๆ นั่นคือการหายตัวไปของ เฒ่าชีเปลือย ไม่ทราบแน่ชัดว่าตั้งแต่เมื่อใด รู้ตัวอีกครั้งก็ไม่อาจมองหาดวงวิญญาณของผู้ชราในละแวกนี้ได้แล้ว
ซึ่ง เหยาซาน ไม่มีเวลามาสนใจนัก อย่างไรทั้งสองก็มีห้วงวิญญาณที่เชื่อมต่อกัน ถึง เหยาซาน จะไม่รู้สึกถึง เฒ่าชีเปลือย เพราะมีอำนาจวิญญาณด้อยกว่ามาก แต่อีกฝ่ายกลับสามารถรับรู้ตำแหน่งของ เหยาซาน ได้ตลอดเวลา หากคิดจะกลับมาก็แทบจะทำได้ในพริบตาเดียว…
เด็กหนุ่ม ตรงมาอีกได้ไม่ไกลนัก ก็ได้ยินเสียงเรียกที่เล็กแหลมแว่วดังออกมาจากทิศทางหนึ่ง… เหยาซาน เบิกตากว้างทันที รีบหันควับมองตรงไปซึ่งที่นั่นเป็นเนินหินขนาดใหญ่ เห็นสองหญิงสาวที่โบกมือไปมา พลางตะโกนกู่ร้องเรียก เหยาซาน ทั้งน้ำตา ทั้งรอยยิ้ม…
เหยาซาน ได้แอบปริยิ้มขึ้นเช่นกันที่เห็นทั้งสองปลอดภัยดี ทว่าอีกใจก็นึกประหลาดว่าทำไมทั้งสองจึงยังอยู่ที่นี่ ทั้งยังถูกครอบคลุมไปด้วยขอบข่ายพลังบางอย่าง จึงรีบพุ่งทะยานเข้าไปหา…
“เกิดอะไรขึ้นกันพวกเจ้า?!”
เตียซวงซวง เผยรอยยิ้มดีใจที่เห็น เหยาซาน ยังคงปลอดภัย… นางมีหยกอาคมที่ เป่ยเตียวหุย มอบให้ สามารถเปิดปิดอักขระสามเสาปราการแห่งนี้ได้ตลอดเวลา พวกนางจึงดึงเอา เหยาซาน และ เฝิงน้อย เข้ามาหลบด้านใน ก่อนจะอธิบายสถานการณ์เกี่ยวกับ เป่ยเตียวหุย ที่เข้ามาช่วยเหลือ… เหยาซาน กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนที่ใบหน้าจะค่อย ๆ บิดงอ ตนนั้นพอจะมองออกมาว่าสารถีผู้นั้นน่าจะเป็นยอดฝีมือของสำนักที่ปิดบังตัวตน แต่ไม่คิดว่าจะเป็นถึงรองเจ้าสำนัก…
เหยาซาน แหงนหน้ามองไปยังยอดเขา เสียงปะทะยังคงทำให้แผ่นดินสั่นไหวเป็นระยะ หมอกไอสีดำที่เคยหนาแน่นด้านบน เวลานี้กลับมีสายลมสีเขียวหมุนวนต่อต้าน เพียงแต่มองจากระยะหลายสิบลี้ยังทำให้ขนลุกขนพอง…
“แปลว่าผู้ที่ปะทะกันบนยอดเขา หนึ่งในนั้นคือท่านรองเจ้าสำนักงั้นสินะ… แล้วอีกคนเป็นผู้ใดกัน?! ภายใต้ความทรงจำที่เห็น ยอดเขาหมิงซาน น่าจะมีเพียงแค่ 7 พี่น้องตระกูลสู่มิใช่หรือ?!” เหยาซาน กล่าวพึมพำขึ้น
“อีกคนก็คืออาจารย์ของข้ายังไงล่ะ!!” เสียงหนึ่งตวาดลั่นดังมาจากแนวป่า…
สามผู้เยาว์สัมผัสได้ถึงไอสังหารอันรุนแรง กระทั่งอยู่ภายในขอบข่ายอาคมอักขระ ยังรู้สึกถึงความเย็นยะเยือก จากสายตาและบรรยากาศที่โอบล้อมบุรุษหนุ่มเบื้องหน้า… โดยเฉพาะ เหยาซาน ที่ยามนี้มีใบหน้าซีดเผือดจดจำคนผู้นี้ได้ในอึดใจ…
“สู่เหยียนกุ่ย!!”
สู่เหยียนกุ่ย เป็นชายหนุ่มอายุราว 30 ปี ทั้งใบหน้าและแววตาล้วนเย็นชาดุจซากศพ ทว่ากลับฝึกฝนศาสตร์แห่งความมืด จนถึงขั้นแผ่หมอกทมิฬแห่งความตายจาง ๆ ออกมาได้แล้ว ถึงจะไม่อาจเทียบเท่าผู้เป็นอาจารย์ แต่สำหรับชนชั้นพลังที่เท่าเทียมกัน ใครที่ได้เห็นก็ล้วนแล้วแต่ต้องตื่นตะลึงจนหนังศีรษะด้านชา
สู่เหยียนกุ่ย พ่นลมหายใจยะเยือก จากนั้นก็พลันยกมือข้างหนึ่ง ชี้นิ้วตรงไปยังขอบข่ายอาคมที่ทั้งสามผู้เยาว์หลบอยู่ด้านใน…
“วิญญาณอสูรดำ… ทำลายมัน!!”
พริบตาที่ สู่เหยียนกุ่ย ออกคำสั่ง… หมอกสีดำแห่งความตายเกิดการหมุนวนอย่างรุนแรง ปรากฏบานประตูมืดดำที่แผ่ล้นอำนาจความตายตลบอบอวล ไม่นานก็มีวิญญาณของอสูรกายสีดำ ก้าวขาที่ผอมแห้งและยาวเหยียดออกมา ทั่วร่างของมันเต็มไปด้วยไอสังหารน่าขนลุก ร่างซูบผอม สูงเกินกว่า 2 จั้ง(6 เมตร) มองดูสภาพแล้วราวกับเปรตนรก
เหยาซาน ดวงตาเบิกกว้างทันที… ภูมิความรู้ด้านวิญญาณของ เหยาซาน ก็มิใช่สามัญ เพียงแค่เห็นก็พลันจำแนกความแข็งแกร่งได้แล้ว…
“เหนือกว่าวิญญาณอาฆาต… มันคือวิญญาณอสูร!!”
วิญญาณอสูร โดยมากจะเป็นวิญญาณอาฆาตที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น จากนั้นก็ถูกนำมาชุบเลี้ยงโดยผู้ใช้ศาสตร์แห่งความมืด หรือไสยเวทย์ที่น่ากลัว เป็นวิญญาณที่ถูกบังคับให้กลืนกินวิญญาณด้วยกัน จนทำให้แข็งแกร่งมากขึ้น ทั้งยังบ้าคลั่งไร้สติสัมปชัญญะ เชื่อฟังเพียงแค่ผู้ใช้ไสยเวทย์ควบคุม…
เหยาซาน แม้จะรู้จักแต่ก็ปฏิเสธที่จะศึกษาวิชาด้านนี้ เนื่องจากมันมีบ่วงกรรมผูกมัดมากเกินไป ทั้งยังผิดต่อกฎเกณฑ์วัฏสงสารแห่งห้วงวิญญาณ ถึงกระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นคือดวงวิญญาณที่อันตราย สามารถเล่นงานกายหยาบของมนุษย์ได้โดยตรง…
วิญญาณอสูรดำแผดเสียงคำราม ราวกับสัตว์ร้ายที่ได้รับการปลดปล่อย… พลังอำนาจของมันทำให้แม้แต่หญิงสาวทั้งสอง ยังมองเห็นเป็นกลุ่มควันสีดำแจ่มชัด ทั้งยังอบอวลไปด้วยไอแห่งความตายที่น่าสะพรึง พวกนางถึงกับตัวสั่นงันงก อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน...
วิญญาณอสูรดำ ตวัดฟาดมือที่เหยียดยาวของมันเข้ากับขอบข่ายอาคม เกิดเสียงก้องดังราวกับกระจกหนาที่ถูกค้อนทุบรุนแรง ถึงขอบข่ายอาคมจะไม่ได้แตกออก แต่แก้วหูของสามผู้เยาว์ด้านในยังเกิดเสียงวิ้งจนปวดศีรษะ อีกทั้งยังดังต่อเนื่องอีกหลายระลอก จากการโจมตีที่บ้าคลั่งของวิญญาณอสูรดำ
เหยาซาน กำหมัดแนบแน่น หากยังเป็นเช่นนี้ขอบข่ายอาคมอาจถูกทำลายลงก็เป็นได้ แต่ใจลึก ๆ ไหนเลยที่ เหยาซาน จะไม่รู้ถึงความสามารถสูงสุดของตนเอง การต่อสู้กับ สู่ป๋ากุ่ย ชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 6 นั่นก็แทบจะเป็นพลังสูงสุดที่ เหยาซาน รีดเค้นออกมาแล้ว
สู่เหยียนกุ่ย แข็งแกร่งยิ่งกว่าพี่ชายหลายเท่า จากทั้งพื้นฐานลมปราณและวรยุทธอาคม ทั้งยังเป็นอัจฉริยะด้านการสังหารผู้หนึ่ง ยามนี้ตัวของ เหยาซาน เองก็เสียพลังลมปราณและพลังวิญญาณไปมากโขแล้ว โอกาสชนะของ เหยาซาน มีไม่ถึง 1 ใน 10 ส่วน…
ดวงตาของ สู่เหยียนกุ่ย เต็มไปด้วยไอสังหาร...
“ออกมาสู้กับข้า!! เจ้ากล้าสังหารพี่น้องข้า เช่นนั้นข้าจะสังหารเจ้าให้จงได้!! สำหรับพวกนางสองคนนั่น ข้าจะปลุกหุ่นเชิดศพขึ้นมา ชำเราพวกนางจนกว่าจะตาย!!”
“!!!!!!!!!!!!” เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นสายตากันพลันแข็งกร้าว บังเกิดโทสะขึ้นเป็นทบทวี!! หากมุ่งร้ายตนจากความแค้นยังพอว่า แต่กลับมุ่งร้ายต่อพวกนางทั้งสองที่เปรียบดังสหายที่คุ้นเคย และยังใช้วาจาต่ำทรามเช่นนั้นอีก เหยาซาน ก็เรียกได้ว่าเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง ได้ยินเช่นนั้นก็มิอาจให้อภัย…
“แม่นางเตีย… รบกวนใช้ปราณบุปผาของเจ้ารักษาเฝิงน้อยให้ที และก็เปิดขอบข่ายอาคมให้ข้าออกไปด้วย… หากไม่สังหารมันผู้นั้น สุดท้ายพวกเราก็ไม่อาจหลบหนีไปจากที่นี่!!” เหยาซาน เค้นเสียงผ่านร่องฟัน
นางทั้งสองเบิกตากว้างทันที…
“ตะ…แต่คนผู้นั้นเป็นถึงชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นปลาย เจ้าไม่มีโอกาสชนะแม้สักนิด”
เหยาซาน เหลือบมองมายังพวกนางอีกแล้ว แววตาของ เหยาซาน เต็มไปด้วยความอ่อนโยน...
“ข้าไม่อาจปล่อยให้พวกเจ้าสองคนเป็นอะไรได้… พวกเจ้าคือสหายของข้า ถึงต้องตายข้าก็จะลากเจ้านั่นไปลงนรกด้วยกัน”
พวกนางได้ยิน ก็พลันรู้สึกจิตใจสั่นไหวอย่างประหลาด… รู้สึกเหมือนกับก่อนหน้านี้ที่ เหยาซาน ยอมเข้าขัดขวางศัตรู เป็นปราการเพื่อให้พวกนางหลบหนีออกมา นี่กลับเป็นครั้งที่สองแล้วในวันเดียวกัน พวกนางจึงเต็มไปด้วยความหนักอึ้งในจิตใจ…
“ข้าจะช่วยเจ้าด้วย!!” ฉีลู่ชิง รวบรวมความกล้าเค้นเสียงขึ้น
“ไม่ได้!! มันอันตรายเกินไป แม้ข้าจะไม่มั่นใจว่าเอาชนะ สู่เหยียนกุ่ย ได้ แต่ข้าก็มั่นใจว่าข้าไม่มีทางแพ้โดยง่ายเช่นกัน ขอเพียงถ่วงเวลาได้มากพอท่านรองเจ้าสำนักก็จะกลับมาช่วยพวกเรา… เปิดขอบข่ายอาคมเถอะ ก่อนที่มันจะพังทลาย…” เหยาซาน ใช้น้ำเสียงดุดัน ทำให้ ฉีลู่ชิง ทำได้เพียงแค่กัดริมฝีปากตนเองด้วยความเจ็บปวด โทษที่ตนนั้นอ่อนแอ…
เหยาซาน กระดกสุราลมปราณหลายคำติดกัน ดวงตาพลันแข็งกร้าวขึ้น…
ตูม!!
เสียงปะทะดังกังวาน พร้อมกับเสียงโหยหวนของวิญญาณอสูรดำที่แผดร้อง ถูกผลักดันจนร่นถอยออกไปหลายสิบก้าว… ในตอนนั้นเองที่ เหยาซาน ถือกระบี่ก้าวเดินออกมาจากขอบข่ายอาคม เบื้องหลังยังมาพร้อมกับวิญญาณอารักษ์ จูเยี่ย ที่ถือบ่วงทรทัณฑ์ไว้ในมือ…
“สู่เหยียนกุ่ย!! เจ้าจะต้องเสียใจที่เรียกข้าออกมา!!”
………………………………………