อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 116 หยกสั่งการหุ่นเชิดศพ
ตอนที่ 116
จูเยี่ย ใช้บ่วงทรทัณฑ์โอบรัดที่ลำคอของ วิญญาณอสูรดำ ก่อนที่จะเผยแววตาเหี้ยมหาญ ดึงกระชากอย่างรุนแรงจนอณูวิญญาณแตกสลาย ร่างกายเสื่อมสูญไม่อาจกลับคืนสู่ผู้เป็นนายได้อีกแล้ว เสียงกรีดร้องโหยหวนระงมดังไปพร้อมกับสายลมที่ผ่านพัด…
ทว่า จูเยี่ย กลับยกบ่วงทรทัณฑ์ขึ้นดูดกลืนอณูวิญญาณเหล่านั้นเข้าไปด้านใน นี่คือพลังที่แอบซ่อนของศาสตราวิญญาณ มันเป็นอาวุธที่สามารถกลืนกินวิญญาณ เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของศาสตราได้ไร้สิ้นสุด…
จูเยี่ย หันมองไปยังผู้เป็นนายตน ก่อนจะลอยพุ่งตรงเข้าไปเสริมทัพ…
ท่ามกลางกระบวนท่าของ เหยาซาน ที่ตวัดกระบี่ถาโถมหนักหน่วงในระยะประชิด โดยมีหญิงสาวทั้งสองคอยเสริมส่ง กดดัน สู่เหยียนกุ่ย อย่างต่อเนื่อง จากใบหน้าแสนเย็นชา ยามนี้เผยความเดือดดาลไร้สิ้นสุด ทั้งการเคลื่อนไหวทั้งพลังลมปราณล้วนแล้วแต่ติดขัด ดึงออกมาใช้ได้เพียง 7 ส่วนเท่านั้น อำนาจสยบที่เคยเหนือกว่า เหยาซาน เวลานี้หายไปจนหมดสิ้น
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือการดึงวิญญาณผีร้ายออกมาช่วยเหลือทั้งหมด ล้วนแล้วแต่ถูกนาคาน้อยฉีกกระชากจนสูญสลายในพริบตา เรียกได้ว่าคมเขี้ยวของนาคาน้อยตนนี้ น่ากลัวยิ่งกว่าบ่วงทรทัณฑ์ในมือของ จูเยี่ย เสียอีก ทั้งยังมีอำนาจสัตว์เทพสะกดข่มอย่างรุนแรง…
สถานการณ์พลิกกลับอย่างรวดเร็ว…
เหยาซาน ย่อมไม่ปล่อยโอกาสเช่นนี้ให้ผ่านเลย เร่งมือระเบิดทักษะอย่างต่อเนื่องหมายจบศึกโดยไม่ลังเล เงากระบี่ปรากฏมากมายครอบฟ้าคลุมดินจากนั้นก็ผลึกรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งยังดึงเอาพลังอักขระจากตัวกระบี่ออกมาใช้งานเป็นครั้งแรก หลังจากเก็บงำไว้เป็นไม้ตายสุดท้าย…
“เพลงกระบี่วีรชนแดนประจิม… หนึ่งกระบี่พิชิตทรราช!!”
เหยาซาน ยกกระบี่ชูเหนือศีรษะ เงากระบี่ที่กระจัดกระจายผนึกรวมตัวกัน ก่อรูปปราณกระบี่หนึ่งเล่มขนาดมหึมาสูงขึ้นไปกว่า 10 จั้ง ดวงตาของเด็กหนุ่มเผยจิตสังหารรุนแรง ก่อนจะตวัดฟาดฟันกระบี่ในมือลงมา และแน่นอนว่าปราณกระบี่ขนาดใหญ่ด้านหลังก็ถูกฟาดฟันลงมาพร้อม ๆ กัน
สู่เหยียนกุ่ย เบิกตากว้างตื่นตระหนก สัมผัสได้ถึงวิกฤตอันตรายถึงชีวิตเป็นครั้งแรก!! ยามนี้มันมิอาจกักเก็บความสามารถใด ๆ ได้อีกแล้ว จำต้องทำทุกอย่างเพื่อหาทางรับมือ… ยามนี้จึงรีดเค้นลมปราณออกมาเฉือนไปที่ฝ่ามือของตนสร้างบาดแผลขนาดใหญ่ เพื่อรีดเอาโลหิตด้านในออกมา…
“ขอเซ่นสังเวยด้วยโลหิตแห่งข้า!! จงออกมาวิญญาณอสูรแดง!!”
พริบตานั้นเอง ที่เลือดของ สู่เหยียนกุ่ย ถูกดึงออกไปเป็นจำนวนมากจากบาดแผล อาบย้อมเบื้องหน้าสร้างเป็นประตูสีแดงบนพื้นดิน ใบหน้าของ สู่เหยียนกุ่ย จากที่เคยขาวซีดอยู่แล้ว ยิ่งซีดเซียวลงไปอีกหลายขั้น ร่างกายสูดผอมลงไปหนึ่งรอบ ราวกับอายุขัยหดหายบางส่วน
จากนั้นพลันเผยร่างของกะโหลกสีแดงขนาดใหญ่ผุดออกมาจากพื้น ประหนึ่งเป็นผีร้ายที่หนีออกมาจากนรกภูมิ ปีนไต่จากเบื้องล่างใต้พิภพสู่พื้นดิน ร่างมหึมาของวิญญาณอสูรแดงตนนี้มีเพียงร่างกายครึ่งท่อนบน ไม่มีอวัยวะต่ำกว่าเอวลงไป!!
ซึ่งมันเกิดจากพลังวิญญาณของ สู่เหยียนกุ่ย ที่มีไม่เพียงพอจะสร้างร่างสมบูรณ์ให้กับวิญญาณอสูรทรงพลังตนนี้ กลิ่นอายของวิญญาณอสูรแดงเหนือกว่าวิญญาณอสูรดำหลายสิบเท่า เพียงแค่ปรากฏยังทำให้บรรยากาศโดยรอบเย็นยะเยือก อบอวลไปด้วยกลิ่นคาวเลือด!!
เหยาซาน มิได้สนใจ เผยแววตาดุดัน กดกระบี่ลงมาอย่างเต็มกำลัง!! พลังอักขระจากตัวกระบี่เล่มนี้ ถูกสร้างขึ้นมาแบบพิเศษ เป็นกระบี่ที่สามารถเพิ่มน้ำหนักนับพันเท่าได้ในชั่วพริบตา… น้ำหนักเดิมของกระบี่เล่มนี้คือหนึ่งชั่ง(500 กรัม) แต่ด้วยอำนาจจากพลังอักขระทำให้มันเพิ่มเป็นหนึ่งพันชั่ง(500 กก.) ได้ในชั่วพริบตา พลานุภาพของการฟาดฟันจึงทบทวีฉับพลัน ทั้งยังกล่าวได้ว่าเป็นกระบี่ที่เหมาะสำหรับ เหยาซาน อย่างยิ่ง…
ปราณกระบี่มหึมา ที่เสริมส่งด้วยน้ำหนักกระบี่อีกหนึ่งพันชั่ง ทำให้พลังในการฟาดฟันครั้งนี้อาจจะเทียบได้กับพลังของชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นสูงสุด… หากไม่นับรวมกับการใช้ศาสตราระดับสูงอย่างกระบี่ดำราชวงศ์ และขวานจักรพรรดิ อาจกล่าวได้ว่านี่คือกระบวนท่าไม้ตายสำหรับ เหยาซาน ในเวลานี้เลยก็ว่าได้
ตูม!!
เสียงปะทะของปราณกระบี่มหึมา และวิญญาณอสูรแดงขนาดใหญ่ ดังกระจายไปสี่ทิศแปดด้าน รัศมีโดยรอบถูกเศษเสี้ยวพลังกวาดล้าง แม้แต่สองหญิงสาวยังต้องร่นถอยออกมา จากกระแสลมที่ผลักดันอย่างรุนแรง
ปราณกระบี่มหึมา รวมถึงกระบี่อักขระของ เหยาซาน ถูกหยุดเอาไว้โดยวิญญาณอสูรแดง ก่อนถึงร่างของ สู่เหยียนกุ่ย เพียงหนึ่งคืบ… ทว่า ร่างของวิญญาณอสูรแดงตนนี้ก็สั่นทึมไม่หยุด แผดเสียงร้องโหยหวนแขนสองข้างที่ยกขึ้นป้องกันถูกกระบี่ฝังลึกลงไปจนเกือบจะขาดวิ่น มีอณูวิญญาณบางส่วนกระจัดกระจายจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า…
สู่เหยียนกุ่ย ใบหน้าซีดเผือด แม้จะทุลักทุเล แต่มันก็สามารถรับมือเอาไว้ได้อย่างฉิวเฉียด ถึงกับยอมสละอายุขัยบางส่วนเพื่อเรียกไม้ตายออกมา… ยามนี้ความคิดของมันหลงเหลือเพียงอย่างเดียว นั่นคือการหลบหนีไปจากที่นี่!!
ภายใต้การรวมมือกันของ 3 ผู้เยาว์ ดูเหมือนว่ามันจะเสียเปรียบมากเกินไป อีกทั้งพลังของ เหยาซาน ก็คล้ายว่ายิ่งต่อสู้ยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งโจมตียิ่งเฉียบคม ราวกับว่า สู่เหยียนกุ่ย ถูกอีกฝ่ายอ่านการเคลื่อนไหวออกเกือบทั้งหมดแล้ว ไม่หลงเหลือหนทางชนะ…
สู่เหยียนกุ่ย สำรอกโลหิตอีกครั้งดวงตาแดงก่ำ ขณะที่กำลังคิดหาวิธีหลบหนีอยู่นั่น ก็พลันรู้สึกถึงวิกฤตชีวิตอีกครั้ง เมื่อร่างของวิญญาณอสูรแดงที่ตั้งใจใช้ยื้อเวลา เกิดการเสื่อมสลายรวดเร็วยิ่งกว่าเดิมอีกหลายเท่า!! ก่อนจะพบว่ามันกำลังถูกดูดกลืนพลังวิญญาณจากสองทิศทาง
หนึ่งคือบ่วงทรทัณฑ์ในมือของ จูเยี่ย และสองคือนาคาน้อยที่กำลังสูดเอาอณูวิญญาณเข้าไปด้วยท่าทีเอร็ดอร่อย… จนทำให้ร่างวิญญาณอสูรแดงไม่มีความเสถียรหลงเหลือ ปรากฏรอยแตกร้าวกระจายไปทั่วร่างมิต่างกระจก…
“บะ…บ้าน่า!! แต่เจ้านี่คือวิญญาณอสูรแดงเชียวนะ หากเป็นร่างที่สมบูรณ์มันมีพลังเทียบเท่าชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลายด้วยซ้ำ!!”
เหยาซาน หัวเราะเสียงเย็น…
“ขึ้นชื่อว่าวิญญาณ… จะแข็งแกร่งเพียงใดก็ย่อมมีจุดอ่อน หาไม่แล้วมันจะถูกคนเยี่ยงเจ้าควบคุมได้งั้นหรือ?! หากสงสัยใคร่รู้จักนัก ก็จงกลายเป็นดวงวิญญาณเฉกเช่นเดียวกันเสียเลย!!”
เหยาซาน ระเบิดพลังออกมาจนกล้ามเนื้อปูดบวมทั่วร่าง สุดท้ายก็ผ่าร่างที่แตกร้าวของวิญญาณอสูรแดง กดกระบี่ฟันฉับลงฟันร่างของ สู่เหยียนกุ่ย จนขาดสะพายแล่ง!! ตกตายไปทั้งที่แววตายังเผยความไม่อยากจะเชื่อออกมา…
เหยาซุน ทรุดเข่าลงกันพื้นทันที ทั้งหมดลมปราณและพลังวิญญาณแทบจะแห้งขอด ทั่วร่างยังบาดเจ็บไม่น้อย ทั้งภายนอกและภายใน… นาคามณีมรกต ค่อย ๆ สลายร่างกลับคืนสู่รอยสักกลางแผ่นหลัง นาคาน้อยตนนี้ก็ถึงขีดสุดแล้วเช่นเดียวกัน…
ชายหนุ่มยิ้มอ่อนแรง หนึ่งก็ดีใจ หนึ่งก็โล่งใจ…
“เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ…”
เหยาซาน ไม่ลืมที่จะใช้พลังเฮือกสุดท้ายปลุกวิญญาณของ สู่เหยียนกุ่ย ขึ้นมา จากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ จูเยี่ย ที่จะกำราบวิญญาณดวงนี้ โดย เหยาซาน ได้ดูดเอาทั้งสองเข้าไปในแผ่นป้ายสะกดวิญญาณ ซึ่งเชื่อว่าคงใช้เวลาอีกสักระยะกว่าจะทำสำเร็จ เพราะตบะวิญญาณของ สู่เหยียนกุ่ย ทั้งที่เพิ่งตายไป แต่กลับมีพลังไม่ด้อยไปกว่า จูเยี่ย เลย ยังดีที่มีบ่วงทรทัณฑ์ช่วยเหลือในการกำราบ…
บนร่างไร้วิญญาณของ สู่เหยียนกุ่ย มีแหวนมิติอยู่เช่นกัน… ทว่านอกเหนือจากนั้น กลับมีแผ่นหยกอาคมสีดำแขวนเอาไว้ด้วยคู่กับป้ายไม้ตระกูลสู่ ซึ่งในส่วนของป้ายไม้ประจำตระกูลนั้น คือสิ่งยืนยันตัวตนย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะแขวนแสดงข้างกาย
แต่สำหรับแผ่นหยกอาคมสีดำนี่ต่างหาก ที่แปลกประหลาด… ทั้งที่ตนก็มีแหวนมิติอยู่กับตัวแท้ ๆ ทำไมต้องลำบากพกสิ่งนี้ไว้ข้างเอว? เห็นได้ชัดว่าแผ่นหยกอาคมสีดำนี้ น่าจะเป็นของสำคัญ แผ่กลิ่นอายประหลาดที่แม้แต่ เหยาซาน ก็ยังมองไม่ออก...
เหยาซาน ชั่งใจอยู่เล็กน้อย มีเหตุผลอยู่ไม่มากนักที่จะรองรับเรื่องนี้… แต่เหตุผลหนึ่งที่น่าจะมีโอกาสและความเป็นไปได้มากที่สุด นั่นคือหยกดำอาคมชิ้นนี้กำลังถูกเปิดใช้งานอยู่ จึงไม่อาจนำไปเก็บไว้ด้านในแหวนมิติได้…
เด็กหนุ่ม หรี่ดวงตาคับแคบ สัมผัสได้ถึงเส้นสนกลใน…
ยามนี้วิญญาณของ สู่เหยียนกุ่ย ยังไม่ยอมจำนน หากเค้นถามไปอาจได้รับคำตอบที่ผิดเพี้ยนจากความจริง จนนำพาตนไปสู่อันตรายได้… เหยาซาน จึงตัดสินใจเรียกวิญญาณของ สู่ป๋ากุ่ย ที่ยอมจำนนแล้วออกมาแทน ดวงวิญญาณของชายร่างกำยำสั่นระริก แววตาของมันยังมีความหวาดกลัวจากอำนาจสะกดและบ่วงทรทัณฑ์ถึงขีดสุด…
“บอกข้ามา ว่าสิ่งนี้คืออะไร?!” เหยาซาน เอ่ยถามขึ้น ยังไม่กล้าส่งลมปราณเข้าไปในแผ่นหยกอาคมสุ่มสี่สุ่มห้า… ดวงวิญญาณของ สู่ป๋ากุ่ย เมื่อเห็นแผ่นหยกอาคมสีดำก็พลันใบหน้าอัปลักษณ์ขึ้น ยิ่งเมื่อหันไปเห็นศพของ สู่เหยียนกุ่ย มันก็ยิ่งอ้าปากค้างไป หวาดกลัวมากขึ้นอย่างชัดเจน
“ระ…เรียนนายท่านสิ่งนั่นก็คือ หยกสั่งการหุ่นเชิดศพ…”
………………………………………………..
ยอดเขาหมิงซาน...
ยามนี้สองราชันย์ต่างฟาดฟันอำนาจสะท้านฟ้าเข้าปะทะ เสียงกึกก้องกัมปนาทดังต่อเนื่อง ท้องฟ้าด้านบนยังไร้หมู่เมฆ ถูกแรงสะท้อนของอำนาจลมปราณผลักดันจนสลายไปหมดสิ้น… กระแสลมที่ผสมผสานกับหมอกดำแห่งความตายรุนแรงคละคลุ้ง โดยที่บนยอดเขาสูงสุดยังมีสายตาของวิญญาณดวงหนึ่ง นอนเฝ้ามองการต่อสู้ครั้งนี้อยู่…
“อืม… ไม่เลว ไม่เลว ถึงจะยังไม่เข้าขั้น… แต่ก็ยังน่าตื่นเต้นกว่าการต่อสู้ของเจ้าเด็กอ่อนหัดนั่นเป็นไหน ๆ” เฒ่าชีเปลือย กล่าวพึมพำด้วยท่าทีเกียจคร้าน ชายตามองด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทั้งยังเปรียบเทียบการต่อสู้ตรงหน้านี้กับการต่อสู้ของ เหยาซาน ที่แม้จะแตกต่างกันอย่างสุดขั้วในสายตาของทุกคนในยุทธภพ แต่สำหรับ เฒ่าชีเปลือย ก็ไม่อาจนับว่าแตกต่างกันมากมายนัก…
ซึ่งการคงอยู่ของ เฒ่าชีเปลือย ที่ลบล้างตัวตน ไม่มีทางที่ชนชั้นลมปราณสีส้มในใต้หล้านี้จะสัมผัสถึงได้ เว้นเสียแต่ เฒ่าชีเปลือย จะยอมแสดงตัวออกมาเอง… ดังนั้นทั้ง ชายชราหน้ากากอสูรขาว และ เป่ยเตียวหุย ก็ย่อมไม่อาจรับรู้…
เวลานี้ ชายชราหน้ากากอสูรขาว ปลุกวิญญาณอสูรแดงขึ้นมาเบื้องหน้าถึง 10 ตน!! อีกทั้งยังเป็นร่างสมบูรณ์สูงสุดแตกต่างไปจากของ สู่เหยียนกุ่ย อย่างมิอาจเปรียบวัด วิญญาณอสูรแดงทั้งสิบแผ่พลานุภาพน่าสะพรึง ราวกับขุมนรกที่แตกออก...
ทว่าสีหน้าของ เป่ยเตียวหุย ไม่ได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ขับขานเจตจำนงแห่งสายลมสร้างร่างจำแลงวิหคสายลม 9 ตัวเช่นเดียวกัน การโบกสะบัดปีกแต่ละครั้งของวิหคสายลม ราวกับจะก่อให้เกิดวาตะภัย แยกนภาอากาศ
สองผู้ชราคำรามเสียง เผยอำนาจสยบสะท้านขุนเขา พุ่งเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด พื้นที่บนยอดเขาหมิงซาน ถูกทำลายไปกว่า 3 ใน 10 ส่วนแล้ว จากพลังของทั้งสองคน… และก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะได้ผลตัดสินในเวลาอันสั้น พลังลมปราณของทั้งสองราวกับไร้ที่สิ้นสุด…
แม้จะดูเหมือนว่าการต่อสู้ครั้งนี้รุนแรงสะท้านสะเทือนแผ่นดิน แต่ในความเป็นจริงทั้งคู่ล้วนเป็นจิ้งจอกเฒ่าที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในยุทธภพแห่งนี้มาอย่างยาวนาน เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวอย่างที่ไม่อาจนำระดับผู้เยาว์ไปเปรียบวัดได้… ดังนั้นทั้งสองย่อมไม่มีทางเปิดเผยขอบเขตพลังทั้งหมดออกมาในเวลาอันสั้น ต่างฝ่ายต่างยังคงหยั่งเชิงกันและกันอยู่
ชายชราหน้ากากอสูรขาว พยายามทำให้ขอบเขตการปะทะหยุดลงในรัศมี 10 ลี้ เนื่องด้วยหวั่นเกรงว่าจะกระทบกระเทือนไปยังอีกด้านหนึ่งของยอดเขา ซึ่งที่นั่นมี หุ่นเชิดศพนับพันร่างที่ตนใช้เวลานับปีในการตระเตรียมแผนการและสถานที่แห่งนี้ขึ้นมา ไหนเลยที่จะยอมล้มเหลวโดยง่าย… อีกใจก็คาดหวังเฝ้ารอให้ สู่เหยียนกุ่ย ไปเล่นงานเหล่าผู้เยาว์ เพื่อกดดันให้ เป่ยเตียวหุย ยอมร่นถอยกลับไป ดำเนินแผนการในช่วงสุดท้ายต่อให้จบ…
ส่วน เป่ยเตียวหุย นั้น กำลังหาทางเปิดโปงโฉมหน้าแท้จริงของคนผู้นี้ อีกใจก็ไม่กล้าใช้พลังทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่ เนื่องด้วยยังมีสามผู้เยาว์อยู่ในขอบเขตภูเขาลูกนี้ การถล่มพื้นที่แต่ละครั้งจึงต้องระวังรัศมีหินศิลาที่หล่นร่วงไปเบื้องล่าง ดังนั้นมันจึงเป็นการต่อสู้ที่มุ่งเน้นการรักษาสมดุลไม่ให้เพลี่ยงพล้ำเสียมากกว่า…
ทว่า ไม่นานก็บังเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ…
……………………………………………