อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 126 ศาสตราลับที่แอบซ่อน
ตอนที่ 126
“ภายใน 3 วัน!! เจ้าจงหาจิตวิญญาณศาสตราที่คู่ควรกับเจ้า ณ ที่แห่งนี้!!”
“!!!!!!!!!” เหยาซาน เบิกตากว้าง ถึงแม้จะคาดเดาไว้อยู่แล้วว่าการฝึกของผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองคน ไม่น่าจะเป็นอะไรที่ธรรมดาสามัญจากรอยยิ้มเลศนัยของสองเฒ่าที่ปรากฏในวันที่เสนอเงื่อนไข ทว่าก็ไม่คาดคิดว่าจะเป็นการแสวงหาโชควาสนาบางสิ่งบางอย่างในสุสานเช่นนี้
เด็กหนุ่มทอดสายตายาวออกไปเบื้องหน้า สัมผัสได้ถึงไอสังหารที่แผ่ซ่านออกมาจากศาสตราแทบทุกชิ้น ในอดีตคงไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าเกิดเรื่องราวมากมายเพียงใด ทุกศาสตราล้วนแฝงไว้ด้วยความทรงจำแห่งการสังหารศัตรู
อาวุธคือสิ่งที่ถูกสร้างเพื่อการต่อสู้ หากเป็นอาวุธที่มิอาจสังหารหรือเอาชนะ ก็ไม่อาจเรียกว่าเป็นอาวุธที่ดีได้… และแน่นอนว่าหากอาวุธใดอาบโลหิตของศัตรูมหาศาล ก็เท่านั้นว่านั้นคือสุดยอดแห่งศาสตรา…
“ระวังตัวด้วย… แม้เจ้าคือผู้เป็นที่รักแห่งศาสตราทุกชนิด ทว่าจิตวิญญาณแห่งศาสตราในสุสาน ยังเปี่ยมไปด้วยแรงอาฆาตสังหารที่รุนแรงนับจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งยังเป็นศาสตราที่ชำรุดไปแล้ว ดังนั้นจึงเปี่ยมไปด้วยความไม่พึงพอใจในการคงอยู่
ในอดีตแม้แต่รองเจ้าสำนักเตีย และ เจี่ยโย่วเทียน สองผู้เป็นที่รักแห่งจิตวิญญาณกระบี่ เมื่อครั้งที่มาหาจิตวิญญาณกระบี่ที่คู่ควร ยังเคยถูกจิตวิญญาณแห่งกระบี่ทำร้ายเอาเช่นกัน บ่งบอกถึงความบ้าคลั่งที่อาจไม่สนใจกลิ่นอายอันเป็นที่รัก ถูกครอบงำด้วยไอสังหารจากครั้งอดีต แปรเปลี่ยนเป็นพลังคุกคามที่น่าสะพรึง…” ผู้อาวุโสเถิง เอ่ยย้ำเตือนด้วยสีหน้าจริงจัง
เหยาซาน กลืนน้ำลายฝืดเคืองเล็กน้อย… รู้ดีว่าจิตวิญญาณแห่งศาสตรานั้น แตกต่างไปจากจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิต ไม่มีสติปัญญาแตกฉานมีเพียงสัญชาตญาณการสังหาร จึงไม่อาจถูกอาคมหรือศาสตร์วิชาด้านวิญญาณใด ๆ ควบคุมได้
“แล้วข้าจะหาจิตวิญญาณแห่งศาสตราของตนเองได้ยังไง?!”
ชายชราหัวเราะเสียงเย็น ก่อนที่กระแสลมปราณจากร่างของผู้อาวุโสเถิง จะค่อย ๆ ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง จากพื้นฐานชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 4 ดั้งเดิม ลดเหลือจนเทียบเท่าชนชั้นลมปราณสีเหลือง…สีเขียว…และสีน้ำเงิน
หยุดอยู่ที่ชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 6 เทียบเท่ากับ เหยาซาน...
“บอกแล้วยังไงว่าเจ้าจะมิใช่ผู้เลือก แต่จิตวิญญาณต่างหากที่จะเลือกเจ้า!! และสิ่งที่จะทำให้เจ้าเปล่งประกายได้มากที่สุด จนเป็นที่ยอมรับของจิตวิญญาณแห่งศาสตรา ก็ย่อมต้องเป็นการต่อสู้!! ตลอด 3 วันนี้ ข้าจะเป็นคู่ต่อสู้ให้กับเจ้าเอง คิดเสียว่าจิตวิญญาณแห่งศาสตราภายในสุสานนี้คือผู้ชมและผู้ตัดสินตัวเจ้า…
ข้ารู้มาว่าเจ้าได้ศึกษาพื้นฐานศาสตรามาเกือบทั้งหมดในช่วงที่ผ่านมา ยามนี้ข้าก็ได้ปรับพื้นฐานลมปราณให้เท่าเทียบกับเจ้าแล้ว เพื่อให้เกิดการต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อยิ่งขึ้น อาจจะไปกระตุ้นจิตวิญญาณแห่งศาสตราที่แข็งแกร่งภายในสุสานแห่งนี้ก็เป็นได้…
กฎมีเพียงแค่ว่า ห้ามเจ้าใช้อาวุธสมบูรณ์ที่ถือครองอยู่… แต่เลือกใช้ได้เพียงศาสตราที่ชำรุดภายในสุสานแห่งนี้เท่านั้น ข้าเองก็จะทำเช่นเดียวกัน… การต่อสู้ระหว่างเราสองคน เจ้าเพียงแค่พยายามให้ดีที่สุดตลอด 3 วัน ก็น่าจะเพียงพอแล้ว…” ชายชรากล่าวพลางยิ้มเยาะ
เหยาซาน กดหัวคิ้วต่ำลง…
“เช่นนั้นหากข้าได้รับจิตวิญญาณศาสตรามาแล้ว และเอาชนะท่านได้ก่อนจะครบ 3 วันเล่า จะยอมให้ข้าออกไปจากที่นี่เลยหรือไม่?!”
ผู้อาวุโสเถิง ได้ยินเช่นนั้นก็พลันแผดเสียงหัวเราะดังลั่นออกมา…
“เอาชนะ? นี่เจ้าคิดจะเอาชนะข้าได้งั้นหรือ? บอกไว้ก่อนนะว่าถึงข้าจะปรับพื้นฐานลมปราณให้เท่าเทียบกับเจ้า ทว่าในด้านอื่น ๆ ไว้ว่าจะเป็นประสบการณ์ ท่วงท่า หรือแม้แต่วิชายุทธ สิ่งเหล่านั้นย่อมไม่อาจปรับลดได้ เจ้าคิดว่าเจ้าจะเอาชนะข้าผู้ชราที่อยู่มานับร้อยปีได้งั้นหรือ…
ไม่ต้องกล่าวถึงชัยชนะสมบูรณ์ หากเจ้าสร้างบาดแผลให้กับข้าได้เพียงบาดแผลเดียว ก็ถือว่าเจ้าชนะไปเลย!! และหากเจ้าทำได้จริง ไม่ว่าเรื่องอะไรข้าย่อมรับปากทั้งสิ้น!!”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็พลันเปล่งประกายขึ้น… เรื่องเอาชนะ เหยาซาน ก็ไม่ได้คิดอยู่แล้วเพียงแค่แสร้งพูดไปเช่นนั้นเอง ทว่าหากเป็นการสร้างบาดแผลแค่บาดแผลเดียว ความเป็นไปได้ก็ใช่ว่าจะไม่มี…
เด็กหนุ่มเผยรอยยิ้มชั่วร้าย…
“แบบนี้สิถึงจะน่าตื่นเต้น!!”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องรอสัญญาณ ระเบิดฝีเท้าเต็มกำลังร่นระยะในพริบตา ก่อนจะดึงเอาดาบบิ่นชำรุดเล่มหนึ่งที่ปักพื้นอยู่ข้างกาย ยกชูฟาดฟันด้วยกำลังและความเร็วทั้งหมด…
ผู้อาวุโสเถิง กลับใบหน้าเรียบเฉย เผยรอยยิ้มเล็ก ๆ ไม่แม้แต่จะตั้งกระบวนป้องกัน สร้างความประหลาดใจให้กับ เหยาซาน อย่างมาก แต่ก็มิได้ปรากฏความลังเล… พริบตาที่ดาบบิ่นชำรุดเล่มนั้นกำลังจะเข้าถึงร่างของชายชรา จู่ ๆ ตัวดาบกลับสั่นเทิ้มด้วยความพยศ แม้แต่พละกำลังมหาศาลของ เหยาซาน ก็ยังมิอาจควบคุม
ทันใดนั้นเอง ตัวดาบก็ดีดออกจากมือของ เหยาซาน!! ทั้งมันยังกระแทกด้ามเข้าใส่ใบหน้าของ เหยาซาน อย่างจังอีกด้วย ฟันทั้งปากล้วนสะท้านสั่นไหวจนแทบจะโยกคลอน!! เป็นความดื้อรั้นของอาวุธที่เด็กหนุ่มไม่เคยประสบพบเจอ และไม่คิดว่าจิตวิญญาณแห่งศาสตรา จะสามารถขัดขืนผู้ถือครองได้ถึงเพียงนี้!!
“บัดซบ!! นี่มันอะไรกัน!!”
ชายชราแผดเสียงหัวเราะก้องดัง…
“สุสานแห่งนี้เต็มไปด้วยไอสังหารนับแต่ยุคดึกดำบรรพ์ กาลเวลาหลายหมื่นปีที่ผ่านมาทำให้ไอสังหารที่ตกค้างเหล่านั้นหล่อหลอมกับจิตวิญญาณแห่งศาสตรา จนทำให้ศาสตราชำรุดเหล่าล้วนทรงพลังและดื้อรั้นอย่างยิ่ง ถึงมันจะทำได้เฉพาะเพียงแค่ในเขตสุสานแห่งศาสตรานี้ก็ตามที
หากเจ้าคิดจะใช้งานศาสตราชำรุดเหล่านี้ ก็จำต้องเชื่อมจิตตนเองให้เข้ากับศาสตราเหล่านี้ให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นก็ไม่มีทางใช้ศาสตราเหล่านี้ภายใต้การควบคุม… ก่อนจะคิดเอาชนะข้า เอาชนะจิตวิญญาณแห่งศาสตรานั้น ๆ ให้ได้ก่อนเถอะ!!”
ชายชราคล้ายจะหัวเราะไม่หยุดด้วยความสะใจที่ได้กลั่นแกล้งเอาคืน เหยาซาน… ทว่าตัวของ เหยาซาน กลับกัดฟันดังกรอด ไม่สบอารมณ์อย่างยิ่งที่ ผู้อาวุโสเถิง จงใจไม่บอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรก แต่ปล่อยให้ เหยาซาน ถูกเล่นงานก่อนแล้วจึงค่อยอธิบาย…
“ก็ได้… ในเมื่อท่านมาไม้นี้ ข้าก็จะเล่นกับท่าน!!”
เหยาซาน พุ่งทะยานไปอีกครั้ง ครานี้จับคว้าทวนยาวด้ามหนึ่งที่ด้ามจับเหลือเพียงครึ่งเดียว… แน่นอนว่าทวนยาวด้านนั้นพลันเกิดการสั่นไหวทันที เหยาซาน หลับตาตั้งสมาธิใช้จิตตนเองสัมผัสกับจิตแห่งศาสตราจึงค่อย ๆ เข้าใจมากยิ่งขึ้น ปลอมประโลมในห้วงสำนึกจนทำให้การสั่นไหวของทวนยาวนี้ค่อย ๆ หยุดลง
เป็นการเลียนแบบวิธีการของผู้อาวุโสเถิง ก่อนหน้านี้…
“!!!!!!!!!!!!” ชายชราเบิกตากว้างทันที ไม่คิดว่าการชี้แนะเพียงครั้งเดียว เหยาซาน จะสามารถเชื่อมต่อจิตวิญญาณขึ้นมาได้จริง ๆ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากสมาธิขั้นสูงที่ชำนาญ และอีกส่วนมาจากโชควาสนาผู้เป็นที่รักแห่งศาสตราทั้งปวง ดังนั้นจึงทำให้เกิดความน่าอัศจรรย์เช่นนี้ได้
เหยาซาน ลืมตาอีกครั้งพร้อมฉายประกายมุ่งมาด…
“ตาแก่เถิง!! ข้าจะเล่นกันท่านเอง!!”
เด็กหนุ่มเหวี่ยงแขนออกไปสุดกำลัง พริบตาที่ปล่อยทวนยาวนี้ออกไป เหยาซาน สัมผัสได้ถึงความแตกต่างไปจากเดิม รู้สึกได้ว่าเมื่อจิตวิญญาณเชื่อมต่อกันแล้ว แม้จะเป็นศาสตราที่ชำรุดยังสามารถเปล่งพลานุภาพได้เหนือคณา!!
ทวนยาวเล่มนั้นพุ่งทะยานดุจลูกธนูออกจากแล่ง กรีดเฉือนอากาศเกิดเป็นเสียงหวีดหวิวเสียดแก้วหู แต่ทว่า…ผู้อาวุโสเถิง กลับเผยรอยยิ้มเล็ก ๆ กระบี่หักในมือ คล้ายมีเสียงคำรามแผดร้องออกมาภายใต้การควบคุม
ก่อนจะตวัดกระบี่ด้วยความเร็วชั่วพริบตา ที่แม้จะลดพื้นฐานลมปราณเหลือชนชั้นลมปราณสีน้ำเงิน เหยาซาน ก็ยังมิอาจมองการเคลื่อนไหวทั้งหมดในทัน… ทวนยาวถูกผ่าแยกออกเป็นสองซีก!! แหวกออกจากกันก่อนจะเข้าถึงตัวของชายชรา
“หึหึ… ไม่เลวเลยไอหนู แต่สุดท้ายมันก็ยังไม่เพียงพอ” ผู้อาวุโสเถิง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
เหยาซาน เห็นเช่นนั้น ก็เริ่มเข้าใจในความแตกต่าง ทว่าดวงตากลับไร้ซึ่งความสิ้นหวัง เปล่งประกายความมุ่งมั่นมากยิ่งไปกว่าเดิม เกิดเป็นความท้าทายที่ใจเต้นระส่ำ ไม่อาจเทียบได้กับการฝึกฝนอันจืดชืดเพียงลำพังดังที่ผ่านมา
เด็กหนุ่มหัวเราะกันตนเองเบา ๆ ก่อนจะห้อตะบึงเข้าใส่ชายชรา โดยแสดงความสามารถอย่างไม่ต้องกักเก็บ เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่ง ย่อมไร้ความกังวลที่จะลงมือ จับคว้าศาสตราพร้อมกับถึง 4 ชิ้นกวัดแกว่งฟาดฟันด้วยพื้นฐานเคล็ดศาสตราของสำนัก
ชายชราก็รู้สึกตื่นเต้นไปด้วยกันการท้าทายครั้งนี้ ผู้อาวุโสเถิง จึงยิ่งเผยความสามารถแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ สมศักดิ์ศรีของผู้ชราที่มากด้วยประสบการณ์นับร้อยปี อีกทั้งด้านพื้นฐานศาสตรานั้นไม่ต้องกล่าวถึง อุปนิสัยของผู้อาวุโสเถิงมีความหลงใหลในศาสตราทุกชนิด ย่อมฝึกฝนศาสตราทุกชนิดด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะหยิบอาวุธใดขึ้นมา ก็สามารถปลดปล่อยเคล็ดวิชาสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
2 ชั่วยามผ่านไป…
เหยาซาน หายใจหอบหนัก แต่จะกระดกสุราฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่อาจฟื้นความเหนื่อยล้าได้ทัน… ยามนี้ศาสตราหลายสิบชิ้นแหลกคามือของ เหยาซาน ไปแล้ว โดยที่ยังไม่อาจสร้างบาดแผลใด ๆ ให้กับผู้อาวุโสเถิงได้เลย และหากจะกล่าวให้ลึกยิ่งขึ้น จนถึงตอนนี้ยังไม่อาจทำให้ผู้อาวุโสเถิง ก้าวเดินออกจากตำแหน่งเดิมในคราแรกได้ด้วยซ้ำไป!!
อีกทั้งชายชรายังเปลี่ยนอาวุธเพียง 3 ชิ้นเท่านั้นเอง จากกระบี่ เป็นดาบ และเป็นหอกยาวในปัจจุบัน ทั้งศาสตราในแต่ละชิ้นยังเปล่งอานุภาพได้ถึงขีดสุดอย่างน่าตกใจ… ชายชรานอกจากจะไร้อาการเหนื่อยหอบใด ๆ แล้ว ยังมีรอยยิ้มประดับพึงพอใจ…
“ยังไง? หมดแรงแล้วงั้นหรือ?”
เหยาซาน ไม่เอ่ยตอบการยั่วยุ ใช้เวลาไปกับการฟื้นฟูปรับลมปราณ พลางวิเคราะห์การปะทะที่ผ่าน ๆ มาด้วยวงจรแห่งความซ้ำซ้อนภายใจห้วงสำนึกของตน แต่กลับพบว่าไม่อาจมองเห็นจุดอ่อนของผู้อาวุโสเถิงได้เลย เพราะในทุก ๆ 10 กระบวนท่า ผู้อาวุโสเถิง จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการต่อสู้ไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง จนมิอาจนำการเคลื่อนไหวก่อนหน้านี้มาวิเคราะห์ช่องว่างใด ๆ ทุกสิ่งล้วนมากจากประสบการณ์และความผันแปรไร้สิ้นของชนชั้นยอดฝีมือ…
“ร้ายกาจจริง ๆ นี่หรือคือความแตกต่างของตัวเราและยอดฝีมือระดับสูง…”
ขณะที่ เหยาซาน และ ผู้อาวุโสเถิง กำลังต่อกรเปรียบวัดอยู่นั้นเอง ซากศาสตรานับพันนับหมื่น ต่างก็นิ่งสงบคล้ายกำลังเฝ้าดูการต่อสู้ครั้งนี้ไปด้วย อีกทั้งบางส่วนยังเริ่มให้การยอมรับกับ เหยาซาน บางแล้ว ถึงขั้นหยิบจับก็แทบจะใช้ได้ในทันที เพราะจิตวิญญาณแห่งศาสตราไม่ให้ความเป็นปกปักษ์ดังช่วงแรก
เหยาซาน ให้ความสำคัญกับการต่อสู้เบื้องหน้า จนแทบจะหลงลืมเป้าหมายแท้จริงของการมาครั้งนี้ไปแล้ว ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ ผู้อาวุโสเถิง ต้องการให้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน จึงไม่คิดจะออมมือแม้สักนิด…
แต่ในจำนวนของซากศาสตรานับหมื่นนับพันนี้เอง… กลับมีกระบี่สีดำขมุกขมัวเล่มหนึ่งที่ให้ความรู้สึกแปลกแยกที่เหนือล้ำ ตำแหน่งที่กระบี่เล่มนี้ปักอยู่นั้น รอบรัศมี 100 จั้งไม่มีศาสตราใดอยู่ใกล้เคียง ไม่แน่ชัดว่าเหตุผลจริงแท้เกิดจากอะไร…
ตัวกระบี่นี้ให้ความรู้สึกที่เก่าแก่คร่ำครึยิ่งกว่าศาสตราอื่น ๆ จนมิอาจบ่งชี้กาลเวลาที่มันถูกปักทิ้งเอาไว้ว่ายาวนานมากมายเพียงใด หากแต่ประกายซ่อนเร้นที่แฝงไว้นั้น ทำให้กระบี่เล็ก ๆ เล่มหนึ่งแผ่อำนาจที่ยิ่งใหญ่ดุจเขาสวรรค์
มีอักษรเพียง 3 ตัวที่ถูกสลักไว้บนตัวกระบี่
“เนี่ย เทียน หง”
……………………………………………