อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 127 กระบี่สวรรค์โลหิต
ตอนที่ 126
ศาสตร์วิชาอักขระกำกับ คือการเปลี่ยนลูกแก้วดวงจิตที่แฝงไว้ด้วยแก่นแท้ลมปราณและวิญญาณของสัตว์อสูร ทำให้มันแสดงพลังในรูปแบบของอักษรโบราณตามที่กำกับลงไป… ศาสตร์วิชานี้ตามประวัติศาสตร์ได้บอกไว้ว่ามันถูกคิดค้นขึ้นโดย ผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน เมื่อราว ๆ 11,500 ปีก่อน จนแพร่หลายมาถึงปัจจุบัน
หากกล่าวถึง อาวุธอักขระ แน่นอนว่าเป็นส่วนหนึ่งในศาสตร์วิชาอักขระกำกับเช่นกัน ทำให้ยุทธภพต้องสั่นคลอนตลอดยุคสมัย และยังเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้สัตว์อสูรสายพันธุ์บนบกมากมายในอดีตเกือบจะสูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้ เนื่องด้วยการตามล่าหาลูกแก้วดวงจิตที่ฝังอยู่ภายในร่าง…
แท้จริงแล้วศาสตร์วิชาอักขระกำกับ สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ ทว่ารูปแบบอันเป็นที่นิยมที่สุดก็คือการสร้าง อาวุธอักขระ ซึ่งสามารถทำให้อาวุธแสดงพลังพิเศษบางอย่างออกมาได้ แข็งแกร่งมากกว่าอาวุธทั่วไปหลายต่อหลายเท่า… ทั้งยังทำให้อาวุธอักขระเป็นอาวุธที่มีวิญญาณสิงสถิต ผู้ครอบครองอาจใช้เวลาแค่ไม่กี่สิบปีก็สามารถปลุก จิตวิญญาณแห่งศาสตรา ชิ้นนั้นออกมาได้แล้ว…
แต่ทว่า… ในอดีตกาลที่ยาวนานยิ่งไปกว่านั้น ก่อนยุคสมัยที่อาวุธอักขระจะถือกำเนิด ก็ใช่ว่าจะไม่มีการปรากฏของ จิตวิญญาณแห่งศาสตรา… ในยุคดึกดำบรรพ์นับย้อนกลับไปไม่ต่ำกว่า แปดหมื่นปีก่อน เป็นยุคที่เผ่ามนุษย์เรืองอำนาจถึงขีดสุด มีวิทยาการมากมายในการสร้างสรรศาสตราที่ไร้เทียมทาน ซึ่งพลานุภาพแทบไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า อาวุธอักขระ ในสมัยนี้
แต่เพราะยุคดึกดำบรรพ์นั้น เผ่ามนุษย์ล่มสลายไปด้วยเหตุผลบางประการในอดีต จึงทำให้วิทยาการเหล่านั้นจำต้องสูญสลายตามไปด้วยอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง… จากกาลเวลาที่ผ่านเลยไปแสนยาวนาน อาวุธสมบูรณ์ที่ถือกำเกิดจากวิทยากรดึกดำบรรพ์เหล่านั้นก็ไม่มีหลงเหลืออีกแล้ว จะมีก็แค่เศษซากของศาสตราที่ชำรุดเสียหาย ทิ้งไว้ตามสถานที่ลึกลับบางแห่งดังเช่น สุสานแห่งศาสตรา นี้เป็นต้น…
หลายหมื่นปีก่อน สถานที่แห่งนี้คงเคยเกิดสงครามครั้งใหญ่ขึ้น แม้ผู้ที่ตายจะไม่หลงเหลือซากศพให้เห็นแล้ว ทว่าเหล่าศาสตราที่สร้างจากวิทยาการก็ยากที่จะสูญสลายตามไปด้วย แม้ทั้งหมดล้วนเก่าแก่ชำรุด ทว่าก็ยังแฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งศาสตราที่เหี้ยมหาญ…
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงปะทะก้องดังรุนแรง เหยาซาน แผดคำรามเสียงพร้อมกวัดแกว่งศาสตราชำรุดมากมายถาโถมเข้าหา ผู้อาวุโสเถิง… ทว่าตัวของชายชรากลับหัวเราะร่า ตวัดทวนยาวไร้ปลายมีด กวาดทำลายพลานุภาพสยบทุกสิ่งอย่างที่เข้ามาในรัศมี 10 จั้ง รอบกาย โดยที่เท้าข้างหนึ่งยังไม่ได้ขยับจากตำแหน่งเดิมที่เคยเหยียบย่างคราแรก
ผ่านไปกว่าครึ่งวันแล้ว มีเพียง เหยาซาน เท่านั้นที่เหนื่อยหอบใบหน้าซีดเผือด… เด็กหนุ่มแทบจะงัดกลยุทธทั้งหมดออกมา ทว่าก็ยังเป็นเรื่องยากที่ลบล้างความแตกต่างในด้านความสามารถ… ถึงกระนั้น ฝ่ายของชายชราแม้ใบหน้าจะประดับด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทว่าภายในจิตใจกลับเต้นระส่ำขึ้นไม่หยุด
ผู้อาวุโสเถิง สัมผัสได้อย่างชัดเจนในความร้ายกาจที่ก้าวกระโดดของ เหยาซาน แทบจะทุกชั่วยาม รูปแบบการเคลื่อนไหวเฉียบคมมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ เหยาซาน นั้นไม่รู้สึกตัว… ผู้อาวุโสเถิง มองออกถึงจุดอ่อนสำคัญเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่ยังสูญเปล่าอยู่มากของเด็กหนุ่ม ซึ่งมันคงเป็นเพราะ เหยาซาน เพิ่งจะเริ่มฝึกยุทธได้ถึงหนึ่งปี ต่อให้เป็นอัจฉริยะด้านการเรียนรู้ แต่ในด้านการเคลื่อนไหวและจัดระเบียบร่างกาย จำเป็นต้องใช้ประสบการณ์จริงเท่านั้น
เหตุผลที่ชายชราเปลี่ยนแปลงรูปแบบการเคลื่อนไหวของตนเองอยู่เสมอ ก็เพื่อสร้างประสบการณ์ในหลาย ๆ รูปแบบให้ เหยาซาน ได้ซึมซับเข้าไป… ใช้การเคลื่อนไหวที่ค่อย ๆ บีบบังคับให้ เหยาซาน เลือกใช้ท่วงท่าที่เหมาะสมอย่างแนบเนียน ประหนึ่งเป็นนักปั้นชั้นเซียน ที่ทำการตบเอาส่วนยื่นส่วนเกินที่ไม่จำเป็นของ เหยาซาน ออกไป จนให้เข้ารูปอย่างกระชับผ่านการประลองครั้งนี้
ผู้อาวุโสเถิง มีประสบการณ์มาก โดยเฉพาะด้านการสอนศิษย์ ดังนั้นย่อมรู้ดีว่าแบบใดคือการเรียนรู้ที่ดีที่สุด และการสอนแบบใดเหมาะสมที่สุด คัดสรรสิ่งเหล่านั้นและค่อย ๆ หล่อหลอม ฟูมฟักศิษย์ที่ภาคภูมิใจมาคนแล้วคนเล่า ให้กลายเป็นยอดฝีมือในภายภาคหน้า…
“หมดแรงแล้วงั้นหรือ?!” ชายชราเอ่ยยั่วยุอีกครั้ง
เหยาซาน เบ้ปากเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจทิ้งร่างลงไปนอนพักทันที…
“ขอข้านอนคิดสักคืนก่อน รับรองว่าพรุ่งนี้ได้เห็นดีกันแน่!!”
กล่าวจบ เหยาซาน ก็นอนพักทันที กระทั่งในฝันยังคิดถึงรูปแบบที่จะเอาชนะไว้ในห้วงนิมิต... ชายชราเผยรอยยิ้มเจือจาง เข้าใจว่านี่คงเป็นขีดสุดของ เหยาซาน แล้ว การฝึกหากหักโหมมากไปรังแต่จะเกิดโทษจึงปล่อยให้ได้พักผ่อน… ด้านผู้อาวุโสเถิงย่อมมิได้เหน็ดเหนื่อยอะไร ด้วยพื้นฐานลมปราณต่อให้รับมือ เหยาซาน ทั้งเดือนโดยไม่พัก ก็แทบไม่สะทกสะท้าน...
กลางดึกสงัดคืนนั้น เหยาซาน ลืมตาขึ้นพลางดีดตัว เตะขวานเล่มใหญ่พุ่งตรงไปยังชายชราที่นั่งขัดสมาธิอยู่ แน่นอนว่าการลอบโจมตีไม่ได้อยู่ในกฎที่ตั้งไว้… ผู้อาวุโสเถิง ลืมตาขึ้นโดยพลัน ใช้ฝ่ามือประกบรับขวานไว้ได้อย่างง่ายดาย…
ทว่า เหยาซาน ก็ยังถาโถมซากศาสตราตรงเข้ามาอีกเป็นจำนวนมาก อาศัยช่วงที่อีกฝ่ายยังนั่งอยู่ การเคลื่อนไหวย่อมทำได้ยาก ไม่อาจนับเป็นวิธีคดโกง… ชายชราหัวเราะคำราม ฟาดฝ่ามือลงพื้นอย่างรุนแรง ดาบที่ห่างออกไปราว 10 จั้งก็ดีดขึ้นจากที่ปักบนพื้น ถูกลมปราณฉุดดึงเข้ามาไว้ในมือ ตวัดฟาดฟันไม่กี่ครั้งก็เกิดปราการเพลงดาบ สามารถตั้งรับได้อย่างสมบูรณ์
เหยาซาน กัดฟันกรอด หันมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าศาสตราใกล้มือแทบจะไม่เหลืออีกแล้ว ต้องหาทางขยับตำแหน่งออกไปจากจุดนี้ เพื่อให้มีศาสตราจำนวนมากพร้อมใช้อีกครั้ง ภายในใจจึงเปลี่ยนเป้าหมายการต่อสู้ จากที่ตั้งใจจะสร้างบาดแผลเปลี่ยนเป็นหาทางกดดันให้ชายชราขยับออกจากตำแหน่งเดินให้ได้เสียก่อน...
เด็กหนุ่มหยิบเอาค้อนยักษ์ ฟาดลงไปบนพื้นดินด้านหน้าอย่างรุนแรง จนแผ่นดินถึงขั้นแยกออกจากกัน บีบบังคับให้ชายชราจำต้องโดดออกจากตำแหน่งเดิมอย่างช่วยไม่ได้… ทำเอาผู้อาวุโสเถิงเผยถึงความไม่สบอารมณ์ที่ถูกกดดัน…
“ตาแก่เถิง ไหน ๆ ท่านก็ขยับจากจุดนั้นแล้ว แน่จริงก็ย้ายตำแหน่งพร้อมกับข้าสิ!!” กล่าวจบปลายเท้าของ เหยาซาน พลันปรากฏสายลมสีเขียว ห้อทะยานไปยังทิศทางหนึ่ง ความเร็วที่เกิดขึ้นราวกับสายลมกรรโชก สร้างความตกตะลึงให้กับผู้อาวุโสเถิงไม่น้อย
“เจ้าเด็กคนนี้สำเร็จเคล็ดวิชาวายุทะยานเหยียบเมฆา ขั้นที่ 2 เหยียบธารา แล้วงั้นหรือนี่!!” ชายชรา เผยรอยยิ้มยินดี ก่อนจะติดตามไปอย่างกระชั้นตามที่ถูกท้าทาย
เหยาซาน ในคราแรกที่ออกมาจากจุดเดิมนั้น ก็ไม่ได้มีเป้าหมายพิเศษอะไร แค่ต้องการย้ายไปยังจุดที่มีศาสตราปักอยู่เยอะ ๆ เท่านั้นเอง จะได้หยิบใช้อย่างสะดวก… แต่เมื่อก้าวลึกเข้ามาด้านในสุสาน กลับพบแรงกดดันที่มากขึ้นเป็นทวีจนรู้สึกอึดอัด
แววตาของ เหยาซาน เผยความสงสัยใคร่รู้… ตั้งแต่เมื่อวานตนเอาแต่สนในการประลองกับผู้อาวุโสเถิง จึงไม่ได้สำรวจพื้นที่ด้านใน ยิ่งลึกเข้าไปก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงรังสีศาสตราที่กระจัดกระจาย…
“อย่าเข้าไปลึกมากจะดีกว่า… ในสถานที่แห่งนี้ยังมีศาสตราบางชิ้นที่มิอาจแตะต้อง…” เสียงของชายชราแว่วดังมายังด้านหลัง ย้ำเตือนด้วยความเป็นห่วง
แต่มันกลับไปกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของ เหยาซาน ขึ้นไปเป็นทบทวี กำลังมองหาขอบเขตสูงสุดที่ตนจะสามารถเข้าไปได้… ไอสังหารด้านในรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้แต่ เฒ่าชีเปลือย จากที่ไม่สนใจสิ่งใด ก็เริ่มมีแววตาที่แปรเปลี่ยน…
“มีสุดยอดศาสตราแอบซ่อนอยู่ด้วยงั้นหรือนี่? คล้ายจะเหนือยิ่งไปกว่า กระบี่ดำราชวงศ์ และขวานจักรพรรดิของเจ้าไปอีกหลายขั้น ทั้งที่มันน่าจะเป็นเพียงแค่อาวุธชำรุดโบราณชิ้นหนึ่ง…” เสียงของ เฒ่าชีเปลือย ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มเผยแววตาสนอกสนใจ
สีหน้าของผู้อาวุโสเถิง ที่วิ่งตามมาเริ่มไม่สู้ดีนัก…
“ไอหนู!! อย่าเข้าไปลึกกว่านั้น!!”
เป็นเพราะการปรับพื้นฐานลมปราณลงมาจนต่ำมาก ทำให้ชายชราไม่อาจติดตามความเร็วของ เหยาซาน ที่ใช้เคล็ดวิชาตัวเบาระดับสูงสุดของสำนักได้ทัน เริ่มเผยความกังวลแจ่มชัดผ่านแววตา ไหนเลยที่ชายชราจะไม่ทราบถึงสิ่งที่อยู่ใจกลางสุสานแห่งศาสตรานี้…
และแล้ว เหยาซาน ก็มาถึงใจกลางสุสานได้ในที่สุด… ที่แห่งนี้แผ่แรงกดดันที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ศาสตราแต่ละเล่มยังดูคล้ายเป็นจิตวิญญาณที่บ้าคลั่ง จน เหยาซาน ยังไม่กล้าหยิบใช้สุ่มสี่สุ่มห้า ด้วยสัญชาตญาณผนวกกับการชี้นำของ เฒ่าชีเปลือย ทำให้สายตาของ เหยาซาน ไปตกอยู่ที่กระบี่สีดำโบราณเล่มหนึ่ง…
การคงอยู่ของกระบี่เล่มนี้ ทำให้ในรัศมี 100 จั้ง ไม่ปรากฏศาสตราใดเลยปักบนพื้น ทั้งหมดล้วนโอบล้อมเป็นวงกลมนอกรัศมีอย่างน่าประหลาด ทั้งจิตวิญญาณแห่งศาสตราบางส่วนยังมีท่าทีสั่นไหวหวาดกลัว
เหยาซาน เบิกตากว้างเล็กน้อย… ทว่าพริบตาที่ขาข้างหนึ่งแตะเหยียบเข้าไปในรัศมี 100 จั้งใกล้กระบี่สีดำโบราณเล่มนั้น เหยาซาน มองเห็นภาพนิมิตที่ตนเองนั้นถึงกระบี่สีดำฟาดฟันทั่วร่างจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตัวของเด็กหนุ่มสั่นเทิ้มอย่างมิอาจห้ามได้ ภาพทั้งหมดแม้แต่เป็นเพียงภาพนิมิตที่ก่อเกิดขึ้น แต่ก็สัมผัสได้ว่ามันเกิดขึ้นจากไอสังหารอันเข้มข้นรุนแรงที่กระบี่สีดำเล่มนั้นแผ่ล้นออกมา…
“นะ…นั่นมันกระบี่อะไร!!”
เป็นจังหวะที่ ผู้อาวุโสเถิง ติดตามมาได้ทันพอดี…
“นั่นคือจิตวิญญาณกระบี่ที่น่ากลัวที่สุดของสุสานแห่งศาสตรา… มันเป็นศาสตราโบราณที่ถูกสาป และไม่ยอมปล่อยให้สิ่งใดเข้าไปใกล้ในรัศมี 100 จั้งรอบด้าน ยังดีที่เจ้าไม่บ้าบิ่นฝืนตะบึงเข้าไปอีกก้าว มิเช่นนั้นเจ้าคงถูกรังสีกระบี่เล่มนั้นฟาดฟันเข้าใส่ไปแล้ว…” ชายชรากล่าวขึ้นย้ำเตือน เผยถึงความเป็นห่วง
เด็กหนุ่ม เผยแววตาที่แฝงไว้ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ จิตวิญญาณแห่งศาสตราชิ้นอื่น ๆ ที่ดื้อรั้นจนหลุดจากมือผู้ถือครองยังพอเข้าใจได้… แต่จิตวิญญาณที่สามารถสังหารจัดการทุกอย่างในรัศมี ทั้งที่ถูกปักทิ้งไว้เฉย ๆ เช่นนั้น มันย่อมน่าสะพรึงเกินไป!!
แต่ในทางกลับกัน มันย่อมเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งมนต์ขลัง ที่ไม่มีศาสตราชิ้นใดในใต้หล้าจะเปรียบวัด ต่อให้มันเป็นเพียงซากศาสตราที่เก่าแก่และชำรุด แต่ก็ยิ่งเปี่ยมไปด้วยคุณค่าที่น่าหมายปอง….
เห็นท่าทีตื่นตระหนกของ เหยาซาน แล้ว ผู้อาวุโสเถิงจึงเดินเข้ามาใกล้ พร้อมกันถอนหายใจแน่นหนักออกมา… ในอดีตเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ตัวของชายชราก็เคยหลงใหลกับกระบี่สีดำโบราณเล่มนั้น จนยากที่จะละสายตาไปจากมัน ย่อมทราบดีว่าเวลานี้ เหยาซาน ก็กำลังเป็นเช่นเดียวกับตนเองในอดีต หากปล่อยทิ้งเอาไว้ เหยาซาน คงต้องสูญเสียสมาธิทั้งหมดในการฝึกไป…
“ก็ได้… หากเจ้าอยากรู้นัก ข้าจะเล่าให้ฟังถึงตำนานของกระบี่เล่มนี้ แต่มีข้อแม้ว่าเมื่อข้าเล่าให้ฟังแล้ว พวกเราจะย้ายไปยังตำแหน่งอื่นทันที เพื่อออกห่างจากสิ่งอันตรายนี้ ตกลงหรือไม่?!”
เหยาซาน ดวงตามีประกายขึ้น ผงกศีรษะตอบรับ…
“สุสานแห่งศาสตรา ตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนี้มาก่อนจะก่อตั้งสำนักสายลมประจิมเมื่อราวหนึ่งหมื่นปีก่อนเสียอีก... ตำนานกล่าวไว้ว่าเมื่อราวแปดหมื่นปีก่อน ที่นี่เคยเป็นสนามรบสุดท้ายก่อนที่วีรบุรุษผู้หนึ่งจะพิชิตใต้หล้า สงครามในครั้งนั้นเป็นการต่อสู้ของยอดฝีมือในระดับที่พวกเราไม่อาจจินตนาการไปถึงได้ ซึ่งผู้ที่พิชิตชัยและเอาชนะสงครามในครั้งนั้นก็คือวีรบุรุษ นามว่า…เนี่ยเทียนหง
กระบี่ที่ปักอยู่นั่น มีนามเรียกว่า กระบี่สวรรค์โลหิต… เป็นกระบี่คู่กายของ เนี่ยเทียนหง ที่ใช้มายาวนานหลายร้อยปี พิชิตใต้หล้าได้ด้วยกระบี่เล่มนั้น ทว่าในสมรภูมิสุดท้าย กระบี่สวรรค์โลหิต ก็มาถึงขีดสุด ในตอนที่พิชิตผู้นำของศัตรู คมกระบี่ก็ได้แตกหักออกไปกว่า 1 ใน 3 ส่วนของความยาว…
เนี่ยเทียนหง จึงได้ปักกระบี่สวรรค์โลหิต เอาไว้ยังสถานที่แห่งนี้ พร้อมกับศาสตราอีกนับหมื่นชิ้นของสหายที่ตายไปในสมรภูมิ เพื่อให้กลายเป็นสถานที่หลับใหล ของเหล่าสหายที่เสียสละในการพิชิตใต้หล้า… นั่นจึงถือเป็นต้นกำเนิดของ สุสานแห่งศาสตรา…” ผู้อาวุโสเถิง กล่าวขึ้นพร้อมกับแววตาลึกล้ำ เมื่อนึกถึงเรื่องราวที่ตนเคยสืบค้นเกี่ยวกับกระบี่เล่มนี้
ทว่า เหยาซาน กลับเผยสีหน้าแปลกประหลาดขึ้นเมื่อได้ยินได้ฟัง…
“หากจะหลอกลวงข้า ก็น่าจะให้แนบเนียนกว่านี้หน่อย… ข้านั้นอ่านตำราประวัติศาสตร์มาไม่รู้กี่ร้อยเล่มแล้ว ทั้งหมดร่วมบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าประวัติศาสตร์ของมนุษย์ในยุคนี้ เริ่มถูกขีดเขียนเมื่อไม่ถึงสองหมื่นปีก่อนนี้เอง!! ตำนานแปดหมื่นปีของท่านเห็นได้ชัดว่าไม่มีมูลหลักฐานใด ๆ อ้างอิง นอกเหนือจากเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น…”
ชายชราได้ยินเช่นนั้นกลับแค่นเสียงหัวเราะ…
“หึหึ… ไอหนูเจ้ามันจะไปรู้อะไร เรื่องที่ข้าเล่ามาทั้งหมดล้วน ถูกจดบันทึกจากปากคำของผู้รู้จริงอีกทอดหนึ่งต่างหาก...”
เหยาซาน กดหัวคิ้วต่ำลงทันที…
“ใครกันคือผู้รู้จริง…”
ชายชราเผยแววตาเลื่อมใส ก่อนจะมองไปยังกระบี่สีดำโบราณเล่มนั้น…
“ผู้ที่เล่าขานตำนานเรื่องราวทั้งหมดนี้ออกมา เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน... ทั้งยังเป็นคนที่สนิทสนมกับบูรพาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักสายลมประจิมรุ่นแรก นั่นก็คือ… ผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน ที่สืบทอดความทรงจำของวีรบุรุษ เนี่ยเทียนหง มาโดยตรงยังไงล่ะ…”
“!!!!!!!!!!!!” เหยาซาน เบิกตากว้างขึ้นโดยพลัน