อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 128 กระบี่สวรรค์โลหิต (2)
ตอนที่ 128
“!!!!!!!!!!!!” เหยาซาน เบิกตากว้างขึ้นโดยพลัน
“ผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน งั้นหรือ!!”
จนถึงตอนนี้ เหยาซาน ก็ยังมิอาจลบเลือนภาพของผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน ที่เคยปรากฏเป็นเงาร่างในวันที่รอยสักด้านหลังปลดผนึกขั้นแรกออก สัมผัสได้ถึงความเหนือล้ำที่ฟ้าดินยังสะท้านสะเทือนในครั้งนั้น จนมันได้สลักนามนี้สู่ก้นบึ้งแห่งจิตใจ
ดังนั้นทุกครั้งที่ได้ยินถึงความเชื่อมโยงหรือความเกี่ยวเนื่อง พลันต้องจิตใจสั่นไหวไปกับสิ่งเหล่านั้นอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง ถึงจะยังไม่แน่ชัดว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน มากน้อยเพียงใด แต่กลับรู้ซึ้งเป็นอย่างดีว่าไม่ควรเอ่ยกล่าวความสัมพันธ์เช่นนี้สู่บุคคลอื่น
ผู้อาวุโสเถิง พยักหน้าตอบรับ…
“ถูกต้อง… บูรพาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักสายลมประจิมเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน คือท่านบูรพาจารย์ จั่วเหยียนจื่อ เป็นหนึ่งในสหายของผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน… ตามบันทึกประวัติศาสตร์ของสำนักเรา ผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน ได้เคยมาที่สุสานแห่งศาสตรานี้เมื่อช่วงที่ก่อตั้งสำนัก
ทั้งท่านผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน ยังเคยดึง กระบี่สวรรค์โลหิต ที่ปักทิ้งไว้อย่างยาวนานหลายหมื่นปี ออกมาได้สำเร็จ… ทว่ากลับมิได้นำกลับไป คล้ายพูดคุยกับกระบี่ผ่านห้วงสำนึกไม่กี่ลมหายใจ ก่อนจะปักกระบี่กลับคืนสู่ที่เดิมท่ามกลางสายตาของท่านบูรพาจารย์ จั่วเหยียนจื่อ
จากนั้นจึงเล่าประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ กระบี่สวรรค์โลหิต ให้ฟัง เฉกเช่นเดียวกับที่ข้าเล่าให้เจ้าฟังนี่แหละ… ท่านผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน คือผู้สืบทอดสารีริกธาตุของ วีรบุรุษเนี่ยเทียนหง จึงทำให้ได้รับความทรงจำบ้างส่วนของ เนี่ยเทียนหง ในยามที่ยังมีชีวิต...”
เหลาซาน ได้ยินเช่นนั้น แม้จะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เข้าใจถ่องแท้ แต่ก็พอจะทราบเกี่ยวกับเรื่องของ สารีริกธาตุ อยู่บ้าง… กล่าวคือยอดฝีมือเผ่ามนุษย์ นับตั้งแต่บรรลุชนชั้นเทวะ(ลมปราณสีแดง) เมื่อตายไป จะปรากฏลูกแก้วสารีริกธาตุขึ้น
ลักษณะแม้จะคล้ายกับ ลูกแก้วดวงจิตของสัตว์อสูร แต่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง… สารีริกธาตุ ที่เหลือทิ้งไว้นั้น หากมีผู้สืบทอดทำการดูดซับ จะได้รับเศษเสี้ยวความทรงจำบางส่วนจากยอดฝีมือผู้ที่ตาย ทั้งยังรวมไปถึงเคล็ดวิชาที่ยอดฝีมือผู้นั้นเคยฝึกฝนอีกด้วย ถือเป็นสิ่งล้ำค่าที่ประเมินมิได้ในยุทธภพแห่งนี้…
ตลอดหมื่นปีแห่งยุคสมัย สารีริกธาตุ มีปรากฏเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น เพราะยอดฝีมือที่จะเข้าถึงชนชั้นเทวะในแต่ละยุคมีเพียงแค่ไม่กี่คนในรอบร้อยปี และยอดฝีมือเหล่านั้นก็ล้วนส่งต่อไปเคล็ดวิชาและความทรงจำไปยังผู้สืบทอดของตนเอง…
เมื่อได้ฟังที่มาเกี่ยวกับกระบี่สวรรค์โลหิตนี้แล้ว เหยาซาน ก็พลันจ้องมองมันด้วยแววตาที่สลับซับซ้อน... แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่ก็สามารถกล่าวได้เต็มปากว่า สิ่งนี้คืออีกหนึ่งเส้นใยที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน ถึงจะเป็นเพียงซากศาสตราที่ชำรุดไม่สมบูรณ์ แต่ก็เปรียบได้ดังสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง…
“ผู้อาวุโสเถิง… ข้าสามารถเลือกจิตวิญญาณของกระบี่เล่มนั้น มาเป็นจิตวิญญาณแห่งศาสตราของข้าได้หรือไม่?” เด็กหนุ่ม เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
“ไม่ได้!!” ชายชราตอบโดยไม่ลังเล ทั้งยังเผยใบหน้าดุดัน
“สิ่งนั้นน่ากลัวเกินกว่าจะควบคุม… แม้แต่ท่านรองเจ้าสำนักเตียผู้เป็นที่รักแห่งจิตวิญญาณกระบี่ เมื่อหลายสิบปีก่อน ยังต้องได้รับบาดเจ็บหนักในการพยายามเข้าไปใกล้กระบี่สีดำโบราณเล่มนั้น ทว่าสุดท้ายแม้สามารถจับได้กระบี่ได้สำเร็จ แต่ท่านรองเจ้าสำนักเตีย ก็ไม่อาจดึงกระบี่ที่ปักอยู่ขึ้นมาได้
ท่านรองเจ้าสำนักเตีย ได้กล่าวว่า… การเข้ามาใกล้ได้ก็ถือเป็นความภาคภูมิใจแล้ว แต่กระบี่เล่มนี้มีจิตวิญญาณและเจตจำนงอันแข็งแกร่งที่ปฏิเสธผู้เป็นเจ้าของ นอกเหนือจากวีรบุรุษ เนี่ยเทียนหง และผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน คงไม่มีใครสามารถดึงกระบี่เล่มนี้ขึ้นมาได้อีกแล้ว…”
เหยาซาน ยิ่งได้ฟัง ก็ยิ่งบังเกิดความท้าทายในใจ…
จิตวิญญาณกู่ร้องอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน...
ไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากสิ่งใดกันแน่ ทว่ารู้ตัวอีกครั้งขาข้างหนึ่งก็พลันก้าวออกไปเบื้องหน้า เมื่อแตะย่างรัศมี 100 จั้งอีกครั้ง… แน่นอนว่าพริบตานั้นนิมิตย้ำเตือนก็ได้ปรากฏ เป็นภาพที่ร่างของ เหยาซาน ถูกฟาดฟันเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย น่าหวาดกลัวจนใจเต้นระส่ำ ถือเป็นการบอกกล่าวครั้งสุดท้ายสำหรับตักเตือน ก่อนจะลงมือจริง ๆ จากรังสีกระบี่ที่แผ่ซ่านหวิวไหว…
“เหยาซาน นี่เจ้า!!” ผู้อาวุโสเถิง เผยสีหน้าตื่นตระหนก...
“เจ้ารับปากกับข้าแล้ว ว่าหลังจากที่เล่าตำนานกระบี่ทั้งหมด เจ้าจะยอมกลับออกไปกับข้า!!”
ดวงตาของ เหยาซาด สาดประกายความสลับซับซ้อน แม้ใจหนึ่งจะสะท้านหวั่นไหว แต่อีกใจหนึ่งกลับรู้สึกเหมือนได้ยินคล้ายเสียงเรียกขานบางอย่าง… มันเป็นการยากที่จะอธิบายความสับสนที่เกิดขึ้น ห้วงจิตสำนักบังเกิดสองเส้นทางที่ขัดแย้งระหว่างเหตุผลและสัญชาตญาณ…
“ขอโทษด้วยผู้อาวุโส ที่ผิดคำมั่น… แต่บางสิ่งบางอย่างคล้ายกำลังเรียกขานข้าผ่านจิตวิญญาณ ข้ารู้สึกว่าการที่ข้าได้มาถึงใจกลางสุสานมิใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากบางอย่างที่ถูกกำหนดชี้นำ ดังนั้นข้าอยากจะทดสอบดูให้ถึงที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่เสียใจในภายหลัง…” น้ำเสียงของ เหยาซาน แน่นหนักขึ้น
พร้อมกับการก้าวเดิน เป็นก้าวที่สอง…
พริบตานั้นเองที่ กระบี่สวรรค์โลหิต เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง!! รังสีกระบี่สายหนึ่งก่อตัวเป็นคลื่นสีดำคล้ายเงากระบี่ พุ่งทะยานตรงเข้ามาด้วยความพรั่นพรึง เกิดเสียงกรีดผ่าอากาศที่ราวกับเป็นเสียงเพียงหนึ่งเดียวในสุสานแห่งศาสตรานี้
ดวงตาของผู้อาวุโสเถิงเบิกโพรงขึ้น หวนนึกถึงภาพเมื่อหลายสิบปีก่อน ในตอนที่ เตียมู่หยง ได้ตัดสินใจเผชิญหน้ากับกระบี่เล่มนี้… ณ ตอนนั้นตัวของ ผู้อาวุโสเถิง ยังเป็นเพียงผู้อาวุโสประจำหอศาสตรา และได้มีโอกาสมาเป็นสักขีพยานกับเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วย
ในเวลานั้น เตียมู่หยง เพิ่งจะบรรลุชนชั้นราชันย์ ลมปราณสีส้มขั้นที่ 4 ได้ไม่นาน และได้บรรลุเจตจำนงแห่งกระบี่เป็นที่เรียบร้อย จึงยังเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจสูงเทียมฟ้า หาญกล้าเผชิญหน้ากับกระบี่ในตำนานเล่มนี้ เพราะคาดหวังที่จะรู้แจ้งในจิตวิญญาณแห่งกระบี่โบราณที่ทรงพลัง หมายเปิดเส้นทางการฝึกวิถีเทพกระบี่แห่งยุคดึกดำบรรพ์…
ในตอนนั้น ทุก ๆ ก้าวที่ เตียมู่หยง เข้าไปในรัศมี 100 จั้ง จะเกิดรังสีกระบี่สีดำอันน่าพรั่นพรึงออกมาโจมตี แม้แต่ เตียมู่หยง ที่บรรลุเคล็ดวิชาตัวเบาสูงสุด [ก้าวทะยานร่างกระบี่] ณ เวลานั้นยังยากที่จะหลบเลี่ยงได้สมบูรณ์แบบ... อีกทั้งเมื่อเข้าไปในระยะ 10 จั้งสุดท้าย รังสียังก่อเกิดเป็นเงาพายุกระบี่นับร้อยเล่มพุ่งเข้าทำร้าย เวลานั้นแม้ เตียมู่หยง จะสามารถจับด้านกระบี่ได้สำเร็จจนได้การยอมรับขั้นพื้นฐาน ทว่าก็แลกมาด้วยบาดแผลฉกรรจ์ทั่วร่าง
ถึงแม้ว่า เตียมู่หยง จะไม่สามารถดึงกระบี่สวรรค์โลหิตเล่มนี้ขึ้นมาได้ แต่ก็ทำให้ได้รู้แจ้งในเพลงกระบี่โบราณ พื้นฐานเพลงกระบี่ก้าวกระโดดมากยิ่งขึ้นอีกหลายขั้น ถือเป็นหนึ่งในโชควาสนาของชีวิต บนวิถีแห่งเทพกระบี่ที่ยากจะลืมเลือน…
และแน่นอนว่า เหยาซาน ในเวลานี้ มีความสามารถเทียบไม่ได้กับ 1 ใน 1,000 ของ เตียมู่หยง ในเวลานั้นด้วยซ้ำ!! การเข้าท้าทาย กระบี่สวรรค์โลหิต ในตอนนี้จึงนับเป็นความโง่เขลาอย่างถึงที่สุด!!
“เจ้าโง่เอ้ย!!” ผู้อาวุโสเถิง สบถออกมาด้วยความร้อนรน เตรียมจะทะยานร่างพุ่งเข้าไปดึงร่างของ เหยาซาน กลับออกมา แต่ทว่า… จู่ ๆ ได้มีหอกยาวคร่ำครึสองเล่ม พุ่งมาจากทางซ้ายและขวา ก่อนจะปักลงเบื้องหน้าชายชรา ไขว้กันเป็นรูปกากบาท
“!!!!!!!!!!” ผู้อาวุโสเถิง เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง จิตวิญญาณของหอกสองเล่มนี้สั่นไหวรุนแรง แม้จะไม่มีเสียงใดก้องดังออกมา แต่ด้วยความรู้แจ้งแตกฉานในศาสตราของชายชรา ที่ถึงขั้นเชื่อมโยงจิตวิญญาณแห่งศาสตราได้แล้ว ทำให้เข้าใจสิ่งที่หอกสองเล่มนี้ต้องการจะสื่อ…
“ห้ามมิให้ข้า เข้าไปยุ่งเกี่ยวงั้นหรือ!!” ชายชราพึมพำขึ้นด้วยสีหน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าจิตวิญญาณของหอกทั้งสองเล่ม จะสื่อออกมาในลักษณะเดียวกัน อีกทั้งเมื่อมองไปรอบ ๆ ก็จะพบว่าซากศาสตราชิ้นอื่น ๆ ต่างก็สั่นไหว และพร้อมที่จะพุ่งเข้าหยุดผู้อาวุโสเถิงเอาไว้เพื่อขัดขวาง
ชายชราถึงขั้นสูดลมหายใจลึก ตนเคยเข้ามาในสุสานแห่งศาสตรานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยพบเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้มาก่อนสักครั้งเดียว จากเดิมทีจิตวิญญาณแห่งศาสตราทั้งหมดล้วนมีการดำรงอยู่เป็นของตนเอง บัดนี้ราวกับซากศาสตราทั้งหมดได้เริ่มเชื่อมโยงเข้าหากัน
เกิดเป็นเจตนาร่วมกันชั่วคราว!!
ผู้อาวุโสเถิง อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปยัง เหยาซาน ด้วยความรู้สึกที่สลับซับซ้อน...
“เป็นเพราะเจ้างั้นหรือ?!”
เวลานี้สีหน้าของ เหยาซาน เผยความมุ่งมั่น แม้จะเห็นรังสีกระบี่สีดำพุ่งตรงเข้ามาก็ยังสะกดใจให้นิ่งสงบ เตรียมที่จะดึงเอากระบี่ราชวงศ์ออกมาฟาดฟันเพื่อตอบโต้ป้องกัน แม้จะไม่ทราบว่าเพียงพอจะต้านทานได้หรือไม่ก็ตามที แต่ก็จะพยายามให้สุดความสามารถ
แต่ในขณะที่ รังสีกระบี่เข้ามาใกล้นั้นเอง… จู่ ๆ ดาบใหญ่โบราณเล่มหนึ่งนอกวงรัศมี 100 จั้ง ก็พลันดีดตัวเองออกจากพื้น พุ่งผ่านด้านข้างศีรษะของ เหยาซาน จากด้านหลังตรงเข้าไปปะทะกับรังสีกระบี่เล่มนั้น ซึ่งทุกอย่างไม่มีผู้ใดควบคุม แต่เกิดจากเจตนาในจิตวิญญาณแห่งดาบ!!
ตูม!!
เกิดเสียงปะทะดุจกัมปนาทดังกึกก้อง พร้อมกับซากดาบใหญ่จากที่เคยชำรุดเสียหาย บัดนี้พังทลายไม่เหลือชิ้นดี แต่มันก็แลกมาด้วยการปกป้อง เหยาซาน จากรังสีกระบี่ดำโบราณได้ครั้งหนึ่ง… ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนตัวของ เหยาซาน หรือแม้แต่ผู้อาวุโสเถิง ก็ยังต้องอึ้งงันสับสน
กระบี่สวรรค์โลหิต สั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับมันโกรธเกรี้ยวไม่พอใจที่ถูกดาบเล่มนั้นขัดขวาง… แต่ในขณะเดียวกันศาสตราเล่มอื่น ๆ อีกนับร้อยนับพันรอบรัศมี 100 จั้ง ก็สั่นไหวรุนแรงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เผยเจตนาที่จะปกป้องเด็กหนุ่ม จากกระบี่สวรรค์โลหิต!!
เหยาซาน จดจำความรู้สึกเช่นนี้ มันคล้ายกับเหตุการณ์ในข่ายอาคมจิตวิญญาณร้อยศาสตรา ที่เกิดความโกลาหลจากจิตวิญญาณศาสตราทั้งหมดที่เข้าห้ำหั่นกัน… ทว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้แตกต่างไปจากครานั้น ตรงที่จิตวิญญาณแห่งศาสตราทั้งหมดในสุสานไม่ได้พิสมัยในตัวของ เหยาซาน แต่พวกมันมีเป้าหมายอื่นมากกว่า!!
เหยาซาน ได้ยินเสียงเรียกร้องรอบด้านที่ชัดเจน จากจิตวิญญาณแห่งศาสตรานับร้อยนับพัน ว่าพวกมันกำลังพยายามเปิดทางเพื่อให้ เหยาซาน นำกระบี่สวรรค์โลหิต ออกไปจากสุสานแห่งนี้!! ราวกับว่าจิตวิญญาณแห่งศาสตราทั้งหมดในสุสาน ไม่พึงพอใจในการคงอยู่ที่ราวกับเป็นราชันย์ของ กระบี่สวรรค์โลหิต ไม่พึงพอใจที่จะถูกสะกดข่มจากอำนาจที่เหนือกว่า…
แน่นอนว่าเสียงแห่งจิตวิญญาณเหล่านี้ ตัวของ ผู้อาวุโสเถิง ก็สัมผัสได้เช่นเดียวกัน ทำให้เข้าใจในเรื่องราวทั้งหมด ว่าเพราะอะไร เหยาซาน ถึงถูกบางสิ่งบางอย่างเรียกมา ณ ที่แห่งนี้… ทั้งตนเองก็ยังเคยถูกหอกสองเล่มเข้าขัดขวาง ทุกอย่างประจักษ์แจ้งชัดเจน...
“ในตอนที่ท่านรองเจ้าสำนักเตียมาที่นี่ ยังไม่เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้เลย… หรือเพราะว่าจิตวิญญาณแห่งศาสตราในสุสาน จะรับรู้อยู่ก่อนแล้วว่าท่านรองเจ้าสำนักเตีย ไม่มีคุณสมบัติมากพอจะดึง กระบี่สวรรค์โลหิต ขึ้นมา และนำมันออกไปจากสุสาน?
เช่นนั้นการที่พวกมันออกมาปกป้อง เหยาซาน ถึงขั้นที่ซากดาบใหญ่เล่มนั้น ยอมสละตนเองเข้ารับรังสีกระบี่จนต้องพังทลาย… จิตวิญญาณทั้งหมดในสุสานยังออกมาเรียกร้อง เช่นนี้ก็แปลว่า เหยาซาน มีคุณสมบัติเพียงพอ ที่จะดึงกระบี่สวรรค์โลหิตออกไปได้อย่างนั้นหรือ!!”
ผู้อาวุโสเถิง เพียงแค่คิด จิตใจก็สะท้านสะเทือนขึ้นมา…
……………………………………………