อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 130 จิตวิญญาณที่นำออกไป
ตอนที่ 130
เฒ่าชีเปลือย จัดการกำราบกระบี่สวรรค์โลหิตในชั่วพริบตา ก่อนจะถอนวิญญาณออกจากร่างทันที ไม่อยากสูญเสียพลังตบะที่สั่งสมมากมายนัก… เด็กหนุ่ม อึ้งงันไม่เล็กน้อย ทว่าก็ไม่แปลกใจในพลังของ เฒ่าชีเปลือย ที่สามารถสยบกระบี่ลงได้… ประหลาดใจที่กระบี่เล่มนี้ดื้อรั้นถึงขั้นกล้าขัดขืนพลังของ เฒ่าชีเปลือย เสียมากกว่า
เหยาซาน สัมผัสได้ถึงการดิ้นรนของจิตวิญญาณแห่งกระบี่ ที่เผยเจตนาความไม่ยินยอมแจ่มชัดมาก คิดว่าคงใช้เวลาอีกนานกว่าที่กระบี่สวรรค์โลหิตเล่มนี้จะยอมสงบลง หรือไม่ก็คงต้องเฝ้ารอให้เด็กหนุ่มแข็งแกร่งขึ้นตามที่มันคาดหวัง…
เด็กหนุ่มถอยหายใจยาวพรืดหนึ่ง… แม้นึกเสียดายที่ไม่อาจควบคุมศาสตราที่ทรงอำนาจระดับนี้ได้ ทว่ามันก็นับเป็นแรงผลักดันที่ดีให้กับตนเอง อีกทั้งรอบด้านยังสัมผัสถึงจิตวิญญาณแห่งศาสตราต่าง ๆ ภายในสุสาน ที่ล้วนแล้วแต่พุ่งทะยานหมุนวนไปมาเต็มท้องฟ้า ราวกับพวกมันแสดงออกถึงความปิติดีใจ ที่ตัวตนอันน่าสะพรึงหลายหมื่นปี ก็ออกไปจากสุสานแห่งนี้ได้สำเร็จ
เหยาซาน ยังสัมผัสได้ว่าตำแหน่งที่กระบี่สวรรค์โลหิตเคยปักเอาไว้นั้น เมื่อดึงออกมาแล้วกลับมีลมปราณธรรมชาติทะลักล้นออกมาจำนวนมาก ราวกับตำแหน่งนี้คือตำแหน่งชีพจรของดวงดาว และ กระบี่สวรรค์โลหิต ก็เป็นศาสตราเพียงเล่มเดียวที่สะกดลมปราณธรรมชาติ เพื่อดูดซับลมปราณธรรมชาติเหล่านั้นเข้าไปโดยลำพัง หนึ่งในสาเหตุที่มันทรงอำนาจเหนือซากศาสตราใด ๆ จนสร้างรังสีกระบี่ให้พวยพุ่งออกไปได้อย่างไร้ขีดจำกัด…
“แบบนี้นี่เอง… ซากศาสตราทั้งหมดจึงเกลียดชัง กระบี่สวรรค์โลหิต จนอยากขับไล่” เหยาซาน อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้าเบา ๆ ด้วยความหน่ายใจ
หลักจากที่ซากศาสตราทั้งหมดว่อนบินดีใจสักระยะ ไม่นานซากศาสตราเหล่านั้นก็ค่อย ๆ สงบลงกลับไปปักลงบนลานกวางเช่นเคย ไอสังหารของบรรยากาศโดยรอบ คล้ายจะทุเลาลงไปมากเมื่อไร้ซึ่งความโกรธแค้น...
จะมีก็แต่ กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ ที่ลอยอยู่เบื้องหน้าของ เหยาซาน...
“เจ้าอยากกลับไปกับข้าด้วยงั้นหรือ?”
ลำแสงสีทองตลอดทั้งเล่มกะพริบวิบวับ… เหยาซาน อดไม่ได้ที่จะมีรอยยิ้มน้อย ๆ รู้สึกได้ว่ากระบี่ทองไร้เอกลักษณ์เล่มนี้ สมควรจะเป็นจิตวิญญาณแห่งศาสตราที่คู่ควรกับตนเอง ณ เวลานี้มากที่สุด จึงจับคว้ามันโดยไม่ลังเล เพียงยกชูขึ้นก็สาดประกายเปล่งแสง สลายหมอกไอสีดำโดยรอบทั้งหมดในพริบตา
ทำให้ทัศนวิสัยทั้งหมดกลับมากระจ่างชัด รวมไปถึงตัวของ ผู้อาวุโสเถิง ด้วย… เมื่อชายชรามองเห็น เหยาซาน ที่ถือครองกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ ก็คิดว่าน่าดีใจมากแล้ว ทว่ากลับมองไม่เห็นหรือแม้แต่รับรู้ถึงการคงอยู่ของ กระบี่สวรรค์โลหิต ได้เลย จึงกดหัวคิ้วต่ำลงทันที ตัดสินใจพุ่งทะยานเข้าไปในรัศมี 100 จั้งที่วางเปล่า แต่ก็ไม่ปรากฏรังสีกระบี่ใด ๆ ออกมาโจมตี…
“เหยาซาน เกิดอะไรขึ้น กระบี่สวรรค์โลหิต เล่า?!”
แน่นอนว่าบาดแผลข้างแก้มที่เกิดขึ้นมานั้น… ด้วยพลังของจี้แปลงโฉม เหยาซาน สามารถทำให้มันเลือนหายไปได้ทันที หากแต่ เหยาซาน กลับเลือกที่จะทำตรงกันข้าม!! จากบาดแผลที่เคยยาวเพียงครึ่งชุ่น บัดนี้มันได้ยาวถึง 2 ชุ่น ทั้งยังเหวอะหวะไม่น่ามอง
เด็กหนุ่ม กัดเขี้ยวเคี้ยวฟัน เผยแววตาและท่าทีเดือดดาลถึงขีดสุด…
“เจ้ากระบี่ทุเรศนั่น มันหลบหนีไปแล้ว!! ทันทีที่ข้าใช้พลังทั้งหมดดึงมันออกมาได้ เจ้ากระบี่ขี้เถ้าเล่มนั้น มันกลับทรยศผู้ถือครอง ถึงขั้นฟันฉับลงมาเพื่อโจมตีใส่ข้า ตัดปอยผมทั้งยังเฉือนใบหน้าข้าอีก!!
สารเลวเอ้ย!! เพราะข้าประมาทเอง ยอมปล่อยมือออกจากกระบี่เพื่อหลบเลี่ยงการตวัดฟัน ไม่คิดว่า กระบี่สวรรค์โลหิต ยังสามารถกรีดเฉือนความว่างเปล่าสร้างมิติแปลกแยก และแทรกตัวหลบหนีไปดื้อ ๆ
ไม่แน่ว่าเวลานี้อาจจะออกไปนอกขอบข่ายอาคมที่ปิดกั้นสุสานแห่งนี้แล้วก็เป็นได้!!” เด็กหนุ่มตัดสินใจไม่บอกความจริง โบ้ยความผิดไปยัง กระบี่สวรรค์โลหิต ที่ยามนี้ดีดดิ้นอยู่ในแหวนมิติด้วยความไม่พอใจที่ถูกกล่าวหา
เหยาซาน เลือกจะทำเช่นนี้เพื่อป้องกันความวุ่นวายที่จะติดตามมา… ยังไงเสีย ซากศาสตราชิ้นนี้ ก็ยังถือเป็นวัตถุในตำนานที่ทางสำนักได้ให้คุณค่าอย่างมาก และเชื่อว่าหลาย ๆ ขุมกำลังก็คงทราบเรื่องที่สำนักสายลมประจิมครอบครองมันอยู่
แต่คงเป็นเพราะไม่มีใครสามารถดึงมันออกมา หรือเคลื่อนย้ายสุสานแห่งนี้ไปได้ ทุกฝ่ายจึงได้แต่เงียบงันไม่ข้องแวะ… ซึ่งหากมีใครทราบความจริงว่า เหยาซาน สามารถนำ กระบี่สวรรค์โลหิต ออกมาได้จริง ๆ ต่อให้ชนชั้นผู้นำของสำนักไม่ว่ากล่าวอันใด แต่ก็ใช่ว่าข่าวลือจะไม่แพร่สะพัด ผู้คนในยุทธภพอาจเพ่งเล็งมายัง เหยาซาน และทำทุกอย่างเพื่อช่วงชิงวัตถุโบราณชิ้นนี้ก็เป็นไปได้มาก...
ผู้อาวุโสเถิง เมื่อได้ยิน เหยาซาน กล่าวเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่นทันที กวาดสายตาไปรอบ ๆ รวมถึงใช้สัมผัสลมปราณตรวจจับกลิ่นอายจากร่างของ เหยาซาน ว่าเก็บกระบี่ไปเองหรือไม่… ทว่าด้วยการผนึกของ เฒ่าชีเปลือย รังสีหรือกลิ่นอายใด ๆ ของกระบี่สวรรค์โลหิตล้วนถูกผนึกจนลบเลือนไปทั้งหมด ไม่อาจเชื่อมโยง
ชายชราถึงกับทอดถอนหายใจ แต่ในเมื่อกระบี่เล่มนั้นหลบหนีไปจริง ๆ ก็คงไม่อาจทำอะไรได้ นอกจากปล่อยเลยตามเลย แล้วค่อยตามหาร่องรอยเมื่อมีโอกาส… การคงอยู่หรือไม่คงอยู่ของ กระบี่สวรรค์โลหิต ตลอดหมื่นปีมานี้ก็แทบไม่ได้ก่อผลประโยชน์อะไรกับสำนัก เพียงแค่เพราะมันเป็นวัตถุที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เท่านั้นเอง…
“เช่นนั้นก็คงช่วยไม่ได้…” ผู้อาวุโสเถิง ดึงกระบี่ชำรุดเล่มหนึ่งเข้ามาในมือ ก่อนจะชี้ตรงไปยังเด็กหนุ่ม…
“ยังเหลือเวลาอีก 2 วัน… มาดูกันว่าเวลานี้เจ้าและกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์เล่มนั้น จะสามารถสร้างบาดแผลให้กับข้าได้บ้างแล้วหรือยัง!!”
เหยาซาน ได้ยินเช่นนั้น แววตาก็เผยความมุ่งมั่นอีกครั้ง กระดกสุราไปหลายคำพร้อมกวัดแกว่งกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์เล่มนี้… “หากข้าเอาชนะได้… ข้านึกออกแล้วว่าจะมีอะไรจะให้ท่านรับปาก นั่นคือเมื่อออกไปจากสุสานนี้แล้วห้ามท่านบอกกล่าวกับผู้ใดแม้แท้ท่านเจ้าสำนัก ว่าข้าได้ครองครองจิตวิญญาณแห่งศาสตราอะไรจากโชควาสนาครั้งนี้ ตกลงหรือไม่?!”
ชายชราหัวเราะก้องดัง เผยความมั่นใจ…
“ตกลงตามนั้น!!”
ชายชราและเด็กหนุ่ม พลันพุ่งทะยานฟาดฟันกันต่อ ซึ่งก็ใช้เวลาตลอดสองวันที่เหลืออย่างคุ้มค่า เหยาซาน ถูกขัดเกลาการเคลื่อนไหวภายใต้การชี้นำของ ผู้อาวุโสเถิง ทั้งยังเริ่มที่จะเชื่อมโยงกับจิตวิญญาณแห่งกระบี่สีทองเล่มนี้ ซึ่ง เหยาซาน เพิ่งจะรู้ความลับอีกอย่างก็คือ จิตวิญญาณแห่งกระบี่นั้น มิได้จำกัดเฉพาะยามที่ เหยาซาน ถือครองกระบี่ทองจึงจะก่อจิตสัมพันธ์
แม้ เหยาซาน จะหยิบเอา กระบี่พันชั่ง หรือ กระบี่ดำราชวงศ์ ออกมา ก็ล้วนแล้วแต่สามารถเชื่อมจิตวิญญาณแห่งกระบี่ได้ทั้งสิ้น เพราะศาสตราทั้งสองเล่มนี้เดิมที ยังมิได้ก่อจิตวิญญาณแห่งศาสตราของตนเองขึ้นมา ทำให้จิตวิญญาณต้องสาปของกระบี่ทองสามารถแทรกแซงเข้าไปได้ แต่แน่นอนว่าความสมดุลในการเชื่อมจิต ย่อมมิอาจเทียบเท่าตอนที่ถือกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์…
ผู้อาวุโสเถิง ชี้แนะว่าหากศาสตราใดยังไม่มีจิตวิญญาณก่อเกิดขึ้นมา ก็สามารถดึงเอาจิตวิญญาณจากซากศาสตราให้เข้าไปสถิตด้านในได้ด้วย แต่ต้องใช้ความสัมพันธ์แห่งจิตที่มั่นคง และการยอมรับจากจิตวิญญาณนั้น ๆ ว่าจะยอมรับศาสตราชิ้นใหม่หรือไม่…
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหยาซาน ก็พลันนึกได้ว่าตนยังมีศาสตราอีกหลากหลายชนิดในครอบครอง… แน่นอนว่าในส่วนของจิตวิญญาณแห่งกระบี่นั้นได้มาแล้ว ทว่าจิตวิญญาณแห่งกระบี่ไม่อาจสถิตในศาสตราชนิดอื่นได้…
เหยาซาน จึงอาศัยเวลานี้ตามหาจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งที่เหมาะสม และก็สามารถเสาะหาจิตวิญญาณแห่งศาสตราที่ต้องสาปอีก 2 เล่ม เจอจนได้ในที่สุด!!
เล่มหนึ่งเป็นขวานสองคม ที่คมด้านหนึ่งแตกหักไป เป็นจิตวิญญาณที่รู้สึกได้ถึงความแน่นหนักมั่นคง จน เหยาซาน จำเป็นต้องใช้จิตวิญญาณแห่งกระบี่ทองเข้าต่อกรเพื่อเอาชนะ และแสดงขวานจักรพรรดิออกมาเพื่อหยิบยื่นเสนอ สุดท้ายก็ยินยอมติดตาม เหยาซาน มาด้วยในที่สุด
ส่วนอีกเล่ม เป็นทวนที่เต็มไปด้วยรอยร้าว แม้ใกล้จะพังทลายเต็มแก่ ทว่าอำนาจสยบของมันกลับไร้ที่ติ คาดว่าคงเป็นศาสตราคู่กายของจอมทัพในอดีต… อีกครั้งที่ เหยาซาน เสนอทวนแดงหนึ่งในอาวุธอักขระระดับสูงที่เป็นมรดกของ เหยาหมิง ให้สิงสถิต ภายใต้การเจรจาผ่านกระบี่ทองที่คล้ายเป็นสื่อกลาง ทำให้ทวนจอมทัพก็ยินยอมตามออกไปเช่นกัน…
ส่วนดาบยักษ์ใบมีดใหญ่ และ กำไลซ่อนมรณา นั้น… แม้จิตวิญญาณแห่งศาสตราที่ได้มาสถิต จะมีระดับที่ต่ำกว่า กระบี่ทอง ขวานสองคม และทวนจอมทัพ แต่ก็นับว่าเหนือกว่าซากศาสตราสามัญในสุสาน จัดอยู่ในระดับสูงรองจาก 9 ศาสตราต้องสาป
ท้ายที่สุดหากไม่นับรวมกับ จิตวิญญาณจากกระบี่สวรรค์โลหิต… ตัวของ เหยาซาน ได้กวาดเอาจิตวิญญาณแห่งศาสตราภายในสุสานนี้ ติดตามออกไปด้วยถึง 5 จิตวิญญาณ!! แบ่งออกเป็นศาสตราทั้ง 5 ชนิดที่ตนนั้นชำนาญที่สุด!!
ท่ามกลางการกระทำทั้งหมดทั้งมวลนั้น ผู้อาวุโสเถิง ได้แต่อ้าปากค้าง… จิตวิญญาณแต่ละดวงนั้นเปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรี โดยเฉพาะจิตวิญญาณโบราณภายในสุสานแห่งนี้ ฉะนั้นเป็นไปได้ยากมากที่หลายจิตวิญญาณจะยอมติดตามนายคนเดียวกัน!!
แต่สิ่งที่ เหยาซาน ได้กระทำนั้น ราวกับเป็นการเจรจาต่อรองกับจิตวิญญาณแห่งศาสตรา นอกเหนือจากผู้เป็นที่รักแห่งศาสตราทุกชนิดแล้ว คนอื่น ๆ ย่อมไม่อาจกระทำเช่นนี้ได้!! ที่สำคัญคือ 3 ใน 5 ของจิตวิญญาณที่นำออกไป ยังเป็นจิตวิญญาณต้องสาปที่แข็งแกร่งมาก ต่อให้มันย้ายไปสถิตยังศาสตราชิ้นใหม่ รัศมีของศาสตราก็คงไม่อาจลดน้อยลงไปกว่าเดิมเท่าใดนัก…
และสิ่งที่ดูคล้ายจะทำให้ผู้อาวุโสเถิงเจ็บปวดที่สุด ก็คงเป็นเรื่องที่ตนเคยรับปากกับ เหยาซาน ไปตอนที่เข้าแผนกวรยุทธดั้งเดิม… ทุก ๆ ครั้งที่ เหยาซาน หยิบอาวุธของตนเองออกมาเจรจากับจิตวิญญาณ บังเกิดความตะลึงพรึงเพริดให้กับชายชราทุกคราไป…
“เจ้าเด็กนี่ มันมีอาวุธอักขระระดับสูงมากมายถึงเพียงนี้… ไฉนมันยังมารีดไถอาวุธอักขระจากข้าถึง 3 ชิ้น!! เจ้าตัวแสบเอ้ย!!”
เรื่องการต่อสู้นั้น คงไม่ต้องกล่าวถึง… แม้ว่าพลังของ เหยาซาน จะไม่อาจเอาชนะผู้อาวุโสเถิงตรง ๆ ได้ ทว่าหลังได้รับจิตวิญญาณแห่งศาสตราระดับสูงทั้ง 5 มาใช้ผสานการสู้ร่วมกัน ต่อให้เป็นประสบการณ์นับร้อยปี ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการโจมตีนับไม่ถ้วนเหล่านั้น ร่างของชายชราเต็มไปด้วยแผลขีดข่วนเต็มไปหมด เผยแววตาเจ็บใจเป็นเนือง ๆ แต่ไหนเลยที่จะสามารถบิดพลิ้ววาจา
แรกเริ่มเดิมที ชนชั้นศิษย์ไม่อาจเข้ามาในสุสานแห่งนี้ได้อยู่แล้ว แต่เพราะผู้อาวุโสเถิงอยากจะอวดโอ้ความแข็งแกร่งของแผนกวรยุทธดั้งเดิม จึงแอบพา เหยาซาน เข้ามาที่นี่โดยไม่บอกกล่าวผู้ใด ผนวกกับที่ลั่นวาจารับปาก เหยาซาน ไปแล้ว ดังนั้นเรื่องการนำจิตวิญญาณตนใดออกไปจากที่นี่ ผู้อาวุโสเถิงจึงต้องกล้ำกลืนฝืนทน เก็บงำเป็นความลับอย่างช่วยไม่ได้…
……………………………………..
ระหว่างที่ เหยาซาน กำลังฝึกฝนอยู่ด้านในสุสานวันสุดท้าย… ภายในสำนักกำลังเกิดเหตุการณ์ที่เป็นแรงกระเพื่อมบางอย่างขึ้น จนทำให้ศิษย์นับพันทั้งสายนอกสายใน ทั้งที่เก็บตัวและปิดด้าน จำต้องแสดงตัวออกมาด้านนอกลาน คอยเฝ้ามองอย่างช่วยไม่ได้
ซึ่งเหตุการณ์ที่กล่าวมานั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่การเข้ามาในเขตสำนักของบุคคลเพียงแค่สองคน… ทว่าสถานะและการคงอยู่ของคนนี้สองต่างหาก ที่ทำให้เกิดระลอกคลื่นความน่าสนใจต่อศิษย์ทั้งหมด…
หนึ่งในผู้ที่มาก็คือ ลั่วชิงเหอ ศิษย์หลักอันดับ 2 ที่มีชื่อเสียงที่สุดของสำนักสายลมประจิม ซึ่งตัวของ ลั่วชิงเหอ นั้น โอกาสที่จะเข้ามายังเขตสำนัก 4 ขุนเขา 1 ทะเลสาบ นับว่ามีน้อยมาก การมาในแต่ละครั้ง จึงทำให้เกิดความสนใจในระดับหนึ่ง…
ทว่าอีกกว่า 9 ใน 10 ของเหล่าศิษย์หลายพันที่มามุงดู แน่นอนว่ามิได้สนใจในการมาของ ลั่วชิงเหอ... แต่กลับเป็นการมาของ หญิงสาว อีกคนหนึ่ง!! ใบหน้าของนางเรียกได้ว่างามพิลาศล้ำ จัดเป็นหญิงสาวที่งามล่มเมืองที่คนหนึ่ง ไม่ด้อยไปกว่า ฉีลู่ชิง แห่งเมืองบุปผาแดง
สายตาที่นางทอดยาวออกไป เต็มไปด้วยอำนาจสะกด ทั้งบุรุษหรือแม้แต่สตรีด้วยกันยังต้องหวั่นไหวใจระส่ำ เพียงการขยับท่วงท่ายังเบา ๆ ทำให้ตะวันจันทราเหี่ยวเฉา มิอาจเทียบกับความเปล่งประกายที่นางมี… อีกทั้งหญิงสาวคนนี้ ยังมีสถานะเป็น 1 ใน 7 อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปพยัคฆ์ขาว…
ซวงฉวี่ ศิษย์หญิงอันดับ 1 แห่งสำนักบุปผาประจิม…