อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 131 การพบกันของทั้งสามคน
ตอนที่ 131
การปรากฏตัวพร้อมกันของ ลั่งชิงเหอ และ ซวงฉวี่ นั้นมิได้เกิดขึ้นเพราะการนัดหมาย ทว่าทั้งสองคนมาบรรจบพบเจอกันที่หน้าประตูทางเข้าสำนักเท่านั้นนี้เอง จึงทำให้เกิดภาพที่ทั้งสองเดินเข้ามาคู่กันเช่นนี้ได้ ต่างฝ่ายก็ล้วนรู้จักชื่อเสียงของกันและกันเป็นอย่างดี จากความสัมพันธ์ของสำนักสายลมประจิม และสำนักบุปผาประจิม…
ความงามของ ซวงฉวี่ ไม่แปลกเลยที่จะเรียกความสนใจเป็นวงกว้างให้กับสำนักที่มีแต่ศิษย์สำนักฝ่ายชาย ทว่าการมาของนางถูกคุ้มกันไว้โดยชนชั้นผู้ฝึกสอนถึง 5 คน นอกจาก ลั่วชิงเหอ ที่มักคุ้นกันอยู่ก่อนแล้ว ศิษย์คนอื่น ๆ ย่อมมิอาจเข้าใกล้นางในรัศมี 50 จั้ง ได้…
“น่าแปลกนะ… ที่หญิงสาวสูงศักดิ์ชั้นฟ้าอย่างคุณหนูซวง จะออกจากสำนักบุปผาประจิมได้ ถึงแม้พวกเราทั้งสองสำนักจะมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทว่าสำนักสายลมประจิมก็มีเพียงบุรุษเพศ ด้วยความงามล้ำจนสวรรค์มัวหมองของคุณหนูซวง คงไม่อาจหลีกเลี่ยงสายตาที่แฝงไว้ด้วยความคิดต่ำช้าของศิษย์ชายนับพันโดยรอบได้…” ลั่วชิงเหอ กล่าวพลางยักมุมปากสูง คำพูดแม้เป็นเชิงเอ่ยชม ทว่าแววตากลับคล้ายดูแคลนอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย
“ที่กล่าวมานั่น รวมถึงสายตาของเจ้าด้วยหรือไม่?! หลังจากที่เจ้าขึ้นมาในชนชั้นลมปราณสีเขียว ขั้นที่ 7 ก็คล้ายจะไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาด้วยเลยงั้นสินะ คุณชายลั่ว… ถึงเจ้าจะเป็นอัจฉริยะของสำนักสายลมประจิม แต่ข้าก็ไม่คิดว่าจะพ่ายแพ้ให้เจ้าเช่นกัน… หรือต่อให้เป็น เจี่ยโย่วเทียน หากจำต้องเผชิญหน้าก็ใช่ว่าข้าจะกริ่งเกรง...” น้ำเสียงของ ซวงฉวี่ แม้จะเสนาะน่าฟัง แต่กลับแฝงเร้นด้วยแรงกดดัน และความแน่นหนัก
สายตาของทั้งสองยอดฝีมือชั้นแนวหน้าในระดับรุ่นเยาว์ เผยความมั่นใจอันเปี่ยมล้นก่อนที่ ซวงฉวี่ จะรู้สึกว่านางแสดงกิริยาเกินงามไป จึงถอนสายตาออกมา พลางกวาดมองไปรอบ ๆ แทนการสบตากับ ลั่วชิงเหอ ราวกับนางกำลังมองหาผู้ใด…
แน่นอนว่ามันได้สร้างความประหลาดใจเล็ก ๆ ให้กับ ลั่วชิงเหอ เช่นกัน…
“ได้ยินว่าการมาครั้งนี้ของเจ้า คือมาเพื่อแจ้งเรื่องสำคัญกับท่านรองเจ้าสำนักเป่ย… แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจว่าระดับคุณหนูซวง ไม่เห็นต้องลำบากมาด้วยตนเอง? คล้ายว่าเจ้าจะมีเหตุผลบางอย่างแอบแฝงไว้งั้นสินะ”
“จะว่าเช่นกันก็ไม่ผิดนัก…” นางตอบรับตามตรง
สร้างความประหลาดใจกับให้ ลั่วชิงเหอ ไม่น้อย
“บอกได้หรือไม่? เผื่อข้าจะช่วยเจ้าได้…”
นางเผยสีหน้าลังเลครุ่นคิด ก่อนจะยอมกล่าวขึ้นตรง ๆ
“ข้าได้ยินจากปากของศิษย์น้องเตีย และศิษย์น้องฉี เกี่ยวกับภารกิจพิเศษที่พวกนางทำร่วมกับศิษย์สำนักสายลมประจิมเมื่อหลายวันก่อน ศิษย์น้องทั้งสองคนนั้นแม้จะเพิ่งเข้าเป็นศิษย์สายใน ทว่าพลังฝีมือของทั้งสองเทียบเท่าศิษย์หลักชั้นแนวหน้าของสำนักบุปผาประจิมได้แล้ว
ดังนั้นการที่พวกนางเอ่ยปากชมผู้ใดเช่นนี้ โดยเฉพาะคนที่แสนเย็นชาอย่างศิษย์น้องฉี ที่ยากจะเอ่ยปากออกมาเอง ก็ทำให้ข้ารู้สึกสนอกสนใจอยู่ไม่น้อย เลยอยากจะเห็นหน้าจริง ๆ ของคนผู้นั้นสักครั้ง…”
ลั่วชิงเหอ กดหัวคิ้วต่ำลงทันที ได้ยินเรื่องภารกิจพิเศษมาบ้าง…
“อย่าบอกนะว่า คนที่เจ้าอยากจะเจอก็คือ… เหยาซาน?!”
นางเผยแววตาประหลาดใจเล็ก ๆ ก่อนจะพยักหน้าตอบรับ
ลั่วชิงเหอ พลันหัวเราะร่าออกมายาว ๆ แววตาเหี้ยมหาญ
“ข้าก็มาที่นี่ เพื่อเจอมันสักครั้งเช่นกัน!!”
………………………………….
เหยาซาน และ ผู้อาวุโสเถิง ก้าวเดินออกมาจากเขตสุสานแห่งศาสตรา สีหน้าของทั้งสองแตกต่างกันอย่างชัดเจน ชายชราทอดถอนหายใจหนักหน่วงหลายครั้งหลายครา ครุ่นคิดสรรหาเหตุผลมากมายในหัว เพื่อใช้อธิบายเรื่องราวที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการหายไปของจิตวิญญาณแห่งศาสตราระดับสูงภายในนั้น
ครั้นจะบอกถึงความจริงกับทางเจ้าสำนัก ก็เท่ากับเสียคำมั่นต่อ เหยาซาน… และเชื่อว่าหากคนอย่าง เหยาซาน ทราบว่าตนได้ผิดคำมั่นล่ะก็ สมญานาม แมวสวรรค์ ที่มิได้เกิดขึ้นมาเพราะความบังเอิญ เชื่อแมวสวรรค์ว่าคงป่าวประกาศไปทั่วสำนัก จนทำให้ชื่อเสียงผู้อาวุโสสูงสุดของตนต้องป่นปี้เป็นแน่ ยิ่งคิดเรื่องนี้ชายชราก็ยิ่งกลัดกลุ่ม จนเกาศีรษะอย่างรุนแรง…
ทางด้านชายหนุ่มกลับยิ้มร่า ปลื้มปิติกับสิ่งต่าง ๆ ที่ได้รับมา ทุกอย่างที่เป็นหนทางไปสู่ความแข็งแกร่ง เหยาซาน ในทุกวันนี้ล้วนให้ความสำคัญยิ่งใด เนื่องด้วยมันเป็นหลักฐานอย่างเดียวสำหรับบ่งชี้การเติบโตก้าวหน้าของตน
ทว่าหลังจากที่ออกมาจากเขตสุสานแห่งศาสตรา… ผู้อาวุโสเถิง ก็ได้รับการติดต่อมาจากรองเจ้าสำนักเป่ยในทันที เรียกตัวทั้งผู้อาวุโสเถิง และ เหยาซาน ไปยังตำหนักสายลมเหนือ… ทั้งสองจึงต้องรีบเปลี่ยนเครื่องแบบอาภรณ์ที่ขาดรุ่งริ่ง และรีบตรงไปด้วยคำสั่งด่วนนี้ทันที
ตำหนักสายลมเหนือ…
เมื่อผู้อาวุโสเถิง และ เหยาซาน มาถึงก็พบรองเจ้าสำนัก เป่ยเตียวหุย และผู้อาวุโสจาง กำลังเฝ้ารออยู่ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ทว่าข้าง ๆ ยังมีหญิงสาวใบหน้างดงามอีกคนหนึ่ง ผู้ซึ่ง เหยาซาน ไม่เคยเห็นมาก่อน หากแต่ด้านผู้อาวุโสเถิง ค่อนข้างจะรู้จักนางเป็นอย่างดี…
หญิงสาวลุกขึ้น ย่อตัวสุภาพ…
“คารวะท่านผู้อาวุโสสูงสุดเถิง…”
ชายชรา สะบัดชายแขนเสื้อเบา ๆ กลับคืนสู่ความองอาจสมเป็นชนชั้นผู้นำของสำนัก…
“ไม่จำเป็นต้องมากพิธี พวกเราสองสำนักล้วนคนกันเองทั้งสิ้น… สำนักบุปผาประจิม ส่งศิษย์หญิงอันดับ 1 มาเช่นนี้ อีกทั้งท่านรองเจ้าสำนักเป่ย และผู้อาวุโสสูงสุดจาง ยังมีท่าทีเคร่งเครียด แสดงว่ามีเรื่องสำคัญงั้นสินะ…”
เป่ยเตียวหุย พยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันมองไปยัง เหยาซาน...
“เหยาซาน... พาแม่นางซวง ไปที่สวนรับรองแขก ข้ามีเรื่องที่จะต้องประชุมกับสองผู้อาวุโสสูงสุด”
เหยาซาน ขมวดคิ้วเล็ก ๆ ไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมตนจึงต้องถูกเรียกตัวมาด้วย ทว่าก็ยอมประสานมือตอบรับโดยดี หันมองไปยังหญิงสาว สายตาของทั้งสองคนสบตากันชั่วอึดใจหนึ่ง… แน่นอนว่า เหยาซาน ที่คราแรกไม่รู้จักนาง แต่พอได้ยินว่านางเป็น ศิษย์หญิงอันดับ 1 แห่งสำนักบุปผาประจิม ก็ทราบได้ในทันทีว่านางคือใคร
เหยาซาน มีเป้าหมายในการเข้าร่วมการประลองใหญ่ในอีกไม่ถึง 2 เดือนข้างหน้า ฉะนั้นย่อมต้องศึกษาข้อมูลของคู่แข่งสำคัญมาบ้าง โดยเฉพาะ 7 ผู้เยาว์อัจฉริยะของทวีปพยัคฆ์ขาว ซึ่งอยู่ชั้นบนสุดในหมู่ผู้เยาว์ และตัวตนระดับซวงฉวี่นั้น หากไม่นับรวมกับองค์รัชทายาทลำดับที่ 9 ไป๋หู่จิวหรง ผู้ที่ร่างกายเป็นหญิงแต่จิตใจเป็นบุรุษ ตัวตนของ ซวงฉวี่ ก็นับเป็นหญิงสาวที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นนี้เลยก็ว่าได้
“เชิญแม่นางซวง…”
นางเต็มไปด้วยความสง่างดงามยามลุกยืน ส่งกลิ่นบุปผาที่อ่อนละมุนโชยไปตามทิศทางที่นางก้าวผ่าน มีเพียงสายตาและรัศมีลมปราณของนางเท่านั้น ที่มิได้อ่อนโยนดังเช่นรูปโฉมและกลิ่นกาย เผยถึงความท้าทาย เหยาซาน อยู่น้อย ๆ
เด็กหนุ่ม เกาศีรษะตนเองเบา ๆ ไม่แน่ชัดว่าตนไปสร้างความขุ่นเคืองใด ๆ ให้กับสาวงามผู้นี้ แต่ก็ยอมพานางตรงไปยังสวนรับรองตามคำสั่ง… ระหว่างที่เดินมาพร้อมกัน นางกระแอมไอเบา ๆ พลางเอ่ยถามขึ้น…
“ได้ยินศิษย์น้องเตีย และศิษย์น้องฉี ชื่นชมเจ้ามิขาดปาก ทว่าพอได้มาเห็นตัวตนแท้จริงแล้ว กลับทำให้รู้สึกว่าพวกนางกล่าวเกินจริงไปไกลโขอยู่…” นางเอ่ยขึ้นแนบเหน็บเล็ก ๆ สายตาที่มองมายัง เหยาซาน แฝงไว้ด้วยความดูแคลน
เหตุก็เพราะเวลานี้แม้จะเปลี่ยนอาภรณ์เครื่องแบบไปแล้ว ทว่าบาดแผลและคราบฝุ่นกระเซอะกระเซิงหลังการฝึกหนักตลอด 3 วัน ก็มิอาจเลือนหายไปจากผิวกายและเส้นผม ซึ่งมันเกิดจากความเร่งร้อนรีบมาตามคำสั่งรองเจ้าสำนัก เป่ยเตียวหุย และเจ้าตัวก็ไม่คิดว่าจะได้เจอแขกภายนอก จึงมิได้ให้ความสนใจกับความเรียบร้อยในส่วนนั้น…
เมื่อหญิงสาวเอ่ยปากถึง เตียซวงซวง และ ฉีลู่ชิง ก็พอจะทำให้ เหยาซาน เข้าใจเรื่องราวคร่าว ๆ ได้บ้างแล้ว… แม้ว่า ซวงฉวี่ ใช้วาจาและสายตาไม่เป็นมิตร ทว่า เหยาซาน ก็มิได้ให้น้ำหนักต่อคำพูดและท่าทีของนาง อีกทั้งยังหัวเราะเสียงเย็นตอบรับ…
“หึหึ…ได้ยินว่า แม่นางซวง เป็นหญิงสาวอัจฉริยะ เก่งกาจที่สุดของรุ่นนี้แล้ว ข้าก็ไม่คิดเหมือนกันว่า สายตาของเจ้าจะฝ้าฟางถึงขึ้นมองไม่ออกมาข้าไปเผชิญกับสิ่งใดมา ก่อนจะรับสั่งด่วนให้มาที่นี่…”
จังหวะการก้าวเดินของนางถึงกับสะดุดไปเล็กน้อย เผยไม่ว่าไม่สบอารมณ์ที่ถูกเหน็บคืนกลับคืน… แน่นอนว่านางก็พอจะมองออกมาว่าชายหนุ่มเพิ่งผ่านการฝึก ทว่านางก็ยังมิอาจทิ้งความดูแคลน เพราะนางไม่เคยมีสภาพเช่นนี้ย่ำแย่ทรุดโทรมเช่นนี้หลังการฝึก จึงมองว่าเป็นความอ่อนหัดของ เหยาซาน เอง…
“ทำไมข้าต้องสนใจด้วยว่าเจ้าไปเผชิญกับสิ่งใดมา? การที่มีสภาพเป็นเช่นนั้นย่อมเป็นคำตอบที่ชัดเจนแล้ว พื้นฐานชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 6 ของเจ้าก็ไม่นับว่าย่ำแย่ ทว่าในสายตาข้า เจ้ายังไม่ถึงระดับที่ต้องให้ความสำคัญ…”
เหยาซาน แสยะยิ้มเล็กน้อย…
“ดูเหมือนว่าฝีปากแม่นางซวง จะเหนือว่าฝีมือกระมัง?”
“เจ้า!!” นางถลึงตาขึ้นทันที
แต่ เหยาซาน กลับผายมือออกไปด้านหน้า ตัดบทสนทนาก่อนจะทวีความรุนแรง…
“ถึงแล้ว… ที่นี่คือสวนรับรอง”
หญิงสาวกัดเคี้ยวเขี้ยวฟัน ทว่านางต้องรักษามารยาทในฐานะแขก ไม่อาจทำให้ชื่อของสำนักบุปผาประจิมต้องเสื่อมเสีย จึงจ้ำเท้าพรวดพราดผ่านหน้าตรงไปที่สวน... หาก เหยาซาน ชักเท้าออกช้าไปอีกนิด คงถูกนางเหยียบเท้าลงไปแล้ว ถึงแม้ว่าใบหน้าของนางจะงดงามพิลาศล้ำ ทว่ามันก็มิได้มีผลให้ เหยาซาน พิสมัยต่อนางเท่าใดนัก
แต่สิ่งที่ทำให้ เหยาซาน ต้องจิตใจสั่นไหว คือลมปราณอันเข้มข้นที่แผ่ล้นจากร่างอรชรเล็ก ๆ นั่นเสียมากกว่า แม่นางจะเป็นชนชั้นลมปราณสีเขียวขั้นที่ 7 เทียบเท่ากับ สู่เหยียนกุ่ย ที่ เหยาซาน เคยสังหารมาแล้ว ทว่าความหนาแน่นและความเสถียรของลมปราณรอบกายกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นางดูเหนือล้ำกว่าหลายขั้น
อย่างไรเสีย สู่เหยียนกุ่ย ก็เก่งกาจในด้านอาคมวิญญาณเป็นหลัก ฉะนั้นด้านวรยุทธคงมิอาจเปรียบวัดกับ หญิงสาว ที่ฝึกปรือมาในสำนักใหญ่ และเคี่ยวกรำด้านวรยุทธอย่างเฉพาะเจาะจง อีกทั้งในตอนนั้น หาก เหยาซาน ไม่มี เตียซวงซวง และ ฉีลู่ชิง ให้การช่วยเหลือสนับสนุนที่แนวหลัง ก็คงไม่มีทางเอาชนะ สู่เหยียนกุ่ย ได้
ดังนั้นหากต้องต่อสู้กับ ซวงฉวี่ ในเวลานี้…
เหยาซาน ก็ไม่มั่นใจสักนิดว่าจะสู้นางได้…
เด็กหนุ่มจนอดไม่ได้ที่หว่างคิ้วจะยับย่น ครุ่นคิดเรื่องราวอยู่ภายในใจ…“ได้ยินว่า ซวงฉวี่ เป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ลำดับที่ 4 ของทวีป ยังมี เจี่ยโย่วเทียน ไป๋หู่จิวหรง และ เฉียงตงฟาง ที่แข็งแกร่งมากยิ่งกว่านาง อีกทั้ง เกาทงหลิน ผู้เป็นลำดับที่ 5 เวลานี้ก็น่าจะแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่านางเท่าใดนัก
แปลว่าตัวข้าในเวลานี้ ยังแข็งแกร่งไม่พอจริง ๆ สำหรับการประลอง…”
ขณะที่ เหยาซาน กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ก็พลันสัมผัสได้ถึงอำนาจคุกคามอีกสายหนึ่งจากทางด้านหลัง กายร่างถึงกับสั่นไหวราวกับมีสัตว์ร้ายที่จดจ้องมองมาด้วยความอาฆาต เหยาซาน รีบหันมองกลับไปยังทิศทางดังกล่าวทันที…
ซึ่งทิศทางนั้น ก็พลันปรากเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับ เหยาซาน ค่อย ๆ สืบเท้าก้าวเดินเข้ามา
“สัมผัสว่องไวไม่เร็ว เพียงจิตคุกคามชั่วพริบตา ยังเจาะจงทิศทางได้แม่นยำ หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ… ศิษย์น้องเหยา”
ดวงตาของ เหยาซาน หดแคบ ต่อให้ไม่เคยพบหน้าอีกฝ่ายมาก่อน แต่เพียงแค่ดูจากพื้นฐานลมปราณ อาภรณ์ศิษย์หลัก และไอปราณธาตุเข้มข้นที่โอบอุ้มรอบ ๆ กาย ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับชนชั้นผู้ฝึกสอน ในสำนักสายลมประจิมก็ย่อมเป็นใครไปไม่ได้…
“ลั่วชิงเหอ...” เหยาซาน เค้นเสียงขึ้น
ลั่วชิงเหอ กดหัวคิ้วต่ำลง น้ำเสียงเยือกเย็น…
“เจ้ากล้าดียังไงเรียกเพียงนามของข้า…ไยไม่เรียกข้าว่าศิษย์พี่ลั่ว?!
อยากเจ็บตัวโทษฐานที่ไม่ให้ความเคารพศิษย์พี่งั้นหรือ?!”
………………………………………