อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 136 ข้ายินดีรับคำท้าทายทั้งหมด!!
ตอนที่ 136
ด้วยความที่ ซุน มีศัตรูที่มองไม่เห็น ทั้งยังคล้ายว่าแทรกซึมอยู่ภายในเงามืดทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นการอยู่ในเมืองหลวงย่อมอันตรายเกินไป มู่เจี้ยน จึงเอ่ยปากขอร้องกับ ไป๋หู่จิวหรง ให้ ซุน เข้ามาพักในวังหลวง ร่วมกับหน่วยของเทพพยัคฆ์เป็นการชั่วคราว แน่นอนว่านางก็มิได้ปฏิเสธ…
เมื่อเข้ามาในเขตวังหลวง ซุน สัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ไร้สิ้นสุด ทั้งยังรับรู้ถึงเขตอาคมอันแข็งแกร่งที่ปกคลุมทั่วพื้นที่ในทุกตารางนิ้ว ราวกับว่าทุกคนที่เข้ามาล้วนแล้วแต่ถูกจับตามองจากอำนาจที่มองไม่เห็น ทั้งยังสามารถถูกเล่นงานจากระยะไกลได้ในพริบตา หากแสดงท่าทีเป็นขบถต่อราชวงศ์ไป๋หู่เพียงน้อยนิด
เฒ่าชีเปลือย ยังเอ่ยปากชมผู้วางขอบข่ายอาคมแห่งนี้ ว่าทำขึ้นมาได้เป็นอย่างดี ต่อให้เป็นชนชั้นเทวะลมปราณสีแดงบุกเข้ามา ก็ใช่ว่าจะสามารถหลบหนีกลับออกไปโดยง่าย บ่งบอกถึงอำนาจสยบสะท้านฟ้าสะเทือนดิน สมกับเป็น 1 ใน 5 หน่วยงานราชการแผ่นดินที่ปกครองโลกมนุษย์แห่งนี้…
เวลานี้ภายในวังหลวง ยังประดับประดาไปด้วยโคมสีแดงแห่งงานมงคล รูปสลักหงส์มังกรเคียงคู่ขนาดมหึมา ดอกไม้มากมายนับไม่ถ้วน มีพรมแดงทอดยาวสุดสายตา ทุกอย่างล้วนถูกจัดขึ้นเกือบจะสมบูรณ์แล้ว เพื่องานอภิเษกสมรสอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองราชวงศ์ที่เกี่ยวดองกัน ถือเป็นงานยิ่งใหญ่ระดับที่หลายสิบปีจะเกิดขึ้นมาสักครั้งในยุทธภพ
“ซุน… ในเขตวังหลวง ระวังอากัปกริยาให้ดี และอย่าออกห่างจากข้าซึ่งเป็นผู้รับรองของเจ้า มิเช่นนั้นเจ้าจะมีความผิดร้ายแรง… และป้ายขออนุญาตแผ่นนั้น ก็ต้องแขวนไว้ที่เอวเพื่อแสดงตัวตนอยู่เสมอ มันมีผลกระทบต่อข่ายอาคมที่ปกคลุมวังหลวงนี้ด้วย…” มู่เจี้ยน กำชับหนัก
ซุน ได้แต่พยักหน้าระรัว รู้สึกตื่นเต้นตามไปด้วย ป้ายอนุญาตเป็นป้ายหยกทรงกลมเล็ก ๆ เพื่อขอเข้ามาในเขตวังหลวงชั่วคราว แต่แน่นอนว่าไม่สามารถเข้าไปลึกเกินกว่าเขตพระราชฐานชั้นนอกได้…
“แม้ข้าจะแจ้งเรื่องของเจ้า กับแผนกส่วนกลางในการประลองเอาไว้แล้ว เกี่ยวกับป้ายรับรองสิทธิ์เข้าร่วมประลอง แต่เจ้าก็ต้องไปยืนยันตัวตนอีกครั้งในวันพรุ่งนี้… ซึ่งนี่ก็เย็นมากแล้ว ข้าจะพาเข้าไปที่หน่วยเทพพยัคฆ์เลยก็แล้วกัน
ที่นั่นเป็นหน่วยมือปราบชั้นพิเศษก็จริง ทว่าสมาชิกโดยมากจะมีอายุน้อย และยังมีสมาชิกหน่วยอีก 4 คน ได้สิทธิ์เข้าร่วมการประลองเดียวกับเจ้าด้วย ฉะนั้นตลอดหลายวันจากนี้พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะ หากพลาดท่าบาดเจ็บก่อนงานประลองย่อมมิใช่เรื่องดี สงบเสงี่ยมท่าทีเอาไว้เก็บเรี่ยวแรงไว้ไปเจอกันบนเวทีประลองถึงจะถูกต้อง…” มู่เจี้ยน กล่าวแนะนำคร่าว ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ ซุน สมควรต้องรู้
แม้ว่าสายตาของ ซุน จะมองซ้ายขวาไปเรื่อย ๆ ด้วยท่าทีสนใจสิ่งต่าง ๆ ในวังหลวง แต่หูที่ได้ยินก็สามารถจดจำเรื่องราวที่ มู่เจี้ยน ย้ำเตือนทั้งหมดได้แม่นยำ… นอกจาก ซุน ยังมีแขกเหรื่อในวัง อีกหลายต่อหลายขุมกำลังที่เดินทางมารอร่วมงานอภิเษก และบางส่วนเริ่มทยอยเข้ามาพักที่นี่บ้างแล้ว กระจัดกระจายอยู่เขตพระราชฐานชั้นนอกเช่นเดียวกัน…
เมื่อเดินผ่านในส่วนของ เขตที่พักรับรองเหล่านี้… มีสมาชิกหน่วยเทพพยัคฆ์หลายคนซึ่งแต่งกายเป็นเอกลักษณ์จากตรารูปพยัคฆ์ที่เครื่องแบบชุดคลุม เข้ามาแสดงความเคารพต่อ มู่เจี้ยน หลายคน คล้ายว่าคนเหล่านี้ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย แต่ ซุน ก็รู้สึกได้ว่าสายตาของสมาชิกหน่วยเหล่านั้น ดูไม่ค่อยจะเป็นมิตรนักเมื่อหันมองมายังตน
“คนพวกนี้ไม่รู้จักข้าแน่นอน แต่กลับเผยความไม่พึงพอใจออกมาชัดเจนยิ่งนัก… หากให้คาดเดาก็คงเป็นเรื่องสิทธิ์เข้าร่วมประลองของข้างั้นสินะ…” ซุน กล่าวขึ้นลอย ๆ ตามการวิเคราะห์ ที่คิดว่าไม่น่าผิดพลาด
มู่เจี้ยน ยิ้มแห้ง ๆ ออกมา ชัดเจนว่าคิดอ่านมิต่างกัน…
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ามีผู้เยาว์นับหมื่นนับแสนคนในทวีปนี้ อยากได้สิทธิ์การเข้าประลองในครั้งนี้… เพราะมันคือการสร้างชื่อเสียงอย่างถึงที่สุด ต่อให้พ่ายแพ้ตั้งแต่รอบแรก แต่การได้แสดงฝีมือต่อหน้าชนชั้นผู้นำของยุทธภพภายในการประลอง ก็คือเป็นเกียรติสูงสุดแล้ว
ถึงแม้จะเป็นแค่ส่วนเล็ก ๆ เพื่อความบันเทิงในงานพิธีอภิเษกสมรส ทว่าในสายตาของทุกขุมกำลังในทวีปพยัคฆ์ขาว ต่างก็เห็นว่ามันคือโอกาสที่หลายสิบปีจะปรากฏขึ้นมาสักครั้ง… ข้ายังนึกเสียดายเลยที่ในช่วงวัยของข้า ไม่มีการประลองอันยิ่งใหญ่เช่นนี้เกิดขึ้น…
แม้แต่ภายในหน่วยเทพพยัคฆ์ ก็ยังมีหลายคนผิดหวังที่ไม่ได้รับเลือก… ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มคนเหล่านั้น คงจะเกลียดชังเจ้าตั้งแต่ยังไม่พบหน้าเลยทีเดียว ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ…” มู่เจี้ยน แสร้งข่มขู่เล็ก ๆ เพื่อให้ ซุน ระมัดระวังท่าที
ทว่า ซุน กลับไม่รู้สึกสะทกสะท้านใด ๆ แม้แต่น้อย ทั้งสีหน้าแววตาล้วนนิ่งสงบ ยังแอบคิดในใจด้วย ว่าตอนที่ตนอยู่ในสำนักสายลมประจิม จากชื่อเสียงอันย่ำแย่ของ แมวสวรรค์ ก็ไม่ได้จะมีใครชื่นชอบตนอยู่แล้ว มีภูมิต้านทานสายตาเช่นนี้เป็นพิเศษ…
ไม่นานทั้งสองก็เดินทางมาถึงเขตพื้นที่หน่วยเทพพยัคฆ์ รูปหินสลักพยัคฆ์กระโจมสวมเกราะสองตนหน้าทางเข้า มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าตัวคนจริง ๆ เสียอีก บ่งบอกถึงบารมีความน่าเกรงขามของหน่วยนี้ เมื่อก้าวผ่านประตูเข้าไป เบื้องหน้าเป็นลานกว้างขนาดใหญ่สำหรับฝึกฝนและประลองฝีมือของสมาชิกหน่วย
ลึกเข้าไปสุดสายตาเป็นกระโจมใหญ่ ที่บัดนี้เต็มไปด้วยสมาชิกหน่วยที่รวมตัวกันนับร้อยคน โดยมี ไป๋หู่จิวหรง เสมือนศูนย์กลางของสมาชิกทั้งหมด และยังมีสมาชิกที่โดดเด่นอีก 3 คน ยืนข้างกายของนาง เผยรัศมีลมปราณที่แข็งกล้า ซึ่งทั้งสามคนนี้ก็คือผู้ถูกเลือกให้ขึ้นประลองใหญ่เช่นเดียวกับ ซุน…
ด้านสมาชิกระดับสูง หรือระดับหัวหน้าหน่วยอย่าง มู่เจี้ยน ไม่ค่อยจะปรากฏตัวที่นี่แล้ว เพราะมีหน้าที่รับผิดชอบในเวลานี้ค่อนข้างจะวุ่นวายมาก จากการเดินทางเข้ามาของแขกเหรื่อหลายหมื่นคน
เกือบทั้งหมดที่อยู่ในกระโจมใหญ่ ณ ตอนนี้ จึงเป็นสมาชิกระดับผู้เยาว์
ซุน ยังมองเห็นสมาชิกคนหนึ่งถือกระบี่ยืนอยู่เพียงลำพังบนลานกว้าง ความสงบแน่นิ่งรอบกายประหนึ่งคลื่นลมสมุทรก่อนพายุจะเข้า พร้อมที่จะระเบิดพลังออกมาได้ทุกเมื่อ สายตาดุดันมุ่งมั่นมองตรงมายัง ซุน ไม่วางตา ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์ปกติของสถานที่แห่งนี้…
มู่เจี้ยน และ ซุน ไม่สนใจคนผู้นั้น แต่เดินตรงเข้าไปยังกระโจมใหญ่ข้างลานกว้าง… สายที่ทุกคนภายในกระโจมมองมาชัดเจนว่าจุดรวมสายตามิใช่ มู่เจี้ยน แต่เป็นตัวของ ซุน ที่ตามมาด้วย หากเปรียบสายตาเหล่านั้นเป็นลูกเกาทัณฑ์ ร่างของ ซุน คงไม่เหลือที่ว่างให้ถูกยิงอีกแล้ว…
อีกทั้งแต่ละคนล้วนเผยให้เห็นถึงความไม่พอใจ แต่ก็ต้องเก็บงำไว้เนื่องด้วยกริ่งเกรงต่อ มู่เจี้ยน และ องค์รัชทายาท ที่เลือก ซุน เข้าร่วมการประลอง… ไป๋หู่จิวหรง มีรอยยิ้มเจือจางประดับ นางยังคงสวมชุดรัดกุมมิต่างบุรุษ…
“คารวะองค์รัชทายาทลำดับที่ 9”
“คารวะองค์รัชทายาทลำดับที่ 9”
ทั้งสองกล่าวพร้อมเพรียง… นางหัวเราะขึ้นด้วยความปิติยินดี…
“เหยาซุน ไม่สิ! นามเจ้าเพียงแค่ ซุน งั้นสินะ ข้าจะไม่ถือโทษเรื่องที่เจ้าโกหกข้าในวันนั้นก็แล้วกัน เพราะถือเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่เกี่ยวกับความสามารถ… เมื่อหลายเดือนก่อนที่ศิษย์พี่มู่แจ้งว่าเจ้าหายตัวไป ข้าก็กำลังนึกเป็นห่วงอยู่พอดี กลัวว่าเจ้าจะกลับมาเข้าร่วมประลองได้ไม่ทัน… หวังว่าจะยังไม่ลืมคำมั่นที่ให้ไว้กับข้า ที่เมืองบุปผาแดง(ตอนที่ 58)” รอยยิ้มของนางแฝงไว้ด้วยแรงกดดันบางส่วน
ซุน ประสานมือสุภาพ ย่อมจดจำได้ดีว่านางมีเงื่อนไขในการให้ป้ายรับรองสิทธิ์เข้าร่วมงานประลองนี้ คือการให้ ซุน ไต่เข้ารอบไปจนกว่าจะได้ประมือกับนาง โดยที่ทั้งสองก็ยังไม่ทราบด้วยซ้ำ ว่าจะได้ประมือกันในรอบใดของการแข่ง หากตารางสายประลองของทั้งสองอยู่ห่างไกล ก็มีสิทธิ์ไปพบกันในรอบชิงชนะเลิศด้วยซ้ำ…
“เรื่องนั้นผู้น้อยย่อมจดจำได้ขึ้นใจ ทั้งยังฝึกฝนตนเองมาโดยตลอด เพื่อทำตามคำมั่นที่เคยรับปากกับพระองค์ไว้…” น้ำเสียงของ ซุน แน่นหนัก พร้อมเงยหน้าประสานสายตากับองค์รัชทายาท เผยให้เห็นถึงความจริงจัง
นางหัวเราะเสียงเย็น ก่อนจะเหลือบมองไปยัง สมาชิกที่ยืนนิ่งสงบเพียงลำพังบนลานกว้าง ซึ่งแน่นอนว่าคนผู้นั้นมิใช่ใครอื่น นอกจาก โจวคุนหมิง… จากนั้นนางก็สลับมองมายัง ซุน เผยความล้ำลึกบางอย่าง…
“อันที่จริง… การที่เจ้าได้ป้ายรับรองสิทธิ์เข้าร่วมการประลองจากข้าไป ก็มีคนคับข้องใจในเรื่องนี้อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย ว่าตัวเจ้านั้นมีคุณสมบัติเพียงพอแล้วหรือไม่… เพราะผู้ที่ได้รับเลือกทั้ง 31 คนก่อนหน้านี้ ล้วนมีชื่อเสียงโด่งดังตั้งแต่วัยเยาว์และมีพื้นฐานไม่ธรรมดาทั้งสิ้น
หากเจ้าไม่แสดงความสามารถและคุณสมบัติให้สมาชิกหน่วยเทพพยัคฆ์ของเรายอมรับ เกรงว่ากว่าครึ่งของสมาชิก ณ เวลานี้ คงไม่ยินยอมให้เข้าไปแสดงตัวเข้ารับสิทธิ์การประลองในวันพรุ่ง… เรื่องนี้ตัวข้าเองคงบังคับความคิดของทุกคนไม่ได้ เจ้าพอจะเข้าใจหรือไม่?!”
มู่เจี้ยน ได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งไปเล็กน้อย… ทว่าสมาชิกหน่วยเทพพยัคฆ์ทั้งหมด ก็มิต่างอะไรกับศิษย์น้องของตน ครั้นจะออกหน้าช่วยพูดให้ ซุน ก็รู้สึกกระอักกระอ่วน เผยสีหน้าปั้นยากชั่วครู่ขณะ ซึ่งก็ไม่พ้นสายตาของ ซุน ที่สามารถเข้าใจได้
สุดท้าย ซุน จึงเค้นเสียงหัวเราะแสนเย็นชา สะบัดชายเสื้อสองข้างมือไพล่หลัง ยืดอกดึงความสง่างามของนักพรตผู้ฝึกตน แสยะยิ้มชั่วร้ายจาง ๆ ก่อนจะกล่าว…
“อันที่จริง… หากให้ข้านั้นแสดงฝีมือออกมาเพื่อให้ทุกคนในที่นี้ยอมรับ ก็มิใช่เรื่องใหญ่โตอะไรสำหรับข้า นับจากนี้ยังมีเวลาอีก 7 วันจึงจะถึงวันงานประลองใหญ่ ข้าพร้อมที่จะแสดงความสามารถ ยอมรับคำท้าทายของทุกคนในรุ่นเยาว์ที่คับข้องใจ ในการได้มาซึ่งสิทธิ์รับรองของข้า…
แต่ทว่า… การเข้ามาท้าทายของพวกท่านในทุก ๆ ครั้ง ข้าย่อมแบกรับความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บที่จะขึ้นก่อนประลองในวันจริง ดังนั้นหากจะให้ข้ารับคำท้า ก็สมควรมีการตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ มิใช่ว่าใครนึกเกลียดชังข้าก็จะชี้ตัวประลองได้เลย โดยที่พวกท่านมิได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไร…”
ซุน สะบัดมือเพียงครั้ง เหรียญทองหนึ่งแสนเหรียญก็พรั่งพรูออกมาจากแหวนมิติ กองรวมกันเบื้องหน้า สร้างความงุนงงให้กับทุกคนอย่างยิ่ง… แม้แต่ มู่เจี้ยน หรือ ไป๋หู่จิวหรง ก็ล้วนแล้วแต่เผยสีหน้าโง่งม ยังไม่แตกฉานความหมายของ ซุน ที่กล่าวออกมา…
“หนึ่งแสนเหรียญทอง คือค่าเดิมพันการประลองรอบแรก!! และจะต้องเพิ่มเดิมพันเป็นเท่าตัวในทุก ๆ รอบหลังจากนี้ ข้าไม่เกี่ยงว่าสมาชิกคนหนึ่งจะท้าประลองสักกี่ครั้ง ขอเพียงมีเงินมาวางเดิมพันกับข้า ก็ยินดีรับคำท้าทั้งสิ้น!!” ซุน ประกาศกล้าออกไปเสียงดังกึกก้องไปแปดทิศ
เหล่าสมาชิกรุ่นเยาว์หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ต่างสะท้านสะเทือน เผยดวงตาที่เบิกกว้าง อ้าปากค้างไปเป็นแทบ ๆ ยามนี้ทุกคนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ในความหมายที่ ซุน กล่าวไว้ว่าต้องการค่าตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อกับความเสี่ยง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้นมิต่างจากการเดิมพันด้วยเงิน และยังต้องเพิ่มจำนวนเท่าตัวในทุก ๆ การท้าทายอีกด้วย
จากหนึ่งแสนเป็นสองแสน… จากสองแสนเป็นสี่แสน… และจากสี่แสนก็ต้องการเป็นแปดแสน!! เพียงการถูกท้าทาย 3 รอบ ซุน ก็จะได้เงินนับล้านเหรียญทองแล้วจากเงื่อนไขนี้ ทั้งยังทวีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้คนที่ท้าทายต้องแบกรับการสูญเสีย เช่นเดียวกับที่ตนต้องแบกรับความเสี่ยงเรื่องอาการบาดเจ็บ…
จากเงื่อนไขนี้ แน่นอนว่า ซุน มิได้บีบบังคับผู้ใด
แต่หากผู้ใดคับข้องใจก็สามารถก้าวออกมาได้ ถ้ามีเงิน!!
สายตาของ ซุน ตวัดมองตรงไปยัง โจวคุนหมิง ที่ยืนแน่นิ่ง ไหนเลยจะมองไม่ออกว่าที่อีกฝ่ายไปยืนตรงนั้น ก็เพราะไม่พอใจในการได้ป้ายรับรองสิทธิ์ของ ซุน ทั้งยังเผยเจตนาต่อสู้แผ่ล้นผ่านดวงตา…
“พี่ชายท่านนั้น… พร้อมจะประลองรอบแรกแล้วหรือไม่?!”
……………………………………