อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 137 เข้ามา...
ตอนที่ 137
ซุน นั้นอยู่ในสถานศึกษาทางชนบทบ้านนอกมาหลายปี พบเจอแต่เด็กและผู้เยาว์ที่มาจากตระกูลรากหญ้า ไม่ก็เป็นคนเถื่อนยากจนเช่นเดียวกับตน ย่อมมองเห็นความแตกต่างของเด็กยากจนชนบทและเด็กที่มากจากพื้นฐานตระกูลระดับสูงค่อนข้างชัดเจน
หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ถึงแม้จะเป็นหน่วยที่รวบรวมผู้เยาว์อัจฉริยะจากทั่วสารทิศ เข้ามารับใช้ราชการแผ่นดิน ทว่าหากเป็นคนยากคนจนพื้นฐานต่ำต้อย ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่ฉายแววอัจฉริยะออกมาตั้งแต่เยาว์วัย… ดังนั้นเมื่อ ซุน กวาดตามองไปไม่กี่ครั้ง ก็รู้ได้ทันทีว่าสมาชิกในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์นั้น กว่า 9 ใน 10 ส่วน ล้วนเป็นนายน้อยตระกูลพ่อค้า ไม่ก็คุณหนูจากตระกูลขุนนางทั้งสิ้น
การถูกเลี้ยงดูด้วยทรัพยากรที่คุณภาพสูง ได้รับการชี้นำพื้นฐานจากยอดฝีมือที่ช่วยฝึกสอน ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะปลุกปั้นความเป็นอัจฉริยะให้ปรากฏได้ง่ายยิ่งขึ้น… แม้แต่ ตันเหมา สหายของ ซุน ที่ไร้พรสวรรค์ ยังบรรลุพื้นฐานลมปราณได้สูงกว่าคนทั่วไปจากทรัพยากรอันไร้ขีดจำกัด
ดังนั้นสมาชิกในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ก็ย่อมมีกำลังเงินใช้ได้ไม่ขาดมือ เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการถูกรีดไถออกมา… แต่หาก ซุน เสนอเงินทองจำนวนมหาศาลหลายล้านเหรียญในคราเดียว คนเหล่านี้ใช่ว่าจะโง่เขลา มันจะทำให้ดูชัดเจนจนส่อเจตนาเกินไป ไม่เหมาะจะใช้เป็นเหยื่อล่อ… ดังนั้น ซุน จึงเริ่มต้นที่จำนวนเดินพันไม่มากไม่น้อยที่ หนึ่งแสนเหรียญทอง พอให้เกิดความลังเล แต่อาศัยการทบทวีขึ้นไปเรื่อย ๆ สุดแล้วแต่ผู้ท้าชิงว่าจะใจถึงเพียงใด
เป็นการขุดบ่อล่อปลา จากบ่อเล็ก ๆ โดยหารู้ไม่ว่า เบื้องหลังยังมีบึงน้ำขนาดมหึมารออยู่!!
สำคัญกว่านั้น การประลองครั้งนี้ยังทำให้ ซุน ได้รับประสบการณ์ต่อสู้ สามารถเฟ้นหาจุดอ่อนสำคัญจากเคล็ดวิชาในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ได้อีกด้วย!! ยามที่ได้ลงประลองใหญ่ จะทำให้ ซุน ได้เปรียบผู้เข้าประลองอย่างน้อย 4 คน ที่มาจากหน่วยนี้
โดยเฉพาะ เมื่อเผชิญหน้ากับ ไป๋หู่จิวหรง อัจฉริยะรุ่นเยาว์อันดับ 2 ของทวีป ตามคำมั่นสัญญาที่เคยรับปากไว้… เป้าหมายของ ซุน แน่นอนว่ามิใช่เพียงแค่การผ่านเข้ารอบขึ้นไปเจอนาง แต่ต้องการจะเอาชนะนางให้ได้เสียมากกว่า
ดังนั้นการรับคำท้าทายครั้งนี้ ซุน มองเห็นเพียงประโยชน์สำหรับตนเท่านั้น ขอเพียงแค่ไม่เปิดเผยเคล็ดวิชาก้นหีบออกมาแสดงในช่วงที่รับคำท้าประลอง ก็ไม่มีทางถูกอ่านการเคลื่อนไหวก่อนขึ้นประลองใหญ่ได้…
“พี่ชายท่านนั้น… พร้อมที่จะประลองรอบแรกแล้วหรือไม่?!” ซุน เอ่ยถามขึ้นขณะที่หันมองไปยัง โจวคุนหมิง ที่ยืนแน่นิ่งอยู่ในลานกว้าง
ร่างของ โจวคุนหมิง สั่นเทิ้มด้วยโทสะ ชัดเจนว่าตนกำลังถูกยั่วยุโดยที่อีกฝ่ายเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ราวกับไม่เห็นตนอยู่ในสายตา และยังเป็นฝ่ายเอ่ยท้าทายก่อนที่ตนจะกล่าวขึ้นเสียอีก ทั้งที่ก่อนหน้านี้ โจวคุนหมิง ยอมนิ่งเงียบมาโดยตลอด เพราะมีความเกรงใจต่อ องค์รัชทายาท และหัวหน้าหน่วย มู่เจี้ยน แต่บัดนี้คล้ายว่าขอบเขตความอดกลั้นเหล่านั้น ได้พังทลายลงแล้ว…เพียงเพราะประโยคเดียวที่ ซุน เอ่ยถามขึ้น!!
ตูม!!
เสียงฝักกระบี่กระแทกลงบนพื้นลานกว้าง… ก่อนที่ โจวคุนหมิง จะชักกระบี่เงาวับออกมา แน่นอนว่ามันมิใช่อาวุธอักขระ เพราะตามกฎของหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ การประลองภายในหน่วยจะใช้ได้เพียงแค่อาวุธสามัญเท่านั้น เพื่อความทัดเทียมของทุกฝ่าย…
ดวงตาของ โจวคุนหมิง แดงก่ำขึ้นเดือดดาล สะบัดมืออีกครั้งเงินหนึ่งแสนเหรียญทองพลันปรากฏออกมาเบื้องหน้า ไม่ขาดแม้แต่เหรียญเดียว!!
“ไม่ว่าเจ้าจะแพ้หรือชนะ ข้าไม่คิดจะเอาเงินคืน… ทว่าหากเจ้าพ่ายแพ้ให้ข้า เจ้าก็ต้องส่งป้ายรับรองสิทธิ์นั่นให้ข้าแทน!!”
ซุน หัวเราะเสียงเย็น… วาดแขนออกไปอีกครั้งเก็บเหรียญทองทั้งของตนและของ โจวคุนหมิง กลับเข้าไปในแหวนมิติ การประลองนี้มิใช่การประลองเพื่อช่วงชิงเงินเดิมพัน แต่สมาชิกหน่วยเทพพยัคฆ์จำต้องจ่ายเดิมพัน เพื่อช่วงชิงป้ายรับรองสิทธิ์เข้าร่วมการประลองใหญ่…
“ไม่มีปัญหา… หากข้าพ่ายแพ้ ข้ายินดีที่จะสละสิทธิ์และให้ผู้ที่เอาชนะข้าได้ขึ้นไปประลองแทน ตกลงแบบนี้ดีหรือไม่…องค์รัชทายาท” ซุน กล่าวพลางหันมองไปยัง ไป๋หู่จิวหรง
แน่นอนว่านางถึงกับกุมขมับแนบแน่น ทว่าเมื่อเรื่องเลยเถิดมาถึงเพียงนี้แล้ว ไหนเลยที่นางจะบ่ายเบี่ยงได้ ต่อให้ ซุน แพ้ขึ้นมา และสมาชิกหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์เข้าไปแทนที่ในตำแหน่งที่ยังว่าง ก็ไม่นับว่าเสียหายหรือมีผลกระทบอะไรกับการประลองใหญ่ เนื่องด้วยหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ทุกคน ล้วนมีฝีมือเป็นเลิศอยู่แล้ว…
“เอาเช่นนั้นก็ได้… แต่ยังไงนี่ก็เป็นเพียงการประลองทดสอบคุณสมบัติความสามารถเท่านั้น ข้าจึงไม่เห็นด้วยหากมีการบาดเจ็บอันไม่จำเป็นเกิดขึ้น ฉะนั้นข้าขอเป็นผู้ตั้งกฎด้วยตนเอง เพื่อมิให้การประลองยืดเยื้อ หรือรุนแรงมากเกินไป…” ไป๋หู่จิวหรงกล่าวขึ้น ก่อนนางจะยกมือเป็นสัญญาณให้กับสมาชิกหน่วยอีกคนหนึ่ง เพื่อให้เปิดใช้งานขอบข่ายอาคมของลานกว้างแห่งนี้
ไม่นานก็พลันปรากฏม่านแสงสีฟ้าครอบคลุมรัศมี 100 จั้ง…
“มีกฎแพ้ชนะเพียงแค่ 2 ข้อ… กฎข้อแรกคือในรัศมี 100 จั้ง จะเป็นขอบเขตมาตรฐานในการประลองใหญ่ ดังนั้นข้าจะใช้ขอบเขตเดียวกันนี้สำหรับการประลองทดสอบ ซึ่งระหว่างการประลอง หากมีร่างกายส่วนใดแตะสัมผัสกับม่านแสง จะถือว่าคนผู้นั้นพ่ายแพ้ทันที…
และกฎข้อที่สอง ข้าจะกำหนดให้ผู้ท้าชิงป้ายรับรองสิทธิ์กับ ซุน มีโอกาสใช้ได้เพียงแค่ 10 กระบวนท่าเท่านั้น หากใน 10 กระบวนท่านี้ไม่อาจทำให้ ซุน หมดสภาพ หรือผลักดันให้ร่างกายส่วนใดของ ซุน แตะถูกม่านแสงได้ จะถือว่า ซุน เป็นฝ่ายชนะโดยทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการประลองยืดเยื้อ
เจ้าตกลงในเงื่อนไขเหล่านี้หรือไม่ โจวคุนหมิง…” ไป๋หู่จิวหรง กำชับเสียงแน่นหนัก สร้างขอบเขตอันสมควรให้กับการประลองครั้งนี้
ซึ่งแน่นอนว่าเงื่อนไขเช่นนี้ ซุน ค่อนข้างได้เปรียบอยู่พอสมควร ทว่าเป็นเพราะนางมิได้อยากให้เกิดการต่อสู้รุนแรงกับผู้เข้าร่วมการประลองใหญ่ และไม่สนับสนุนในการท้าทายครั้งนี้เท่าใดนัก แต่ก็มิอาจขัดเจตนาของสมาชิกหน่วยจำนวนมากที่ยังคับข้องใจ…
“10 กระบวนท่างั้นหรือ… แค่กระบวนท่าเดียว ก็เกินพอแล้ว!!” โจวคุนหมิง ทะยานร่างผ่านเข้าไปในม่านแสงสีฟ้าทันที ถือเป็นการตอบรับเงื่อนไขทั้งหมด…
เพราะ โจวคุณหมิง มั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าสามารถกำราบ ซุน ได้ก่อน 10 กระบวนท่าแน่นอน ยังแอบเผยรอยยิ้มแฝงเร้น รู้สึกว่าตนโชคดียิ่งนักที่ได้ท้าทายเป็นคนแรก เท่านี้ป้ายรับรองสิทธิ์ก็เท่ากับตกมาอยู่ในมือของตนเรียบร้อยแล้ว…
ซุน ถอนหายใจยาวพรืดหนึ่ง ก่อนจะยืดอกสง่าเดินเข้าไปในม่านแสงเนืองช้า… สายตาของทุกคนที่มองมา เต็มไปด้วยความหมั่นไส้ในทุกท่าที ใจหนึ่งก็คาดหวังให้ ซุน รีบพ่ายแพ้ไปเสีย แต่อีกใจหนึ่งก็อยากให้ ซุน หลบหนี 10 กระบวนท่าต่อจากนี้ เพื่อเอาชนะ โจวคุนหมิง ให้ได้ เนื่องด้วยตนเองจะได้มีโอกาสขึ้นท้าชิงต่อจาก โจวคุนหมิง ช่วงชิงป้ายรับรองสิทธิ์…
มู่เจี้ยน เผยสีหน้าแปลกประหลาด หัวเราะไม่ได้ ร้องไห้ไม่ออก ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะเตือนเหล่าศิษย์น้องภายในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ดีหรือไม่ เพราะทุกคนต่างก็มีความคาดหวังทั้งสิ้น สุดท้ายจึงประสานสายตากับ ไป๋หู่จิวหรง ก่อนที่ทั้งสองจะถอนหายใจอย่างเอือมระอา คงต้องปล่อยเลยตามเลย…
ภายในม่านแสงสีฟ้า โจวคุนหมิง หันชี้ปลายกระบี่แผ่ล้นลมปราณที่ระเบิดปะทุ…
“หยิบเอาอาวุธของเจ้าออกมา!! ข้าจะถือเป็นสัญญาณเริ่มประลอง!!”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้มเขินอาย แหวนมิติพลันมีประกายสว่างวาบขึ้น ขวานศิลาไร้คมขนาดใหญ่ก็ได้ปรากฏออกมา เสียงที่ปลายขวานทิ่มลงกระแทกพื้นศิลาบนลานกว้าง ดังกึกก้องจนสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือน บ่งบอกถึงน้ำหนักอันมหาศาลจากขวานเล่มนี้…
“!!!!!!!!!!!” ทุกคนโดยรอบ เบิกตาโพลงกว้าง ต่อให้ไม่ต้องทดลองยกกับมือ แต่จากเสียงที่ดังกระทบพื้นยังบอกได้ทันทีว่าน้ำหนักของขวานศิลาเล่มนี้ คงไม่ต่ำกว่าพันชั่ง!! ตำแหน่งที่ปลายขวานศิลาทิ่มลง ยังเกิดรอยแตกร้าวเป็นใยแมงมุมแผ่ขยายขึ้นบนพื้นลานกว้าง…
“ขะ…ขวานเล่มนั้น มันหนักแค่ไหนกันนะ!! ของเช่นนั้นใช้ต่อสู้ได้ด้วยงั้นหรือ!!”
“บ้าไปแล้ว!! มันเพียงแค่เอาออกมาข่มขู่แน่ ๆ ใครจะไปใช้ขวานหนักเช่นนั้นขึ้นประลองกัน!!”
เหล่าผู้ชมโดยรอบ มีเพียง มู่เจี้ยน เท่านั้นที่นิ่งสงบ... ทว่าแววตายังเผยความล้ำลึกซับซ้อน เห็นได้ชัดว่านั่นคือขวานศิลาระดับ 4 ของตระกูลซ่ง ที่หนักถึง 2,000 ชั่ง ตัวของ ซุน เมื่อหลายเดือนก่อนแม้จะใช้การทรงร่างมหิงสา ก็ยังยากที่จะควบคุม…
ทว่าในเวลานี้ เมื่อ ซุน ขับขานเจตจำนงแห่งขวาน พลันหลอมร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับขวานศิลา ผนวกกับจิตวิญญาณแห่งขวานที่แผ่ซ่านออกมาเป็นระยะ ประกอบกับรังสีศาสตราเข้มข้นดุดัน ทำให้ มู่เจี้ยน ที่สัมผัสลมปราณเฉียบคมยิ่งกว่าทุกคนในที่นี้ อดไม่ได้ที่จะขนลุกชูชันขึ้น…
“นี่ ซุน มาได้ถึงระดับนี้แล้วงั้นหรือ?!”
ซุน ยื่นมือออกไปด้านหน้า ตวัดปลายนิ้วเบา ๆ เชื้อเชิญ…
“กระบวนท่าแรก เข้ามา…”
โจวคุนหมิง จากที่อึ้งงันในครั้งแรกที่ขวานศิลาปรากฎ บัดนี้ถึงกับกัดฟันดังกรอดเมื่อถูกยั่วยุ… ความลังเลใจทั้งหมดถูกลบเลือนไป ขับขานเพลงกระบี่เทพพยัคฆ์ ก่อเกิดเงากระบี่จำนวนมากจากความว่างเปล่ารอบด้าน บรรยากาศโดยรอบราวกับเต็มไปด้วยความแหลมคมจากรังสีกระบี่…
“เพลงกระบี่เทพพยัคฆ์… หนึ่งกระบี่เทียบเทียมร้อย!!”
เมื่อกระบวนท่าแรกถูกระเบิดขึ้น เงากระบี่พลันพุ่งตรงเข้าหา ซุน การแทงกระบี่ออกไปเพียงครั้ง เทียบเท่าการแทงหนึ่งร้อยครั้ง!! ด้านความเหนือชั้นของเคล็ดวิชาย่อมสุดพรรณนา ราวกับมีไอกระบี่ปิดล้อมรอบทิศทาง…
ชั่วจังหวะนั้นเอง ที่ขวานศิลาพลันถูกยกให้ลอยสูงขึ้นท่ามกลางเงากระบี่จำนวนมาก ดวงตาของ ซุน ส่องประกายเจิดจรัส ระเบิดอำนาจทำลายล้าง ที่แม้ฟ้าดินยังต้องสั่นไหวในการกวัดแกว่งเพียงครั้ง…
“ปัดกวาด!!”
ตูม!!
เงากระบี่นับร้อย ถูกขวานศิลากวาดเพียงครั้งก็พลันราพณาสูร ไม่หลงเหลือรังสีกระบี่ใด ๆ เบื้องหน้ารัศมี อีกทั้งยังเกิดแรงลมกรรโชกมหาศาลผลักดันให้ร่างของ โจวคุนหมิง ร่นถอยออกไปหลายสิบก้าว มือที่ถือกระบี่สั่นไหวรุนแรงจนแทบด้านชา ราวกับเพิ่งพบเจอกับภูเขาที่ถล่มเบื้องหน้า…
“!!!!!!!!!!” หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ทั้งหมดล้วนอ้าปากค้าง ประหนึ่งปลายคางหนึ่งขึ้นอีกสิบชั่ง หลายคนหายใจถี่กระชั้นด้วยความตื่นเต้นจนหนังศีรษะล้วนด้านชา แม้แต่ ไป๋หู่จิวหรง และสมาชิกโดดเด่นทั้ง 3 คน ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมประลองใหญ่ ต่างก็หดนัยน์ตาแคบลงโดยพลัน…
เพียงกระบวนท่าเดียว ก็สยบเสียงนกเสียงการอบข้างอย่างชะงักงัน!!
โจวคุนหมิง ถอยกรูดไปจนเกือบจะถึงขอบม่านแสง อีกเพียงไม่กี่ก้าวหากมันหยุดยั้งตัวเองไม่ทัน มีร่างกายแตะสัมผัสม่านแสงนี้ ก็คงถือว่าตนพ่ายแพ้ไปแล้ว… สายตาที่ โจวคุนหมิง มองมายัง ซุน เผยถึงความไม่อยากจะเชื่อ…
หากแต่ ซุน ยังคงเผยรอยยิ้ม ยื่นมือออกไปด้านหน้าตวัดปลายนิ้ว…
“กระบวนท่าที่สอง เข้ามา…”
…………………………………..