อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 151 วิกฤตเป็นตายของ ซุน
ตอนที่ 151
ปราณกระบี่มหาศาลที่ก่อตัวเป็นวังวนมิต่างพายุปราณกระบี่จำนวนเหนือคณานับ ภายใต้การยกชูกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ที่ในทุก ๆ ปราณกระบี่ แฝงเร้นไปด้วยจิตวิญญาณแห่งกระบี่ คมกริบแม้เป็นนิมิตมายา กรีดเฉือนชั้นบรรยากาศจนเกิดกับเป็นเสียงแหลมเสียดแก้วหู
การตั้งกระบวนเช่นนี้ ทำให้บรรดาเหล่าสังกัดมือปราบเทพพยัคฆ์ ต่างใจเต้นระรัว… มีก็แต่ มู่เจี้ยน ที่อยู่มุมขอบเวที เผยรอยยิ้มปิติ อย่างน้อยการเคี่ยวกรำตลอดหลายวันก็มิได้ไร้ความหมาย เคล็ดวิชาระดับเฉพาะที่โดดเด่นในด้านการโจมตี ในที่สุดก็เกิดเป็นท่าไม้ตายที่ทำให้ ซุน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าชนชั้นอัจฉริยะรุ่นเยาว์คนอื่น ๆ
เกาทงหลิน แม้จะเผยความหวาดหวั่นผ่านสายตา แต่ขณะนี้ย่อมมิอาจชะงักเสียสมาธิระเบิดลมปราณแผ่ล้นเพิ่มพูน คำรามเสียงมิต่างราชสีห์ที่พร้อมจะพิชิตเหยื่อ อีกเพียงไม่กี่ก้าวก็จะถึงร่างของ ซุน ไม่ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายมีเวลาสั่นสมไอปราณมากกว่านี้
ทั้งที่การกระโจมเข้าไปของ เกาทงหลิน รวดเร็วจนอยู่ในระดับขอบเขตสูงสุดชนชั้นลมปราณสีเขียวไปแล้ว ทว่าเจ้าตัวกลับรู้สึกเหมือนมันเชื่องช้ายิ่งนัก เผยความร้อนรนและเป็นกังวล ความเชื่อมั่นเริ่มสั่นคลอน
ซุน เผยแววตาเหี้ยมเกรียม เพ่งมองไปยัง เกาทงหลิน ด้วยใจอาฆาต… ยกปลายกระบี่ชี้ตรงไปยังเงาร่างราชสีห์ขนาดใหญ่ตนนั้น วังวนกระบี่เกิดการสั่นไหวโยกคลอน ก่อนที่มันจะทำการม้วนตลบบีบตัวหดแคบ พุ่งตรงไปยังเงาร่างราชสีห์ตนนั้น ความแรงในการหมุนของวังวน ทำให้มันมิต่างวายุคลั่งที่ด้านในเต็มไปด้วยไอกระบี่นับไม่ถ้วน หมุนควงพวยพุ่งราวกับสว่านขนาดมหึมา บดขยี้ชั้นบรรยากาศ รวมไปถึงทุกสรรพสิ่งตรงหน้า…
“วังวนกระบี่ไร้สิ้นสุด!!”
เงาขนาดใหญ่สองเงาบนเวทีประลอง ทำให้เหล่าผู้ชมมองเห็นอย่างเด่นชัด หนึ่งคือจ้าวราชสีห์ สองคือวังวนกระบี่ที่ราวกับเป็นพายุควงสว่าง ทั้งสองกระบวนท่าล้วนแผ่พลานุภาพสยบไร้เทียมทาน สะเทือนเวทีประลองสมกับที่เป็นเคล็ดวิชาระดับเฉพาะ
ตูม!!
เสียงการปะทะ รุนแรงอย่างมากทั้งยังมองเห็นเศษเสี้ยวลมปราณที่กระจัดกระจายเป็นวงกว้าง เกิดเป็นอณูคละคลุ้งบดบังทัศนวิสัย… ทุกคนต่างสูดลมหายใจลึกอย่างลืมตัว เพ่งมองไปยังเวทีไม่กะพริบตา เชื่อมั่นว่านี่คือการตัดสินสุดท้ายแล้ว ในการประลองคู่นี้
ซึ่งในที่สุด อณูลมปราณที่ปกคลุมก็เริ่มเบาบาง เผยเค้าโครงของชายหนุ่มผู้หนึ่ง ที่ชันเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นเวที หายใจหอบหนักโหยริน ท้องอาบท่วมไปด้วยโลหิต ที่แดงยิ่งกว่าสีอาภรณ์เครื่องแบบ ทั้งยังมีโลหิตไหลจากมุมปากอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งนั่นก็คือ… ซุน
เบื้องหน้า กลับเผยเงาร่างของอีกคนที่ยังสามารถยืนหยัด แต่โอนเอนไม่มั่นคง แน่นอนว่าคนผู้นั้นก็คือ เกาทงหลิน… ทว่าการดำรงอยู่โดยไม่ทรุดตัวนั่ง ย่อมทำให้ทุกสายตาตื่นตะลึง ดูผิวเผินแล้วคล้ายว่าจะมีชัยเหนือ ซุน หลังปะทะ
แต่เมื่อหมอกอณูเจือจางลงอีกระดับ กลับเผยให้เห็นถึงกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ ที่บัดนี้ได้ทิ่มทะลุร่างของ เกาทงหลิน!! ทั้งยังแม่นยำตัดผ่าน จุดตันเถียน จนกระแสลมปราณบ่มเพาะรั่วไหลอย่างต่อเนื่อง ทำเอา เกาทงหลิน ดวงตาเบิกโพรงด้วยความไม่อยากจะเชื่อ กระอักเลือดอีกหลายคำ เหลือบมองที่ท้องของตนสลับกับใบหน้าของ ซุน…
“จะ…เจ้า!!”
ซุน เผยรอยยิ้มอย่างอ่อนแรง การปะทะครั้งนี้ แม้ ซุน จะได้รับชัยชนะ ทว่าแรงสะท้อนของการปะทะ ได้ไปกระตุ้นบาดแผลทั้งสามแห่งที่ท้อง มันจึงทำให้ ซุน ทรุดตัวลง เพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ…
“เกาทงหลิน… ตามกฎการประลองแม้ข้าจะสังหารเจ้าไม่ได้ แต่ข้าจะทำให้เจ้าตายทั้งเป็น ด้วยการกลายเป็นคนพิการลมปราณ พื้นฐานดับสลาย!!” หลังจากเค้นเสียงเย็นเยือบ ซุน ก็กระตุ้นสายสัมพันธ์ระหว่างตนกับกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ แม้ไม่ต้องจับคว้าโดยตรงยังสามารถควบคุมจากระยะไกล ตวัดนิ้วเพียงเบา ๆ กระบี่ทองก็กระชากตัวออกจากร่างของ เกาทงหลิน โลหิตสาดกระเซ็นเต็มพื้นเวที
เกาทงหลิน แผดเสียงออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างถึงที่สุด ก่อนจะทรุดร่างหมดสติไปพร้อมกับพื้นฐานลมปราณทั้งหมดที่ต้องสูญเสีย… ซุน จดจ้องด้วยใบหน้าเย็นชา ใจนึกอยากจะตัดแขนอีกฝ่ายสักข้าง ให้เหมือนกับที่ เหยาหมิง โดยกระทำด้วยซ้ำ แต่มันออกจะเป็นการซ้ำเติมผู้พ่ายแพ้ท่ามกลางสายตาผู้คนมากเกินไป จึงตัดความคิดนั้นทิ้ง ลุกยืนอีกครั้งด้วยความสง่า จับกระบี่ยกชูเหนือศีรษะ เป็นการประกาศทวงท่าแห่งชัยชนะ
เสียงของเหล่าผู้ชมพลันกระหึ่มขึ้นในทันที…
กรรมการไม่ทันได้ประกาศผล แต่เร่งรุดเข้าช่วยเหลือ เกาทงหลิน ก่อนเป็นอันดับแรก ทว่าก็ไม่ทันการแล้ว จุดตันเถียนเสียหายหนักเกินไป พื้นฐานลมปราณทั้งหมดจึงรั่วไหลอย่างรวดเร็ว เส้นทางของผู้ใช้ลมปราณขาดสะบั้นไปอย่างสิ้นเชิง!!
“ทงหลินนนนนน!!” เกาเทียนฉี คำรามเสียงดังกึกก้อง สยบแม้แต่เสียงกู่ร้องที่กระหึ่มรอบด้าน เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนเป็นสีเขียว พริบตาเดียวร่างก็พลันพุ่งพรวด ทะยานดิ่งจากอัฒจันทร์ตรงไปยังเวทีประลอง
ขอบข่ายม่านพลังที่ปิดล้อมเวที แม้พื้นฐานของเหล่าผู้เยาว์จะมิอาจทำลายได้ แต่ด้วยระดับชนชั้นราชันย์ ลมปราณสีส้มขั้นที่ 5 ของ เกาเทียนฉี ม่านพลังดังกล่าวจะต่างอะไรกับกระจกบาง ๆ แผ่นหนึ่ง เพียงแค่เงาร่างชราเข้ากระทบ ก็ถูกทำลายลงอย่างง่ายดาย
เกาเทียนฉี กระชากร่างของกรรมการข้างกาย เกาทงหลิน ออกจนกระเด็น ตรวจสอบร่างกายของหลานชายตนเองด้วยท่าทีร้อนรน… แต่มันก็สายไปเสียแล้ว แม้จะรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แต่พื้นฐานลมปราณทั้งหมดล้วนไม่หลงเหลือ ใบหน้าของชายชราซีดเผือดเป็นกระดาษ ดวงตาแดงก่ำถึงขีดสุด กวาดมองไปยัง ซุน ที่ร่างกายบาดเจ็บโรยริน
“เจ้ากล้าทำลายอนาคตของตระกูลเกา!! อย่าหวังว่าจะรอดชีวิตกลับไป!!” เกาเทียนฉี ไม่สนใจอะไรอีกแล้วจากเพลิงโทสะที่บดบัง ระเบิดไอสังหารรุนแรงตลอดร่าง ยกแขนข้างหนึ่งออกไป ก่อเกิดปราณมหาศาลที่รวมตัวกันกลายเป็นฝ่ามือยักษ์เหนือเวทีประลอง
ด้วยพลานุภาพของชนชั้นราชันย์ อาศัยแค่เจตนาและการระเบิดลมปราณเพียงครั้ง ย่อมเพียงพอจะกวาดสังหารระดับผู้เยาว์ในใต้หล้าได้ในพริบตาเดียว!!
ซุน มองเห็นฝ่ามือขนาดใหญ่ ที่กำลังถูกกดทับลงมาหาตน เพียงแค่มองเห็นยังสัมผัสได้ถึงวิกฤตความเป็นตายที่มิอาจต่อต้าน ร่างสั่นเทิ้มมิอาจควบคุม แม้แต่เฒ่าชีเปลือยยังเบิกตาโพลง อีกฝ่ายลงมือรวดเร็วเกินไป ต่อให้ตนจะสิงสู่ร่างของ ซุน ก็คงไม่ทัน หรือต่อให้เผยรูปลักษณ์วิญญาณออกไปต้านทานด้วยตนเอง เศษเสี้ยวพลังเพียงน้อยนิดของฝ่ามือนี้ยังพอที่จะดับทำลายชีวิตของ ซุน ได้เช่นกัน…
แน่นอนว่าพริบตาที่ เกาเทียนฉี เคลื่อนไหว… อวิ๋นหยางหลิ่ง เตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย ก็ได้พุ่งเข้ามาเช่นกัน แต่การเคลื่อนไหวที่ช้าไปจังหวะหนึ่งในระดับชนชั้นสุดยอดฝีมือ ก็สมควรทำให้ทุกอย่างเชื่องช้าเกินไป ไม่อาจเข้ามาช่วยเหลือ ซุน ได้ทันเช่นเดียวกัน
ทั้งสามได้แต่แผดคำรามเสียงห้ามปราม
แต่ก็ไม่อาจหยุดเจตนาของ เกาเทียนฉี ลงได้…
ทว่าในตอนนี้ฝ่ามือยักษ์นี้จะตกกระทบบนร่างของ ซุน นี้เอง… จู่ ๆ ฝ่ามือยักษ์ก็ค่อย ๆ แตกสลายออกกลายเป็นอณูกระจัดกระจายท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน จากนั้นก็เผยให้เห็นเงาร่าง ๆ หนึ่ง ที่มายืนอยู่เบื้องหน้าเด็กหนุ่ม ปราณตลอดร่างของคนผู้นี้เหนือล้ำกว่า เกาเทียนฉี ไปหลายขั้น ทั้งยังเป็นคนที่ว่องไวที่สุดด้วยเช่นกัน…
นางคือหญิงสาววัยกลางคน จากตระกูลเล้ง!!
“!!!!!!!!!!” เกาเทียนฉี เบิกตาโพรงขึ้น การสลายฝ่ามือของตนไปได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ บ่งบอกถึงพลังในระดับชนชั้นจักรพรรดิของอีกฝ่าย…
เป็นจังหวะที่ 3 ยอดฝีมือสูงสุดของสำนักสายลมประจิม ตรงเข้าปิดล้อมรอบด้าน เกาเทียนฉี แน่นอนว่าพื้นฐานของ อวิ๋นหยางหลิ่ง เตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย ล้วนเหนือกว่า เกาเทียนฉี ภายใต้การปิดล้อมเช่นนี้ เกาเทียนฉี ย่อมไม่อาจทำเรื่องบ้าบิ่นได้อีก
“เกาเทียนฉี!! เหตุใดจึงกล้าแทรกแซงการประลอง ทั้งยังลงมือกับผู้เยาว์!!” อวิ๋นหยางหลิ่ง แผ่รัศมีคุกคามแห่งชนชั้นจักรพรรดิ ลมปราณสีส้มขั้นที่ 7 กดทับลงมายัง เกาเทียนฉี ให้ต้องกระอักเลือดคำหนึ่ง ระยะห่างระหว่างชนชั้นราชันย์และชนชั้นจักรพรรดิ มีมากมายมหาศาล ต่อให้ 10 เกาเทียนฉี ก็มิใช่คู่ต่อสู้ของ อวิ๋นหยางหลิ่ง
เทพปรมาจารย์ ลู่เหรินฮ่าว เฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมด… แม้ ลู่เหรินฮ่าว จะเป็นคนที่สามารถต่อกรกับ อวิ๋นหยางหลิ่ง ได้ตรง ๆ ทั้งยังเหนือกว่าขั้นหนึ่งด้วยซ้ำไป ทว่าเจ้าตัวกลับไม่มีความคิดที่จะยื่นมือเข้าช่วย เกาเทียนฉี แม้แต่น้อย…
ซ้ำยังมองว่า เกาเทียนฉี ช่างโง่งมอย่างมาก ที่ลงมือท่ามกลางผู้คนจำนวนมากมายเช่นนี้… ลู่เหรินฮ่าว ชำเรืองมองไปยัง ซุน ครั้งหนึ่ง และมองไปยังหญิงสาววัยกลางคนของตระกูลเล้งอีกครั้งหนึ่ง เผยดวงตาที่สลับซับซ้อน ก่อนจะสะบัดร่างเดินจากไปไม่ขอยุ่งเกี่ยว…
เกาเทียนฉี แม้ร่างจะสะท้านหวั่นไหว หากแต่ดวงตายังแดงก่ำไปด้วยโทสะ…
“เจ้าเด็กนั่นมันลงมือเกินกว่าขอบเขต มันจงใจทำลายชีวิตของ ทงหลิน ชัด ๆ”
อวิ๋นหยางหลิ่ง แค่นเสียงขึ้นทันที…
“เหอะ! จากที่ข้าเห็น เกาทงหลิน ก็ลงมือหนักมิต่างกัน ทั้งเจตนาเล่นงาน ทั้งอาวุธลับที่ใช้ ทุกสิ่งล้วนสามารถเอาชีวิต ซุน ได้ทั้งสิ้น ในเมื่อกล้าลงมือกับผู้อื่น ก็ย่อมต้องยอมรับในผลที่อาจสะท้านกลับมา!!
เรื่องนี้ควรให้เป็นดุจพินิจของแผนกส่วนกลางที่ดูแลการประลอง และทางสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพในการตัดสิน มิใช่ว่าเจ้าจะมาเล่นงานผู้เยาว์ด้วยตนเองเช่นนี้ ศักดิ์ศรีของชนชั้นราชันย์ มันหายสิ้นไปหมดแล้วงั้นหรือ!!”
เกาเทียนฉี ใบหน้าด้านชา ได้แต่กัดฟันเดือดดาล มิอาจโต้แย้ง… ทั้งเวลานี้คนของราชวงศ์ไป๋หู่ และคนของสมาพันฯ ก็ได้ทำการปิดล้อม เกาเทียนฉี อีกขั้นหนึ่ง นอกจากจะมีการตัดสินผลการต่อสู้ครั้งนี้ใหม่อีกครั้งแล้ว ยังต้องตัดสินโทษของ เกาเทียนฉี ที่สอดแทรกการประลองด้วยอีกแรง…
ทางด้านของ ซุน เรือนกายยังสั่นสะท้านไม่แน่นิ่ง แต่ก็ยังฝืนสงบจิตใจตนเอง ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ ให้กับหญิงสาววัยกลางคนเบื้องหน้า… “ขะ…ขอบคุณผู้อาวุโส ที่ช่วยเหลือ”
นางหันมองมาด้วยสายตาเย็นชา จดจ้องพิจารณา ซุน อย่างละเอียดตลอดร่าง… ซุน รู้สึกราวกับสายตาของนางสามารถทะลวงผ่านไปถึงจิตใจ จนยากที่จะปกปิดทุกอย่างจากนางได้ อีกทั้งนางยังยื่นมือที่ขาวซีดออกมา แตะไปบนร่างของ ซุน แผ่วเบา
ช่วงเวลานั้น ซุน สัมผัสได้ถึงกระแสลมปราณที่อบอุ่นสายหนึ่งแทรกซึมไปทั่วร่าง โดยที่ ซุน ไม่อาจต่อต้านหรือเลี่ยงหลบใด ๆ ได้ ปราณสายนี้ยังแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด หากนางมีเจตนามุ่งร้ายยังเพียงพอจะสะบั้นชีพจรของ ซุน ได้ทั่วร่าง
แต่สิ่งที่นางทำกลับเป็นเจตนาดีช่วยเหลือ นางใช้ลมปราณที่กล้าแกร่งสายนั้น ตรงเข้าไปยังหัวโลหะของลูกธนูที่ฝังอยู่ภายในท้อง ก่อนจะทำการบีบอัดมันจากภายในอย่างน่าอัศจรรย์ จากโลหะที่เต็มไปด้วยเงี่ยงโค้งงอ ยามนี้ถูกบีบอัดจากลมปราณจนหดเล็กลงไปเก็บครึ่ง โดยไม่ก่อผลกระทบใด ๆ กับร่างกายและอวัยวะของ ซุน
ก่อนที่โลหะกลมมนจำนวน 3 เม็ด จะถูกดึงออกมาจากบาดแผล ไม่มีแม้แต่โลหิตไหลทะลักออกมา ทุกอย่างล้วนถูกสกัดกั้นจากลมปราณอันละเอียดอ่อนภายใต้การควบคุมของนาง กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาไม่ถึง 3 ลมหายใจเข้าออก
ขณะที่นางดำเนินการนั้นเอง ทำให้ ซุน มีโอกาสได้เห็นผ้าบางสีดำที่ปกปิดใบหน้าของนางสะบัดไปมาในระยะประชิด ย่อมทำให้ ซุน มองเห็นใบหน้าแท้จริงกว่า 8 ใน 10 ส่วนของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ แม้นางจะดูมีอายุไม่น้อยแล้ว แต่ยังปรากฏร่องรอยความงามเลิศล้ำที่ไม่เป็นรองผู้ใด ทรงเสน่ห์ในรูปโฉมของหญิงสาวที่เจริญวัยถึงขีดสุด…
ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น ซุน กลับรู้สึกว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ ซุน ได้เห็นใบหน้านี้… ภาพความทรงจำบางอย่างหลั่งไหลออกมาจากห้วงสำนึก ย้อนนึกไปถึงภาพวาดม้วนหนังสัตว์อันเป็นภาพวาดเก่าแก่ที่ ซุน เคยพบในหีบโลหะ(ตอนที่ 24)
ซึ่งภาพวาดนั้นคือภาพของ เหยาหมิง และ ภรรยาที่ตายไป…
และใบหน้าของนาง ก็คล้ายกับสตรีในภาพวาดนั้นอย่างมาก...
“อาจารย์หญิง… เล้งซิ่วอิง…”
………………………………………………….