อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 156 แค่สิบลมหายใจ!!
ตอนที่ 156
ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ระเบิดขอบเขตพลังที่แทบจะเป็นขีดสุด กัดฟันรับมือกับพลัง 5 ส่วนของ เฉียงฟงฟาง ด้วยความตึงมือ แต่ใจรบของทั้งสองแทบไม่ด้อยไปกว่า ลั่วชิงเหอ ในวันวาน
หากกล่าวว่าเวทีประลองใด เฉียงตงฟาง ก็ล้วนเป็นที่หนึ่ง… อันดับ 2 และอันดับ 3 ก็แทบจะเป็นของ ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ที่สลับอันดับกันอยู่บ่อยครั้ง เคียงคู่มาพร้อมกับ เฉียงตงฟาง ถึงกระนั้น ทั้งสองก็ยังไม่อยู่ในสายตาของ เฉียงตงฟาง สักนิดถูกมองว่าต่างชั้นกันเกินไปเสมอมา…
แต่ในวันนี้ การระเบิดพลังของทั้งสองที่ทุ่มเททั้งกายใจ ความหนักหน่วงของกระบวนท่าที่ฟาดฟัน ยังทำให้ เฉียงตงฟาง ตะลึงงัน หัตถ์มังกรขาว ที่สามารถรับมือกับอาวุธอักขระตรง ๆ ได้ ยังต้องสะท้านสั่นไหว เกิดร่องรอยความเจ็บปวดและโลหิตที่แทรกซึมออกมา
“นี่พวกเจ้า!!”
เฉียงตงฟาง ระเบิดพลังผลักดันด้วยกระบวนรบไร้เทียมทาน ทว่า ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ยังแลกมาด้วยอาการบาดเจ็บเพื่อที่จะได้ไม่ต้องร่นถอย ทั้งยังเสือกแทงคมกระบี่ส่วนกลับไป ทิ่มลงระหว่างร่องเกล็ดหนาที่เรียงต่อกันอย่างแม่นยำ จนทะลุหัตถ์มังกรขาวไปได้ในที่สุด จากอีกฝั่งไปยังอีกฝั่ง มิต่างกายแทงที่ทะลุฝ่ามือ!!
ภายใต้กระบวนรบและความมุ่งมั่นของสองอัจฉริยะ… เฉียงตงฟาง คำรามเสียงลั่นด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะระเบิดพลังออกมาอีกระดับ ไม่เคยคิดเลยว่าต้องใช้พลังมากถึงระดับนี้
“เจ็ดส่วน!!”
ตูม!!
พริบตาที่รัดเกล้าบนศีรษะปลดปล่อยขอบเขตอีกระดับ ลมปราณมหาศาลระเบิดขึ้นอีกระลอก เท้าทั้งสองข้างของ เฉียงตงฟาง มิใช่เท้าของมนุษย์อีกต่อไป เวลานี้มันได้ฉีกรองเท้าผ้าก่อนหน้า เท้าเปล่าเปลือยถูกหุ้มด้วยเกล็ดหนาสีขาว ราวกับชั้นกระดูกที่ติดกรงเล็บแหลมคมที่ปลาย นี่คือขอบเขตอีกขั้นของพรจากร่างสถิต บาทามังกรขาว…
ร่างของ ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ถูกกระแทกจากชั้นพลังมหาศาลระลอกนี้ จนทั้งคู่สำรอกโลหิตบางส่วนออกจากปาก ดวงตาเผยถึงการไม่ยอมรับ แดงฉานประหนึ่งไม่สนใจต่ออาการบาดเจ็บ กัดฟันแนบแน่นเมื่อตั้งหลัก และคำรามเสียงพุ่งเข้าหา เฉียงตงฟาง อีกครั้ง!
เหล่าผู้ชมต่างอึ้งงัน พลังใจของสองอัจฉริยะทำให้บรรยากาศโดยรอบเงียบงัน แม้ไม่ต้องได้รับคำอธิบาย ทุกคนก็รู้ดีว่า เฉียงตงฟาง เหนือล้ำกว่าในทุกด้าน… แต่เพราะทิฐิมานะ และจิตใจที่กล้าแกร่ง ทั้งหมดถูกเปลี่ยนเป็นพลังรบ ที่ทำให้ ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ไม่ยินยอมจะเป็นรอง เฉียงตงฟาง ตลอดไป
ทั้งสองรู้สึกได้ว่าหากพวกตนยอมถอดใจตั้งแต่ตอนนี้ อาจไม่มีโอกาสให้ยืนหยัดเสมอเทียบ เฉียงตงฟาง ได้อีกต่อไป ดังนั้นจึงใส่ทุกความกล้าทุกความเชื่อมั่น ลงในศาสตราและกระบวนท่าที่ระเบิดออก... ซุน ที่เฝ้ามองยังอดนับถือทั้งสองคนไม่ได้ รู้สึกร่างกายถูกกระตุ้นให้ฮึกเหิม กัดฟันดังกรอดก่อนจะพุ่งเข้าสบทบอีกครั้ง
“ข้ามาช่วยแล้ว!!”
ไป๋หู่จิงหรง เหลือบมอง ซุน ก่อนจะเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยโลหิตบนริมฝีปาก... เจี่ยโย่วเทียน เงียบงัน ส่งมาเพียงสายตาให้การยอมรับ ก่อเกิดเป็นรูปแบบสามประสานขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เฉียงตงฟาง ที่ระเบิดพลังออกมาเจ็ดส่วน จากที่มั่นใจว่าไม่มีทางพ่ายแพ้เป็นแน่ ทั้งพลังและความเร็วยกระดับขึ้นจากหัตถ์และบาทามังกรขาว แต่ก็ยังไม่อาจปรากฏความได้เปรียบที่มากขึ้น
นัยน์ตาสีฟ้า เกิดการสั่นไหวเล็กน้อย… ทั้งหมดทั้งมวลมิใช่ว่า เฉียงตงฟาง มีพลังอ่อนด้อยลง แต่เป็นเพราะพลังใจสู้รบของทั้งสามมีมากเกินไป จึงดึงขอบเขตพลังกายให้สูงเกินกว่าปกติไปอีกขั้นหนึ่ง… หากคู่ต่อสู้มิใช่ เฉียงตงฟาง ไม่แน่ว่า ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน อาจไม่สามารถระเบิดพลังออกมาได้ถึงระดับนี้
ผนวกกับการประสานที่มี ซุน เป็นจุดเชื่อมโยง… ทักษะการมองขาด มิใช่เพียงแค่มองจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้เท่านั้น แต่ยังช่วยในการมองเห็นเส้นใยเชื่อมต่อประสานของสหายร่วมรบได้อีกด้วย… ซุน กลายเป็นตัวกลางที่เรียงลำดับขั้นตอนของกระบวนท่าที่ถาโถมสาดซัด ให้เรียงร้อยต่อกัน ดึงประสิทธิภาพมากขึ้นไปหลายเท่าอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ทว่า… การทำเช่นนี้ ย่อมทำให้ ซุน จำเป็นต้องใช้สมาธิและรีดเค้นลมปราณออกมาอย่างมหาศาล มากยิ่งกว่าการต่อสู้เพียงลำพังหลายเท่าเช่นกัน… ทุกอย่างจำเป็นต้องแม่นยำไม่คลาดเคลื่อน ทั้งยังต้องจินตนาการไปถึงกระบวนท่าล่วงหน้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้ดวงตาของ ซุน ในเวลานี้แดงก่ำถึงขีดสุด
ความผิดพลาดของ ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน อาจทำให้เสียกระบวนรบจังหวะหนึ่ง แต่หากเป็นความผิดของ ซุน แล้วล่ะก็ อาจถึงขั้นทำให้การประสานพังทลายและพ่ายแพ้ในที่สุด ดังนั้นแง่ของความสำคัญในหน้าที่ ย่อมเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย
เหล่าผู้ชมที่เป็นชนชั้นยอดฝีมือระดับสูง ล้วนมองเรื่องนี้ออกอย่างรู้แจ้งแตกฉาน ศักยภาพของ ซุน เรียกได้ว่ามีมากเกินกว่าที่ทุกคนคาดเดาเอาไว้… บนอัฒจันทร์มุมหนึ่งของการประลอง มีเงาร่างหลายคนที่ไม่อยากแสดงตัวตน เฝ้ามองการประลองครั้งนี้อยู่ด้วย สายตาของเงาร่างเหล่านั้นเพ่งมองมายัง ซุน ด้วยความตกตะลึงอย่างช่วยไม่ได้…
หนึ่งในนั้นคือ เทพปรมาจารย์ อันดับ 1 ของทวีปนี้ ราชครูต้วน...
“ความร้ายกาจของเด็กคนนี้ แท้จริงแล้วอาจมิใช้พื้นฐานร่างกายที่แข็งแกร่ง หรือพื้นฐานลมปราณที่สามารถดึงออกมาได้เกินขอบเขตกฎเกณฑ์… แต่สิ่งที่ยอดเยี่ยมในตัวของเด็กคนนี้คือพลังสมาธิอันแน่วแน่ และพลังในการวิเคราะห์ที่เฉียบคม
นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถฝึกฝนกันได้… แม้แต่ในหมู่ยอดฝีมืออาวุโสยังไม่ปรากฏเด่นชัดถึงเพียงนี้ คำจำกัดความของสิ่งนี้ คงใช่เป็นอย่างไรไปไม่ได้นอกจากคำว่า พรสวรรค์… สิ่งนี้แม้ไม่เป็นรูปธรรมชัดเจน แต่มันจะเป็นสิ่งผลักดันเด็กคนนี้ ให้อยู่นอกเหนือการคาดเดา…”
ชายชราอีกคนที่อยู่ใกล้ ๆ สวมชุดเกราะลวดลายหงสาสีแดงร่างกำยำใหญ่โตดุจขุนเขา ดวงตาเผยถึงความโชกโชนของประสบการณ์ คนผู้นี้คือหนึ่งในยอดฝีมือพิชิตใต้หล้าของทวีปหงสาเพลิง…
ตำแหน่ง จอมราชันย์ ผู้แข็งแกร่งที่สุดในทวีปหงสาเพลิง… ควบคู่ตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแห่งราชวงศ์จูเชว่ พื้นฐานลมปราณคือขอบเขตสูงสุดของชนชั้นลมปราณสีส้ม ห่างจากชนชั้นเทวะลมปราณสีแดงเพียงแค่ครึ่งก้าว… เฟิ่งชิงโหว
“อืม… เป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจจริง ๆ ดังท่านว่า…”
ยังมีชนชั้นยอดฝีมือระดับทวีปอีกหลายคน ที่เฝ้ามองการประลองนี้เป็นอรรถรส ความเปล่งประกายของทั้ง 4 ผู้เยาว์บนเวทีประลอง มีความหลากหลายแตกต่างกันออกไป แต่ทั้ง 4 คนก็สมควรแก่การถูกเรียกว่า อัจฉริยะในรุ่น…
บนเวทีประลอง…
ทั้งเหงื่อและโลหิตอาบท่วมร่างของ ไป๋หู่จิงหรง เจี่ยโย่วเทียน และ ซุน ทว่าทั้งสามก็ยังฝืนทนไม่ย่อท้อ เข้ากดดัน เฉียงตงฟาง อย่างต่อเนื่อง จนเวลานี้เริ่มปรากฏบาดแผลและรอยขาดวิ่นของอาภรณ์สีแดงบนร่างของ เฉียงตงฟาง บ้างแล้ว
ทั้งแรงฮึกเหิมของทั้งสามคน ก็มิได้อ่อนด้อยลงเลย ราวกับดึงเอาพลังกล้ามเนื้อและลมปราณของอนาคตออกมาใช้อย่างไร้ขีดจำกัด… ทั้งยังมีการผลัดเปลี่ยนหน้าที่กันอีกด้วย โดยให้ ไป๋หู่จิวหรง รับมือกับหัตถ์และบาทามังกรขาวจากฝั่งข้างขวา ส่วน เจี่ยโย่วเทียน รับทางด้านซ้าย ค่อยสกัดสิ่งที่เป็นอาวุธสำคัญของ เฉียงตงฟาง
และ ซุน ทำหน้าที่ระเบิดโจมตี ทะลวงใจกลาง
“เพลงกระบี่วรชนแดนประจิม… หนึ่งกระบี่พิชิตทรราช!!”
ฉัวะ!!
ซุน ฟันฉับเข้าที่กลางหน้าอก บาดแผลขนาดใหญ่ปรากฏบนร่างของ เฉียงตงฟาง เป็นครั้งแรก แม้ว่าปราณคุ้มกายอันแข็งแกร่ง จะทำให้กระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ ฟันลึกลงไปได้เพียงไม่ถึงครึ่งชุ่น แต่ก็เพียงพอจะทำให้โลหิตของ เฉียงตงฟาง สาดกระเซ็นออกมาตรงหน้า
แม้นัยน์ตาของ เฉียงตงฟาง ยังคงเป็นสีฟ้าสด หากแต่ตาขาวโดยรอบกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำขึ้นมา จากเส้นโลหิตที่แตกออก... คำรามเสียงสะท้านฟ้าสะเทือนดิน เป็นบาดแผลฉกรรจ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นเวทีประลองในรุ่นเยาว์
“สิบส่วน สมบูรณ์!!”
ตูม!!
ระลอกพลังมหาศาลระเบิดขึ้นอีกครั้ง ชั้นบรรยากาศโดยรอบขยายตัวไร้สิ้นสุด เกิดเป็นคลื่นกัมปนาทผลักดันทุกสิ่งอย่าง รอบรัศมีหลายสิบก้าวจาก เฉียงตงฟาง เสียงคำรามกลายเป็นเสียงของสัตว์ร้าย มิใช่เสียงของมนุษย์อีกต่อไป
สามแนวร่วมสำรอกโลหิตคำโตออกมาพร้อม ๆ กัน ทั้งยังสัมผัสได้ถึงวิกฤตรุนแรงที่เกินไปกว่าขอบเขตที่จะรับมือได้อีกแล้ว… ไป๋หู่จิวหรง หลังจากกระเด็นออกไปไกล ก็ฝืนลุกชันเข่าได้เป็นคนแรก ก็เผยสายตาตื่นตะลึงระคนเจ็บปวด มองตรงไปยังเงาร่างที่เริ่มจะผิดแผกไปจากมนุษย์ของ เฉียงตงฟาง
ใบหน้าเริ่มเปลี่ยนแปลงมีเกล็ดและชั้นผิวหนังสีขาวขึ้นมาบางส่วน เหนือศีรษะยังปรากฏเขาสั้นยื่นออกมา เขี้ยวฟันเด่นชัดดุจสัตว์เลื้อยคลานที่ดุร้าย แผ่กลิ่นอายของสัตว์อสูรและไอเย็นปกคลุมทั่วทั้งเวทีประลอง
และสิ่งที่ทำให้ความหวังของนางพังทลายมากที่สุด ก็คือรัศมีลมปราณของชนชั้นลมปราณสีเหลืองที่แผ่ซ่านออกมาอย่างต่อเนื่องของ เฉียงตงฟาง!! ก่อนหน้านี้เป็นเพราะ เฉียงตงฟาง ผนึกพลังเอาไว้ จึงไม่แสดงออกมาอย่างชัดเจน แต่หลังจากระเบิดพลังเต็มสิบส่วน รัดเกล้า ก็พลันหลุดออกจากศีรษะทำให้พลังที่แท้จริงถูกเผยให้เห็น…
เจี่ยโย่วเทียน ที่เพิ่งจะลุกได้เป็นคนที่สอง ใบหน้าก็พลันซีดเผือดในทันที… เวลานี้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ถึงความแข็งแกร่งที่ไม่อาจก้าวข้ามไปได้ ขอบเขตชนชั้นลมปราณสีเหลือง คือการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของชั้นลมปราณ ดังนั้นโอกาสทั้งหมดล้วนพังทลายสิ้น เพียงแค่สายตาที่กวาดมองของ เฉียงตงฟาง ยังทำให้ทั้งสองคนต้องสะท้านสั่นไหว
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดกันที่ ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน รู้สึกว่าความหวังแห่งชัยชนะอันน้อยนิดนั้น กลับไม่มีอยู่ในตัวของพวกตนอีกแล้ว แต่มันกลับไปปรากฏอยู่ในตัวของผู้ที่อ่อนแอที่สุดอย่าง ซุน!! สายตาของทั้งสอง ทอดมองกลับไปยังร่างที่นอนแน่นิ่งของ ซุน ในเวลานี้
การระเบิดพลังสิบส่วนเมื่อครู่ของ เฉียงตงฟาง ภายในช่วงจังหวะสุดท้ายนั้นเอง ทั้ง ไป๋หู่จิงหรง และ เจี่ยโย่วเทียน สัมผัสได้ถึงแรงกระชากมหาศาลที่ฉุดดึงร่างของทั้งสองให้ปลิดปลิวไปด้านหลัง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทั้งสองคนได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ทว่าในทางกลับกัน ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็คือ ซุน คนที่ฉุดดึงร่างของทั้งสองคนออกไป!! ระลอกคลื่นพลังเหล่านั้น กระแทกกระทั้นเข้าใส่ร่างของ ซุน ไปเต็ม ๆ แม้มันจะมิได้เกิดจากความตั้งใจของ เฉียงตงฟาง ทว่าก็ยังสร้างความเสียหายที่เกินคาดเดา
อีกทั้งก่อนหน้านี้ แม้ว่า ซุน จะไม่แสดงออกมาชัดเจน แต่ทั้งสองคนก็ย่อมทราบดีว่า ซุน ใช้พลังสมาธิและลมปราณอย่างมหาศาล ในการช่วยประคับประคองรูปแบบสามประสานให้เปล่งอานุภาพถึงขีดสุด ถึงขั้นรีดเค้นลมปราณทั้งหมดออกมาอย่างต่อเนื่อง เป็นสาเหตุให้การระเบิดพลังของ เฉียงตงฟาง ในครั้งนั้น ซุน แทบจะไม่มีปราณคุ้มกันหลงเหลืออยู่เลย
ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน หันมองหน้ากัน ก่อนจะตัดสินใจพุ่งกลับไปหา ซุน… สภาพที่นอนแน่นิ่งไปเช่นนี้ ย่อมเป็นภาวะที่อันตรายอย่างมาก หากถึงที่สุดแล้วจริง ๆ ทั้งคู่ก็คงต้องประกาศขอยอมแพ้เพื่อยุติการประลอง…
ทว่าในชั่วอึดใจที่ทั้งสองกำลังจะตรงไปหา ซุน นั้นเอง… จู่ ๆ ก็มีเสียงที่แหบชราดังขึ้นมาในหัวของทั้งสองคนพร้อม ๆ กัน เป็นเสียงที่มิอาจเสาะหาที่มา และไม่อาจจับทิศทางใด ๆ ได้…
เวทีประลอง ณ ตอนนี้ ถูกปิดกั้นด้วยม่านพลัง ดังนั้นกระแสเสียงลมปราณย่อมมิอาจเล็ดลอดมาจากด้านนอก... อีกทั้งเสียงที่เกิดขึ้นมานั้น ทั้งคู่ยังรู้สึกได้ว่ามิได้ดังขึ้นจากกระแสลมปราณ แต่มันดังขึ้นจากจิตวิญญาณโดยตรง!!
“สิบลมหายใจ… ต้านทานให้ได้สิบลมหายใจ”
ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน เหลือบหันมองหน้ากันทันที ดวงตาของทั้งสองบ่งบอกว่าได้ยินเสียงนี้เช่นเดียวกัน แม้ว่าทั้งคู่จะยังสับสน ทว่าความทรงพลังของเสียงนี้นั้น กลับปลุกเร้าเพลิงรบของทั้งสองให้ลุกโชนอีกครั้ง ทั้งคู่กัดฟันดังกรอดก่อนจะหันกลับมองไปยัง เฉียงตงฟาง…
เวลานี้บุรุษที่ราวกับเป็นร่างสัตว์อสูรจำแลงกาย ก้าวเดินเนิบนาบไม่เร่งร้อน แค่นเสียงเตือนออกมาประโยคหนึ่ง… “หากจะขอยอมแพ้ ก็ควรจะทำเสียตอนนี้… ข้า เฉียงตงฟาง ในร่างนี้ยากที่จะควบคุมพลังได้… ข้าขอยอมรับว่าดูแคลนพวกเจ้าทั้งสองคนเกินไป นอกจาก ซุน แล้ว พวกเจ้าก็คู่ควรที่จะเป็นคู่แข่งของข้าเช่นเดียวกัน…”
เสียงที่เย็นยะเยือก ทำเอา ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน สะท้านสั่นไหว… แต่ดวงตากลับมีร่องรอยแห่งความภาคภูมิใจ ที่ได้รับการยอมรับจาก เฉียงตงฟาง ในฐานะคู่แข่ง… เวลานี้แม้จะต้องแลกด้วยอายุขัยบางส่วน ทั้งสองก็ไม่รู้สึกเสียดายอีกต่อไปแล้ว ระเบิดพลังปราณมหาศาลออกมาจากร่างด้วยความดุดัน ในใจมีเพียงประโยคเดียวดังก้องขึ้น…
“แค่สิบลมหายใจ!!”
……………………………………
**ไรท์ไม่ได้ตั้งใจจะยืดเยื้อนะ แต่มันเป็นฉากเหตุการณ์สุดท้ายก่อนจะจบภาค 1 ดังนั้นจึงอยากเขียนฉากออกมาให้มันสมบูรณ์ตามที่คิดเอาไว้… หากไม่ถูกใจผู้อ่านท่านใดก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ**