อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 155 รูปแบบสามประสาน
ตอนที่ 155
ทุกสายตาของเหล่าผู้ชมที่มองมายัง ซุน คล้ายเต็มไปด้วยการให้กำลังใจและคาดหวัง ว่า ซุน จะเผยให้เห็นถึงเงาร่างของสัตว์ชนิดใดผ่านกระบวนท่า… กระทั่งเจ้าตัวยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมองไม่เห็นเหล่านี้ แต่กลับใบหน้าเคร่งขรึม พ่นหายใจพลางสบถออกมา
“เหอะ! เรื่องอะไรข้าต้องไปบ้าตามการยุยงด้วยเล่า หน้าที่หลักของข้าหาใช่การปะทะโจมตี!!” ซุน เมินเฉยต่อความคาดหวังของทุกคน ระเบิดวิชาตัวเบาขั้นสูงสุดจนขาทั้งสองข้างโอบอุ้มไปด้วยสายลมสีเขียวระลอกหนึ่ง
ความเร็วของวายุทะยานเหยียบเมฆาขั้นที่ 2 ที่ผสานเข้ากับแรงดีดตัวจากกล้ามเนื้อพื้นฐานอันแข็งแกร่ง เรียกได้ว่ามันทำให้ ซุน ได้เข้าถึงขอบเขตความเร็วสูงสุดในหมู่รุ่นเยาว์ พุ่งร่างเพียงครั้งก็แซงหน้า หมาป่าปราณกระบี่ และ กระเรียนสวรรค์ อันเป็นกระบวนท่าโจมตีปลดปล่อย
ขณะที่ตรงหน้าคือมังกรเหมันต์ที่คำรามเสียงกังวาน... ดวงตาของ ซุน เผยความหาญกล้า กระโดดอีกครั้งก็ลอยสูงเหนือเงาร่างของมังกรเหมันต์… ปราณอัคคีและปราณอัสนีตลอดทั้งร่างพลันระเบิดออกจากมือซ้ายและมือขวา จากนั้นก็เกิดการถักสานเรียงร้อยต่อกัน เป็นตาข่ายเพลิงอัสนีขนาดใหญ่ ครอบคลุมไปยังร่างของมังกรเหมันต์ รวบสะกดกระบวนท่านั้นของ เฉียงตงฟาง ไว้อย่างชะงักงัน เพื่อให้ หมาป่าปราณกระบี่ และ กระเรียนสวรรค์ พุ่งตรงเข้าหา เฉียงตงฟาง โดยตรงไม่ถูกหักล้าง
“!!!!!!!!!!” เฉียงตงฟาง เบิกตากว้างทันที รีบขับไอเย็นจำนวนมากสร้างเป็นกำแพงน้ำแข็งเบื้องหน้า เมื่อ หมาป่าปราณกระบี่ และ กระเรียนสวรรค์ กระแทกเข้าใส่พลันแตกระเบิดอย่างรุนแรง เสียงตูมตามสนั่นหวั่นไหว ทั้งยังผลักร่างของ เฉียงตงฟาง ถอยกรูดออกไปหลายก้าวใหญ่ ลมปราณในร่างสูญเสียความเสถียร เผยใบหน้าซีดเซียวชั่วครู่หนึ่ง…
ตาข่ายเพลิงอัสนี ระเบิดความร้อนหลอมละลายมังกรเหมันต์ที่ถูกสะกดอย่างช้า ๆ จนมันสิ้นฤทธิ์กลายเป็นหมอกไอในที่สุด ถูกหยุดไว้โดยพลังของ ซุน ที่รับหน้าที่ส่วนนี้… การเคลื่อนไหวสามประสานของ ไป๋หู่จิงหรง เจี่ยโย่วเทียน และ ซุน เริ่มชัดเจนเป็นรูปแบบ
ด้วยความที่ ไป๋หู่จิงหรง และ เจี่ยโย่วเทียน เป็นผู้ชำนาญเพลงศาสตรา เน้นหนักไปที่การโจมตีเป็นหลัก ดังนั้นทั้งสองคนจึงยากที่จะรับมือกับปราณเหมันต์อันร้ายกาจของ เฉียงตงฟาง ได้โดยตรง จึงให้ ซุน ที่มีพรสวรรค์ปราณธาตุเป็นต้นทุน ทั้งยังมีพื้นฐานปราณธาตุครอบคลุม รับหน้าที่ในการหยุดยั้งการโจมตีของ เฉียงตงฟาง เอาไว้เพียงอย่างเดียว ถือเป็นฝ่ายตั้งรับ ส่วน ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ทำหน้าที่เป็นโจมตี
นี่คือรูปแบบสามประสาน ที่ถูกคิดค้นออกมา…
ในการต่อสู้เมื่อวาน ซุน เห็นการต่อสู้ของ ลั่วชิงเหอ เป็นแบบอย่าง… ปราณเหมันต์คือปราณหยินสุดขั้ว ทว่ามันสามารถถูกสกัดได้จากปราณหยางสุดหยั่ง เช่นปราณอัคคีและปราณอัสนี ที่เต็มไปด้วยความร้อน อันพร้อมจะหลอมละลายความเย็นเยือก
ผนวกกับการประยุกต์วิถีกระบี่ของ ซานกวานเฉิน และสายตาการมองขาดของ เกาทงหลิน จากประสบการณ์ต่อสู้เมื่อวาน ซุน จึงเปลี่ยนมันให้กลายเป็นรูปแบบตาข่าย ที่ถูกถักทอจากปราณอัคคีและปราณอัสนี เกิดเป็น ตาข่ายเพลิงอัสนี ที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะใช้รับมือกับ ปราณเหมันต์
แม้มองดูเหมือนง่าย แต่ ซุน นับว่าต้องทำการคิดวิเคราะห์ซ้ำไปซ้ำหาเพื่อหารูปแบบที่พร้อมรับมือในทุก ๆ ด้าน แบกรับความเสี่ยงมากยิ่งกว่า ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน เสียอีก... แต่ ซุน ก็ยอมรับว่าด้านพลังโจมตียังเทียบกับทั้งสองคนนั้นไม่ได้ และตนยังชอบความท้าทายในการประยุกต์ทักษะอีกด้วย จึงเลือกรูปแบบฝ่ายป้องกันนี้ด้วยตนเอง
เฉียงตงฟาง เผยดวงตาที่ตื่นตะลึง การโจมตีของ ไป๋หู่จิงหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ไม่อาจประมาทได้ กำแพงน้ำแข็งพังทลายในเวลาอันสั้นบ่งบอกถึงพลานุภาพที่หากพลั้งพลาดขึ้นมา ตนก็อาจถูกปราณศาสตราเหล่านั้น ทำให้บาดเจ็บหนักได้ในทันที
สามผู้เยาว์ยืนประจันหน้า เฉียงตงฟาง หลังการปะทะครั้งแรกที่ช่วงชิงความได้เปรียบสำเร็จ ทั้งสามคนจึงเผยความมั่นใจกันอย่างยิ่งยวด… ตั้งกระบวนท่าพร้อมรับ ไร้ซึ่งความกริ่งเกรงอีกต่อไป!!
“เพื่อชัยชนะ!!” ทั้งสามคนตะโกนก้องพร้อมกัน สร้างเป็นพลังฮึกเหิมถึงขีดสุด ก่อนจะพุ่งตรงเข้าหา เฉียงตงฟาง ประสานกระบวนท่าโจมตี
เสียงดังตูมตามดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อทั้งสามปลดปล่อยเพลงศาสตราเข้าถาโถม แม้แต่ ซุน ยังหยิบเอากระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ออกมากวัดแกว่งทุ่มกำลังเข้ากดดัน อัจฉริยะอันดับ 1 แห่งรุ่นเยาว์… แม้ว่า เฉียงตงฟาง จะแข็งแกร่งมาก แม้ว่าความสามารถจะเหนือชั้น หากแต่ทว่า ไป๋หู่จิงหรง เจี่ยโย่วเทียน และ ซุน ก็ยังห่างไกลจากคำว่าธรรมดาไปมากโข ท่วงท่ารัดกุมต่อเนื่อง การโจมตีสามระลอกคลื่นถูกสลับเปลี่ยนอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีการหักล้างกันและกัน
เฉียงตงฟาง สะบัดมือแต่ละครั้ง ไอเย็นรอบกายพลุ่นพล่านราวกับเป็นศูนย์กลางของฤดูหนาว หมุนวนรอบทิศเป็นการเปลี่ยนชั้นบรรยากาศโดยไร้รูปลักษณ์… ทว่า ซุน ที่พร้อมอยู่ก่อนแล้ว ระเบิดปราณอัคคีตลอดทั้งร่าง แผ่ขยายดุจทะเลเพลิงขนาดย่อม ทั้งยังมีเปลวเพลงหมุนวนรอบ ๆ กาย ในการสนับสนุน ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน มิให้ถูกไอเย็นเล่นงาน
ส่งผลให้ทั้งสองสามารถรีดเค้นเพลงยุทธไร้เทียมทานออกมาได้อย่างไม่ติดขัด ไป๋หู่จิวหรง กวัดแกว่งศาสตราคู่ทวนกระบี่ รังสีศาสตราคล้ายดังฝูงนกนางแอ่นโฉบบินไปมาในม่านไอเย็นไอร้อน ด้าน เจี่ยโย่วเทียน มิแตกต่างกันปลายกระบี่พร่าเลือน เกิดเป็นเงาอสรพิษนับร้อยตนพุ่งเลื้อยฉกไปมา เพียงแค่เห็นยังขนพองสยองเกล้า
กระบี่ทองในมือของ ซุน ก็ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง ไม่มีหน้าที่โจมตีโดยตรง แต่คอยทำลายหักล้างการโจมตีสวนกลับด้วยปราณเหมันต์ของ เฉียงตงฟาง ให้เกิดผลของทักษะน้อยลงที่สุด ถือเป็นคนที่ขาดไม่ได้ในแนวร่วมสามประสาน
เฉียงตงฟาง ถูกกดดันจนร่นถอยอย่างต่อเนื่อง สีหน้ายิ่งดำคลำมากขึ้นเรื่อย ๆ
เหล่าผู้ชมล้วนสะท้านสั่นไหวไปกับความตื่นเต้น ยามนี้เสียงเฮกระหึ่มให้กำลังใจกังวานรอบทิศ เกือบทั้งหมดล้วนอยากจะเห็น เฉียงตงฟาง พ่ายแพ้สักคราในเวทีของรุ่นเยาว์… ทว่าคนของพรรคมังกรฟ้าทั้งหมดกลับเงียบงันเคร่งขรึม หนึ่งในนั้นคือ ซางกวานเฉิน ที่กดคิ้วลงต่ำเอ่ยพึมพำเนิบนาบ
“พวกเจ้ากดดัน เฉียงตงฟาง มากเกินไปแล้ว… ทำเช่นนั้นมิใช่เรื่องดีแม้แต่น้อย รังแต่จะเป็นการไปกระตุ้นพื้นฐาน สัญชาตญาณแท้จริงของเจ้าสัตว์ประหลาดตนนั้นให้ตื่นขึ้นมา…”
ตูม! ตูม! ตูม!
ยิ่งได้เปรียบความรุนแรงของการโจมตียิ่งทบทวีความกล้าแกร่ง ใจฮึกเหิมลำพองถูกผลักดันถึงขีดสุด มองเห็นแสงแห่งชัยชนะอยู่รำไร จวบจนกระทั่งมีเสียงหนึ่งคำรามกร้าว แผ่พลานุภาพสยบจนชั้นบรรยากาศแปรเปลี่ยนฉับพลัน…
“ห้าส่วน!!”
ชั่วพริบตาที่ เฉียงตงฟาง ประกาศใช้พลังห้าส่วนของตน ดวงตาสีฟ้าสาดมีประกายอำนาจสยบรอบทิศ แขนสองข้างล้วนเปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็น หัตถ์มังกรขาว ทั้งซ้ายและขวา กวาดทำลายฉีกกระชากทุกเงาศาสตรา เสียงตูมตามสะท้านสะเทือน ระเบิดไอดุร้ายรุนแรงของสัตว์อสูรออกมาเต็มกำลัง
เงาร่างของ ไป๋หู่จิวหรง เจี่ยโย่วเทียน และ ซุน ถูกพลังอำนาจกระแทกกระทั้น ผลักดันจนปลิดปลิวลอยเคว้งคนละทาง กระบี่ในมือของ เจี่ยโย่วเทียน ถึงกับโก่งงอชั่วครู่หนึ่ง… ทวนสั้นและกระบี่ของ ไป๋หู่จิวหรง ก็ส่งแรงสะท้อนจนข้อมือของนางด้านชา
ที่เจ็บปวดที่สุดเห็นจะเป็น ซุน บาดแผลถูกเย็บที่หน้าท้อง เริ่มปริแตกออกจากการปะทะ แม้จะไม่ถูกโจมตีตรง ๆ ก็ยังทำให้มีโลหิตไหลออกมาจากมุมปาก ถลาออกไปไกลที่สุดใน 3 คนนี้… ทั้งสามผู้เยาว์ล้วนมีดวงตาที่เผยถึงความตกตะลึง แม้จะรู้อยู่แล้วว่าก่อนหน้านี้ เฉียงตงฟาง ยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด แต่ก็เชื่อว่าการเผชิญหน้าศัตรู 3 คนเช่นนี้ น่าจะเป็นพลังสัก 5 ส่วน
ทว่าพอได้เป็นเช่นนี้ก็มั่นใจได้ทันที ว่าก่อนหน้า เฉียงตงฟาง เพิ่งจะใช้พลังไปแค่ 3 ส่วนเท่านั้นเอง!! อีกทั้งหลังการดึงพลัง 5 ส่วนออกมา หัตถ์มังกรขาว จะเปลี่ยนแปลงถึง 2 ข้างแผ่พลานุภาพของสัตว์ร้าย แค่มองดูก็ยังต้องรู้สึกหวาดกลัวในใจ
เฉียงตงฟาง หัวเราะเสียงเย็นออกมา…
“ไม่เลว… ไม่เลว… แต่มันยังไม่เพียงพอ!!”
แขนสองข้างที่ผิดรูปลักษณ์ไปจากมนุษย์ ราวกับอัดแน่นไปด้วยเจตนารมณ์แห่งความหนาวเหน็บ เพียงแค่ เฉียงตงฟาง ประกบฝ่ามือทั้งสองข้างลงกับพื้นเวที ความเย็นยะเยือกที่ราวกับจะเปลี่ยนแปลงฤดูกาล ก็แผ่ซ่านจนมีชั้นน้ำแข็งปกคลุมแผ่ขยาย
“ถอยออกมา!!” ซุน แผดเสียงออกไป ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน กระโดดถอยหลบยังด้านหลังของ ซุน ในทันที… ตลอดร่างของ ซุน ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงและอัสนี ดึงกระบี่พันชั่งออกมาจากแหวนมิติ ถ่ายโอนเปลวเพลิงอัสนีไปยังกระบี่พันชั่งจนมันเปลี่ยนเป็นสีแดงร้อนแรง และปักลงยังพื้นเวทีด้านหน้าสร้างเขตแดนเปลวเพลิงผสานสายฟ้า ป้องกันไอเย็นรอบด้าน
พริบตาเดียวพื้นทีประลอง 9 ส่วน ได้กลายเป็นชั้นน้ำแข็ง มีเพียงพื้นที่หนึ่งส่วนรอบรัศมีกระบี่พันชั่งเท่านั้น ที่สามารถต่อต้านเอาไว้ได้… ซุน รู้ดีว่าหากพวกตนทั้งสามคน ตกอยู่ในเขตแดนไอเย็นที่ปกคลุม ร่างกายจะถูกคลื่นความเย็นแทรกซึมตลอดเวลา แม้แต่จะขยับเคลื่อนไหวยังทำได้ยากลำบาก...
เฉียงตงฟาง เห็นการขัดขืนต่อต้านเช่นนี้ ก็เผยรอยยิ้มพอใจออกมาอีกครั้ง… มองมายัง ซุน ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยประกายอันล้ำลึก…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข้ามองคนไม่ผิดจริง ๆ ซุน แม้ว่าพื้นฐานเจ้าจะยังอ่อนแอ แต่เจ้ากลับทำให้ข้ารู้สึกได้ถึงความเป็นปรปักษ์ของคู่แข่งในภายภาคหน้า!! น่าเสียดายที่พวกเราเผชิญหน้ากันเร็วเกินไป เจ้า ณ เวลานี้ ยังไม่คู่ควรต่อกรกับข้า… ต่อให้มีสหายของเจ้าอีกสองคนช่วยเหลือ ก็ยังไม่อาจลบเลือนความต่างชั้นของพวกเราลงได้!!”
เฉียงตงฟาง ระเบิดความเร็วพุ่งตรงเข้ามา ถึงจะไม่มีไอสังหารคุกคามใด ๆ แต่เพียงแค่พลานุภาพสยบก็ล้ำลึกเกินจะเปรียบ และกลิ่นอายของสัตว์อสูรที่รุนแรง ในสายตาของทั้งสามคนเวลานี้ยัง เห็น เฉียงตงฟาง มิต่างชนชั้นยอดฝีมือของสำนักตนเอง…
ไป๋หู่จิวหรง กัดฟันดังกรอด แสดงความไม่ยินยอมเด่นชัดออกมา นางก็มีศักดิ์ศรีเช่นกัน เมื่อถูก เฉียงตงฟาง มองข้ามไม่เห็นนางเป็นได้แม้คู่แข่ง นางก็ย่อมมิอาจนิ่งเฉย… แผดเสียงคำรามสะกดข่มความหวาดหวั่นในใจ รังสีศาสตราแผ่ซ่านดุดัน
“เฉียงตงฟาง!! เจ้าไม่อาจดูแคลนข้าได้!!”
เจี่ยโย่วเทียน ก็ใบหน้ามืดครึมมิต่างกัน อุปนิสัยพื้นฐานเป็นคนพูดน้อย ยิ่งโกรธก็ยิ่งเงียบขรึม… ชายหนุ่มหยิบเอาลูกแก้วโปร่งแสงขนาดเท่ากำปั้นลูกหนึ่ง ออกมาจากแหวนมิติ ภายในมองเห็นเงาร่างของสัตว์อสูรขนาดเล็กมากมายหมุนวนอยู่
นี่คือยุทธภัณฑ์ชิ้นที่ 2 ซึ่ง เจี่ยโย่วเทียน ได้เลือกมาในการประลอง แม้ลูกแก้วนี้จะมิใช่ศาสตราไร้เทียมทาน แต่มันเป็นวัตถุอาคมที่ดูดกลืนเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของสัตว์อสูรเทียมไว้เป็นจำนวนมาก… หาก เจี่ยโย่วเทียน ดึงเอาเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของสัตว์อสูรเทียมภายในนี้ ออกมาผสานเข้ากับวิถีกระบี่แห่งชีวา จะทำให้สัตว์ร้ายปราณกระบี่เปล่งอานุภาพได้มากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น…
ทั้ง ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน พุ่งเข้าโรมรันกับ เฉียงตงฟาง อีกครั้ง!! เพลงศาสตราระเบิดฟาดฟันสะท้านสะเทือน แต่ เฉียงตงฟาง ก็ใช้ หัตถ์มังกรขาว แทนศาสตราวิเศษ รับการโจมตีของทั้งสองเอาไว้โดยไร้ความกังวล แม้จะเป็นสองรุมหนึ่ง แต่ก็มิต่างจากหมาป่าสองตัวที่พยายามเล่นงานพยัคฆ์หนุ่ม ยังมีความแตกต่างของพลังที่ยากจะข้ามผ่านได้
ซุน มีหน้าที่สร้างเขตแดนพื้นที่ปกป้องไอเย็น จึงทำได้เพียงจับกระบี่พันชั่งไว้แน่นถ่ายปราณความร้อนแผ่ขยาย และเฝ้ามองสองสหายที่เข้าไปต่อสู้ เผยสายตาเด็ดเดี่ยวออกมา แต่ก็จำต้องอดทนเอาไว้ ต้องรอให้ไอเย็นบนเวทีลดทอนลงไปกว่านี้อีกนิด จึงจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือทั้งคู่…
แม้เวทีนี้จะมิใช่การต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย ต่อให้ ซุน เลือกที่จะถอนตัวเสียตอนนี้ โดยส่วนตัวแล้วก็มิได้เดือดร้อนอะไรนัก… ทว่าหลังจากที่ ซุน ได้เห็นความมุ่งมั่นพยายามของ ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ดูเหมือนว่าทั้งสองจะคับข้องใจอย่างมากที่พ่ายแพ้ เฉียงตงฟาง มาโดยตลอด มันก็ทำให้ ซุน ตัดใจยอมแพ้ไม่ลง…