อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 157 การปะทะตัดสิน
ตอนที่ 157
ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ห้อทะยานด้วยใจรบ แม้รู้ว่ามิใช่คู่มือ เฉียงตงฟาง แต่ก็ไม่ยินยอมที่จะแพ้พ่ายทั้งอย่างนี้ แม้เสียงลึกลับนั่นอาจจะเป็นเพียงการคิดไปเองหรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะมันไร้ที่มาจนไม่อาจเชื่อมโยง แต่ทั้งสองก็เลือกที่จะใช้มันเป็นเหตุผลสร้างแรงกระตุ้น เพื่อที่จะได้สู้ต่อไป!!
เฉียงตงฟาง เผยรอยยิ้มขึ้น…
“ยอดเยี่ยมมาก... นี่สิจึงจะสมควรเป็นคู่แข่งของข้า!!”
สองอัจฉริยะระเบิดกระบวนท่าระดับสูงประโคมเข้าใส่อย่างดุเดือด โดยที่ฝ่ายของ เฉียงตงฟาง มิต่างสัตว์อสูรดุร้ายที่ทุกท่วงท่านับเป็นการโจมตีเผด็จศึกแทบทั้งสิ้น พลังทำลายเกินจะเปรียบ ก้าวข้ามขอบเขตกายเนื้อของมนุษย์ไปแล้ว
เพียงการปะทะในสามอึดใจแรก สองอัจฉริยะก็พลันสำรอกโลหิตออกมา… ที่น่าตกใจก็คือโลหิตที่สำรอกได้แข็งตัวเป็นเกล็ดเลือดในทันที บ่งบอกถึงความเย็นยะเยือกที่ปกคลุมถึงขีดสุด เมื่อไม่มี ซุน คอยใช้ปราณหยางสร้างความร้อนปะทุหักล้าง การเคลื่อนไหวของทั้งสองจึงยากเย็นขึ้นเป็นทวีคูณ
มีเพียงเสียงคำรามของแต่ละคน ที่ช่วยกันประคองสติอย่างเต็มกำลัง…
ซุน ที่นอนแน่นิ่งอยู่นั้น เต็มไปด้วยความสงบลึกล้ำที่ยากจะอธิบาย… โดยมีจิตวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย นั่งขัดสมาธิทับอยู่บนหน้าอก ก้มมองใบหน้าของ ซุน ด้วยรอยยิ้มชื่นชมอยู่ลึก ๆ เสียงที่ ไป๋หู่จิงหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ได้ยินก่อนหน้านี้ ก็เป็นเสียงของ เฒ่าชีเปลือย เช่นกัน…
“หึหึ… ไอหนูนี่ ใจมันได้จริง ๆ ยอมใช้พลังลมปราณไปจนแห้งเหือดทุกหยาดหยด และในการระเบิดพลังสิบส่วนสมบูรณ์ของไอหนูตาสีฟ้านั่นในระลอกสุดท้าย ยังดึงร่างของสองสหายรบให้หนีออกไป และใช้ร่างตนเองดูดซับพลังเหล่านั้นไว้ทั้งหมด…
เป้าหมายของ ซุน คือการใช้วิธีนอกตำรา… ดึงเอาพลังระลอกสุดท้ายนั้น มาทำลายขอบเขตเส้นใยชั้นบาง ๆ ที่ปิดกั้น เปลี่ยนพลังอำนาจนั้นให้กลายเป็นคลื่นพลังในการฝ่าทะลุขั้น!! ถึงจะเป็นการเสี่ยงอย่างมาก แต่คงเป็นทางเดียวที่จะสร้างโอกาสให้กับชัยชนะครั้งนี้ได้…” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยปากชื่นชมเนิบนาบ พลางลูบไปบนเครายาวด้วยความพึงพอใจ
ซุน ในตอนนี้แม้คล้ายว่าหมดสติ แต่แท้จริงแล้วมันคือการเข้าฌานในทันทีหลังจากดูดซับพลังในระลอกสุดท้าย… ห้วงจิตสำนึกกำลังชักนำพลังที่ดูดซับเข้ามา ฝ่าทำลายกำแพงชั้นสุดท้ายที่จุดตันเถียน
ด้านนอกอาจจะนิ่งสงบ... แต่ภายในร่างมีเสียงตูมตามที่คนอื่นไม่ได้ยิน มันคือการต่อสู้จากภายใน เพื่อดึงดันที่จะแข็งแกร่ง ดึงดันที่จะพิชิต ดึงดันที่จะเอาชนะขีดจำกัดของตนเอง!! ช่วงคอขวดของลมปราณขั้นสีน้ำเงิน เกิดการขยายกว้างในพริบตา เส้นลมปราณทั่วร่างก็โป่งพองขึ้นเช่นกัน
จิตวิญญาณของ ซุน ชักนำพลังระลอกสุดท้าย
กระแทกเข้าใส่กำแพงปราการที่ปิดกั้น!!
เสียงตูมตามระเบิดขึ้นที่จุดตันเถียน ซึ่งไม่มีใครได้ยินนอกจากจิตวิญญาณของ ซุน กำแพงปิดกั้นชั้นสุดท้ายเกิดรอยร้าวและค่อย ๆ แตกสลายไป ทำให้ ซุน ได้ก้าวข้ามไปยังขอบเขตชั้นพลังแห่งใหม่ ที่เต็มไปด้วยทะเลลมปราณสีเขียวมรกต ซึ่งใหญ่โตยิ่งกว่าทะเลลมปราณชั้นสีน้ำเงินก่อนหน้านี้หลายเท่า ดังนั้นความแห้งเหือดของลมปราณก่อนหน้านี้ จึงมีกระแสลมปราณสีเขียวล้นทะลักออกมาจากขอบเขตแห่งใหม่ จนได้รับการเติมเต็มอีกครั้ง…
“บรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียว ขั้นที่ 1”
ร่างที่นอนแน่นิ่งของ ซุน ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา…
ไป๋หู่จิงหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ทั่วร่างปกคลุมไปด้วยไอเย็น หากมิใช่เพราะปราณคุ้มกันมหาศาลที่ขับขานออกมาต่อต้าน ป่านนี้คงกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งไปนานแล้ว ลมหายใจที่หอบหนักถี่กระชั้น พ่นออกมาล้วนเต็มไปด้วยไอเหมันต์ หนาวสั่นจากขยับร่างกายได้ยากลำบาก
ทว่าในจังหวะที่ความสิ้นหวังกำลังคืบคลานนั้นเอง กลับมองเห็นดวงไฟขนาดเล็กลอยตรงเข้ามาหา ความอบอุ่นจากดวงไฟดังกล่าว ได้สลายไอเย็นรอบกายของทั้งสองคนไปได้ในพริบตา อีกทั้งยังสัมผัสได้ถึงเอกลักษณ์ลมปราณอันคุ้นเคยที่แฝงเร้นอยู่ภายในดวงไฟนั้น
ทั้งสองสะท้านสั่นไหว หันมองไปยังเงาร่างด้านหลังที่กำลังประคองตัวลุกยืน แผ่ซ่านไปด้วยทะเลปราณที่อบอุ่น ซึ่งมากกว่าก่อนหน้านี้อย่างมิอาจเปรียบวัด…
“ซุน!!”
ด้วยขอบเขตพื้นฐานที่ฝ่าทะลุขั้นขึ้นมา ทำให้ ซุน มีพลังมากพอจะขับขานปราณหยางที่หนาแน่นยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ ทั้งด้วยความรู้แจ้งแตกฉาน ยังทำให้การควบคุมทำได้ง่ายดายขึ้นไปอีกมาก
รัศมีปกคลุมที่โอบอุ้มเงาร่าง เผยให้เห็นแสงรำไรแห่งความหวัง!!
“!!!!!!!!!!” เฉียงตงฟาง เบิกตากว้างโดยพลัน
“อะไรกัน… ความรู้สึกนี้ ซุน ฝ่าทะลุขั้นระหว่างต่อสู้งั้นหรือ!!”
ถึงแม้ว่าลมปราณจะกลับมาเปี่ยมล้น แต่ก็มิได้หมายความอาการบาดเจ็บบนร่างจะหายไป หน้าท้องของ ซุน ยังมีโลหิตไหลรินอยู่ตลอดเวลาจากบาดแผลเดิม ทว่าเมื่อ ซุน ยกมือสัมผัสไปที่บาดแผลนั้น ปราณโลหะก็ถูกขับขานออกมา เปลี่ยนช่วงหน้าท้องจนถึงกลางอก ให้กลายเป็นผิวโลหะสีนิล เป็นการใช้ปราณธาตุโลหะยับยั้งบาดแผลได้ชั่วคราว
รอยสักอาคมตลอดทั้งร่างยังไหลเวียนโคจร ตบะพลังวิญญาณถูกดึงออกมาใช้ น่าตกใจที่เมื่อลมปราณสูงขึ้น ตบะก็คล้ายจะตอบสนองต่อการยกระดับ จากพลังชีวิตที่เพิ่มพูนด้วยเช่นกัน… ซุน ราวกับเป็นคนใหม่ ที่เวลานี้เต็มไปด้วยความปลอดโปร่ง จิตใจสงบยิ่งกว่าที่ผ่านมา
“ทรงร่าง… สมิงขาว!!”
จิตวิญญาณแห่งพยัคฆ์คำรามเสียงสะท้านสะเทือนอีกครั้ง เมื่อทับซ้อนลงบนร่างของ ซุน กลิ่นอายโชกโชนบางอย่างก็แผ่ซ่านออกมา แม้จะไม่อาจเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกได้เฉกเช่น เฉียงตงฟาง หากแต่ความน่าเกรงขามจากกลิ่นอาย ก็ไม่ด้อยไปกว่ากันมากนัก…
“ศิษย์พี่เจี่ย… องค์รัชทายาท… ข้าไม่อาจคงสภาพเช่นนี้ได้ยาวนานนัก ดังนั้นพวกเราจำเป็นต้องเผด็จศึกให้ได้ในตอนนี้เท่านั้น!! จงอย่าลังเลที่จะใช้ทักษะระดับเฉพาะของพวกท่าน!!” เสียงของ ซุน กังวานก้องดัง
เพลิงรบที่อ่อนแรงครั้งแล้วครั้งเล่าของ ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ลุกโชนขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือสองข้างกำศาสตราแนบแน่น ไร้ซึ่งความลังเลอีกต่อไป ขับขานไม้ตายสุดท้ายออกมาพร้อมกัน!!
ไป๋หู่จิวหรง กางแขนสองข้างยกชูทวนสั้นและกระบี่ ดวงตาเจิดจรัสแผ่รังสีที่สะท้านสะเทือน ลมปราณตลอดร่างถูกดึงออกมาราวกับเป็นกลุ่มควันสีขาว จากนั้นก็หลอมรวมกันเกิดเป็นนิมิตเงาร่างของ พยัคฆ์ติดปีกตนหนึ่งลอยอยู่บนนภาอากาศเหนือศีรษะ ดวงตาเด็ดเดี่ยวคู่นั้นของ เทพพยัคฆ์ ราวกับเป็นดวงตาลักษณะเดียวกับของหญิงสาว
“ทักษะระดับเฉพาะ… เทพพยัคฆ์ฝ่าแดนสวรรค์!!”
เจี่ยโย่วเทียน ก็มิได้ยิ่งหย่อน กระแทกลูกแก้วอาคมลงไปที่ตัวกระบี่ ดึงเอาเศษเสี้ยวจิตวิญญาณสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดภายในนั้นออกมาประสานเป็นหนึ่งเดียว จากนั้นจึงร่ายรำขับขานวิถีกระบี่แห่งชีวาขั้นสูงสุดที่บรรลุถึง ปราณกระบี่ถูกผนึกหลอมรวมกลายเป็น หมาป่าตัวใหญ่ที่คมเขี้ยวคู่หน้า ยืดยาวราวกับงาช้างทิ่มลงพื้น…
“ทักษะระดับเฉพาะ… กระบี่ชีวาเทพหมาป่า!!”
เทพพยัคฆ์ และ เทพหมาป่า ราวกับมีเส้นใยแห่งชีวิตผูกรัด แฝงไว้ด้วยจิตวิญญาณแห่งความทุ่มเทของทั้งสองอัจฉริยะ… เพียงการตั้งกระบวนของทั้งสองคน ยังทำให้ม่านพลังบนเวทีสั่นไหวรุนแรง จนกรรมการด้านนอกต้องเรียกกำลังพลออกมาโอบล้อม เพิ่มความแข็งแกร่งของม่านพลังให้มากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น…
เฉียงตงฟาง แผดเสียงหัวเราะดังกึกก้อง สีหน้าพึงพอใจ…
“ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!! พวกเจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริง ๆ”
เฉียงตงฟาง ระเบิดปราณเหมันต์กล้าแกร่งตลอดร่าง ก่อรูปเป็นมิติมายามังกรขาวเนตรฟ้าขนาดมหึมาด้านหลัง ในเมื่อคู่ต่อสู้แสดงความห้าวหาญถึงเพียงนั้น หากตนยังออมมือจะนับเป็นการดูถูกความตั้งใจของคู่ต่อสู้ ตัดสินใจที่จะขับขานทักษะระดับเฉพาะออกมาเช่นเดียวกัน
ทว่าในขณะที่กำลังรีดเค้นพลังอยู่นั้น กลับสัมผัสได้ถึงการพวยพุ่งของพยัคฆ์เพลิงตนหนึ่ง!! ยังไม่ทันที่ เฉียงตงฟาง จะขับขานทักษะระดับเฉพาะออกมาได้สมบูรณ์ กลับถูกหยุดยั้งเอาไว้อย่างไม่ยุติธรรม!!
“บัดซบ!!” เฉียงตงฟาง สบถขึ้น
เมื่อพิจารณาพยัคฆ์เพลิงตนนั้น กลับพบว่าแท้จริงแล้วมันคือ กระบี่พันชั่ง ที่ถูกขว้างตรงเข้ามา แต่ด้วยการแฝงเร้นของวิถีแห่งกระบี่และเปลวเพลิง จึงเกิดเป็นเงาร่างของพยัคฆ์อัคคี ที่กระโจนทะยาน... ซึ่งแน่นอนว่าระดับพลังเพียงเท่านี้ มิใช่ระดับที่ เฉียงตงฟาง ต้องหวาดหวั่นอะไรนัก ทว่าชั่วเวลาเพียงแค่พริบตา ที่ต้องแบ่งแยกสมาธิมาสกัดกั้นพยัคฆ์อัคคีตนนี้
เงาร่างของ เทพพยัคฆ์ และ เทพหมาป่า ที่น่าเกรงขามก็พุ่งติดตามมาอย่างกระชั้นชิด…
เหตุผลที่ ซุน ตะโกนบอกให้ ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ใช้ทักษะระดับเฉพาะ ก็เนื่องด้วยรู้ดีว่า เฉียงตงฟาง จะต้องตอบโต้ด้วยทักษะระดับเฉพาะเช่นเดียวกัน… ซึ่งด้วยการมองขาดในจุดนี้ ย่อมรู้ดีว่าทักษะระดับเฉพาะอันแฝงเร้นไว้ด้วยพลังมหาศาล จำเป็นต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวโคจร 1-2 อึดใจก่อนจะสามารถปลดปล่อย
หากถูกสกัดขวางอย่างแม่นยำในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น จะทำให้ลมปราณที่ขับขานไม่สมบูรณ์และเกิดอาการลมปราณถูกตีกลับ ทั้งกระบวนท่ายังไม่อาจดึงพลานุภาพทั้งหมดที่ควรจะมีออกมาได้… แม้วิธีนี้จะสกปรกอยู่ไม่น้อย มองดูแล้วไร้ซึ่งความยุติธรรม แต่นั่นก็เพราะ ซุน ทราบดีว่าความยุติธรรมไม่มีทางเอาชนะความแข็งแกร่งของ เฉียงตงฟาง ได้แน่นอน!!
เฉียงตงฟาง กัดฟันดังกรอด ลมปราณที่ตีกลับทำให้ใบหน้าขาวซีด เส้นลมปราณติดขัด… ทั้งยังต้องฝืนใช้ นิมิตมายามังกรขาวเนตรฟ้า ที่ไม่สมบูรณ์ออกไปรับการโจมตีจากทุกทิศทาง… เสียงระเบิดกัมปนาทจึงดังกึกก้อง ชั้นบรรยากาศบิดเบี้ยวพร่าเลือนจากพลังอันมหาศาล… เงาร่างของ พยัคฆ์เพลิง เทพพยัคฆ์ และ เทพหมาป่า แตกสลายหายไปพร้อมกับ มิติมายามังกรขาวเนตรฟ้า
ร่างของ ไป๋หู่จิงหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ปลิดปลิวพร้อมสำรอกโลหิตออกมาอีกครั้ง แรงสะท้อนหลังการปะทะยังมหาศาลอย่างถึงที่สุด… กระบี่พันชั่ง อันเป็นอาวุธอักขระชั้นลมปราณสีเขียว ภายใต้แรงปะทะครั้งนี้ถึงขั้นบิดงอหมดสภาพไปอย่างสมบูรณ์ แม้แต่แสงของอักขระก็ยังมืดดำไม่เปล่งประกาย…
มีเพียง เฉียงตงฟาง ที่ยังยืนหยัดโซซัดโซเซ มีโลหิตสายหนึ่งไหลออกจากมุมปาก... การฝืนใช้กระบวนท่าไม่สมบูรณ์ ในการหักล้างกระบวนท่าระดับเฉพาะทั้งหมด ล้วนเกิดผลกระทบรุนแรง หากไม่มีความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์เป็นพื้นฐาน สภาพน่าจะมิต่างกับสองอัจฉริยะก่อนหน้านี้…
ทว่ายังไม่ทันที่ เฉียงตงฟาง จะได้ปรับโคจรลมปราณใด ๆ เบื้องหน้าพลันปรากฏวังวนกระบี่ขนาดใหญ่เหนือท้องฟ้า ทั้งพลานุภาพสยบไร้เทียมทาน คล้ายจะเหนือล้ำยิ่งกว่าเทพพยัคฆ์และเทพหมาป่า ก่อนหน้านี้เสียอีก...
ซุน เผยแววตาเด็ดเดี่ยวคมกริบ เฝ้ารอจังหวะนี้มาโดยตลอด… เฉียงตงฟาง มีสีหน้าบิดเบี้ยวโดยพลัน แต่ใจรบก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้ใด คำรามเสียงดุจสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บ แต่ก็พร้อมจะเผชิญอย่างไม่กริ่งเกรง!!
“วังวนกระบี่ไร้สิ้นสุด!!”
ซุน เสือกแทงกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ออกไป วังวนกระบี่เกิดการบีบอัด กลายเป็นพายุควงสว่านขนาดมหึมา ที่ใหญ่โตยิ่งกว่าตอนใช้จัดการกับ เกาทงหลิน หลายต่อหลายเท่า…
เฉียงตงฟาง ระเบิดพลังไร้ขอบเขต หัตถ์มังกรขาว ถูกห่อหุ้มด้วยปราณเหมันต์ที่แข็งแกร่งหนาแน่นอย่างถึงที่สุด ดึงเอาพลังทั้งหมดไปไว้ที่การป้องกัน ยกแขนไขว้กากบาทรับกระบวนท่าที่แข็งแกร่งของ ซุน ตรง ๆ
ตูม!!
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว กังวานดังออกไปแปดทิศ ม่านพลังแม้จะได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง บัดนี้ยังมีรอยร้าวปริแตกเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง… พายุควงสว่าน ยังไม่อาจฝ่าทำลายชั้นน้ำแข็งและการป้องกันขั้นสูงสุดของ เฉียงตงฟาง ไปได้
แต่ก็มิได้สลายหายไปยังคงผลักดันกันอยู่เช่นนี้อย่างสุดกำลัง
ทั้งสองล้วนคำรามเสียงดุจสัตว์ร้าย ระเบิดพลังลมปราณและกล้ามเนื้อออกมาอย่างถึงที่สุด… บาทามังกรขาว ที่กดกรงเล็บเท้าลงบนพื้นเวที บดนี้ยังถูกผลักดันให้ถอยกรูดออกไป เกิดรอยเล็บเป็นทางยาวบนพื้นเวทีประลอง…
ทุกสายตาจับจ้องไปยังการปะทะตัดสินนี้จนลืมหายใจ… แม้แต่ ไป๋หู่จิวหรง และ เจี่ยโย่วเทียน ยังฝืนร่างประคองจดจ้อง ช่วงเวลาสำคัญที่สุดในการประลองครั้งนี้… พายุควงสว่างเริ่มที่จะอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ แต่ในทางกลับกันชั้นน้ำแข็งป้องกันก็เริ่มพังสลายลงตามลำดับ
สายตาของ ซุน และ เฉียงตงฟาง จดจ้องประสานในระยะประชิด ต่างฝ่ายต่างรู้ดีว่าใกล้จะถึงขีดสุดแล้ว… ชั่วพริบตานั้นเองที่ เฉียงตงฟาง ดึงพลังเฮือกสุดท้าย สะบัดแขนที่ไขว้กากบาทออกไปอย่างรุนแรง กระบวนท่าสวนกลับนี้ได้สลายพลังของพายุควงสว่าน กระบี่ทองยังปลิวกระเด็นหลุดจากมือของ ซุน ทั้งยังทิ้งรอยกงเล็บฉีกกระชากอาภรณ์ของ ซุน เกิดบาดแผลข่วนยาวจากกงเล็บทั้งสิบเส้นไว้กลางหน้าอก แม้แต่ผิวโลหะก็ยังไม่อาจต้านทานได้ ส่งผลทำให้ ซุน สำรอกโลหิตจำนวนมากออกมาอีกครั้ง…
นี่คือพลังเฮือกสุดท้ายของ เฉียงตงฟาง
แต่ทว่า การโจมตีนี้กลับไม่อาจผลักดันให้ ซุน ร่นถอยไปได้ ดวงตาของ ซุน เผยความเหี้ยมหาญสู้รบ พลังสมาธิทำให้สามารถประคองสติ และมองเห็นว่าหลังจากตวัดกรงเล็บทั้งสองข้างนี้แล้ว ทำให้ร่างของ เฉียงตงฟาง ไร้ซึ่งการป้องกัน…
ซุน กัดฟันแน่น ดึงเอาขวานศิลาออกมาจากแหวนมิติ… เหวี่ยงขวานศิลาออกไปอย่างสุดกำลัง กระแทกเข้าใส่กลางหน้าอกที่ไร้การป้องกันนั้นของ เฉียงตงฟาง…
“ปัดกวาด!!”
ตูม!!
เสียงกระแทกรุนแรงดังขึ้นอีกครั้ง น้ำหนักที่มากถึง 2,000 ชั่ง ผนวกกับพละกำลังกล้ามเนื้อทั้งหมดของ ซุน ตกกระทบลงกลางหน้าอกที่ไร้การป้องกันของ เฉียงตงฟาง เกิดเป็นรอยยุบไปพร้อมกับกระดูกซี่โครงจำนวนมากที่แตกหัก เฉียงตงฟาง ถึงขั้นสำรอกโลหิตพวยพุ่งสาดกระเซ็น
แม้ เฉียงตงฟาง จะสามารถประคองสติเอาไว้ได้ ทว่าก็ไม่อาจหยุดยั้งร่างที่ลอยกระเด็นดุจว่าวสายป่านขาด… สุดท้ายก็พลันไปหยุดกระแทกกับขอบข่ายม่านพลังที่สุดขอบเวทีประลอง อาการบาดเจ็บของ เฉียงตงฟาง เรียกได้ว่าสาหัสไม่น้อยไปกว่า ซุน
แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่ยอมล้มตัวลง ยืนหยัดโซซัดโซเซ ขาทั้งสองข้างสั่นเทาไม่แน่นิ่ง… ดวงตาของ เฉียงตงฟาง เผยถึงความไม่อยากจะเชื่อออกมา ทว่าในเวลานี้แม้ใจรบยังไม่มอดดับ ทั้งยังคิดที่จะพุ่งเข้าปะทะต่อ
แต่ด้วยกติกาของการประลองครั้งนี้…
กรรมการข้างเวทีในจุดนั้น จึงประกาศขึ้น…
“เฉียงตงฟาง ร่างสัมผัสถูกม่านพลัง… ตัดสิทธิ์ออกจากการแข่ง!!”
……………………………………..