อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 163 ผีอำยามตื่น
ตอนที่ 163
“นี่คือกระบี่สำหรับใช้ต่อกร กับผู้ใช้ปราณธาตุงั้นสินะ”
หลังจากกวัดแกว่งกระบี่แยกสมุทรอีกสองสามทีด้วยความปลื้มปลิ่ม… ซุน ก็หยิบเอา รัดเกล้าอักขระ ขึ้นมาตรวจสอบต่อในทันที สิ่งนี้คือยุทธภัณฑ์ที่ ซุน เป็นคนร้องขอไหว้วานกับผู้อาวุโสสูงสุดเถิงด้วยตนเอง ว่าต้องการรูปแบบเช่นนี้ ให้ทางสำนักและหอยุทธภัณฑ์ช่วยหลอมสร้างมันขึ้นมาใหม่ โดยที่ ซุน ยังได้มอบลูกแก้วดวงจิตชั้นลมปราณสีเขียวหนึ่งเดียวที่ตนเองมี ให้กับผู้อาวุโสเถิงนำไปสร้างสิ่งนี้ด้วยซ้ำ บ่งบอกถึงความทุ่มเทให้กับยุทธภัณฑ์ชิ้นนี้อย่างยิ่งยวด…
ตัวของรัดเกล้าสีเงินอักขระไม่ได้ถูกสร้างให้มีพลังเป็นของตนเอง แต่พลังอักขระของมันคือการเกื้อหนุนอัญมณีชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง!! ซุน ได้ทำการศึกษา และเปรียบเทียบข้อมูลมาจากตำราหลายต่อหลายเล่ม เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมกับวัตถุชิ้นนี้ แม้แต่ตัวของผู้อาวุโสเถิงก็ไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัด แค่ทำตามความต้องการของ ซุน เท่านั้นเอง…
จากนั้น ซุน ก็ได้นำวัตถุอัญมณีชิ้นหนึ่งออกมา…
และสิ่งนั้นก็คือ… เนตรมรกต!! (ตอนที่ 10)
“อัญมณีวิเศษชิ้นนี้ ไม่อาจหาข้อมูลที่แน่ชัดได้… ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะสัตว์อสูรทะเลในเขตของมหาสมุทรเสรี ยังมีอีกมากมายหลายสายพันธุ์ที่ยังไม่ถูกค้นพบ อสรพิษทะเลตนนั้นที่ข้าสังหารไป อาจเป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อน จึงไม่สามารถค้นหาข้อมูลได้…
ด้วย เนตรมรกต เพียงแค่ใช้ดวงตาจ้องมองผ่านเนตรมรกตชิ้นนี้ เพ่งตรงไปยังสิ่งมีชีวิตอื่นก็จะทำให้เกิดคลื่นสะกดบางอย่าง แผ่ขยายออกไปสะกดการเคลื่อนไหวคล้ายพันธนาการสิ่งชีวิตตนนั้น… รูปแบบการมองผ่านอัญมณีเช่นนี้ แม้จะเหมือนใช้งานได้ง่ายแต่ในระหว่างการต่อสู้ที่พัวพัน จู่ ๆ จะให้หยิบอัญมณีออกมาทาบไว้ที่ดวงตาเพื่อมองศัตรู ก็คงยากเป็นเรื่องที่ยากในสถานการณ์ฉุกเฉิน…
ทว่าหากเปลี่ยนมันให้กลายเป็นรัดเกล้าสวมศีรษะ เปลี่ยนการดำรงอยู่ของอัญมณีให้เสมือนเป็นดวงตาที่สาม ใช้พลังจากอักขระเพื่อฉุดดึงพลังสะกดนี้ออกมาผ่านลมปราณและเจตนาของตัวข้าทดแทนการใช้ดวงตา มันก็น่าที่จะใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งรัดเกล้ายังเป็นเครื่องประดับที่ไม่นับว่าแปลกประหลาดสะดุดตาอะไรอีกด้วย สำหรับผู้คนในยุทธภพ…”
ซุน กล่าวพึมพำในห้วงสำนึก ก่อนจะหยิบเอาอัญมณีเนตรมรกต ไหว้วานให้เฒ่าชีเปลือยช่วยเหลือในการใช้อาคมลับบางอย่างลดขนาดบีบอัดวัตถุชิ้นนี้ ให้เล็กลงเหลือเท่าข้อนิ้วมือ จากนั้นจึงฝังลงไปยังตำแหน่งที่ถูกเว้นว่างเอาไว้ของรัดเกล้าอักขระ
ชั่วพริบตาก็เกิดเป็นแสงวูบวาบสีเขียวขึ้น อย่างน่าอัศจรรย์… ซุน สวมใส่รัดเกล้าครอบศีรษะเอาไว้ให้อัญมณีตรงกับกลางหน้าผากเหนือหว่างคิ้ว ซึ่งรัดเกล้าชิ้นนี้ถูกสั่งทำขึ้นเพื่อตนเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงมีการวัดขนาดไปก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อสวมใส่ย่อมพอดิบพอดีจนดูงดงามไม่เทอะทะขัดตา…
ชายหนุ่ม รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ราวกับว่าได้ของเล่นชิ้นใหม่ ใจหนึ่งก็รู้สึกเคอะเขินอยู่นิด ๆ เพราะตนเองไม่เคยสวมใส่เครื่องประดับอะไรที่เด่นชัดเช่นนี้มาก่อน แม้แต่จี้แปลงโฉมก็ยังเก็บซ่อนไว้ใต้อาภรณ์… หลังทำความคุ้นชินไม่นาน ซุน ก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นวิหคน้อยตนหนึ่ง ที่กำลังเกาะบนกิ่งไม้ เอียงคอหันมอง ซุน ด้วยความฉงนใจ ซุน เผยรอยยิ้มเจือจางขึ้น ก่อนจะแผ่จิตคุกคามออกมาระลอกหนึ่ง
วิหคน้อยตนนั้นเกิดอาการตื่นตกใจ รีบสะบัดปีกกระพือขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว… จังหวะนั้นเอง ซุน จ้องมองไปยังวิหคน้อยที่กำลังไต่ระดับความสูงขึ้นไป เพ่งพินิจเจตนาพร้อมกับส่งลมปราณกระตุ้นรัดเกล้าสีเงิน อัญมณีเนตรมรกตเปล่งแสงอ่อน ๆ ขึ้นในชั่วพริบตา
“เนตรสะกด!!”
ชั่วอึดใจนั้นเอง… วิหคน้อยที่กำลังสะบัดปีกโบยบินหลบหนี จู่ ๆ ก็ถูกคลื่นอำนาจสะกดระลอกหนึ่งสร้างพันธนาการที่มองไม่เห็นเกาะกุมทั่วร่าง ดวงตาของวิหคน้อยเบิกค้าง แม้แต่ปีกที่กระพือก็ยังนิ่งสนิท ไม่อาจขยับต่อไปได้ พริบตานั้นก็พลันหล่นร่วงลงมาจากกลางอากาศ
ซุน จิตใจสั่นสะท้าน ก่อนจะกระโดดเข้าไปรับร่างของวิหคน้อยตนนั้นก่อนจะตกลงพื้น… หลังผ่านไปสักระยะ อำนาจสะกดก็ค่อย ๆ คลายลง ดวงตาของวิหคน้อยจดจ้อง ซุน ด้วยท่าทีหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง แล้วจึงโผบินทะยานขึ้นไปอีกครั้ง…
ซุน สูดลมหายใจลึก ยกมือลูบไปบนอัญมณีด้วยความพึงพอใจ ทว่าการทดลองกับวิหคขนาดเล็กจ้อย ย่อมไม่มีประโยชน์อะไรนัก ดังนั้นใบหน้าของ ซุน จึงประดับรอยยิ้มน่าสะพรึงขึ้นในชั่วครู่ขณะ ทอดสายตามองไปยังพื้นที่ห่างไกล
“หากอยากแน่ชัดกว่านี้… ก็ต้องทดลองกับคน!!”
ซุน ผิวปากเบา ๆ เพียงครั้ง เฝิงน้อย วิหคแร้งหัวล้าน สัตว์อสูรพาหนะคู่กายก็ถลาบินลงมาอย่างรวดเร็ว… ซุน กระโดดพรวดเดียว ขึ้นไปบนหลังก่อนจะทะยานตรงไปยังบริเวณริมชายฝั่งทะเลสาบ สถานที่ซึ่งมีคนพลุกพล่านที่สุดเนื่องจากเป็นเขตพื้นที่ส่วนกลาง จึงมีศิษย์สำนักจากแผนกวรยุทธดั้งเดิมและแผนกวรยุทธประยุกต์ ต่างก็สามารถเข้ามาในเขตนี้ได้ ทั้งยังมีเวทีประลองเล็ก ๆ ให้หมู่ศิษย์ได้เปรียบวัดฝีมือ ตามกติกาเข้มงวดที่ทางสำนักได้กำหนดไว้…
สถานที่บริเวณนี้ในอดีต ซุน ไม่ค่อยอยากจะแวะเวียนมานัก… เหตุผลก็เรียบง่าย นั่นก็คือไม่อยากฟังเสียงนินทาคราหาที่แทบจะดังไปทั่วทิศทั่วทั่วทาง ซุน มีอาคมหูทิพย์ผนวกกับพื้นฐานลมปราณที่ไม่อ่อนด้อย ดังนั้นจึงได้ยินทุกประโยคถ้อยคำในรัศมีนับพันก้าวรอบกาย
แต่เวลานี้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปมากแล้ว… ปฏิเสธไม่ได้ที่คำครหาจะยังคงมีอยู่ ทว่าก็น้อยลงอย่างที่ไม่อาจเปรียบกับในอดีต ทั้งยังมีเสียงชื่นชมสรรเสริญที่ฟังดูจะรื่นหูอยู่ไม่น้อย การมาของ ซุน นั้นโดดเด่นเสมอ จากการที่เป็นศิษย์สำนักเพียงผู้เดียวที่ครอบครองวิหคพาหนะ
สายตาเลื่อมใสมีปรากฏมากมาย บางคนก็ยังประสานมือโค้งตัวสุภาพ… ซุน กระแอมไอเล็กน้อยโบกมือทักทายพร้อมรอยยิ้ม รู้สึกว่าสถานะของตนในสำนักเวลานี้ แม้จะยังไม่ถึงขั้นผู้อาวุโสแต่ก็ไม่ด้อยไปกว่าชนชั้นผู้ฝึกสอน ได้รับความเคารพยำเกรงจากหมู่ศิษย์สายนอกและศิษย์สายในถึงขีดสุด
ทว่ามันกลับทำให้ ซุน รู้สึกหนักใจที่จะใช้ เนตรสะกด กับคนเหล่านี้…
“เอาเถอะ… หากข้าใช้อย่างระมัดระวัง ก็ย่อมไม่มีผู้ใดเป็นอันตราย ถึงยังไงก็คงไม่มีใครคิดสงสัยข้าเป็นแน่อยู่แล้ว เนตรสะกด มันไม่ได้บ่งบอกถึงที่มาของผู้ใช้นี่นะ”
หลังครุ่นคิดดีแล้ว ก็ลบเลือนความรู้สึกผิดทั้งหมดออกไปจากใจ เริ่มกวาดตาเพ่งเล็งผู้ที่จะเหยื่อใช้ทดลอง มือขวาลูบปลายคางเนิบนาบแผ่วเบา… คิดว่าควรจะเริ่มต้นกับคนที่ไม่ถูกสังเกตเห็น เสียก่อน น่าจะเป็นการเหมาะสมที่สุด
ไม่นานก็เหลือบไปเห็นชายหนุ่มศิษย์สายนอกคนหนึ่ง ก้าวเดินเพียงลำพังไร้มิตรสหาย ในมือถือตำราเล่มหนึ่งคล้ายกำลังศึกษาทำความเข้าใจ ไม่สนรอบด้าน… ซุน เห็นดังนั้น ก็กระแอมไอเบา ๆ ไม่มีใครเหมาะกับกว่าชายหนุ่มผู้นี้อีกแล้ว
ซุน ค่อย ๆ เพ่งมอง ส่งลมปราณบางส่วนกระตุ้นรัดเกล้า และยังใช้เจตนาบางอย่าง เพื่อสลักชายหนุ่มผู้นั้นอยู่ภายในสายตา ด้วยความที่ยังใช้ได้ไม่ชำนาญ จึงจำเป็นต้องใช้เวลา 4-5 ลมหายใจในกระบวนการทั้งหมด
ทันทีที่อัญมณีเนตรมรกตเปล่งแสงอ่อน ๆ ออกมา… ร่างของชายหนุ่มผู้นั้นพลันค้างชะงักราวกับถูกสาบ เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงรู้สึกเหมือนมีพันธนาการบางอย่างที่มองไม่เห็นโอบรัดเรือนกาย ส่งผลให้ท่วงท่าที่กำลังเดินไปข้างหน้า เวลานี้จึงเสียหลักจนใบหน้าทิ่มลงไปบนพื้นชายหาด ทุกคนที่อยู่รอบด้านต่างก็พากันอ้าปากค้าง มองเห็นราวกับว่าชายผู้นี้มีเจตนาเอาหน้าทิ่มลงพื้นทราย ประหลาดพิกลอย่างที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
ซุน ถึงกับสำลักลมหายใจ หลังได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
“มันได้ผล!!”
จิตใจของ ซุน เต้นโครมครามต่อเนื่อง ทักษะเช่นนี้แตกต่างไปจากเคล็ดวิชา แตกต่างไปจากวรยุทธ มองดูคล้ายเวทย์คาถาเสียมากกว่า ทว่ามันกลับไม่ต้องร่ายอาคมใด ๆ ออกมา เพียงแต่ใช้เจตนาจ้องมองชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น
แม้ในเวลานี้ ซุน ยังจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการรีดเค้นทักษะ ซึ่งมันมากเกินกว่าจะนำมาใช้ในต่อสู้จริง ทว่าหากฝึกฝนจนชำนาญแตกฉาน และเมื่อใดที่สามารถระเบิดความสามารถนี้ออกมาได้ในชั่วพริบตา เมื่อนั้นจะกลายเป็นอาวุธที่น่ากลัวอย่างที่สุดในการต่อสู้
เฒ่าชีเปลือย ที่เฝ้ามองดูอยู่ ก็ยังเผยแววตาตื่นตะลึงอยู่ไม่น้อย… ใช่ว่า เฒ่าชีเปลือย จะไม่มีวิธีการและทักษะในลักษณะเช่นนี้ หากแต่การสร้างอาคมสะกดพันธนาการใด ๆ นั้น เป็นเรื่องยากที่จะใช้กับคนในระดับเดียวกัน หากไม่มีความต่างชั้นกันมาก ๆ ก็ย่อมไร้ผล อีกทั้งยังทิ้งร่องรอยมากมายให้มองเห็น ผู้ถูกสะกดจะสามารถรับรู้ได้ในทันที ว่าถูกเล่นงานมาจากทิศทางตำแหน่งใด
แต่เนตรสะกดของ ซุน นั้นแตกต่างออกไป มันคืออำนาจที่ไร้ร่องรอยอย่างแท้จริง มีเพียงแค่สายตาของผู้ใช้ที่ทอดยาวออกไปเท่านั้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่แน่ชัดในขอบเขตการใช้งานก็ตามที แต่ก็กล่าวได้ชัดเจนว่ามันเป็นวิชาอภินิหารอย่างหนึ่ง…
ซุน ตั้งสติเล็กน้อย เวลานี้เริ่มอยากทราบถึงขอบเขตความสามารถที่แน่ชัดมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระยะห่างในการสะกด ทิศทางในการมอง วิธีร่นระยะเวลา หรือแม้แต่ขีดจำกัดว่าสามารถใช้สะกดยอดฝีมือได้ถึงในระดับใด ทุกสิ่งอย่างล้วนผุดออกมาอย่างต่อเนื่อง จน ซุน แทบไม่อาจระงับความตื่นเต้น…
เพียงแค่ไม่กี่ชั่วยาม… ซุน ได้ทดลองใช้ เนตรสะกด นับร้อยครั้ง!! จนทำให้หมู่ศิษย์หลายร้อยคนในละแวกนี้ สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง ทั้งยังมีหลายคนเริ่มหันมองมายัง ซุน บ้างแล้ว นั่นจึงทำให้ ซุน กระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะรีบย้ายออกจากสถานที่
วันที่สอง ซุน เริ่มขยับไปยังสถานที่ซึ่งแตกต่างกันไป สลับวนเวียนทั้งเขตแผนกวรยุทธดั้งเดิม และเขตแผนกวรยุทธประยุกต์ อัญมณีเนตรมรกตส่องสว่างแทบจะตลอดทั้งวัน ถึงแม้ในด้านการลดระยะเวลาจะยังไม่อาจทำได้ ทว่าก็ทำให้ ซุน เข้าใจในพลังนี้มากยิ่งขึ้นอีกหลายขั้นผ่านการทดลองนับครั้งไม่ถ้วน สองร้อยครั้ง สามร้อยครั้ง!!
วันที่สาม ซุน ก็ทำการทดลองต่อไม่แตกต่างกับวันที่สอง… ทว่าภายในสำนักสายลมประจิมในเวลานี้ หมู่ศิษย์สายนอกและศิษย์สายในเริ่มมีการกล่าวพูดถึงในเรื่องนี้มากขึ้น หลายคนบอกว่ามันเป็นเหตุการณ์ประหลาด ถือเป็นภัยอันตรายอย่างหนึ่ง บางส่วนยังมองว่ามันเป็นฝีมือของภูตผีที่แฝงเร้นเข้ามาในสำนัก
จนเริ่มมีการเรียกขานอาการถูกสะกดพันธนาการไร้ที่มานี้แล้ว… หลายคนเรียกมันว่าอาการ “ผีอำยามตื่น” ข่าวนี้เริ่มแพร่สะพัดออกไป ในขณะที่ ซุน เอาแต่หมกหมุ่นอยู่กับการทดลองขอบเขตทักษะ จากที่มีเพียงหมู่ศิษย์ถูก ผีอำยามตื่น เล่นงานจนหน้าขมำล้มกลิ้งไปหลายร้อยคน
เวลานี้ เริ่มมีอาการเกิดขึ้นกับชนชั้นผู้ฝึกสอน หรือแม้แต่ลุกลามไปจนถึงระดับผู้อาวุโส… จนมีการเรียกประชุมอย่างลับ ๆ ในหมู่ผู้อาวุโส ล่วงรู้ไปจนถึงหูของ เจ้าสำนักอวิ๋น... เริ่มมีการตั้งหน่วยตรวจสอบขึ้นภายใน โดยที่ ซุน ที่จมจ่อมอยู่กับหลาย ๆ สิ่ง ไม่ได้ล่วงรู้ในเรื่องเหล่านี้เลย
จวบจนถึงในวันที่ 7
หลังจาก ซุน ได้ทำการฝึกฝนตบะ หมักบ่มสุรา และเริ่มสกัดทรัพยากรบางส่วนสำหรับหลอมศพระดับที่ 2 เสร็จสิ้นสำหรับวันนี้… ชายหนุ่ม ก็เดินหน้าบานออกจากถ้ำปิดด่าน กิจวัตรประจำคือการมองหาคนที่จะเป็นเหยื่อทดลอง เนตรสะกด เพื่อศึกษาต่อ
“ผู้ฝึกสอนชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นปลาย และ ผู้อาวุโสชนชั้นลมปราณสีส้ม แม้จะถูกพันธนาการสะกด ทำให้การเคลื่อนไหวติดขัดอยู่บ้าง แต่เพราะความแข็งแกร่งของคนเหล่านั้นจึงสามารถปลดเปลื้องพันธนาการได้ในชั่วอึดใจ…
ไม่รู้ว่าการที่ยังไม่อาจสะกดร่างของยอดฝีมือได้ มันเป็นที่พื้นฐานลมปราณของข้ายังไม่เพียงพอ หรือว่ามันเกินขอบเขตพลังของ เนตรมรกต กันแน่นะ…” ซุน ครุ่นคิดในเรื่องนี้มาสักระยะแล้ว ทว่าตราบเท่าที่ตนยังไม่มีพื้นฐานที่สูงขึ้น ก็ยากที่จะได้รับคำตอบแน่ชัด
ซุน ในเวลานี้คล้ายเดิมเตร่หาเหยื่อทดลอง… โดยไม่รู้เลยว่า ตนเองก็กำลังถูกจัดตามองอยู่ด้วยเช่นกัน!! เพราะตามข่าวที่มีการสืบได้มานั้น ทุก ๆ ครั้งที่เกิดเหตุการณ์ ผีอำยามตื่น จะปรากฏเงาร่างของ ซุน อยู่ในละแวกนั้นอยู่เสมอ แต่ทุกคนก็ยังไม่อาจหาหลักฐานหรือร่องรอยใด ๆ ได้ จึงอาศัยการจับตามองอย่างไม่ให้พิรุธอยู่ห่าง ซุน
ไม่นาน ซุน ก็เดินมาเจอชนชั้นผู้คนสอนคนหนึ่ง พื้นฐานยังอยู่ในชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นต้น และเวลานี้กำลังสอนท่วงท่าเพลงทวนให้กับศิษย์สายในหลายสิบคนที่อยู่รายล้อม… ซุน ใช้สายตากระหยิ่มยิ้มย่อง เผยประกายความเจ้าเล่ห์ออกมา การได้ทดลองทักษะ ในขณะที่ผู้ฝึกสอนกำลังขับขานลมปราณและเคล็ดวิชา ถือเป็นตัวอย่างทดลองที่ดีเยี่ยม…
“เนตรสะกด!!”
……………………………………