อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 162 สถานะที่เปลี่ยนแปลงไป
ตอนที่ 162
เรื่องงานพิธีภายในสำนัก รวมถึงการรับฉายาประจำตำแหน่งของ ซุน และ ลั่วชิงเหอ เหตุการณ์ทุกอย่างผ่านเลยไปอย่างไม่มีปัญหา… ซึ่งในช่วงท้ายของงานพิธีนั้น ทาง อวิ๋นหยางหลิ่ง ก็ได้กำชับเรื่องกำหนดการของขบวนใหญ่สมาชิกสำนักสายลมประจิม ที่จะต้องเข้าไปในหอคอยสุสานเทพอสูรพยัคฆ์ขาวสำหรับปีนี้ ซึ่งจะถูกจัดขึ้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า เป็นการเดินทางร่วมกับทางสำนักบุปผาประจิม
ซุน ที่ฟังมาจนถึงตอนนี้ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้น… ก่อนจะมาเมืองหลวงแห่งนี้ ซุน ก็ได้ตั้งเป้าเอาไว้แล้วว่าอยากจะเข้าไปในหอคอยสักครั้ง ซึ่งเจ้าตัวก็มิได้คาดหวังโชควาสนาอะไรที่ลึกล้ำ แต่เป็นเพราะ ซุน อ่านบันทึกตำราต่าง ๆ และเกิดความสนใจในสถานที่โบราณแห่งนี้เสียมากกว่า…
ซุน นั้นศึกษาศาสตร์อาคมมาตั้งแต่เด็ก ใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องลึกลับและความท้าทายมาโดยตลอด จนมีอุปนิสัยที่หยั่งรากไปแล้ว ในการค้นหาความลับเกี่ยวกับตำนานและสถานที่ เนื่องด้วยมันทำให้โลหิตทั่วร่างสูบฉีด ไปกับความตื่นเต้นที่มิอาจหาได้ในภายนอก
ทั้ง ซุน ยังเคยได้อ่านเจอ บริบทที่เล่าขานเกี่ยวกับหอคอยสุสานเทพอสูรทั้ง 5 แห่ง ผ่านทางบันทึกและเสียงเล่าลือจากในอดีต ซึ่งผู้ที่เอ่ยถ้อยประโยคนี้ออกมา ยังเป็นผู้ยิ่งใหญ่คนใดคนหนึ่งในอดีตอีกด้วย ความน่าเชื่อถือจึงมีอย่างสูงล้ำ…
“หอคอยมังกรฟ้า หอคอยกิเลนอัสนี ล้วนถูกพิชิตแล้ว… ทว่า หอคอยหงสาเพลิงไม่อาจพิชิต หอคอยพยัคฆ์กำลังเฝ้ารอผู้พิชิต และหอคอยเต่าทมิฬยังคงมีชีวิต!!”
นี่คือคำกล่าวขานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่หนึ่งหมื่นปีก่อน... ซึ่งนับตั้งแต่สามผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตดับสูญลงไป ก็ไม่อาจปรากฏผู้พิชิตหอคอยขึ้นมาอีกเลย… แม้ในยุคสมัยปัจจุบันจะมีวิทยาการมากมาย หรือแม้แต่แผนที่สำหรับการใช้เดินทางด้านในหอคอย ทว่าทั้งหมดก็เพียงแค่ทำให้ผู้คนโดยมากปีนขึ้นไปได้สูงขึ้นเท่านั้นเอง ยังห่างไกลกับคำว่าพิชิตหอคอยอยู่มากโข…
หลังจากที่ ซุน ทราบกำหนดการเรียบร้อย ก็จึงตั้งมั่นว่าหนึ่งเดือนจากนี้ จะเร่งรักษาอาการบาดเจ็บให้ร่างกายกลับมาสมบูรณ์ที่สุด และยังต้องปรับโคจรลมปราณ หลังบรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียวให้สมบูรณ์ขึ้นมาอีกด้วย…
มีเรื่องหลายอย่างที่ ซุน ต้องจัดการหลังบรรลุชนชั้นลมปราณสีเขียว และได้กลายเป็นศิษย์หลักอย่างเต็มตัว… เช่นสุราที่ ซุน ต้องใช้ในการบ่มเพาะอยู่เป็นประจำ ย่อมต้องขยับเปลี่ยนเป็นสุราที่ระดับสูงยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าด้านทรัพยากรก็ย่อมต้องมากขึ้นอีกอย่างมหาศาล
ไหนจะเรื่องของเคล็ดวิชาเกือบทั้งหมดที่ ซุน จะต้องเริ่มศึกษาใหม่ ซึ่งความตั้งใจและความมุ่งมั่นของ ซุน นั่นสูงเทียมฟ้า ตัดสินใจที่จะศึกษาเคล็ดวิชาระดับเฉพาะในทุกแขนงที่ทางสำนักสายลมประจิมสามารถถ่ายทอดได้ ทั้งหมดก็เพื่อการนำสิ่งเหล่ามาประยุกต์ใช้ในรูปแบบของตนเอง
เพียงแค่สองเรื่องนี้ ก็ทำให้ ซุน ศีรษะหมุนเคว้งขึ้นมาได้แล้ว…
“เอาเถอะ… หากทุกอย่างเดินทางเรียบง่าย ยอดฝีมือก็คงมีเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดแล้ว ค่อย ๆ ก้าวเดินไปตามลำดับขั้นก็แล้วกัน…” ซุน เอ่ยพึมพำบอกกับตนเอง กล่าวได้ว่าเจ้าตัวก็มีความลำพองใจและเชื่อมั่นอยู่ลึก ๆ ว่าตนนั้นมีความสามารถไม่ต่ำต้อยนัก ใช้เวลาในการฝึกฝนเพียงปีเดียว ก็สามารถขึ้นมาทัดเทียมกับระดับผู้เยาว์ชั้นแนวหน้าของทวีปได้แล้ว
ทว่า เฒ่าชีเปลือย ที่ราวกับอ่านความคิดนั้นได้ก็หัวร่อขึ้นในทันที…
“เอาอีกแล้ว!! เพียงแค่ความสำเร็จเท่าปลายขนหงส์ ก็ทำให้ความทะเยอทะยานลดต่ำลงอีกแล้วงั้นหรือ?! ไยจะต้องเอาตนเองไปเปรียบกับผู้เยาว์ด้วยกันด้วยเล่า… คิดจะก้าวเดินบนเส้นทางสายนี้ เป้าหมายก็ควรตั้งสูง ๆ เอาไว้สิฟะ!!
เจ้าเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับระดับผู้เยาว์ ทั้งที่ศัตรูของเจ้าเป็นระดับปรมาจารย์เนี่ยนะ อย่าพูดให้ขำหน่อยเลย… ใช่ว่าศัตรูมันจะส่งผู้เยาว์มาสู้กับเจ้าเสียเมื่อไหร่ เพราะฉะนั้นหากต้องการจะหยัดยืนอย่างมั่นคง เจ้าก็ต้องถีบทะยานตนเองให้อยู่ในระดับที่ใต้หล้าไร้ศัตรูเท่านั้น!!”
เฒ่าชีเปลือยเอ่ยปากกรอกหู ทั้งยังใช้วาจาดูแคลนอีกสารพัดสารเพ จนตัวของ ซุน ต้องแสดงใบหน้าอัปลักษณ์เขียวคลำ กราดเสียงด่าตอบโต้อย่างอดไม่ได้… แต่ใจก็ยังนึกถึงสิ่งที่เฒ่าชีเปลือยได้กล่าวมา ซึ่งมันก็ล้วนเป็นเรื่องจริงทั้งหมด ความลำพองและความเชื่อมั่นก่อนหน้านี้จึงแตกทลายไม่เป็นท่า ก้มหน้าสลดหดหู่อีกครั้ง…
…………………………………………
กลางดึกในคืนนั้นเอง… ขณะที่ อวิ๋นหยางหลิ่ง กำลังเข้าฌานเพื่อบ่มเพาะอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ร่างสั่นเทิ้มขึ้นมาอย่างมิอาจห้ามปราม เมื่อลืมตาตื่นขึ้นก็พบหมอกไอพร่าเลือนที่ก่อตัวอยู่ด้านหน้า มีเพียงดวงตาสีเขียวมรกตเท่านั้นที่มองเห็นได้เด่นชัด
ชายชราเบิกตากว้างทันที รีบแสดงความเคารพนบนอบ
“คารวะ ท่านภูติผู้พิทักษ์…”
ดวงตาสีเขียวมรกตคู่นั้น หดแคบลงเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเก่าแก่โบราณออกมา… “เวลาของข้าใกล้จะมาถึงแล้ว… เริ่มสัมผัสและมองเห็นแสงแห่งนิพพานอยู่รำไร ดังนั้นข้าจึงอยากจะมาย้ำเตือนเจ้าล่วงหน้า…”
อวิ๋นหยางหลิ่ง ใบหน้าซีดเผือดในทันที… ตลอดช่วงอายุที่ชายชรารับตำแหน่งเจ้าสำนักสายลมประจิมมาหลายสิบปี อวิ๋นหยางหลิ่ง เคยพบเจอภูติผู้พิทักษ์แค่ครั้งเดียว ในตอนที่ให้คำสัตย์ปฏิญาณยามรับตำแหน่งครั้งแรก...
อวิ๋นหยางหลิ่ง ถึงจะทราบว่าภูติผู้พิทักษ์มีตัวตนอยู่ที่ผาเสียดฟ้า แต่ก็ไม่เคยพบเจอภูติผู้พิทักษ์อีกเลยนับจากครั้งแรกนั้นจนถึงเวลานี้… ทั้งเรื่องราวของภูติผู้พิทักษ์ก็ทราบกันเฉพาะในหมู่เจ้าสำนัก และรองเจ้าสำนัก ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นตลอดหนึ่งหมื่นปีที่สำนักแห่งนี้ถูกก่อตั้ง…
“ทะ…ท่านภูติผู้พิทักษ์ กำลังจะเข้าสู่นิพพานแล้วงั้นหรือ!!”
“ถูกต้อง… ทว่าในเวลานี้บุคคลที่ข้าเฝ้ารอได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว ยามแรกข้ายังไม่รู้สึกชัดนัก แต่ในเวลานี้ความประจักษ์แจ้งก็มิใช่เงาพร่าเลือนอีกต่อไป… เด็กที่นามว่า ซุน ผู้นั้น ก็คือคนที่ข้าเฝ้ารอมาตลอดหนึ่งหมื่นปี…”
“!!!!!!!!!!” อวิ๋นหยางหลิ่ง สะท้านสะเทือนในบัดดล เผยแววตาแห่งความไม่อยากจะเชื่อออกมา แน่นอนว่าในฐานะเจ้าสำนัก ย่อมต้องมีสิ่งที่ท่านบูรพาจารย์ ฝากฝังลงมาจากรุ่นสู่รุ่น ถึงแม้ว่าปณิธานจะผ่านไปนับร้อย ๆ รุ่นแล้ว แต่ถ้อยประโยคเหล่านั้นก็ยังถูกส่งต่อมาอย่างคงชัดเจน...
“เป็น ซุน จริง ๆ อย่างนั้นหรือนี่…” ชายชรา ลมหายใจถี่ระรัวขึ้น
จากนั้น เจ้าของดวงตาสีเขียวมรกต ก็เริ่มสั่งการกำชับบางอย่างกับ อวิ๋นหยางหลิ่ง เพื่อให้ปฏิบัติตาม… ชายชราทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับ ด้วยจิตใจที่เศร้าอาดูร แม้เวลานี้สำนักสายลมประจิมจะกลายเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่มากแล้ว แต่หากขาดซึ่งภูติผู้พิทักษ์ ความมั่นคงที่เคยมีก็สมควรถดถอยลง อย่างที่มิอาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้…
………………………………….
เช้าวันรุ่งขึ้น…
ซุน ในวันนี้สวมชุดคลุมสีขาวขุ่นคล้ายนักพรต อันเป็นเครื่องแบบอาภรณ์ของศิษย์หลัก… แม้ว่าเมื่อได้กลายเป็นศิษย์หลักแล้ว ซุน จะได้รับอนุญาตให้ออกไปด้านนอกสำนักอย่างอิสระ ทั้งยังมีที่พักส่วนตัวอยู่ในเขตสำนักสายลมประจิม ที่ประจำการอยู่ด้านในเมืองหลวงด้วย
แต่เพราะ ซุน รู้ดีว่าตนกำลังถูกศัตรูเพ่งเล็ง โดยเฉพาะคนของตระกูลเกา ที่ได้ยินว่ามาป้วนเปี้ยนอยู่ที่ด้านนอกของสำนักอยู่เป็นประจำ คาดว่าคงเป็นคำสั่งของ เกาเทียนฉี ที่เต็มไปด้วยความแค้นในเรื่องที่ เกาทงหลิน ถูก ซุน เล่นงานจนกลายเป็นคนลมปราณพิการ
ซุน เมื่อทราบข่าวนี้ จึงตัดสินใจว่าตนจะไม่ออกไปจากเขตสำนักแม้แต่ก้าวเดียว หากไม่มีคนคุ้มกันที่หนาแน่นมากเพียงพอ อย่างไรเสียถ้ำปิดด่านของ ซุน ก็จัดเป็นที่พักชั้นยอด มีทุกอย่างครบครันอยู่แล้ว ในสำนักก็ยังมีสถานที่สำหรับฝึกฝนกว้างขวาง ย่อมไม่มีอะไรต้องกังวล…
ส่วนเรื่องของสุราระดับสูงที่ต้องนำส่งตระกูลตัน และตระกูลหยวน… รวมไปถึงสุราลมปราณระดับต่ำที่นำส่งกลุ่มผู้เยาว์หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ เรื่องเช่นนั้นขอเพียงมีค่าเหนื่อยเล็กน้อย ก็ยังสามารถไหว้วานสมาชิกระดับศิษย์หลักด้วยกัน ให้เป็นธุระจัดการได้ ไม่จำเป็นที่ ซุน จะต้องดำเนินการเองทั้งหมด…
แม้ ซุน จะเพิ่งเข้าเป็นศิษย์หลักได้ไม่นาน ทว่าสมาชิกศิษย์หลักหลายต่อหลายคนย่อมรู้สถานะของ ซุน เป็นอย่างดี บางคนจึงพยายามเข้ามาตีสนิทด้วย… แม้แต่กลุ่มของ เปียวเฟิงหง ที่ถูก ซุน เล่นงานไปหนักหน่วยเมื่อคราวก่อน(ตอนที่ 101) ก็ยังไม่กล้าแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์ใด ๆ ยังมีท่าทีเกรงอกเกรงใจ ปรากฏออกมาเสียด้วยซ้ำ
ข่าวลือเรื่อง แมวสวรรค์ ในแง่ลบก็คล้ายว่าจะลดลงอย่างฮวบฮาบ... เริ่มมีข่าวลือในแง่ดีปรากฏมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งอนุมานได้ไม่ยากว่า เกิดจากตำแหน่งและสถานะของ ซุน ในเวลานี้ ที่ศิษย์สายในและศิษย์สายนอก ย่อมไม่มีใครกล้าที่จะมีเรื่องกับ ซุน ตรง ๆ
บ่อยครั้งที่คนเหล่านั้นยังเผยท่าทีประสบสอพลอเสียด้วยซ้ำในยามที่ ซุน ปรากฏตัวที่ด้านนอก ซุน ที่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ย่อมรู้ดีว่านั่นเป็นการเสแสร้งเอาตัวรอด แต่ก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไรในการกระทำเหล่านั้น ชายหนุ่มเพียงแค่ยิ้มน้อย ๆ ตอบรับไป เผยความสง่างามและจิตใจที่กว้างขวางดุจทะเล ไม่นำเรื่องในอดีตมาขบคิดให้มากความ…
นอกเหนือจากกลุ่มสหายเพียง 4-5 คนของตนในช่วงแรกแล้ว ซุน ก็ไม่ได้แสดงน้ำใจให้กับผู้ใดเป็นพิเศษเพิ่มขึ้นอีก... เรียกได้ว่าการคงอยู่ของ ซุน ในสำนักเวลานี้ แตกต่างจากหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งมันก็นับว่าเป็นชีวิตที่ไม่เลวเลย…
อาการบาดเจ็บแม้ยังไม่หายสมบูรณ์ทั้งหมด แต่ก็มากพอที่จะเริ่มกลับมาฝึกซ้อมอีกครั้งแล้ว… ซุน จึงเริ่มนำกระบี่แยกสมุทรออกมากวัดแกว่งด้วยความตื่นเต้น กระบี่เล่มนี้ หากกล่าวถึงอานุภาพแล้วล่ะก็ น่าจะเทียบเคียงกับ กระบี่ดำราชวงศ์
ทว่ากระบี่ดำนั้นมีที่มาน่าเคลือบแคลงใจเกินไป การหยิบนำออกมาใช้แล้วในที่สาธารณะ หากผู้ใดพบเห็นและจดจำได้ มีโอกาสเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี… อีกทั้ง กระบี่ดำราชวงศ์ ในเวลานี้ยังเป็นกระบี่เปล่าที่ยังไม่ถูกใส่พลังอักขระเข้าไป นอกเหนือจากความคมที่และความแข็งแกร่งแล้วก็ไม่มีข้อดีใด ๆ อีก
ส่วนกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์นั้น แม้จะล้ำค่าและทรงพลัง จิตวิญญาณแห่งกระบี่ก็ยังกล้าแกร่ง ทว่าอย่างไรเสียมันก็เป็นกระบี่โบราณที่ชำรุดเสียหาย ทั้งยังทื่อและบิ่นตลอดเล่ม หากมีน้ำหนักมหาศาลก็ยังว่าไปอย่าง แต่นี่มันกลับเบาหวิว ดังนั้นย่อมมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่ไม่น้อย ยามที่หยิบออกมาใช้ก็ดูไร้สง่าราศี ไหนเลยจะเทียบได้กับกระบี่แยกสมุทรเล่มนี้
เพียงแค่ ซุน ตวัดกระบี่แยกสมุทรออกไป ยังเกิดรังสีกระบี่ที่คมกริบยิ่งกว่าก่อนหน้านี้… ทั้งพลังอักขระที่แฝงเร้นไว้ในกระบี่แยกสมุทร ยังน่าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง มันมีพลังในการแยกองค์ประกอบธาตุได้ ดังนั้นจึงสามารถผ่าแยกเปลวเพลิง แยกผ่าสายน้ำ หรือแม้แต่ผ่าแยกสายลม!!
“นี่คือกระบี่สำหรับใช้ต่อกรกับผู้ใช้ปราณธาตุงั้นสินะ…”
………………………………………..