อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 165 ดับล้างตระกูลเกา
ตอนที่ 165
เมื่อเหล่าผู้อาวุโส และชนชั้นผู้ฝึกสอนทุกคนในที่ประชุม ทราบเรื่องที่ต้องสังหารดับล้างตระกูลเกา ก็เผยแววตาเย็นเยือกขึ้น บ่งบอกว่านี้มิใช่ครั้งแรกสำหรับทุกคน… แน่นอนว่าในเส้นทางแห่งยุทธภพ โลกที่ความแข็งแกร่งคือทุกสิ่ง การฆ่าสังหารนั้นแม้ไม่มีให้เห็นอย่างโจ่งแจ้ง แต่ยอดฝีมือทุกคนที่ฝึกฝนมาจนถึงระดับนี้ย่อมไม่มีผู้ใดที่มือสะอาด ทุกคนล้วนต้องเคยก้าวข้ามซากศพมาแล้วทั้งสิ้น
สำหรับตระกูลเกานั้น แม้จะเป็นหนึ่งในสิบตระกูลใหญ่ที่มีอิทธิพล ทว่าก็ย่อมไม่อาจเปรียบเทียบได้กับขุมกำลังขนาดใหญ่ทั้งสามของเมืองหลวง… เพียงแค่ขุมกำลังใดขุมกำลังหนึ่ง หากส่งชนชั้นผู้นำและผู้อาวุโสอีกจำนวนหนึ่ง ก็ย่อมเพียงพอจะดับทำลายให้สิ้นซาก
แต่ทว่า ตระกูลเกา ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง เต็มไปด้วยเขตชุมชนที่รายล้อม หากลงมือไม่รัดกุม จะส่งผลกระทบออกไปเป็นวงกว้าง ทั้งตระกูลเกายังมียอดฝีมือชนชั้นราชันย์อย่าง เกาเทียนฉี หากต้องการสังหารคนผู้นี้ ก็มิใช่เรื่องง่ายดาย ทั้งการลงมือในแต่ละครั้งของบุคคลระดับนี้ เพียงแค่เศษเสี้ยวลมปราณที่กระจายออกไป ยังเพียงพอจะสังหารชาวบ้านได้นับพัน…
ดังนั้น จึงต้องใช้ให้สามขุมกำลังร่วมมือกัน สร้างขอบข่ายปิดกั้นกลางเมืองโอบล้อมพื้นที่ตระกูลเกาทั้งตระกูล ก่อนจะส่งยอดฝีมือเข้าไปจัดการ อีกทั้งในทุกขุมกำลังก็ไม่อยากสูญเสียไพร่พลในการต่อสู้เช่นนี้ หากเป็นไปได้ก็อยากที่จะเป็นผู้ลงมือสังหารฝ่ายเดียวเท่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ต้องใช้คนเป็นจำนวนมากในภารกิจใหญ่ครั้งนี้…
“องค์จักรพรรดิ มีพระประสงค์ต้องการให้ทุกอย่างจบลงใน 7 วัน… ซึ่งในเวลานี้ทางสำนักบุปผาประจิมและพรรคราชสีห์สวรรค์ก็รับทราบเรื่องแล้ว ภารกิจครั้งนี้สำนักสายลมประจิมจะได้รับสิทธิ์เป็นผู้นำของทั้งสามขุมกำลัง…” ขุนนางชราผู้นั้น กล่าวเนิบนาบในรายละเอียด
อวิ๋นหยางหลิ่ง เผยแววตาที่คมกล้า คุกเข่าประสานอย่างสุภาพ พร้อมยกมือขึ้นสูงเหนือศีรษะ…
“อวิ๋นหยางหลิ่ง… น้อมรับ ราชโองการ”
ขุนนางชราผู้นั้นเผยรอยยิ้ม กล่าวพูดคุยกับ อวิ๋นหยางหลิ่ง อยู่อีกสักระยะ ก่อนจะขอตัวกลับไปวังหลวง… แน่นอนว่าเรื่องนี้เป็นราชโองการลับที่ห้ามแพร่งพราย ดังนั้นผู้ที่รับรู้จึงมีเพียงผู้ที่เข้าร่วมประชุมครั้งนี้เท่านั้น ซึ่งเป็นคนที่ทางสำนักให้ความไว้วางใจที่สุด
ระยะเวลา 7 วัน ถือว่าสั้นมากในการจัดเตรียมกำลังรบ แต่เพราะไม่จำเป็นต้องมีระยะเวลาเดินทาง อีกทั้งยังมีถึง 3 ขุมกำลังใหญ่ร่วมมือกัน ดังนั้นจึงมากพอจะเป็นไปได้ แต่ก็จำต้องแจกแจงหน้าที่อย่างชัดเจน… เวลานี้ทางสำนักบุปผาประจิมและพรรคราชสีห์สวรรค์ ได้ติดต่อเข้ามาแล้ว ว่าจะส่งระดับรองผู้นำของพรรคและสำนัก มาเข้าร่วมการประชุมที่นี่ภายในวันนี้
บรรยากาศของสำนักสายลมประจิมหลังจากนั้น จึงเต็มไปด้วยความมืดครึ้ม แน่นอนว่าหมู่ศิษย์และชนชั้นผู้ฝึกสอนอีกกว่า 9 ใน 10 ส่วน ย่อมไม่ทราบเรื่อง แต่หลายคนก็พอจะสัมผัสได้ถึงความมืดดำรอบ ๆ เรือนกายของเหล่าผู้อาวุโส แม้แต่รอยยิ้มที่เคยมีก็เลือนหายไปอย่างสมบูรณ์ หลายคนยังปิดด้านปรับลมปราณให้มีขีดความสามารถสูงสุด เพื่อความพร้อมในการสู้รบ...
ซุน เมื่อพ้นโทษออกมา ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในทันทีจากเหล่าผู้อาวุโสหลายคน แม้แต่ชนชั้นผู้นำทั้งสามคนหรือสองผู้อาวุโสสูงสุด ต่างก็เก็บตัวเงียบ… แม้ ซุน จะเข้าไปขอคำชี้แนะในด้านวรยุทธก็ยังถูกปฏิเสธ สร้างความประหลาดใจอย่างมากให้กับเด็กหนุ่ม…
“ผู้อาวุโสจาง ทั้งที่กลับมาแล้ว แต่ก็ยังไม่ออกมาหาข้างั้นหรือ ทั้งที่ก่อนจะไปยังกล่าวกำชับเป็นมั่นเป็นเหมาะ ว่าติดค้างในการฝึกฝนเป็นการส่วนตัวให้กับข้า… ผู้อาวุโสเถิง ปกติมักจะชอบกลั่นแกล้งข้าเสมอก็ยังเก็บตัวเงียบงัน ดูท่าคงมีเรื่องบางอย่างจริง ๆ งั้นสินะ…” ซุน ครุ่นคิดอย่างหนัก แต่ย่อมไม่ทางได้รับคำตอบด้วยตนเอง
เฒ่าชีเปลือย จึงหัวเราะเสียงเย็น…
“ให้ข้าช่วยหาคำตอบดีหรือไม่เล่า?! เรื่องสอดรู้สอดเห็นล้วงความลับผู้อื่นเช่นนี้ ข้าล่ะชื่นชอบยิ่งนัก… ทว่าตัวเจ้าก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนอยู่บ้าง”
ซุน เผยสีหน้าลังเล เพราะหากมีเรื่องเช่นนี้คราใด ตนมักจะเป็นเสียเปรียบเฒ่าชีเปลือยอยู่เสมอ… จึงยังไม่ตอบรับทันที และพยายามสืบค้นด้วยตนเองอยู่อีกสองวัน แต่สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว ไม่มีใครปริปากแม้แต่ครึ่งคำ…
การจะให้กองทัพวิญญาณของตนกระจายสืบค้น ก็อันตรายเกินไป เพราะเจ้าสำนัก อวิ๋นหยางหลิ่ง ที่เป็นถึงชนชั้นจักรพรรดิ ย่อมมีสัมผัสรับรู้ถึงดวงวิญญาณสามัญได้ชัดเจน เว้นเสียแต่จะใช้ดวงวิญญาณกล้าแกร่งอย่าง เฒ่าชีเปลือย ออกโรงเอง จึงจะสามารถหลบเลี่ยงสัมผัสของทุกคน...
สุดท้าย ซุน ก็ต้องยอมรับปาก... ซึ่ง เงื่อนไขของ เฒ่าชีเปลือย ก็คือการขอศพหลอมที่พึงพอใจร่างหนึ่ง เพื่อสิงสู่ชั่วคราว ซึ่งคราแรกที่ตกลงไว้นั้น เฒ่าชีเปลือย อยากให้ ซุน หลอมศพให้ถึงระดับ 3 เสียก่อนค่อยเอ่ยปากร้องขอ… ทว่าก็ดูเหมือน ซุน จะใช้เวลาศึกษาและหาทรัพยากรที่มากเกินไป เวลานี้เพิ่งจะหลอมศพระดับ 2 ได้เพียงไม่กี่สิบตนเท่านั้น เฒ่าชีเปลือย จึงรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวทนรอที่จะมีร่างกายไม่ไหว…
ด้วยฝีมือของ เฒ่าชีเปลือย หายไปเพียงแค่ครึ่งวันเท่านั้น ก็ได้ข่าวกลับมาอย่างง่ายดาย…
“อะไรนะ!! มีราชโองการลับ ให้ดับล้างตระกูลเกา งั้นหรือ!!” ดวงตาของ ซุน เบิกโพรงตื่นตระหนกอย่างชัดเจน เรื่องนี้ใหญ่โตมากพอจะเขย่าขวัญของ ซุน ได้เลย เพราะหลังจากที่อยู่ในเมืองหลวงมาสักระยะ ก็พอจะรู้ถึงอำนาจและความยิ่งใหญ่ของตระกูลเกามาบ้าง
เฒ่าชีเปลือยเห็นท่าทีของ ซุน ก็หัวเราะเบา ๆ
“หึหึ ไอหนู… ภารกิจสำคัญระดับนี้ ชนชั้นศิษย์อย่างเจ้าไม่มีทางได้เข้าร่วมแน่นอน แม้แต่ชนชั้นผู้ฝึกสอนเกือบทั้งหมด ก็ยังไม่มีโอกาสที่จะทราบเรื่องราชโองการลับนี้เลย อีกสองราตรีในคืนเดือนมืด ก็จะเริ่มลงมือกันแล้ว…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้น ก็ยิ่งเผยสีหน้าคิดหนัก แน่นอนว่าการดับล้างตระกูลเกา ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับตน… ทว่าในขณะเดียวกับ เบาะแสเพียงหนึ่งเดียวที่จะเชื่อมโยงไปยังกลุ่มมังกรทอง ก็อาจจะขาดหายไปด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากเป็นไปได้ ซุน ก็อยากที่จะเข้าร่วมภารกิจนี้ หมายจะใช้ทักษะวิชาลับ นิมิตห้วงวิญญาณ เพื่อที่จะค้นหาสถานที่ลับซึ่งจับตัว เหยาหมิง เอาไว้…
“ไม่ว่ายังไง… ข้าจะก็เข้าร่วมภารกิจนี้ให้ได้!!”
เมื่อความลับสำคัญถูก ซุน ล่วงรู้เข้าให้แล้ว ก็มิใช่เรื่องยากเย็นที่จะตรงเข้าไปต่อรอง… อวิ๋นหยางหลิ่ง ถึงกับกุมขมับศีรษะหมุนเคว้ง ทั้งที่กำชับทุกคนถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่ทราบว่า ซุน ไปล่วงรู้เรื่องนี้ได้ยังไง ทว่าภารกิจครั้งนี้สำคัญและอันตรายมากเกินไป…
“ไอหนู… ตัวเจ้านั้นอันตรายเกินกว่าที่จะเข้าร่วมภารกิจครั้งนี้ เจ้าอาจยังไม่ทราบ แต่เมื่อหลายวันก่อนมียอดฝีมือระดับจักรพรรดิ ได้พยายามที่จะบุกเข้ามาในสำนัก… แม้ในด้านสาเหตุจะยังไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่สำนักเราที่ไม่มีศัตรูปรปักษ์ใด ๆ ก็คิดได้เพียงเหตุผลเดียวว่า น่าจะเป็นเพราะตัวเจ้า…
หากเจ้ายังอยู่ในสำนัก พวกเรายังมีวิธีการปกป้องเจ้าอย่างไม่ต้องกังวล ทว่าทันทีที่ก้าวออกไปด้านนอก ขอบเขตคุ้มกันเจ้าทั้งหมดจะหายไป ต่อให้มีข้าอยู่ข้างกายก็ใช่ว่าจะสามารถปกป้องเจ้าได้…” อวิ๋นหยางหลิ่ง กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง
ทำเอา ซุน ถึงกับใบหน้าด้านชา พอจะเข้าใจความลำบากและเป็นห่วงของ อวิ๋นหยางหลิ่ง แต่ถึงกระนั้นเมื่อมีเรื่องของ เหยาหมิง เข้ามาข้องเกี่ยว ซุน ก็ไม่อาจตัดใจกับเรื่องนี้ได้…
“ก็แค่ไม่ให้ถูกจับได้มิใช่หรือ!! ถึงท่านจะห้าม อย่างไรข้าก็จะไป!!”
ซุน กระตุ้นจี้แปลงโฉมโดยพลัน จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นใบหน้าของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นใบหน้าของชนชั้นผู้ฝึกสอนที่เฝ้าตำหนักสายลมเหนือแห่งนี้… ทำเอา อวิ๋นหยางหลิ่ง ถึงกับอึ้งงันไปในทันที
จริงอยู่ที่ จี้แปลงโฉมสามารถเปลี่ยนแปลงใบหน้า ให้แตกต่างไปจากเดิมได้ด้วยจินตนาการผู้ใช้ ทว่าการจะเปลี่ยนแปลงใบหน้าเพื่อเลียนแบบเป็นคนอื่นนั้น ถือเป็นเรื่องที่ยากเย็นยิ่งนัก!! มิต่างจากการวาดรูปเสมือนที่มีข้อจำกัดทุกกระเบียดนิ้ว แต่สำหรับรูปวาดในจินตนาการนั้นย่อมไม่มีขอบเขตให้ต้องเปรียบเทียบ
สิ่งนี้มิย่อมเท่ากับว่า ซุน ได้แตกฉานในพลังสมาธิและการสังเกต ที่มากพอจะแปลงโฉมเป็นผู้ใดก็ได้ ถือเป็นความสามารถที่น่ากลัวอย่างหนึ่งเช่นกัน… และในขณะที่ อวิ๋นหยางหลิ่ง เกิดความสับสนลังเลใจอยู่นั้นเอง เตียมู่หยง ก็ก้าวเข้ามาที่นี่
“ท่านเจ้าสำนัก ในเมื่อ ซุน มันตัดสินใจด้วยตนเองแล้ว ก็ปล่อยให้ ซุน ไปเถอะ… ข้าเข้าใจดีถึงความร้อนรนใจ เมื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับอาจารย์ของเด็กคนนั้น ยิ่งท่านไปห้ามปรามมันเท่าไหร่ มีแต่จะทำให้ ซุน แอบหนีออกไปเอง นั่นยิ่งจะเป็นอันตรายมากกว่า…” เตียมู่หยง เอ่ยขึ้นด้วยความจำยอมเช่นกัน เพราะรู้จักนิสัยของ ซุน เป็นอย่างดี
อวิ๋นหยางหลิ่ง จึงถอนหายใจ ก่อนจะกำชับหนัก…
“เจ้าไปก็ได้… ทว่าระหว่างการกวาดล้างสังหารตระกูลเกา เจ้าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปด้านในพื้นที่ จงอยู่ด้านนอกขอบข่ายพลังที่ปิดกั้นพื้นที่ จนกว่ากองกำลังที่บุกเข้าไป จะทำการควบคุมสถานการณ์ได้ ตกลงหรือไม่?!”
ซุน ดวงตาเปล่งประกายขึ้นทันที ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ
“ขอบคุณ ท่านเจ้าสำนักอวิ๋น”
………………………………………………
ยามรัตติกาลที่มืดมิดคืนหนึ่ง…
ช่วงดึกสงัด แสงไฟรอบด้านดูคล้ายจะริบหรี่ ทว่าภายในตระกูลเกา อันเป็นตระกูลใหญ่ ย่อมมีคบไฟที่ถูกจุดมากมาย ทั้งเวรยามยังเดินรักษาการตลอดทั้งคืน แน่นอนว่านี่ถือเป็นเรื่องปกติของตระกูลที่มั่งคั่ง
อาณาบริเวณพื้นที่ตระกูลเกานั้น ครอบคลุมรัศมีกว่า 5 ลี้ ซึ่งการจะครอบครองพื้นที่ขนาดนี้ใจกลางเมืองหลวง ตระกูลที่ทำได้นั้นนับว่ามีน้อยเต็มที… ชายชรา เกาเทียนฉี กำลังเดินกลับออกมาจากเรือนของ เกาทงหลิน ที่เวลานี้ร่ำร้องด้วยความเคียดแค้นที่มีต่อ ซุน จนต้องคอยปลอมประโลมอยู่บ่อยครั้ง
เกาเทียนฉี รักหลานชายคนนี้มาก ทั้งยังเห็นเป็นความหวังของตระกูลเกา จึงทำให้ชายชรารู้สึกเจ็บปวดสุดหัวใจ ซึ่งมันก็ยิ่งทำให้ความแค้นที่มีต่อ ซุน ฝังรากลึกสุดหยั่งถึง เผยไอสังหารทุก ๆ ครั้งที่นึกถึงภาพเหตุการณ์ในวันนั้น…
ข้างกายยังมี เกาถิง เดินตามด้วยใบหน้าที่เจ็บปวดเช่นกัน รู้สึกคับแค้นแทนน้องชายอย่างที่สุด ตระกูลเกา เป็นตระกูลใหญ่ ดังนั้นตำแหน่งคนที่จะมาแทนที่ เกาทงหลิน ก็ยังพอมี ทว่าด้านความสามารถย่อมมิอาจเทียบกับ เกาทงหลิน ได้ ดังนั้นจึงยากที่จะฝากฝังความหวัง
“ลู่เหรินฮ่าว และ เฒ่าวิญญาณ ได้ยินว่าจะลอบเข้าไปจับตัวเจ้าเด็กสมควรตายนั่น ตั้งแต่เมื่อหลายวันก่อน เหตุใดจนถึงตอนนี้ก็ยังเงียบงันไม่มีข่าวคราว แม้แต่การติดต่อก็ยังขาดหายไป ในฐานะที่ตัวเจ้าเป็นลูกสมุนของ ลู่เหรินฮ่าว พอจะทราบเรื่องนี้หรือไม่…” เกาเทียนฉี เอาถามกับ เกาถิง
“ไม่เลยท่านปู่… ลู่เหรินฮ่าว จะเคลื่อนไหวอย่างไร ไม่เคยบอกกล่าวผู้ใด มีก็แต่เวลาจะคำสั่งเท่านั้นข้าถึงได้รับอนุญาตให้รับรู้ได้… แต่หลายวันมานี้ก็เงียบงันไปอย่างน่าประหลาดจริง ๆ ข้าตั้งใจว่าพรุ่งนี้ จะลองไปยังโรงเตี้ยมที่ ลู่เหรินฮ่าว เคยเก็บตัว เผื่อจะทราบอะไรเพิ่มเติมบ้าง…”
เกาเทียนฉี ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเบา ๆ มองขึ้นไปบนท้องฟ้าซึ่งไร้แสงจันทร์ แต่ยังเห็นหมู่ดาวจำนวนมากเข้ามาทดแทน แววตาของ เกาเทียนฉี เต็มไปด้วยไอสังหาร ตั้งใจว่าหาก ซุน ถูกจับตัวได้แล้ว จะทำให้ ซุน ทุกข์ทรมานอย่างถึงที่สุด เพื่อแก้แค้นเรื่องของ เกาทงหลิน…
ทว่าในขณะที่ชายชรากำลังมองไปบนท้องฟ้านั้นเอง… จู่ ๆ ก็มองเห็นขอบข่ายบางอย่างกำลังเคลื่อนขยับคืบคลานครอบคลุม จนมองดูคล้ายท้องฟ้ากำลังจะหดตัวลง ซึ่งมันก็คือรูปแบบของม่านพลังประเภทหนึ่ง ที่กำลังครอบคลุมพื้นที่รัศมี 5 ลี้จากรอบด้านของตระกูลเกา!!
ด้วยประสบการณ์นับร้อยปีของ เกาเทียนฉี ร่างของชายชราสั่นเทิ้มรุนแรง และสัมผัสได้ถึงวิกฤตเป็นตายที่ชัดเจนยิ่งนัก!! นี่มิใช่ม่านพลังสามัญ แต่เป็นม่านพลังที่สามารถปิดกั้นได้แม้แต่ขอบเขตพลังของชนชั้นราชันย์!!
“นะ…นั่นมัน!! ม่านพลังกำราบราชันย์!!”
เกาถิง ที่อยู่ข้างกาย ขนลุกชูชันไปตลอดทั้งร่าง มันก็พอจะทราบว่าม่านพลังนี้คือสิ่งนี้ ยิ่งได้รับการยืนยันจากปู่ของมันด้วยแล้ว ก็ยิ่งชัดเจน... เอ่ยพึมพำเสียงสั่น “มะ…ม่านพลังกำราบราชันย์ เป็นค่ายกลที่ต้องใช้พลังของยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีส้มมากกว่า 20 คน!! นี่มิใช่สิ่งที่ขุมกำลังใดขุมกำลังหนึ่งในเมืองหลวง จะสามารถทำได้เพียงลำพัง!!”
เกาเทียนฉี ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว… การที่ถูกม่านพลังระดับปิดกั้นพื้นที่ ก็พอจะทำให้ทราบถึงการร่วมมือกันของหลายขุมกำลังระดับสูง และโอกาสที่จะเกิดเรื่องเช่นนี้ได้ ก็มีเพียงคำสั่งของทางราชวงศ์ไป๋หู่เท่านั้น…
แม้ไม่ต้องมีทักษะการทำนายหรือเนตรวิเศษอะไร เกาเทียนฉี ก็เริ่มที่จะมองอนาคตที่มืดดับได้บ้างแล้ว จึงหันมองมายัง เกาถิง ด้วยแววตาที่สลับซับซ้อน เผยใบหน้าที่ปลดปลงราวกับล่วงรู้ชะตากรรม…
“ตระกูลเกา จบสิ้นแล้ว…”
…………………………………………..