อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 166 ดับล้างตระกูลเกา (2)
ตอนที่ 166
ทันทีที่ม่านพลังกำราบราชันย์ ปิดครอบคลุมพื้นที่รัศมี 5 ลี้ ของตระกูลเกาอย่างสมบูรณ์… เสียงกรีดร้องโหยหวน พร้อมกันกลิ่นคาวเลือดก็ค่อย ๆ โชนมาตามสายลม เสียงอึกทึกครึกโครมฟังดูน่าครั่นครืน ก้องกังวานมาจากรอบทิศทาง
เกาเทียนฉี รู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร ตระหนักชัดเจนว่าชัยชนะของตระกูลเกา คงไม่มีทางยังเกิดขึ้น… ยามนี้สิ่งเดียวที่มันควรจะต้องรักษาไว้ ก็คือความหวัง!! เวลานี้ไม่หลงเหลือผู้ใดที่พอจะเป็นความหวังได้อีกแล้ว มีเพียง เกาถิง บุรุษวัยกลางคน หลานชายคนโตผู้นี้เท่านั้นที่พอจะเป็นความหวังได้…
“เกาถิง… มีช่องทางอาคมลับ ที่แอบซ่อนไว้อยู่ใต้เตียงของข้า ทางลับนั้นมีวัตถุอาคมชิ้นหนึ่งฝังเอาไว้ วัตถุชั้นนั้นมีพลังเคลื่อนย้ายนำส่งในชั่วพริบตาได้หนึ่งครั้งหนึ่งคน ข้าได้รับวัตถุนั้นมาจากท่านผู้นำกลุ่มมังกรทองเมื่อยามที่ได้รับตำแหน่งแกนนำ
ด้วยสิ่งนั้นจะสามารถรอดผ่านม่านพลังแห่งนี้ออกไปได้อย่างแน่นอน เจ้าจงไปที่นั่นและใช้มันหลบหนีไปให้ได้!!” ชายชรากล่าวขึ้น ด้วยใบหน้ามืดดำ
เกาถิง สะท้านสั่นไหว จิตใจวูบวาบราวกับร่วงจากที่สูง…
“ทะ…ท่านปู่ แต่ว่าข้าพร้อมจะสู้รบเพื่อตระกูล!!”
“อย่าโง่ไปหน่อยเลย!! ภายใต้อำนาจสะกดระดับนี้ คงเป็นฝีมือของสามขุมกำลังใหญ่ อันเป็นแขนขาของราชวงศ์ไป๋หู่อย่างแน่นอน... ยิ่งถ้าเป็นราชโองการแล้วล่ะก็ ต่อให้พวกมันไม่อยากทำก็ไม่มีทางเลือก!!
โอกาสที่ตระกูลเกาจะต่อต้านได้ อย่างมากก็ 1-2 ชั่วยามเท่านั้น!! เจ้าเป็นสายเลือดตระกูลหลัก และยังเป็นหลานชายคนโต หาก เกาทงหลิน ยังสมบูรณ์พร้อมก็ว่าไปอย่าง แต่ในเมื่อ เกาทงหลิน มีสภาพเช่นนั้น ความหวังที่เหลืออยู่ก็มีเพียงเจ้าเท่านั้น!!
หลบหนีออกไปให้สำเร็จ และจงหาทางก่อตั้งตระกูลเกาขึ้นมาอีกครั้ง!! แม้จะต้องละทิ้งป้ายสำมะโนครัว ต่อให้ต้องกลายเป็นชนชั้นคนเถื่อนเพื่อหลบหนี เจ้าก็ต้องทำให้ทำให้ได้!!” เกาเทียนฉี คำรามเสียงแน่นหนัก ทำเอา เถาถิง ตัวสั่นเยือกขึ้นมา จากนั้นจึงกัดฟันแน่น คุกเข่าโขกศีรษะเบื้องหน้าชายชราครั้งหนึ่ง
“ดูแลตัวเองด้วย ท่านปู่…”
เกาเทียนฉี สูดลมหายใจลึกยาว… ถอดแหวนมิติ ที่ด้านในเต็มไปด้วยทรัพยากรอันล้ำค่าของตระกูลเกา ที่ตนสั่งสมไว้ เมื่อตัดขาดพันธสัญญาณกับแหวน ก็ยื่นมันให้กับ เกาถิง เหลือไว้แต่เพียงดาบเล่มหนึ่งอันเป็นศาสตราประจำกายถือไว้ในมือ แผ่ไอสังหารรุนแรงออกมาจากร่าง…
“ข้าจะถ่วงเวลาพวกมันให้นานที่สุด จงอย่าได้ชักช้า!!”
กล่าวจบ เกาเทียนฉี พลันระเบิดพลังน่าครั่นครืนอีกระลอกหนึ่ง ทะยานร่างตรงหายไปยังทิศทางที่สัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของศัตรู… เกาถิง จึงได้แต่กัดฟัน หอบหิ้วความหวังของตระกูล มุ่งตรงไปยังช่องทางอาคมลับ…
ตระกูลเกา เป็นตระกูลใหญ่ หากนับรวมทุกชีวิตทั้งตระกูลหลัก ตระกูลรองและบ่าวไพร่ อาจมีมากกว่าหนึ่งพันชีวิต… ภายในตระกูลยังมีชนชั้นยอดฝีมืออยู่เป็นจำนวนมาก ชนชั้นลมปราณสีเหลืองหลายสิบคน ชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นต้นอีก 3 คน ทั้ง เกาเทียนฉี ยังเป็นชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 5 ถือเป็นยอดฝีมือราชันย์ขั้นกลางของยุทธภพ ที่ในแต่ละทวีปก็ยังมีให้เห็นได้น้อยนิด จึงถือเป็นตระกูลใหญ่ที่ยากจะโค่นล้มได้โดยง่าย…
ทว่าถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ก็ยังมิอาจเทียบได้แม้แต่กำลัง 1 ใน 10 ส่วนของสามขุมกำลังใหญ่ที่บุกเข้ามา!! กองกำลังนี้ถูกนำกำลังโดย เตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย สองชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 6 ซึ่งทั้งคู่ล้วนแข็งแกร่งกว่า เกาเทียนฉี
และยังมีชายชรานามว่า อี้ตวน รองผู้นำพรรคราชสีห์สวรรค์ ชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 5 อีกคนหนึ่งเป็นแนวหน้าเช่นกัน… ส่วนรองเจ้าสำนักบุปผาประจิม เป็นหญิงชรา มีดูแลค่ายกลที่ด้านนอก เป็นกำลังสำรองที่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ทุกเมื่อ
อีกทั้งยังมีระดับผู้อาวุโส และผู้ฝึกสอนชนชั้นลมปราณสีส้มอีกกว่า 40 คน ที่ถูกส่งมาจากทั้งสามขุมกำลัง กำลังรบหากให้เปรียบวัด ก็มิต่างจากฝูงพยัคฆ์ที่บุกขย้ำฝูงแกะและกระต่าย ความแตกต่างที่มากเกินไป จึงทำให้มีเพียงคนในเรือนตระกูลเกา ที่ถูกดับสังหารเพียงฝ่ายเดียว
เสียงโหยหวนระงมดัง ซากศพนับร้อยเกลื่อนกลาด โลหิตสาดกระเซ็นทุกหย่อมหญ้า… เหล่ายอดฝีมือที่บุกกวาดสังหาร ล้วนมีใบหน้ามืดดำไม่ยินดียินร้าย ทุกคนแน่นอนว่าไม่อยากที่จะกระทำการโหดเหี้ยมเช่นนี้ ทว่าราชโองการถือเป็นเด็ดขาด หากไม่ปฏิบัติตามก็มีโทษเทียบเท่ากบฏเช่นกัน
ยุทธภพแม้มีกฎเกณฑ์เข้มงวดมากมาย… แต่สิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์จนถึงขั้นเป็นผู้ออกกฎ นั่นก็คืออำนาจแห่งความแข็งแกร่ง!! ในเมื่อราชวงศ์ไป๋หู่ถือครองสิ่งนั้น ทั้งยังต้องการจะรักษารากฐานอันสำคัญ จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจเด็ดขาดเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อที่จะได้ไม่มีใครกล้าตั้งตนเป็นกบฏขึ้นภายในทวีปพยัคฆ์ขาวแห่งนี้…
ตอนการพุ่งทะยาน เกาเทียนฉี จิตใจสะท้านสะเทือน มองเห็นซากศพของผู้อยู่ใต้อาณัติ ทั้งข้ารับใช้คนสนิท ทั้งสมาชิกตระกูลรอง หรือแม้แต่สมาชิกตระกูลหลักอันเป็นสายเลือดตน ทุกร่างนอนจมกองเลือดไร้วิญญาณ เผยสีหน้าหวาดวิตกยามถูกปลิดชีพ ไอสังหารของเฒ่าชราผู้นี้ก็ยิ่งพอกพูนสั่งสม
จวบจนเบื้องหน้าเวลานี้ เกาเทียนฉี มองเห็นผู้อาวุโสจากพรรคราชสีห์สวรรค์คนหนึ่ง กำลังง้างดาบสั้น ทั้งท่าจะลงมือกับผู้เยาว์ และผู้เยาว์คนนั้นก็มิใช่ใครอื่น นั่นก็คือ เกาทงหลิน!! หลานชายที่เวลานี้ไม่มีแม้แต่ลมปราณในร่าง ก็ยังไม่ถูกละเว้น
เกาทงหลิน เคยเป็นศิษย์หลักอันดับ 1 ของพรรคราชสีห์สวรรค์ ดังนั้นย่อมต้องรู้จักกับผู้อาวุโสที่จะลงมือเป็นอย่างดี ชายหนุ่มพยายามเอ่ยปากร้องขอชีวิตด้วยน้ำตา แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล… ผู้อาวุโสคนนั้นเอ่ยปากเนิบนาบด้วยคำขอโทษและจนใจ รับปากเพียงแค่ว่าจะลงมือชั่วพริบตาเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเจ็บปวดทรมาน ก่อนจะเสียบปักดาบสั้นเข้าไปกลางหน้าอกของ เกาทงหลิน ฉีกกระชากหัวใจจนแหลกละเอียด
เสียงโหยหวนของ เกาทงหลิน ที่สะท้านไปถึงจิตวิญญาณ ทำให้ เกาเทียนฉี มิอาจสะกดกั้นอะไรได้อีกแล้ว ระเบิดพลังลมปราณชนชั้นราชันย์อย่างบ้าคลั่ง ทะยานพุ่งเข้าไปด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ยกดาบในมือขึ้น ฟันผ่าร่างของผู้อาวุโสพรรคราชสีห์สวรรค์คนนั้นให้กลายเป็นสองส่วนในพริบตา
เมื่อทอดสายตาลงมอง เห็นเพียงดวงตาไร้แววที่หวาดกลัวของ เกาทงหลิน… ชายชราโอบร่างโชกเลือดของหลานรักอย่างทะนุถนอม ดวงตาเต็มไปด้วยความมืดมน เริ่มนึกถึงเส้นทางในอดีต และตั้งคำถามในใจของตนเองว่าเป็นเพราะตนได้เลือกหนทางที่ผิดพลาด จึงต้องรับผลกรรมเช่นนี้ใช่หรือไม่?!
ในอดีตก่อนที่ เกาเทียนฉี จะเลือกเข้าร่วมกับทางกลุ่มมังกรทองนั้น แม้ตระกูลเกาจะมิได้ยิ่งใหญ่เฉกเช่นในปัจจุบัน แต่ก็มิได้ต่ำต้อยไปกว่าตระกูลใด แต่เพราะความทะเยอทะยานของ เกาเทียนฉี ที่อยากเปลี่ยนแปลงและผลักดันตระกูลให้ไปสู่จุดสูงสุด เมื่อยามที่รับตำแหน่งผู้นำตระกูล จึงเลือกที่จะเข้าร่วมกับองค์กรใต้ดินที่ถูกนับเป็นกบฏของแผ่นดิน แลกเปลี่ยนกับความก้าวหน้าและความมั่งคั่งที่เพิ่มพูนมหาศาลในช่วงเวลาแค่คนรุ่นเดียว…
“ข้าเลือกผิดไปงั้นหรือ… ข้าก็เพียงต้องการให้ตระกูลเกา มีรากฐานที่แข็งแกร่งเพียงเท่านั้น!!” เกาเทียนฉี กล่าวทั้งน้ำตาที่คล้ายจะมีโลหิตปะปน
แน่นอนว่าเมื่อคนระดับ เกาเทียนฉี ปรากฏตัวขึ้น กลุ่มผู้อาวุโสโดยรอบล้วนพากันร่นถอยอย่างรวดเร็ว ไม่นานนัก เตียมู่หยง เป่ยเตียวหุย และ อี้ตวน รองผู้นำพรรคราชสีห์สวรรค์ ก็พุ่งทะยานมาถึงที่นี่ มีเพียง 3 คนนี้เท่านั้น ที่จะสามารถรับมือกับ เกาเทียนฉี ได้…
เมื่อทั้งสามคนมาถึง ก็มิได้ชิงลงมือในทันที… ปล่อยให้ เกาเทียนฉี โอบกอดร่างไร้วิญญาณของหลานชาย อันเป็นภาพที่แสนหดหู่… โดยเฉพาะ อี้ตวน ซึ่งในอดีตก็เคยให้การดูแล เกาทงหลิน เป็นอย่างดี ทว่าเมื่อเป็นราชโองการจากจักรพรรดิ แม้จะเป็นอดีตศิษย์หลักอันดับ 1 ก็ไม่มีค่ามากกว่าพรรคราชสีห์สวรรค์ทั้งพรรค ดังนั้นจึงเผยใบหน้าที่เศร้าอาดูรออกมามิต่างกัน…
เกาเทียนฉี กวาดตามองทั้งสามคนด้วยใบหน้าเย็นชามืดดำ…
“ราชโองการงั้นสินะ!!”
เตียมู่หยง พยักหน้าเบา ๆ ตอบรับ
“เกาเทียนฉี หากเลือกได้พวกเราก็ไม่อยากทำ… ทว่านี่เป็นราชโองการจากองค์จักรพรรดิ พวกเราไม่อาจขัดขืน หากจะโทษก็ควรโทษที่เจ้าเลือกเส้นทางการเป็นกบฏต่อราชวงศ์ เจ้าก็น่าจะทราบดีว่าหน่วยงานราชการแผ่นดินทุกแห่ง ล้วนถือว่าการเข้าร่วมองค์กรใต้ดินทั้งหมดเป็นกบฏที่ไม่อาจปล่อยไว้…”
“หุบปาก!! พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์มาสั่งสอนข้า หากอยากได้หัวข้านัก ก็ดาหน้ากันเข้ามา!!” เกาเทียนฉี คำรามเสียงดังกึกก้อง ดวงตาแดงฉานไปด้วยเส้นโลหิตที่ปริแตก ทั้งเวลานี้ยังสัมผัสได้ถึงปราณแห่งชีวิตที่กำลังถูกเผาผลาญลงอย่างรวดเร็ว
“!!!!!!!!!!!” สามยอดฝีมือถึงกับผงะไปในทันที
“เผาผลาญปราณชีวิต!! เกาเทียนฉี ยอมสละพลังชีวิต ตั้งแต่แรกเลยงั้นหรือนี่!!”
การเผาผลาญปราณชีวิต ถือเป็นทักษะลับที่แลกมาด้วยอายุขัยที่ถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง เกาเทียนฉี ไม่คาดหวังจะมีวันพรุ่งนี้อีกแล้ว จึงไร้ซึ่งความลังเล… จากพื้นฐานชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 5 เมื่อนำอายุขัยมาแลกเปลี่ยนเป็นพลัง จึงทำให้พลังของ เกาเทียนฉี เทียบเท่าลมปราณสีส้มขั้น 6 เป็นการชั่วคราว…
จากนั้นก็ระเบิดรัศมีพลังกระจัดกระจายอย่างบ้าคลั่ง กวัดแกว่งดาบในมือพุ่งเข้าประหัตประหารสามยอดฝีมืออย่างไม่หวาดหวั่นต่อความตาย เปลี่ยนโทสะและกลิ่นคาวเลือดมาเป็นพลังให้กับตนเอง
สามยอดฝีมือใบหน้าเคร่งครึม ไม่มีอะไรจะน่ากลัวไปว่าสัตว์ร้ายที่บาดเจ็บไม่กลัวตายเช่นนี้อีกแล้ว ยังดีที่ทั้งสามคนเตรียมการมาพร้อมรับศึก หากครั้งนี้เป็นการต่อสู้ตัวต่อตัว คงมีความอันตรายอย่างมิอาจประเมิน…
…………………………………………………
ซุน ในเวลานี้เปลี่ยนแปลงรูปโฉม และสวมชุดอาภรณ์ของชนชั้นผู้ฝึกสอนเพื่อมิให้สะดุดโดดเด่นมากนัก ประจำการอยู่ด้านนอกม่านพลังตามคำสั่ง ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปสู้รบด้านใน ซึ่งด้านนอกม่านพลังนี้ ยังมีกองกำลังอีกจำนวนหนึ่งของสำนักบุปผาประจิม ซึ่งทำหน้าที่คุ้มกัน 20 ผู้อาวุโส ที่กำลังกางม่านพลังกำราบราชันย์อยู่ด้านนอก
และข้างกายของ ซุน ยังเป็นหญิงชราผู้หนึ่ง ศักดิ์และฐานะเป็นถึงรองเจ้าสำนักบุปผาประจิม พลังฝีมือก็ไม่ธรรมดาเป็นหนึ่งในชนชั้นราชันย์ ลมปราณสีส้มขั้นที่ 5… ใบหน้าของหญิงชรานิ่งสงบ รอสัญญาณเตรียมความพร้อมหากเกิดเรื่องที่นอกเหนือความคาดหมาย
ซุน มองเห็น เฒ่าชีเปลือย ที่ลอดผ่านม่านพลังกำราบราชันย์ไป ๆ กลับ ๆ เหมือนเป็นเรื่องสนุก ซึ่งตัวของ ซุน ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรนัก แม้แต่ม่านพลังของสำนักสายลมประจิม ก็ยังไม่มีผลอะไรกับ เฒ่าชีเปลือย หากคิดจะเข้าจะออก ซึ่งความสามารถเช่นนี้ดวงวิญญาณสามัญย่อมไม่สามารถกระทำได้…
“ข้างในสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?!” ซุน เอ่ยถามด้วยความร้อนรนใจ
“ไม่รู้สิ… ก็แต่การฆ่าสังหาร ไม่ได้มีอะไรให้ข้าสนใจ…” เฒ่าชีเปลือย กล่าวด้วยท่าทีเมินเฉย ราวกับว่าตนเองไม่มีหน้าที่ให้ต้องสังเกตการณ์อะไร หากไม่ได้รับสิ่งตอบแทนหรือมีความสนใจเป็นส่วนตัว
ซุน ได้แต่เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน รู้ดีว่าตนไม่มีสิ่งใดจะไปบีบบังคัง เฒ่าชีเปลือย ผู้นี้ได้… ทว่าในขณะที่ เฒ่าชีเปลือย กำลังมุดไปมุดมาผ่านม่านพลังอยู่นั้นเอง จู่ ๆ ก็หยุดชะงักขึ้น และมองกวาดสายตา ยาวเข้าไปที่ด้านในพื้นที่ตระกูลเกา เผยแววตาแปลกประหลาดคล้ายเจอเรื่องน่าสนอกสนใจ
“คลื่นพลังเช่นนี้… มีคนใช้วัตถุอาคมเคลื่อนย้ายนำส่ง เพื่อหลบหนี!!” เฒ่าชีเปลือย ที่สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังแปลกแยก จึงกล่าวโพล่งขึ้นมา
“!!!!!!!!!!” ซุน เผยสีหน้าตื่นตะลึง
“มีหนทางหลบหนีด้วยงั้นหรือ!! แบบนี้สมาชิกตระกูลเกาและเกาเทียนฉี ก็คง…”
เฒ่าชีเปลือย ส่ายหน้า…
“อย่ากังวลไป… อาคมนี้เป็นเพียงอาคมระดับต่ำที่มีพลังเคลื่อนย้ายได้เพียงบุคคลเดียว ทั้งยังใช้ได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ผู้ที่หนีออกไปยังเป็นเพียงชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด ไม่ใช่ เกาเทียนฉี ที่เจ้ากล่าวถึงแน่นอน...”
ซุน เผยดวงตาเจิดจ้าในทันที… หากเป็นวัตถุที่ใช้ได้เพียงครั้งเดียวเช่นนี้ แปลว่าผู้ที่หลบหนีออกมาจะต้องเป็นบุคคลที่สำคัญมากกับตระกูลเกาอย่างแน่นอน ดังนั้นย่อมมีโอกาสสูงที่จะสามารถเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มมังกรทอง…
“เฒ่าชีเปลือย อาคมนี้ส่งเคลื่อนย้ายไปได้ไกลแค่ไหน... เพียงพอจะหลบออกไปนอกเมืองเลยหรือไม่…” ซุน เอ่ยถามด้วยความร้อนรน
“บอกแล้วไง ว่ามันเป็นเพียงอาคมระดับต่ำ… อย่างมากที่สุด ก็ไม่เกินรัศมี 20 ลี้ ไม่มีทางออกไปนอกกำแพงเมืองหลวงได้อย่างแน่นอน และทิศทางก็น่าจะเป็นตรงนั้น…” เฒ่าชีเปลือย ชี้นิ้วออกไปยังทิศตะวันตกของเมืองหลวง
ซุน ถึงกับสะท้านสั่นไหว เผยแววตาเด็ดเดี่ยวขึ้นในทันที…
“เช่นนั้น ข้าก็ต้องไปที่นั่น!!”
แม้จะแค่นเสียงออกไปเช่นนั้น หากแต่ ซุน ก็มิได้โง่เขลาตะบี้ตะบัน ในเมื่อศัตรูเป็นชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุด การที่ ซุน ไปเผชิญหน้าตรง ๆ เพียงลำพัง ก็มีแต่จะไปตายอย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นจึงหันมองไปรอบ ๆ เพื่อหาคนไปช่วยเหลืออีกแรง
…………………………………………….