อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 172 วิญญาณระดับราชันย์... เกาเทียนฉี
ตอนที่ 172
“นั่นไง!! วิญญาณหญิงรับใช้งดงามคนนั้น… นั่นก็ด้วยวิญญาณนักประพันธ์… โอ้ว!! วิญญาณสาวงามแต่งกายดูสูงส่ง หรือว่านั่นจะเป็นสมาชิกสายเลือดหลักตระกูลเกากันนะ…” เฒ่าชีเปลือย กล่าวพลางส่งชี้ท่าทีแข็งขันจับจองดวงวิญญาณต่าง ๆ เห็นได้ชัดว่ามันกำลังจะได้ลูกสมุนมาเพิ่ม จึงวาดฝันให้วิญญาณเหล่านี้มาเป็นข้ารับใช้ของตนเองในอนาคต… ตลอดหลายเดือนมานี้ เฒ่าชีเปลือย เบื่อหน่ายวิญญาณอาฆาตกลุ่มแรกที่เป็นกลุ่มนักฆ่าเต็มที(ตอนที่ 67)
ครานี้พอให้เห็นดวงวิญญาณที่หลากหลายมากมาย ก็อดไม่ได้ที่จะลูบตั้งแต่มุมปากจนถึงปลายคาง รอยยิ้มเต็มไปด้วยความชราที่กระหายใคร่ในบางอย่าง ยิ่งทำให้เฒ่าชีเปลือยผู้นี้ดูน่าเกลียดขึ้นไปอีกขั้น ซุนจึงได้แต่จนใจและกุมขมับ…
“ในเมื่อข้าตั้งใจจะสร้างกองทัพซากศพ และกองทัพวิญญาณ การจะจองจำวิญญาณสามัญก็คล้ายจะมีความโหดร้ายแต่ข้าเองก็ไม่มีทางเลือกนัก ที่นี่ไม่ใช่โลกที่ข้าเคยจากมา มีแต่ความโหดเหี้ยมไร้หัวใจเท่านั้น ที่จะเป็นเส้นทางอันมั่นคง…”
ซุน เผยสีหน้าเจ็บปวดอยู่ไม่น้อยที่ต้องลิดรอนอิสรภาพของดวงวิญญาณทั้งหลายทั้งปวง แต่ผู้ที่ยังอ่อนแอก็ใช่ว่าจะมีทางเลือกมากมายนัก ยิ่งเลือกสรรวิธีการความเสี่ยงและการเติบโตก็ยิ่งถูกจำกัดขอบเขต การสร้างกองทัพวิญญาณถึงจะเป็นวิธีอันโหดร้าย แต่ก็กล่าวได้ว่ามันคือหนึ่งในวิธีการที่ ซุน มีพื้นฐานและความเชี่ยวชาญมากยิ่งกว่าในด้านวรยุทธเสียอีก
สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ที่มีสัมผัสลมปราณอันแรงกล้า ถึงทุกคนจะไม่ได้ฝึกฝนด้านพลังวิญญาณมาโดยตรงถึงขั้นมองเห็นวิญญาณชัดเจน แต่ก็มีสัมผัสรับรู้ต่อกระแสการไหลเวียนของดวงวิญญาณที่เฉียบคม ดังนั้น ซุน จึงไม่อาจลงมืออย่างกระโตกกระตาก
ซุน แสร้งเดินสำรวจพื้นไปพลาง ถือแผ่นป้ายสะกดวิญญาณไว้ในมือ และให้ เฒ่าชีเปลือย ช่วยเหลือในการชักนำดูดกลืนอณูวิญญาณที่ยังไม่อาจก่อรูปลักษณ์ ให้เข้ามาเก็บงำเอาไว้ก่อน ไว้ค่อยหาโอกาสกำราบให้อยู่ใต้อาคมในภายหลัง
วิญญาณดวงแล้วดวงเล่าที่ล่องลอยไร้สติ ถูกดูดกลืนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในลักษณะที่ ซุน คล้ายเดินเตร่ไปรอบ ๆ อี้ต้วน และ สูจื่อเหมย สองยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ แม้จะสัมผัสได้เล็ก ๆ ถึงกระแสวิญญาณที่ผกผัน แต่เพราะการลงมือที่ไม่โจ่งแจ้ง ทั้งยังเป็นการลงมือของ เฒ่าชีเปลือย จึงไม่อาจจับกระแสที่ไหลเวียนได้แม่นยำ ทั้งสองจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยเท่านั้น
เตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย พอที่จะรู้มาก่อนหน้านี้ เรื่องที่ ซุน มีความสามารถด้านวิญญาณทั้งยังมีสมุนวิญญาณข้ารับใช้ภายใต้การดูแล จากคำพูดของ อวิ๋นหยางหลิ่ง(ตอนที่ 90) ดังนั้นทั้งสองจึงเหลือบมองกันเล็กน้อยจากความผิดปกติที่เกิดขึ้น และเมื่อเห็น ซุน เดินไปเดินมาด้วยท่าทีผิดแปลก ทั้งสองก็ยิ่งมั่นใจว่าคงเป็นฝีมือของ ซุน
ด้วยเหตุนี้เมื่อ อี้ต้วน จากพรรคราชสีห์สวรรค์ และ สูจื่อเหมย จากสำนักบุปผาประจิม แสดงท่าทีคล้ายจับสังเกตได้ เตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย ก็ได้แกล้งเข้ามาพูดคุยบ่ายเบื่องประเด็นกับทั้งสองคน ปล่อยให้ ซุน ดูดกลืนอณูวิญญาณไปเรื่อย ๆ ยังไงเสีย ซุน ก็เป็นศิษย์ผู้ทรงเกียรติของสำนักสายลมประจิม อะไรที่จะทำให้ ซุน มีโอกาสยกระดับความแข็งแกร่งขึ้นมาได้ รองผู้นำทั้งสองก็ย่อมลงมือช่วยเหลือ ทุกอย่างล้วนเป็นผลดีกับทางสำนัก…
เพียงแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วยามดวงวิญญาณหลายร้อยดวง ก็ถูก ซุน ดูดซับเข้าไปภายในป้ายสะกดวิญญาณ แม้ภายนอกจะคล้ายว่า ซุน เดินเตร่ไร้จุดหมาย ทว่าแท้จริงแล้วมันกลับเป็นเดินตั้งสมาธิ โดยริมฝีปากจะขยับไปมาบริกรรมเวทย์คาถาไม่ขาดปาก ทำให้อณูวิญญาณที่หายเข้าไปในป้ายสะกดวิญญาณนั้น ค่อย ๆ ก่อรูปเป็นดวงวิญญาณสมบูรณ์แบบ
ทว่าภายในห้วงมิติด้านในป้ายสะกดวิญญาณนั้น เป็นอีกโลกหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยอาคมของ เฒ่าชีเปลือย ผสานเข้ากับแร่โลหะคงกระพันชนิดพิเศษ เกิดเป็นโลกใบเล็กแห่งอาณาจักรวิญญาณ ที่สามารถกักขังวิญญาณได้หลายหมื่นดวง
ภายในโลกใบเล็กนี้จะมี เฒ่าชีเปลือย และ ซุน เปรียบเสมือนพระเจ้าที่มีอำนาจสูงสุด… โดยมี วิญญาณอารักษ์อย่าง จูเยี่ย ที่ถือครองบ่วงทรทัณฑ์เปรียบเสมือนราชาปกครองดวงวิญญาณภายในนี้ ทั้งยังมีวิญญาณชนชั้นที่ถัดลงมาอย่าง พี่น้องตระกูลสู่ ซึ่งมีพลังวิญญาณมากกว่าวิญญาณอาฆาตทั่วไป คอยรับคำสั่งจาก จูเยี่ย ที่ทอดหนึ่ง
เรียกได้มีวิญญาณทุกดวงที่เข้ามา ล้วนมีระดับชนชั้นอยู่ก่อนแล้ว… ดังนั้นวิญญาณดวงใหม่ ๆ อีกหลายร้อยดวงที่เข้ามา ก็ย่อมต้องอยู่ภายใต้การควบคุมภายในอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง โลกวิญญาณใบเล็กในป้ายสะกดวิญญาณ เริ่มที่จะเกิดเป็นการปกครองตามลำดับขั้นชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามจำนวนของดวงวิญญาณที่ถูกสะกด…
ซุน ไว้วางใจวิธีจัดการของ จูเยี่ย ดังนั้นการกำราบดวงวิญญาณทั้งหมด จึงปล่อยให้วิญญาณอารักษ์ตนนี้มีอิสระในการกระทำ ตนเพียงแค่รอให้วิญญาณมาใหม่เหล่านั้น ยินยอมน้อมรับใช้ แล้วค่อยสร้างพันธสัญญา 50 ปีขึ้นในภายหลัง เฉกเช่นวิญญาณดวงอื่น ๆ ก่อนหน้านี้
วิธีดำเนินการจะไม่มีปัญหาอะไรเลย หาก ซุน ไม่บังเอิญไปพบเจอเข้ากับวิญญาณดวงหนึ่ง!! ซึ่งวิญญาณดวงนี้มีพลังกล้าแกร่งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ต่อให้ จูเยี่ย จะมีบ่วงทรทัณฑ์ก็คงยากที่จะกำราบวิญญาณดวงนี้ ทั้งยังเป็นดวงวิญญาณที่แม้จะเพิ่งตายไปแต่ก็มิใช่อณูวิญญาณเช่นตนอื่น ๆ สามารถก่อรูปลักษณ์ชัดเจน และหวนคืนสติความทรงจำก่อนตายได้แทบจะในทันที ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นอิทธิพลมาจากความแข็งแกร่งก่อนสิ้นลม…
ดวงวิญญาณของ เกาเทียนฉี…
วิญญาณดวงนี้ เป็นวิญญาณอาฆาตอย่างแท้จริง แม้จะตายไปแล้วแต่ก็คล้ายจะเผยถึงความไม่ยินยอมไร้สิ้นสุด… จริงอยู่ที่เมื่อกลายเป็นดวงวิญญาณ จะไม่มีอำนาจทำร้ายผู้ที่ยังมีชีวิต เพราะเป็นพลังในคนละภพภูมิ แต่ความอาฆาตเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ สั่งสมเพิ่มพูน และเมื่อใดที่ถึงจุดที่วิญญาณดวงนี้แปรสภาพไปเป็นวิญญาณชั้นอสูรกาย มันก็จะมีพลังมากพอที่จะทำร้ายและเล่นงานผู้ที่ยังมีชีวิตได้
ซุน มองตาค้างไปชั่วครู่หนึ่ง แน่นอนว่า ซุน พอจะมีวิธีการกำราบเจ้าวิญญาณดวงนี้ ถึงขั้นทำให้มันแตกดับสมบูรณ์ด้วยอาคมไสยเวทย์ก็ยังทำได้… ทว่าความลังเลที่ปรากฏ คือสิ่งที่ ซุน ไม่แน่ใจว่าการจัดการด้วยวิธีเช่นนั้นจะสมควรแล้วหรือไม่… เพราะวิญญาณของ เกาเทียนฉี มีพลังอำนาจที่น่าสนใจเกินกว่าจะทำลายทิ้ง และก็น่ากลัวเกินกว่าจะเปลี่ยนเป็นวิญญาณอารักษ์ที่ไว้วางใจ…
“ดวงวิญญาณระดับราชันย์… ไม่คิดเลยว่าดวงวิญญาณระดับนี้ ถึงแม้จะตายไปแล้วก็ยังเปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่ง… เฒ่าชีเปลือย ข้าจะทำยังไงกับวิญญาณตนนี้ดี?!”
วิญญาณเฒ่าชรา หัวเราะเสียงเย็น เผยรอยยิ้มน่ากลัว…
“เจ้าเด็กโง่… นี่แหละของดี!! วิญญาณลักษณะนี้แม้จะตายไปแล้ว แต่ก็มีพลังที่กล้าแกร่งบางอย่าง สาเหตุก็เป็นเพราะยังมีลมปราณบริสุทธิ์ที่สั่งสมตั้งแต่ก่อนจะตาย ตกค้างอยู่ภายในดวงวิญญาณ สามารถใช้วิธีการพิเศษบางอย่างที่เรียกว่า [การสกัดดวงวิญญาณ] ทำให้มันกลายเป็นโอสถบ่มเพาะชั้นเลิศ ที่เหลือล้ำกว่าโอสถทั่ว ๆ ไปอย่างไม่อาจเปรียบเทียบ
ที่นี่มีคนอยู่เยอะเกินไป ไม่อาจดำเนินการได้ มิเช่นนั้นเจ้าอาจถูกเพ่งเล็ง… ดังนั้นข้าจะสะกดมันเอาไว้ก่อน กลับไปถึงถ้ำปิดด่านเมื่อใดข้าจะช่วยเจ้าจัดการให้… ทว่าข้าก็มีข้อแลกเปลี่ยนบางอย่างเช่นกัน หากเจ้าช่วยข้าได้ รับรองว่าเจ้าจะไม่ขาดทุนแน่นอน...”
ซุน หว่างคิ้วยับย่นอีกครั้ง… เฒ่าชีเปลือย ยังคงต่อรองในทุก ๆ การยื่นมือช่วยเหลือ ซึ่งตัวของ ซุน ก็ค่อนข้างจะคุ้นชินกับอุปนิสัยแบบนี้แล้ว จึงเอ่ยถามสั้น ๆ ออกไป… “อยากได้อะไร?!”
เฒ่าชีเปลือย หัวเราะคิกคัก แขนสองข้างสวมกอด ยกเท้าข้างหนึ่งชี้ยื่นแทนมือ ไปยังศพไร้วิญญาณร่างหนึ่ง… “เจ้าเด็กนั่นมันหล่อเหลาเอาการ เหมาะจะเป็นร่างภาชนะให้กับบุรุษรูปงามเช่นตัวข้า… เจ้าช่วยนำศพนั่นกลับไปหลอมให้ที ข้าจะใช้ร่างศพนั่นเป็นภาชนะวิญญาณชั่วคราว…”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตาโพรงทันที เพราะร่างศพที่เฒ่าชีเปลือยชี้ไปนั้น คือศพของผู้เยาว์ที่ได้ชื่อว่าหล่อเหลาที่สุดในเมืองหลวง… เกาทงหลิน!!
เวลานี้ร่างศพของ เกาทงหลิน ยังสมบูรณ์ดี สิ่งที่เป็นตำหนิมีเพียงแค่ บาดแผลขนาดใหญ่ตรงหน้าอกอันเป็นสาเหตุการตายในการถูกแทงทำลายหัวใจ ในส่วนของใบหน้ายังคงมีความหล่อเหลาจนน่าอิจฉา ไม่มีร่อยรอยบาดแผลใด ๆ ปรากฏนอกเหนือจากความขาวซีด…
ซุน ขมวดคิ้วมุ่นมองไปยังดวงวิญญาณของ เกาเทียนฉี และร่างศพของ เกาทงหลิน สลับกับไปมา ก่อนจะถอนหายใจหนักหน่วง… “ตกลง!!”
เพียงแค่ ซุน ออกปาก เฒ่าชีเปลือย พลันหัวเราะร่า ยื่นมือออกไปในความว่างเปล่า เกิดเส้นใยวิญญาณสีแดง พวยพุ่งออกไปพันธนาการดวงวิญญาณของ เกาเทียนฉี… ความแตกต่างของทั้งสองฝ่ายมีมากเกินไป เสียงกรีดร้องของวิญญาณที่โหยหวนดังขึ้น แม้จะตายไปแล้วยังไม่แคล้วถูกเล่นงาน
ซุน อึ้งงันไปเล็กน้อย ก่อนจะสูดหายใจลึก เดินไปยังร่างศพของ เกาทงหลิน พลิกไปพลิกมาอยู่เล็กน้อยเจตนาคล้ายให้ถูกผู้อาวุโสรอบด้านสังเกตเห็น จึงมีผู้อาวุโสคนหนึ่งซึ่งรับหน้าที่ควบคุมการเก็บกวาดเข้ามาสอบถาม…
“มีอะไรงั้นหรือ?!”
ซุน หันมองไปยังผู้อาวุโสคนนั้นด้วยแววตาเลื่อมใจ ประสานมือสุภาพ…
“เรียนผู้อาวุโส… เกาทงหลิน ผู้นี้ได้ก่อเรื่องราวให้กับตระกูลซ่งที่เมืองบุปผาแดง ถึงขั้นทำให้ตระกูลซ่งเกือบต้องล่มสลาย สร้างความแค้นที่ฝังรากลึกจนทำให้ตระกูลซ่งเต็มไปด้วยความเจ็บปวดสุดจะหยั่งถึง
ข้าเองเคยติดค้างหนี้บุญคุณตระกูลซ่งอยู่ไม่น้อย ดังนั้นจะเป็นไปได้หรือหากข้าจะขอนำศพร่างนี้ ไปมอบให้ตระกูลซ่งแทนหนี้บุญคุณที่ติดค้างต่อกัน…”
ผู้อาวุโสผู้นั้นเผยความลังเล จริงอยู่ที่ศพทั้งหมดจะต้องถูกเก็บกวาดทำลาย การจะมอบให้ก็นับว่าเสียหาย แต่อย่างไรตามหน้าที่แล้ว ก็นับว่าไม่ควรจะกระทำ… ซุน เห็นอีกฝ่ายลังเลจึงลุกขึ้นส่งสายตาอ้อนวอน ก่อนจะนำถุงผ้าที่ใส่เหรียญทองจำนวนหลายพันเหรียญ ยัดใส่มืออีกฝ่าย
“พวกเราคนกันเองทั้งหมด… ถือว่าช่วยเหลือกันเถอะ ผู้อาวุโส…”
ชายชรา กระอักกระอ่วนเหลียวมองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น จึงกระแอมไอเบา ๆ
“รีบเก็บกลับไป อย่าให้ทิ้งร่องรอย…”
ซุน ประสานมือโค้ง ตัวก่อนจะเก็บร่างของ เกาทงหลิน เข้าไปในแหวนมิติ… จากนั้น ซุน ก็ยังคงเดินเตร่ไปมา พลางเก็บเอาอณูวิญญาณทั้งหมดจนไม่หลงเหลือ แสดงสีหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว บางครั้งก็ผิวปากเบา ๆ กลบเกลื่อน
ท่ามกลางซากศพนับพันชายหนุ่มไร้ซึ่งความหวาดกลัว… ซุน เองก็มีศพหลอมในครอบครองเป็นจำนวนมาก จึงรู้สึกชินตากับศพที่เกลื่อนกลาดเหล่านี้ แม้ภายนอกจะไม่แสดงอะไรออกมา แต่ภายในใจของ ซุน กลับเต้นระส่ำ ดวงวิญญาณเหล่านี้จะต้องมีประโยชน์ในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน
ทุกตนล้วนเป็นดวงวิญญาณที่สดใหม่ ซึ่งเหมาะสมกับการชี้นำฝึกฝนเพื่อบำเพ็ญตบะ ต่อให้วิญญาณบางคนในอดีตเป็นเป็นเพียงบุคคลสามัญ แต่เมื่อตายไปแล้วก็มีโอกาสบรรลุถึงระดับมรรคาแข็งแกร่งได้ ขึ้นอยู่กับโชควาสนาในหลาย ๆ ด้าน
ภารกิจของราชโองการลับส่วนที่เหลือ คือการกระจายกำลังเก็บกวาดสมาชิกตระกูลเกาที่ยังอยู่ด้านนอกเขตพื้นที่ตระกูล ซึ่งมีจำนวนอยู่อีกนับร้อยคน แต่ก็มีบันทึกกิจการที่บอกถึงตำแหน่งสมาชิกที่ตั้งของแต่ละคนอย่างแม่นยำ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะตามไปกวาดล้างสังหาร...
ภารกิจกวาดล้างในส่วนนี้ แน่นอนว่า ซุน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงได้รับอนุญาตให้กลับไปยังสำนักพร้อมกับสมาชิกส่วนใหญ่ในภารกิจนี้… ภายในราตรีนี้ตระกูลเกาจึงจบสิ้นอย่างสมบูรณ์ ไม่หลงเหลือเชื้อสายใด ๆ อีกแล้ว เป็นวิธีการจัดการขั้นเด็ดขาดที่ไม่ค่อยจะมีให้เห็นนัก
ทว่าสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น แม้จะเป็นเรื่องใหญ่ภายในเมืองหลวง แต่กลับเป็นความลับที่บุคคลภายนอกไม่อาจล่วงรู้… การดับสังหารล้างตระกูลเกา ถูกจัดฉากว่าโดนเล่นงานจากองค์กรใต้ดิน เมื่อทางราชวงศ์ไป๋หู่ออกมาประกาศเรื่องนี้ด้วยตนเอง ย่อมไม่มีใครกล้าสงสัยเคลือบแคลง แม้แต่สมาชิกระดับหมู่ศิษย์ของสามขุมกำลังใหญ่ ก็ยังไม่รู้ความจริงในส่วนนี้ด้วยซ้ำ
……………………………………………