อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 171 ทรัพยากร หลังจบศึก
ตอนที่ 171
ซุน เผยความตื่นตระหนกอย่างที่ไม่ได้ปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งนัก… อาจกล่าวได้ว่า แม้ตัวชายหนุ่มจะยังก้าวเข้าสู่เส้นทางบนยุทธภพได้ไม่นาน แต่ก็มีประสบการณ์ที่มากกว่าคนในรุ่นเดียวกันอยู่หลายส่วน เจอะเจอชนชั้นยอดฝีมือมาก็มิใช่น้อย ๆ และยังสังกัดขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่
ดังนั้น ซุน ย่อมประจักษ์แจ้งในความแข็งแกร่งของชนชั้นเทวะ ที่เรียกว่าเป็นระดับลมปราณในตำนานของยุทธภพ ว่ากันว่าภายในยุทธภพทั้ง 4 ทวีป ยอดฝีมือที่เข้าขึ้นชนชั้นเทวะในแต่ละยุคสมัยล้วนถูกจารึกรายนามเชิดชูถึงเกียรติภูมิอันสูงสุด โดยไม่เกี่ยวว่าคนผู้นั้นจะชั่วช้าสามานย์เพียงใด
ในเมื่อผู้นำกลุ่มมังกรทอง เป็นชนชั้นเทวะจริง ๆ และเป็นยอดฝีมือของยุทธภพ ก็มีตัวเลือกเพียงไม่กี่คนเท่านั้นในการเจาะจง แม้อาจมองเหมือนว่าคาดเดาได้ง่าย แต่ขณะเดียวกันก็สืบค้นหลักฐานได้ยากอย่างที่สุด… เพราะชนชั้นเทวะลมปราณสีแดงในยุทธภพทั้งหมดมีปูมหลังที่ไม่ธรรมดา เพียงแค่การจะพบเจอสักครั้งยังไม่ต้องกล่าวถึงโอกาสและความเป็นไปได้ ไหนเลยจะสามารถสืบค้นเรื่องราวใด ๆ หากอีกฝ่ายไม่แสดงเปิดเผยออกมาเอง
ขณะเดียว… สำหรับ เทพปรมาจารย์อย่าง ลู่เหรินฮ่าว แน่นอนว่า ซุน ย่อมรู้จัก ทั้งยังเคยพบเจอมาแล้วเมื่อไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้(ตอนที่ 125) ความแข็งแกร่งของ ลู่เหรินฮ่าว เป็นถึงชนชั้นจักรพรรดิขั้นกลาง ลมปราณสีส้มขั้นที่ 8 แข็งแกร่งยิ่งกว่าเจ้าสำนักสายลมประจิมอย่าง อวิ๋นหยางหลิ่ง เสียอีก
ต่อให้ ซุน ทราบจาก นิมิตห้วงวิญญาณ ว่า ลู่เหรินฮ่าว ผู้นี้เป็น 1 ใน 10 แกนนำกลุ่มมังกรทอง ทั้งยังเปรียบได้กับยอดฝีมืออันดับ 2 ของ กลุ่มมังกรทอง ทว่านั้นก็เป็นเพียงการทราบผ่านทักษะวิชาที่มีเพียง ซุน เท่านั้นที่รับรู้ เมื่อไม่มีหลักฐานใด ๆ ชัดเจน มีหรือที่ผู้เยาว์สามัญคนหนึ่ง จะสามารถไปกล่าวหายอดฝีมือระดับ เทพปรมาจารย์ของทวีปนี้ได้?!
สำหรับแกนนำคนอื่น ๆ ที่เหลือนั้น แม้แต่ในห้วงความทรงจำของ เกาถิง ก็ยังคลุมเครือ ไม่อาจระบุตัวตนชัดเจนออกมาได้ รู้แต่เพียงรูปแบบของทักษะวิชาบางส่วนและตำแหน่งหน้าที่โดยสังเขปเท่านั้นเอง เพราะหลักการภายในองค์กรใต้ดินเช่นนี้ ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเป็นอันตรายกับตนเองมากเท่านั้น ถึงจะเป็นสมาชิกร่วมองค์กรเดียวกัน ก็ย่อมมีขอบเขตในการรับรู้…
“ซุน มีอะไรงั้นหรือ?!” มู่เจี้ยน อดไม่ได้ที่เอ่ยถาม เมื่อเห็นท่าทีผิดแปลกไปอย่างชัดเจนของ ซุน ทั้งยังคล้ายว่า ซุน เอ่ยถึงชนชั้นเทวะและเทพปรมาจารย์ออกมา ซึ่งเพียงแค่นี้ก็เพียงจะเขย่าขวัญของ มู่เจี้ยน ได้แล้ว
ชายหนุ่มเผยสีหน้าอ้ำอึ้ง ลังเลว่าควรจะเอ่ยบอกกับ มู่เจี้ยน ดีหรือไม่… แต่หลังจากที่เห็นรอบด้าน เริ่มมีชาวบ้านปรากฏตัวกันขึ้นมาแล้ว ทั้งยังสัมผัสได้ถึงการมาของทหารเวรยามจากทิศทางฝั่งประตูเมือง ก็ไม่อยากที่จะให้กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต วาดแขนออกไปเพียงครั้งเก็บร่างไร้วิญญาณของ เกาถิง เอาไว้ ถึงสภาพศพจะยับเยินมากแล้วแต่อย่างน้อยก็อาจใช้เป็นตัวทดลอง ศาสตร์วิชาศพหลอม
“ไว้เราค่อยคุยกัน ไปจากที่นี่ก่อนเถอะ…”
มู่เจี้ยน ยังบาดเจ็บที่ขาเคลื่อนไหวไม่สะดวก ดังนั้นซุนจึงให้ เฝิงน้อย ช่วยเหลือในการพา มู่เจี้ยน หลบหนี… อาศัยความมืดของราตรีนี้ หลบออกจากพื้นที่ต่อสู้โดยไม่ถูกผู้ใดพบเห็นเงาร่างแน่ชัดของทั้งสองคน…
ทั้งสองเดินทางมายังเขตที่พักส่วนตัวของ มู่เจี้ยน… อาการบาดเจ็บของ มู่เจี้ยน แม้จะดูเหมือนหนักหนาเอาการ ทว่าก็ยังสามารถพื้นฟูได้ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ เจ้าตัวยังออกปากอีกว่าถือเป็นเรื่องเล็ก เพราะ มู่เจี้ยน ก็ผ่านสมรภูมิมาแล้วไม่น้อย หนักหนากว่านี้ก็ใช่ว่าจะไม่เคยเจอ
ซุน หลังจากครุ่นคิดอยู่นานเกี่ยวกับความลับที่รู้มา ว่าควรจะพูดออกไปดีหรือไม่… แต่สิ่งที่ มู่เจี้ยน ได้แสดงมาโดยตลอด เสมือนความเป็นพี่เป็นน้อง โดยไม่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ เป็นหนึ่งในคนเพียงไม่กี่คนที่ ซุน รู้สึกไว้วางใจ… พอคิดได้เช่นนี้แล้ว ซุน จึงเลือกที่จะเอ่ยบอกกัน มู่เจี้ยน ตรง ๆ ถึงทักษะ นิมิตห้วงวิญญาณ และบอกถึงตัวตนอันสูงล้ำของศัตรู
แน่นอนว่ามันย่อมทำให้ มู่เจี้ยน อึ้งงันไปหลายลมหายใจ แม้จะปักใจเชื่อได้ยากกับเรื่องนี้ แต่ท่าทีของ มู่เจี้ยน หลังจากสงบสติใคร่ครวญ ก็เปี่ยมไปด้วยความจริงใจเชื่อถือในคำพูดทั้งหมดของ ซุน ทว่าเรื่องนี้ก็นับว่าใหญ่เกินกำลัง ไม่ใช่สิ่งที่ มู่เจี้ยน จะสามารถทำอะไรได้
ไม่ต้องกล่าวถึงผู้นำชนชั้นเทวะของกลุ่มมังกรทอง… เพียงแค่ตัวตนของเทพปรมาจารย์ ลู่เหรินฮ่าว หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ทั้งหน่วย ก็ไม่อาจที่จะไปมีเรื่องด้วยได้แล้ว… นับประสาอะไรกับ มู่เจี้ยน ที่เป็นเพียงหนึ่งในหัวหน้าหน่วยย่อยระดับรุ่นเยาว์ ที่ตำแหน่งยังต้อยต่ำเกินกว่าที่จะขับเคลื่อนเรื่องราวภายใน อย่างมากที่สุดก็เพียงแค่หาหลักฐานและส่งไปให้เบื้องบนพิจารณาได้เท่านั้นเอง
“ไว้ข้าบรรลุชนชั้นชนลมปราณสีส้มได้เมื่อไหร่ ตำแหน่งของข้าก็จะสูงมากพอที่จะมีสิทธิ์มีเสียงภายในหน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ ถึงเวลานั้นข้าจะช่วยเหลือเจ้าอย่างถึงที่สุดแน่นอน...” มู่เจี้ยน เอ่ยรับปากแน่นหนัก
ซุน เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ ถึง มู่เจี้ยน จะไม่อาจเข้ามาช่วยเหลือตรง ๆ ได้ แต่การเป็นผู้ให้คำปรึกษา ก็นับเป็นการช่วยเหลืออย่างหนึ่งสำหรับ ซุน แล้ว… สุดท้ายในเรื่องที่รับรู้มา ก็ทำให้ ซุน มองเห็นเค้าโครงในความยิ่งใหญ่ของศัตรูมากขึ้น เฝ้าระมัดระวังตนเองมากขึ้น
แม้ว่าชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง และ เทพปรมาจารย์ จะไม่ใช่ตัวตนที่ ซุน จะสามารถต่อกรได้ในเวลานี้… ทว่าความต้องการของ ซุน ก็มิใช่การเอาชนะยอดฝีมือระดับสูงสุดเหล่านั้น แต่ต้องการเพียงแค่ช่วยเหลือ เหยาหมิง ออกมา!!
แน่นอนว่าเมื่อเป้าหมายคือการช่วยเหลือมิใช่การสู้รบ ก็ยังพอที่จะหาวิธีการและกลยุทธเพื่อเพิ่มความเป็นไปได้ ภายในความทรงจำของ เกาถิง ทำให้ ซุน รับรู้เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือเรื่องที่ เหยาหมิง ในเวลานี้ ถูกจับตัวไว้ที่เขตหุบเขาสายลมสวรรค์ ที่นั่นคือหนึ่งในสถานที่อันตรายอย่างที่สุดของทวีปพยัคฆ์ขาว
“หากคิดจะไปที่นั่น… ไม่ต้องกล่าวถึงว่ามันเป็นหนึ่งในฐานลับของกลุ่มมังกรทอง ที่จะมียอดฝีมือระดับแกนนำอย่างน้อยหนึ่งคนเฝ้าประจำการตลอดเวลา… แต่เพียงแค่ปราการทางธรรมชาติจากพายุนับร้อย ๆ ลูก ที่ผ่านพัดอยู่ตลอดเวลา ก็อันตรายอย่างยิ่งยวดแล้ว…
แม้แต่ภายในความทรงจำของ เกาถิง ก็ไม่มีเรื่องของ เส้นทางลับที่จะไปยังสถานที่แห่งนั้นได้ เนื่องด้วยตำแหน่งของ เกาถิง ที่ต่ำต้อยเกินไป… จุดที่ตั้งของฐานลับแห่งนั้น รู้เพียงแค่ว่าเป็นหนึ่งในถ้ำซอกหุบเขา ที่มีมากมายนับน้อยนับพันบนหุบเขาสายลมสวรรค์
หากต้องทยอยตามหาจากจำนวนเหล่านั้น กว่าจะหาเจอก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายดายและยังอันตรายอย่างถึงที่สุด…” ซุน ครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ ก็ถอนหายใจหนักหน่วง นี่ไม่ใช่สิ่งที่ ซุน จะสามารถกระทำได้ด้วยตนเอง แต่อย่างน้อยก็คงปรึกษากับ เตียมู่หยง ได้…
เมื่อละวางเรื่องราวบางส่วนออกไป… เวลานี้ ซุน ก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเล็กน้อย ค่อย ๆ หยิบเอาแหวนมิติของ เกาถิง ออกมาด้วยความตื่นเต้น ซึ่งในเวลานี้พันธสัญญาทั้งหมดจากแหวนมิติ จางหายไปพร้อมกับการตายของ เกาถิง ดังนั้นตัวของ ซุน จึงสามารถสวมรอยเป็นเจ้าของได้ทันที หยดโลหิตลงไปทำพันธสัญญาแทนที่
และเมื่อเปิดดูของด้านใน ดวงตาของ ซุน ก็ฉายความตะลึงพรึงเพริดออกมา… ภายในแหวนมิติของ เกาถิง คือสิ่งที่ได้รับมอบมาจาก เกาเทียนฉี อีกทอดหนึ่ง ภายในนั้นอัดแน่นไปด้วยทรัพยากรเพื่อที่จะให้ เกาถิง นำไปสร้างตระกูลขึ้นมาใหม่
ไม่ต้องกล่าวถึงทรัพยากรส่วนอื่น ๆ เพียงแค่เฉพาะเหรียญทอง ก็มีหมายถึง 500 ล้านเหรียญทองเข้าไปแล้ว นี่คือเหรียญทองที่มากพอจะทำให้ตระกูลระดับล่างตระกูลหนึ่ง สามารถกลายเป็นตระกูลระดับสูงได้ในชั่วข้ามคืน
ทั้งยังมี ร่มโลหะพิรุณ กว่า 5 คัน เป็นสุดยอดระเบิดอาวุธลับ ที่ ซุน ได้เห็นพลังของมันมาแล้ว ด้วยสิ่งนี้ต่อให้เผชิญหน้ากับกองกำลังยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเหลืองจำนวนหนึ่ง ซุน ก็ยังทำให้กองกำลังเหล่านั้นขนพองสยองเกล้าขึ้นมาได้
อาวุธอักขระยังมีให้เห็นได้อีก 4-5 ชิ้น น่าเสียดายที่ทั้งหมดล้วนเป็นอาวุธอักขระชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินและสีเขียว ถึงแม้จะมีราคาอยู่บ้างแต่ก็ไม่ดีไปกว่าอาวุธอักขระที่ ซุน ถือครองอยู่… อาวุธอักขระระดับสูงมีเพียงชิ้นเดียว นั่นคือดาบประจำกายของ เกาถิง ซึ่งตัวของ ซุน ก็มีดาบที่ไม่ด้อยไปกว่ากันอยู่เช่นกัน จากมรดกของ เหยาหมิง…
พื้นฐานนิสัยแม้ว่า ซุน จะมีความตระหนี่ถี่เหนียว ทว่าสำหรับมิตรสหายกลับมีน้ำใจอย่างไม่คิดเล็กคิดน้อย… การเอาชนะศึกครั้งนี้ ซุน ไม่อาจทำได้เพียงลำพัง ทั้งยังทำให้ มู่เจี้ยน บาดเจ็บสาหัส และเสี่ยงตายนับครั้งไม่ถ้วน ซุน จึงเอ่ยปากที่จะแบ่งปันสิ่งที่ได้มาให้กับ มู่เจี้ยน ครึ่งหนึ่ง
ทว่า มู่เจี้ยน กลับยิ้มรับ และส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไม่ลังเล…
“ข้าช่วยเหลือเจ้า เพราะเห็นเจ้าเป็นเหมือนน้องชาย… อีกอย่างหากไม่ใช่เพราะเจ้า เกาถิง ก็คงสามารถหลบหนีไปได้ ซึ่งนั่นย่อมทำให้ภารกิจกวาดล้างตระกูลเกาไม่สมบูรณ์ ข้าในฐานะมือปราบของราชวงศ์ไป๋หู่ ถึงนี่จะไม่ใช่ภารกิจของข้าโดยตรง แต่ข้าก็ต้องช่วยเหลืออยู่แล้ว…”
ไม่ว่า ซุน จะคะยั้นคะยออย่างไร มู่เจี้ยน ก็ไม่ยอมรับ… สุดท้าย ซุน ก็ตัดสินใจ หยิบยื่นดาบอักขระระดับสูงของ เกาถิง ให้กับ มู่เจี้ยน โดยให้เหตุผลว่า สิ่งนี้สามารถนำไปแลกเปลี่ยนกับ กระบี่อักขระระดับสูงได้
มู่เจี้ยน เองที่ยังไม่มีกระบี่อักขระระดับสูง จึงไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ เลือกที่จะยอมรับดาบเล่มนี้ไว้ตามน้ำใจที่ ซุน หยิบยื่น… ทั้งสองกล่าวพูดคุยกับอยู่อีกหลายประโยค จน ซุน เห็นว่าตนออกมาจากแนวหน้านานพอสมควรแล้ว จึงร่ำลากับ มู่เจี้ยน และกลับไปที่แนวหน้าทันที…
…………………………………….
หลังจากแปลงโฉมกลับเป็นผู้ฝึกสอนวัยกลางคนอีกครั้ง เมื่อกลับมาที่เขตด้านนอกม่านพลังกำราบราชันย์ ก็ประจวบเหมาะกับที่ เตียมู่หยง ประกาศชัยชนะพอดี… หญิงชรา สูจื่อเหมย เมื่อเห็น ซุน กลับมาในสภาพที่บาดเจ็บไม่น้อย นางจึงขมวดคิ้วมุ่น และเอ่ยถาม
แต่ ซุน ก็แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ และหาเหตุผลกล่าวอ้างเรื่อยเปื่อยตามประสา ในใจได้เลือกที่จะปฏิเสธการรับความดีความชอบ เรื่องตามไปสังหาร เกาถิง… ซึ่งคราแรก ซุน ก็คิดจะทำเช่นกันอยู่เหมือนกัน ตั้งใจว่าจะนำศพของ เกาถิง มาใช้ตบหน้า สูจื่อเหมย เสียหน่อย โทษฐานที่ไม่ยอมส่งคนไปพร้อมกันตนในคราแรก…
แต่พอคิดดูให้ดี ๆ แล้ว กลุ่มผู้ชราเหล่านี้ล้วนมีนิสัยราวกับจิ้งจอกเฒ่า ไม่นานก็คงจะสืบได้ว่า เกาถิง หอบหิ้วทรัพยากรจำนวนหนึ่งหลบหนีไปพร้อมกัน ซึ่งหาก ซุน เอ่ยความจริงออกมาไป ก็อาจจะได้คำชมเยินยออยู่บ้าง แต่ขณะเดียวกันตนก็อาจถูกช่วงชิงสิ่งที่อุตส่าห์ได้มา ให้กลายไปเป็นทรัพยากรในส่วนกลาง
จึงตัดสินใจที่จะเงียบงันเรื่อง เกาถิง…
ไม่นานม่านพลังกำราบราชันย์ก็ถูกเปิดขึ้น… หลังจากได้รับชัยชนะ แน่นอนว่าต่อจากนั้นย่อมเป็นการเก็บกวาดพื้นที่ รวมถึงทรัพย์สินจากศพและภายในเรือนตระกูลเกา ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ ทางราชวงศ์ไป๋หู่ ให้เป็นรางวัลสำหรับสามขุมกำลังใหญ่
ทรัพยากรที่ ซุน ได้มาจาก เกาถิง ด้วยความที่เป็นเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นรวดเร็วกะทันหัน เกาเทียนฉี จึงมีเพียงแค่บางส่วนที่พกติดตัวไว้เท่านั้น ทรัพยากรส่วนใหญ่จึงกระจัดกระจายตามศพของคนในตระกูลที่ยังไม่ได้ถูกรวบรวม บางส่วนยังถูกเก็บในคลังของตระกูลเกา รวม ๆ แล้ว มากกว่าที่ ซุน ได้มาเกือบ 10 เท่า…
สิ่งเหล่านั้น ซุน มิอาจเข้าไปมีส่วนร่วม… ทว่ากลับมีสิ่งอื่นที่ทุกคนล้วนไม่ได้ให้ความสนใจ แต่สำหรับ ซุน นั้น มันก็เปรียบเสมือนขุมทรัพย์อย่างหนึ่งเช่นเดียวกัน… แม้แต่ เฒ่าชีเปลือย ยังเลียริมฝีปากเบา ๆ ชี้สั่งการกับ ซุน ท่าทีขันแข็งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สิ่งนั่นคือ ดวงวิญญาณนับพัน ที่ยังคงล่องลอยไปมาในบริเวณนี้…