อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 176 สักขีพยาน และ ผู้ถ่ายทอด
ตอนที่ 176
การค่อย ๆ ย่างก้าวขึ้นมาบนบันไดหลายหมื่นขั้น ทำให้ อวิ๋นหยางหลิ่ง มีเวลามากพอจะเล่าเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับความเป็นมาของสำนักให้ได้ฟัง… ทว่าสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นเพียงสิ่งที่ถูกบันทึกส่งต่อในฐานะเจ้าสำนักเท่านั้น เรื่องราวแท้จริงเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนมีความแน่ชัดอย่างไร ก็ยากที่จะยึดมั่นถือมั่น ซุน เลือกที่จะปักใจเชื่อเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งคงต้องหาคำตอบที่แน่ชัดให้กับตนเอง
สิ่งที่สังเกตได้อย่างหนึ่งก็คือ ยิ่งไต่ระดับขึ้นมาสูงเพียงใด กระแสลมปราณแห่งชีวิตและพลังวิญญาณที่ตลบอบอวลอยู่ภายใต้ถ้ำแห่งนี้ก็คล้ายว่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้แลกมาซึ่งทรัพยากรมหาศาล และยังมีอักขระอาคานับไม่ถ้วนตลอดทั้งผนังถ้ำที่ก้าวเดินขึ้นมา
สิ่งเหล่านี้คงอยู่มาตลอดหนึ่งหมื่นปีโดยไม่มีการบูรณะเปลี่ยนแปลง หากมีความสามารถในการดูดซับที่มากเพียงพอก็ไม่แปลกเลยที่สิ่งเหล่านี้ จะสามารถค้ำจุนสิ่งมีชีวิตตนหนึ่งให้ต่ออายุและวิญญาณมาได้นานนับหมื่นปี น่าเสียดายที่ปราณแห่งชีวิตและพลังวิญญาณเหล่านี้มีความหยาบกระด้างเกินกว่าที่มนุษย์จะสามารถดูดซับ ทำได้เพียงรับรู้ถึงมันเท่านั้น…
จวบจนมาถึงปลายทาง…
ซุน สูดลมหายใจลึกยาว ปกปิดความตื่นเต้นเอาไว้ไม่มิด… เบื้องหน้าคือประตูศิลาขนาดใหญ่ที่แผ่กลิ่นอายแห่งความเก่าแก่คร่ำครึไร้ที่สิ้นสุดออกมา อวิ๋นหยางหลิ่ง ก็มีความตื่นเต้นมิต่างกัน ตลอดช่วงเวลาที่เป็นเจ้าสำนักแห่งนี้ อวิ๋นหยางหลิ่ง เคยมายังสถานที่แห่งนี้เป็นครั้งที่สองเท่านั้นเอง ซึ่งครั้งแรกก็คือวันที่มาให้คำสัตย์สาบานตน ในวันที่ขึ้นเป็นเจ้าสำนัก…
ชายชราประสานมือสุภาพโค้งตัวนอบน้อม…
“ท่านภูติผู้พิทักษ์… ข้าน้อยได้พา ซุน มาพบท่านแล้ว…”
สิ้นเสียงของ อวิ๋นหยางหลิ่ง ประตูศิลาขนาดนั้นก็ค่อย ๆ ถูกแง้มออก ที่กระแสลมสีเขียวระลอกหนึ่งกรรโชกพัดออกมา เสียงที่ก้องกังวานทำเอาขุนเขาลูกที่ 4 นี้ถึงกับสะท้านสะเทือน จิตใจของชายชราและชายหนุ่มล้วนสั่นไหว…
“ซุน… จงเข้ามาหาข้า ส่วนเจ้า อวิ๋นหยางหลิ่ง เจ้ากลับไปได้แล้ว…”
เมื่อมีคำสั่งเช่นนั้น ซุน ก็ใบหน้าถอดสีทันที เหลือบหันมองไปยังชายชราด้วยแววตาคล้ายอ้อนวอนให้อยู่ต่อด้วยกัน ทว่า อวิ๋นหยางหลิ่ง ก็ได้แต่จนใจ วางมือบนไหล่ของ ซุน เบา ๆ ด้วยความเป็นห่วงและเอ็นดู…
“วางใจเถอะ เจ้าไม่เป็นอะไรแน่นอน... เพราะหากท่านภูติผู้พิทักษ์คิดจะทำอันตรายใด ๆ กับเจ้า คงไม่ต้องลำบากมาถึงที่พำนักแห่งนี้ เพราะไม่ว่าเจ้าจะอยู่ในพื้นที่ส่วนใดของสำนัก ท่านผู้พิทักษ์ก็สามารถเล่นงานเจ้าได้อยู่ดี…” ชายชราแย้มยิ้มด้วยความปลดปลง ถึงจะกล่าวเช่นนั้นก็ยังเป็นห่วง ซุน อยู่ลึก ๆ แต่ก็เลือกจะเดินกลับออกไปตามคำสั่งของน้ำเสียงนั่น
ขณะที่ ซุน กำลังละล่ำละลักกับตนเอง ก่อนจะเข้าไปด้านในประตูอยู่นั้น เงาร่างที่คุ้นตาก็ก้าวออกมาจากความว่างเปล่า ซึ่งนั่นก็คือ เฒ่าชีเปลือย ที่ยามนี้ใบหน้ามืดดำอย่างที่สุด เผยแววตาถึงความวิตกกังวลที่แจ่มชัด
“เจ้าเด็กบ้า!! กล้ามายังสถานที่อันตรายเช่นนี้โดยไม่มีข้าได้ยังไงกัน!!” เฒ่าชีเปลือย คำรามเสียงตวาดโดยพลัน
ซุน เผยสีหน้าที่ยิ้มไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก แม้ที่ผ่านมา ซุน กับเฒ่าชีเปลือยจะไม่ค่อยลงรอยกันนัก เสมือนอยู่ร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย… ทว่าอย่างไรเสีย ซุน ก็ยังรู้สึกไว้วางใจ เฒ่าชีเปลือย มากกว่าสิ่งน่ากลัวที่อยู่ภายในประตูศิลาเบื้องหน้า…
สายตาของ ซุน และ เฒ่าชีเปลือย มองเข้าไปด้านในด้วยแววตาที่สลับซับซ้อน...
“เข้ามาสิ… พวกเจ้าทั้งคู่นั่นแหละ…” เสียงที่เขย่าคลอนจิตใจดังขึ้นอีกครั้ง ทั้งการกล่าวว่า “ทั้งคู่” นั่นย่อมชัดเจนว่า ภูติผู้พิทักษ์ สามารถสัมผัสรับรู้ถึงดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย ได้เช่นกัน
เมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว ทั้งยังมีเฒ่าชีเปลือยอยู่ที่นี่ด้วย ซุน จึงสุดลมหายใจลึกสลัดความลังเลทั้งหมดทิ้งไป ความรู้สึกสงสัยใคร่รู้เข้ามาแทนที่ความวิตกกังวลที่พรั่งพรู ช่วงเวลาก่อนหน้านี้ ซุน ก้าวผ่านความตายมานับครั้งไม่ถ้วน หากความพยายามและชะตากรรมของตนไม่แข็งแกร่งมากพอ มีหรือที่จะก้าวมาถึงตรงนี้ได้
ชายหนุ่ม สืบเท้าตรงไป เผยแววตาเด็ดเดี่ยว… ประตูศิลาเปิดอ้าออกมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับสายลมสีเขียวที่แผ่ขยายออกมาจากด้านในอย่างต่อเนื่อง เฒ่าชีเปลือย ตื่นตระหนกอยู่ไม่น้อย ก่อนหน้านี้คิดมาโดยตลอดว่ามิติพลังในดวงดาวแห่งนี้ช่างอ่อนแอยิ่งนัก ทว่าหลังจากอยู่ในดินแดนนี้มาสักระยะมันกลับเต็มไปด้วยความลับยิ่งใหญ่ และผู้แข็งแกร่งมากมายที่อาจจะเหนือกว่าสถานที่ซึ่งตนเองได้เคยจากมาเสียอีก...
เมื่อเข้ามาด้านใน ซุน ก็สามารถมองเห็นโพรงเล็ก ๆ ที่มุมหนึ่งของถ้ำที่กว้างขวาง จินตนาการได้ไม่ยากว่านั่นคือโพรงขนาดเล็กที่ จูเยี่ย เคยได้ลอดเข้ามาในคราวก่อน(ตอนที่ 88) จนท้ายที่สุดก็ถูกสายลมสีเขียวพัดหอบหิ้วออกไปพร้อม ๆ กับ ซุน จนตกไปในทะเลเมื่อหลายเดือนก่อน
“ที่แท้ตำแหน่งของ โพรงนั่นก็เชื่อมมายังถ้ำแห่งนี้จริง ๆ” ซุน เอ่ยขึ้นเบา ๆ ก่อนจะเดินลึกเข้าไปอีกสักระยะ และสิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำให้ ซุน หรือแม้แต่ เฒ่าชีเปลือย ต้องอึ้งตะลึงงันอย่างที่สุด
เพราะด้านใน มีร่างของพยัคฆ์ขนาดใหญ่มหึมาตนหนึ่งอาจเทียบได้กับภูเขาขนาดย่อม ๆ ขนบนเรือนกายเป็นสีขาวขุ่นโดยมีลาดพาดกลอนสลับขวางตลอดร่าง ทว่าในตอนนี้พลังชีวิตกลับน้อยจนถึงน้อยที่สุด ร่างกายเหี่ยวแห้งจนหนังนั้นหุ้มกระดูก ซูบตอบราวกับเป็นมัมมี่ นอนแน่นิ่งหมอบต่ำไม่ไหวติง คล้ายเป็นสภาวะที่จำศีลมาเนิ่นนาน จนมิอาจคาดคะเนระยะเวลาที่ผ่านเลยมา พลังชีวิตที่แผ่ออกมาก็อ่อนมาก ราวกับเหลือเพียงเส้นบาง ๆ เส้นเดียวที่ฉุดรั้งเอาไว้ พร้อมจะขาดสะบั้นได้ในทุกเวลา…
สิ่งเดียวที่คล้ายจะยังเจิดจรัส ก็คือดวงตาสีเขียวมรกต ที่จดจ้องเขม็งมายัง ซุน และ เฒ่าชีเปลือย พลังอำนาจที่ส่งผ่านดวงตาออกมานั้น ราวกับไม่มีสิ่งใดที่สามารถปิดกั้นได้ ประหนึ่งความลับทั้งหมดของ ซุน ล้วนต้องถูกเปิดเผยต่อสายตาสีเขียวมรกตดวงนี้
“มาแล้วงั้นหรือ…”
เสียงกังวานก้องดังขึ้น แม้ว่าพยัคฆ์ตนนี้จะมิได้ขยับร่างหรือเอ่ยปาก ราวกับมันเป็นเสียงที่เกิดขึ้น ผ่านกระบวนการขยายตัวของลมปราณและสายลมรอบกายเท่านั้น มิได้เปล่งมาจากลำคอ ดังนั้นมันจึงก้องดังมาจากทุกทิศทุกทาง ดุจเดียวกับเสียงของสายลมแว่วดังในธรรมชาติ
เฒ่าชีเปลือย หว่างคิ้วยับย่นก่อนจะเอ่ยกับ ซุน ผ่านห้วงสำนึกที่มีร่วมกัน… “สัตว์อสูรตนนี้ ในอดีตคงแข็งแกร่งอย่างที่มิอาจคาดประมาณได้… ทว่าช่างน่าเสียดายที่ยามนี้ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณล้วนมาถึงปลายทางแล้ว ไม่นานก็คงจะดับสูญลงอย่างสมบูรณ์…”
ซุน ลมหายใจถี่กระชั้นขึ้นด้วยความตื่นเต้น สืบเท้าเข้าไปเนืองช้า ก่อนจะหยุดประสานมืออย่างสุภาพนอบน้อม… “คารวะท่านภูติผู้พิทักษ์… ผู้น้อยนามว่า ซุน ศิษย์สำนักสายลมประจิม”
“…………” พยัคฆ์วาตะ หดดวงตาหรี่แคบเล็กน้อย
“ข้าย่อมรู้จักเจ้า… ข้าเฝ้าจับตาเจ้ามาตั้งแต่แรกแล้ว…”
ซุน อึ้งงันไปเล็กน้อย ก่อนที่สีหน้าเปลี่ยนแปลง…
“ท่านต้องการอะไรจากข้างั้นหรือ…”
เมื่อ ซุน เอ่ยถาม รอบด้านกลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะที่เย็นชาจากสายรอบทิศทาง ก่อนจะเอ่ยขึ้น… “ต้องการอะไรจากเจ้า? ผิดแล้วเด็กน้อย ข้าหาได้ต้องการสิ่งใดจากผู้ใด หน้าที่ของข้ามีเพียงแค่สองประการ นั่นคือการเป็นสักขีพยาน และเป็นผู้ถ่ายทอด ข้านั้นไม่มีพลังอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้ว”
ซุน เผยแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน...
“สักขีพยาน ? ผู้ถ่ายทอด ?”
“ถูกต้อง… สักขีพยานในที่นี้ หมายถึงหน้าที่ของข้าเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน เป็นสักขีพยานในการต่อสู้ ณ ยังสุสานแห่งเทพเทวะ เป็นสักขีพยานถึงการตัดสินใจของผู้ถูกเลือกอย่าง เล้งซาน เป็นสักขีพยานของการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยมาตลอดหนึ่งหมื่นปี
และวันนี้ ข้าก็กำลังจะทำหน้าที่อย่างที่สอง นั่นก็คือการเป็นผู้ถ่ายทอด… ถ่ายทอดเจตนารมณ์ ถ่ายทอดโอกาส และถ่ายทอดความเป็นไปได้ทั้งหมดที่ เล้งซาน ฝากฝังไว้กับข้า เพื่อส่งต่อและมอบมันให้กับเจ้า…”
“!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างไปโดยพลัน ความนึกคิดอย่างหนึ่ง ผุดขึ้นมาจนพลั้งปากออกไปในทันที “ทำไมต้องเป็นข้า?!”
พยัคฆ์วาตะ นิ่งขรึม…
“เรื่องนั้น ข้าเองก็ไม่รู้… เรื่องนั้นข้าเองก็ไร้ซึ่งคำตอบที่แน่ชัดให้กับเจ้า… อย่างที่บอกไปว่า หน้าที่ของข้าคือการถ่ายทอดเจตนารมณ์เท่านั้น… เล้งซาน ต่างหากคือผู้ที่กำหนด ฉะนั้นแล้วหากเจ้าอยากได้รับคำตอบที่มากไปกว่านี้ มีเพียงแต่ต้องค้นหาคำตอบเหล่านั้น ด้วยเส้นทางของตัวเจ้าเอง…
ตัวข้านั้นไร้ความสมบูรณ์… จิตวิญญาณของข้า เป็นเพียงเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของ เทพหู่(ขาล) หนึ่งในสิบสองเทพนักษัตรยุคแรกเริ่มที่ถูกสร้างขึ้นโดย เทพเทวะ จิตวิญญาณของข้าจึงไม่ได้มีพื้นฐานพลังกล้าแกร่งเท่าใดนัก มีเพียงความทรงจำบางอย่างที่ส่งต่อมาเท่านั้นเอง…
ส่วนร่างกายของข้า แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงร่างเทียม ที่ถูกสร้างขึ้นมาในภายหลัง ดังนั้นจึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็น สัตว์อสูรที่แท้จริง ไม่มีแม้แต่ลูกแก้วดวงจิตอยู่ภายในร่าง… อายุขัยของร่างเทียมจึงมีขีดจำกัดที่แสนสั้น การยืดอายุร่างเทียมมาได้ถึงหนึ่งหมื่นปี ก็ถือว่าเกินกว่าความเป็นไปได้แท้จริงหลายต่อหลายเท่า…
หากสถานที่แห่งนี้ มิได้สร้างขึ้นด้วยการร่วมมือกันของชนชั้นลมปราณสีรุ้งหลายคนเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ไม่มีทางที่ข้าจะดำรงคงอยู่ได้จนถึงวันนี้… สิ่งที่ข้าเฝ้ารอ คือการทำหน้าที่ของ ผู้ถ่ายทอดอย่างสมบูรณ์ เพื่อสร้างความหวังอีกครั้งสำหรับสุริยะแห่งนี้…”
ซุน อึ้งงัน ในใจเต็มไปด้วยความงุนงงและสับสน ซุน แทบจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ พยัคฆ์วาตะ กล่าวออกมาเลย ราวกับว่านั่นเป็นขอบเขตความรู้ที่เหนือล้ำขึ้นไปอีกขั้น ในระดับที่ ซุน ก็ยังมิอาจทำความเข้าใจได้… แม้แต่ เฒ่าชีเปลือย ที่น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ได้มากยิ่งกว่า ก็ยังเบิกตาโพรง เผยความตะลึงพรึงเพริด ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความสับสนที่ประดังประดาเข้ามา…
ในขณะที่ ซุน และ เฒ่าชีเปลือย กำลังนิ่งค้างไปอยู่นั้นเอง จู่ ๆ กระแสลมสีเขียวรอบด้าน รวมไปถึงกระแสอณูวิญญาณที่กระจัดกระจาย ก็ค่อย ๆ หลอมรวมกันเป็นกลุ่มก้อนเหนือศีรษะที่หมอบคลานของ พยัคฆ์วาตะ สั่งสมรวมกับอย่างช้า ๆ คล้ายเกิดจากความนึกคิดและเจตนาของพยัคฆ์ชรา
“หลังจากข้าได้เห็นเจ้าในสำนักตลอดหลายเดือน ก็ทำให้ข้าเข้าใจได้ว่า อุปนิสัยพื้นฐานของเจ้าและ เล้งซาน ในอดีตช่างคล้ายคลึงกันยิ่งนัก… แต่ทว่าด้วยการเลี้ยงดูและเติบโตมาบนเส้นทางที่แตกต่างกัน ทำให้พวกเจ้าทั้งสองยังมีบางสิ่งที่ไม่เท่าเทียมกัน…
ซึ่งสิ่งนั่นก็คือความเด็ดเดี่ยว และความเชื่อมั่น!!
เล้งซาน ในอดีตมีสองสิ่งนี้อย่างเต็มเปี่ยม เนื่องด้วยเติบโตมาบนเส้นทางสายโลหิต เติบโตมากันความเป็นหนึ่ง เติบโตมาบนเส้นทางแห่งการต่อสู้ และความโศกเศร้าตั้งแต่ที่ยังจำความไม่ได้ด้วยซ้ำ… ทว่าสำหรับตัวเจ้า ซุน เจ้านั้นเติบโตมาบนเส้นทางที่อ่อนโยนเกินไป เชื่อว่าเจ้าคงถูกชุบเลี้ยงมาโดยผู้ที่มีจิตใจดีงามมีความเมตตา นั่นจึงทำให้เจ้าขาดซึ่งความเด็ดขาดในการลงมือ
แต่ข้าก็ไม่ได้กังวลเท่าใดนัก หลังจากเห็นวิญญาณทรงพลังดวงนั้น ที่ติดตามเจ้าอยู่ในตอนนี้… สิ่งที่เจ้ายังขาดไป กำลังค่อย ๆ ถูกเติบเต็มด้วยเจตจำนงของวิญญาณดวงนั้น ความเด็ดเดี่ยวและความเชื่อมั่นของเจ้าจะค่อย ๆ ถูกสั่งสมโดยไม่รู้ตัว
ข้าไม่อาจบอกได้ว่าสิ่งใดคือสิ่งที่ถูก สิ่งใดคือสิ่งที่ผิด… เส้นทางสายกลางที่เจ้าเลือกเดิน ไม่โหดเหี้ยมเกินไป แต่ก็ไม่อ่อนโยน นั่นอาจจะทำให้เจ้าไปได้ไกลว่าเส้นทางที่ เล้งซาน เคยเดินผ่านมาก็เป็นได้…
เจ้าในตอนนี้อาจจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้าได้บอกกับเจ้า แต่เมื่อข้าถ่ายทอดเจตนารมณ์สุดท้ายนี้ให้กับเจ้าแล้ว จะทำให้เจ้าประจักษ์แจ้งได้ในหลาย ๆ สิ่งที่มากยิ่งขึ้น เจ้าในเวลานี้ยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอที่จะเลือกสรรเส้นทางด้วยตนเองได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับการชี้นำ…
และเส้นทางที่สั้นที่สุดที่เจ้าควรจะก้าวเดินในตอนนี้ นั่นก็คือการพิชิตหอคอยสุสานเทพอสูรพยัคฆ์ เพื่อให้เจ้าได้กลายเป็นร่างสถิตพยัคฆ์ขาว นั่นคือประตูสู่การเริ่มต้นของเจ้า… และตัวข้าพยัคฆ์วาตะ จะใช้ช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่จะดับสูญ นำพาเจ้าเพื่อพิชิตหอคอยแห่งนั้นให้จงได้!!”
สิ้นเสียงที่กล่าวขึ้น ยังไม่ทันที่ ซุน จะได้เตรียมพร้อมใด ๆ กลุ่มก้อนพลังที่ถูกรวบรวม ก็พุ่งตรงมายังร่างของชายหนุ่ม ราวกับว่ากลุ่มก้อนพลังนี้ฝังแน่นไว้ด้วยเจตนารมณ์แห่งผู้ถ่ายทอด ที่ตั้งมั่นมาตลอดหนึ่งหมื่นปี…
…………………………………….