อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 177 พยัคฆ์วาตะ หวนคืน
ตอนที่ 177
“ความทรงจำแห่งสายลมสวรรค์”
สายลมสีเขียวโอบอุ้มร่างกายของ ซุน อย่างอ่อนโยน ก่อนที่จะบังเกิดภาพเหตุการณ์หลาย ๆ อย่างถาโถมเข้ามา ทั้งยังแฝงเร้นไว้ด้วยเจตนาและความรู้สึกในช่วงขณะนั้นของ พยัคฆ์วาตะ เอาไว้เสียด้วย
ภาพที่ปรากฏคือการต่อสู้ในสงครามแห่งดวงดาวเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน... ซุน มองเห็นภาพอันเป็นมุมมองและตัวตนเดียวกันกับ พยัคฆ์วาตะ ในเวลานั้น มีบุคคลหลายใบหน้าปรากฏอย่างต่อเนื่องในความทรงจำที่ถ่ายทอดเหล่านั้น ซึ่งตัวของ ซุน ก็จดจำใบหน้าเหล่านั้น สลักลงบนห้วงความทรงจำของ ซุน ไปในทันที…
เล้งซาน... เหว่ยถู… กุ่ยเยี่ยซา… สามผู้ยิ่งใหญ่เผ่ามนุษย์ ที่ ซุน เคยพบเจอภาพวาดเสมือนในบันทึกทางประวัติศาสตร์มาแล้วอยู่บ่อยครั้ง…
ทว่านอกจากสามผู้ยิ่งใหญ่ข้างตนแล้ว ก็ยังมี บุรุษหนึ่งที่ใบหน้าคล้ายคลึง เล้งซาน... สาวงามผมแดงที่ร่างโอบล้อมด้วยเปลวไฟ… อสูรวัวร่างกำยำตนหนึ่ง… ทั้งยังมีเผ่าพันธุ์ที่คล้ายมนุษย์ครึ่งกระต่ายหลายตน… อสูรกายร่างสีเขียว… หญิงสาวที่แต่งกายราวกับแม่มด… หรือแม้แต่หญิงสาวเผ่าเทพที่สยายปีกสีทองดุจนางฟ้า…
ทุกคนคือผู้ที่ร่วมต่อสู้ในสงครามแห่งดวงดาวครั้งสุดท้าย ซึ่งศัตรูที่ยิ่งใหญ่ในครั้งนั้นก็คือ เศษเสี้ยวจิตวิญญาณของเทพเทวะ และซากร่างของเทพเทวะ ที่หลงเหลือทิ้งเอาไว้… แต่สำหรับจิตวิญญาณหลักแห่งเทพเทวะ ได้ไปจุติใหม่ยังสถานที่แห่งอื่นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เหตุการณ์ในสงครามครั้งนั้น แม้ผู้ที่ได้รับชนะในท้ายที่สุดจะเป็น เล้งซาน และพวกพ้อง แต่ขณะเดียวกันมันก็กลายเป็นชนวนขัดแย้งที่มิอาจอยู่ร่วมแผ่นดินได้ ระหว่าง เล้งซาน และ เทพเทวะ ผู้ที่สร้างยุคสมัยหลายล้านปีของสุริยะแห่งนี้ขึ้นมา…
ชัยชนะในครั้งนั้น ทำให้ เล้งซาน และพวกพ้องทั้งหมด หลงเหลืออายุขัยเพียงแค่หนึ่งร้อยปีสุดท้าย ซึ่ง ณ ขณะนั้นจิตวิญญาณหลักแห่งเทพเทวะที่มาจุติใหม่ยังไม่ปรากฏขึ้น นั่นจึงทำให้ เล้งซาน ต้องตระเตรียมการบางอย่างเพื่อหาทางรับมือกับ เทพเทวะ ที่คาดว่าจะเผยตัวตนออกมาในอีกหนึ่งหมื่นปีข้างหน้า ก่อนจะเกิดสงครามจักรราศี…
หลังจากกลับมายังโลกมนุษย์แห่งนี้ เล้งซาน ที่หลงเหลืออายุขัยเพียงร้อยปี จึงได้เริ่มตระเตรียมหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อรอคอยการมาของ ผู้ถูกเลือกคนใหม่ตามนิมิตแห่งชะตากรรมที่ตนได้เห็น… โดยมี พยัคฆ์วาตะ ในตอนนั้นเป็นหนึ่งในสักขีพยาน แต่ในเรื่องรายละเอียดต่าง ๆ ที่ เล้งซาน ตระเตรียมไว้นั้น หรือแม้แต่เหตุผลการเชื่อมโยง ในรอยสักที่สะกดบนแผ่นหลังของ ซุน ตัวของ พยัคฆ์วาตะ ก็ไม่อาจรับรู้ได้
ทั้งหมดก็เป็นเพราะ เล้งซาน ไม่กล้าประมาทถึงขั้นฝากฝังทุกอย่างไว้ พยัคฆ์วาตะ หากเกิดความผิดพลาดขึ้น หรือ เทพเทวะ ปรากฏตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทุกสิ่งที่ เล้งซาน ตระเตรียมจะพังทลายในทันที เล้งซาน จึงเลือกที่จะกระจายความเสี่ยง ฝากฝังการตระเตรียมหลายสิ่งหลายอย่าง ไว้กับสหายอีกหลาย ๆ คนที่ตนไว้วางใจ…
ซุน มองเห็นและรู้สึกถึงเหตุการณ์ในห้วงอดีตเหล่านั้นผ่านการถ่ายทอด ความทรงจำแห่งสายลมสวรรค์… แน่นอนว่าภาพที่ปรากฏเหล่านั้น แม้แต่ เฒ่าชีเปลือย เองก็ไม่อาจมองเห็นได้ มีเพียงแค่ตัวของ ซุน เท่านั้นที่ถูกสลักความทรงจำและความรู้สึกเหล่านี้ลงไป…
ชายหนุ่ม ทรุดเข่าลงหายใจหอบหนัก ดวงตาเบิกกว้างกับภาพนิมิตความทรงจำที่ปรากฏ มันชัดเจนและปะติดปะต่อมากยิ่งกว่า ทักษะนิมิตห้วงวิญญาณเสียอีก... ซุน ได้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่ดำรงอยู่อย่างชัดเจนของ พยัคฆ์วาตะ แม้ว่าความทรงจำทั้งหมดจะไม่ครบถ้วน มีเพียงแค่เหตุการณ์ช่วงหนึ่งเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนเท่านั้น แต่มันก็มากพอจะทำให้ ซุน ประจักษ์แจ้งในเหตุผล…
“นี่คือสิ่งที่ผู้ถ่ายทอดอย่างข้า แสดงให้กับเจ้าได้… เจ้ายังจดจำใบหน้าของพรรคพวก เล้งซาน ในสงครามทั้งสุดท้ายได้หรือไม่?! ถึงแม้ว่ากลุ่มคนเหล่านั้นจะสิ้นอายุขัยไปหมดแล้ว ทว่าคนเหล่านั้นก็ยังมีเส้นใยแห่งจิตวิญญาณอนันต์แฝงอยู่ ด้วยจิตวิญญาณอนันต์ต่อให้ผ่านไม่หนึ่งหมื่นปี ก็คงยังไม่มีดวงวิญญาณของผู้ใดแตกดับสู่นิพพาน…
เล้งซาน ส่งต่อเรื่องราวกับข้ามาเพียงเท่านี้ หากเจ้าอยากจะรับรู้ความจริงเกี่ยวกับตนเองมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสิ่งที่ เล้งซาน ได้ตระเตรียมสำหรับเจ้า ก็จงตามหาจิตวิญญาณของพวกพ้องทั้ง 12 คน ที่ได้เส้นใยแห่งจิตวิญญาณอนันต์หลังสงครามแห่งดวงดาวครั้งนั้น
และในทางกลับกัน หากเจ้าสามารถรวบเส้นใยทั้ง 12 เส้น ให้หลอมรวมกลายเป็นหนึ่งเดียวกันได้… ไม่แน่ว่าเจ้าเองก็อาจจะได้โชควาสนาแห่งจิตวิญญาณอนันต์ จิตวิญญาณที่ไม่มีวันดับสูญ และอยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์แห่งวัฏสงสาร...”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เบิกตากว้างขึ้นในทันที เพราะในความทรงจำของ พยัคฆ์วาตะที่ได้รับมา ซุน มองเห็นพวกพ้องทั้ง 12 คนของ เล้งซาน ในสงครามสุดท้าย ได้รับมอบเส้นใยวิญญาณบางอย่างไปจริง ๆ
“จิตวิญญาณแห่งอนันต์ งั้นหรือ!! ในดินแดนแห่งนี้มีพลังแห่งอนันต์ ที่เหนือล้ำกว่าความเป็นนิรันดร์แฝงอยู่จริง ๆ อย่างนั้นหรือ!!” เฒ่าชีเปลือย ที่ได้ยินได้ฟัง ยังอดไม่ได้ที่จะเผยดวงตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด เพราะในสุริยะราศีมีนที่ เฒ่าชีเปลือย ได้จากมานั้น มีเพียงแค่ ราชันย์ผู้ครอบครองบัลลังก์แห่งสุริยะ ผู้อยู่เหนือทุกสรรพชีวิตในใต้หล้าเท่านั้น ที่สามารถเป็นผู้ครอบครองพลังแห่งอนันต์…
“เส้นทางของเจ้ายังอีกยาวไกล อย่าได้เร่งร้อน… แต่สิ่งที่เจ้าควรจะได้มาให้เร็วที่สุด นั่นคือความแข็งแกร่งจากร่างสถิตพยัคฆ์ขาวภายในหอคอย สิ่งนั้นจึงจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นแท้จริงในชะตากรรมแห่งเส้นทางของเจ้า…
ตัวข้านั้นคือ เศษเสี้ยวจิตวิญญาณแห่งเทพหู่ (ขาล) แต่เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ผู้ครอบครองหอคอยแห่งนั้น ก็ยังไม่ยินยอมให้ข้าและ เล้งซาน เข้าไปด้านใน บอกแต่เพียงว่ายังไม่ถึงเวลา… ซึ่งข้านั้นสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณแท้จริงของ เทพหู่ แอบซ่อนอยู่ภายในหอคอย แต่ความจริงจะเป็นเช่นนั้นไรนั้น คงต้องขึ้นไปพิสูจน์ด้วยตนเองจึงจะแน่ชัด…
และข้าก็จะนำพาเจ้าขึ้นไปในหอคอย… ครั้งนี้เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของข้า ดังนั้นย่อมเป็นโอกาสสุดท้ายของข้าด้วยเช่นเดียวกัน ต่อให้ต้องต่อสู้กับจิตวิญญาณพยัคฆ์ภายในหอคอยแห่งนั้น ข้าก็จะช่วยทำให้เจ้าพิชิตหอคอยเพื่อไปชั้นบนสุด รับรู้ความจริงเกี่ยวกับ เทพหู่(ขาล) ให้จงได้!!”
สิ้นเสียงกังวานที่คล้ายเป็นคำสัตย์สาบานนั้นเอง… จู่ ๆ ร่างที่หมอบคลานของ พยัคฆ์วาตะ ก็เริ่มเกิดการเคลื่อนไหว แม้ร่างจะอ่อนกำลังเต็มที แต่แววตากลับฉายความมุ่งมั่นอย่างถึงที่สุดออกมา ค่อย ๆ ยกร่างมหึมาที่ไม่เคยขยับเลยตลอดหนึ่งหมื่นปี เพื่อลุกยืน!!
ซุน และ เฒ่าชีเปลือย ถอยร่นออกมาจนสุดผนังถ้ำตามสัญชาตญาณ รู้สึกถึงกระแสพลังบางอย่างที่กำลังบ้าคลั่งอย่างถึงที่สุด กำลังหมุนวนของสายลมรอบกาย พยัคฆ์วาตะ… ทั้งในเวลานี้ที่ด้านนอก ขุนเขาลูกที่ 4 ของสำนักสายลมประจิม ยังเกิดการสั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน จนสามารถมองเห็นปลายยอดสั่นครืนอย่างชัดเจนจากที่ไกล ๆ
ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้น ก็คือม่านพลังที่ปกคลุมสำนักสายลมประจิม เกิดรอยปริร้าวทุกทิศทุกทาง ซึ่งเป็นภาพที่มองดูแล้วราวกับเป็นวิกฤตอันตรายของสำนักแห่งนี้… มีเพียงแค่ชนชั้นผู้นำไม่กี่คนเท่านั้นที่เข้าใจในเหตุการณ์ เนื่องด้วยม่านพลังที่ปกคลุมสำนักเอาไว้นั้น แท้จริงแล้วมันเกิดขึ้นจากพลังส่วนหนึ่งของ พยัคฆ์วาตะ
การแตกร้าวของม่านพลัง นั่นคือการบ่งบอกถึงช่วงเวลาที่มาถึงปลายทางของ พยัคฆ์วาตะ ผู้ซึ่งเป็นภูติผู้พิทักษ์คอยปกป้องสำนักแห่งนี้มาตลอดหนึ่งหมื่นปี… อวิ๋นหยางหลิ่ง มีแววตาที่เศร้าอาดูร แม้รู้อยู่แล้วว่าสักวันต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นในยุคที่ตนเป็นเจ้าสำนัก…
เตียมู่หยง และ เป่ยเตียวหุย หรือแม้แต่สองผู้อาวุโสสูงสุด ต่างก็ล้วนจดจ้องไปยังขุนเขาลูกที่ 4 รวมไปถึงรอยร้าวที่ปรากฏบนม่านพลัง ด้วยแววตาที่สลับซับซ้อน ก่อนจะถอนหายใจหนักหน่วง และออกคำสั่งประกาศไปยังเหล่าผู้อาวุโสทั้งหมด เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้หมู่ศิษย์สำนัก อยู่ในความสงบป้องกันไม่ให้แตกตื่น…
ม่านพลังที่เกิดรอยร้าวเหล่านั้น ค่อย ๆ ทยอยแตกสลายลงจนกลายเป็นอณู และแปรเปลี่ยนเป็นสายลมสีเขียว จากนั้นกระแสลมสีเขียวจากทุกทิศทุกทาง ก็ถูกดูดมารวมกับที่ขุนเขาลูกที่ 4 แห่งนี้ สายลมหลั่งไหลเข้าไปภายในโพรงเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยากจะถูกสังเกตเห็น
สิ่งที่เกิดขึ้นด้านนอกนั้น ซุน แม้จะมองไม่เห็นทุกอย่างทั้งหมด แต่ก็ยังเส้นสายลมสีเขียวที่ถูกรวบรวมมาจากทางด้านนอก ค่อย ๆ ไหลเวียนกลับไปยังร่างที่แห้งเหี่ยวของ พยัคฆ์วาตะ ร่างกายของพยัคฆ์มหึมาตนนี้ก็ค่อย ๆ สั่นไหวและความแห้งเหี่ยวก่อนหน้านี้ ก็เริ่มกลับคืนสู่ความสมบูรณ์!!
นี่คือการหวนคืนของพลัง อันเป็นระลอกสุดท้ายของช่วงชีวิต... นี่คือการเดิมพันทุกสิ่งกับเวลาแสนสั้นที่ยังหลงเหลือ… นี่คือโอกาสครั้งเดียวในรอบหนึ่งหมื่นปีที่เฝ้ารอคอย… และนี่คือการตัดสินใจอย่างแน่วแน่ของ พยัคฆ์วาตะ!!
เมื่อร่างกายฟื้นคืนสภาพ เสียงคำรามกรรโชกของพยัคฆ์ร้าย ก็สั่นคลอนไปทั้งขุนเขา สั่นคลอนไปทั้งสำนัก หรือแม้แต่ชนชั้นยอดฝีมืออันมีสัมผัสลมปราณที่แรงกล้าภายในเมืองหลวง และรวมไปถึงรอบรัศมีนับพันลี้ ทุกคนต่างก็จิตใจสะท้านสั่นไหว หันมองไปยังทิศทางตำแหน่งที่ตั้งสำนักสายลมประจิม ด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด…
“กะ…เกิดอะไรขึ้น!!” เทพปรมาจารย์อันดับ 1 ราชครูต้วน ซึ่งอยู่ในวังหลวง ถึงกับลุกพรวดขึ้นจากการทำสมาธิ ดวงฉายความตื่นตระหนก กระแสลมปราณที่สัมผัสได้นั้นน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงอย่างถึงที่สุด และเมื่อสัมผัสได้ถึงทิศทาง ก็ได้รีบติดต่อไปยัง อวิ๋นหยางหลิ่ง ในทันที
เจ้าสำนักบุปผาประจิม หรือแม้แต่ผู้นำพรรคราชสีห์สวรรค์ รวมไปถึงยอดฝีมือชนชั้นราชันย์ขึ้นไปในเมืองหลวง ต่างก็ล้วนมีท่าทีไม่แตกต่างกัน ทุกขุมกำลังพยายามติดต่อไปยังชนชั้นผู้นำของสำนักสายลมประจิม เพื่อเอ่ยถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น… ซึ่งแน่นอนว่าเหล่าจิ้งจอกชราของสำนักสายลมประจิม ล้วนมิได้เอ่ยความจริงอย่างครบถ้วนทุกประการ
กล่าวเพียงแค่ชี้นำให้ขุมกำลังอื่น ๆ เข้าใจไปในทิศทางที่ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมานั้น เป็นหนึ่งในพลังแฝงของสำนักที่มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง… เมื่อขุมกำลังอื่น ๆ ได้ยินคำตอบเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกกริ่งเกรงต่อการดำรงอยู่ของสำนักสายลมประจิมมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการใช้พลังอำนาจของพยัคฆ์วาตะเมื่อครู่นี้ เสริมสร้างบารมีให้กับสำนักอย่างแนบเนียน ตามนิสัยของเหล่าจิ้งจอกเฒ่าชรา…
พยัคฆ์วาตะในเวลานี้ กลับคืนสู่สภาพที่แข็งแกร่งของชนชั้นลมปราณสีรุ้ง แม้จะเทียบไม่ได้กับความแข็งแกร่งเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน แต่พลานุภาพสยบที่แผ่ซ่านออกมานั้น ก็ยังเพียงพอจะบดทำลายทุกสิ่งให้ราพณาสูรในความนึกคิดเดียว…
ซุน ถึงกับใจเต้นระส่ำกับภาพเบื้องหน้า… ความรู้สึกของ ซุน ในเวลานี้เมื่อได้เห็นร่างสมบูรณ์ของ พยัคฆ์วาตะ ก็นึกหวาดกลัวมิต่างกับตอนที่เคยพบเจอ ราชันย์มังกรทมิฬ เมื่อหลายเดือนก่อน(ตอนที่ 63) รัศมีที่แผ่ออกมาคืออำนาจแห่งราชันย์สัตว์อสูรอย่างไม่ต้องนึกสงสัย
เฒ่าชีเปลือย จากที่ก่อนหน้านี้ได้แอบคิดไว้ในใจ ว่าหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นจริง ๆ พลังวิญญาณของตนในตอนนี้ก็น่าจะสามารถรับมือกับพยัคฆ์ชราที่ใกล้ตายตนนี้ได้… ทว่าเมื่อได้เห็นการหวนคืนของพลังในเวลานี้ กลับทำให้จิตวิญญาณของเฒ่าชีเปลือยสะท้านสะเทือนไปในทันที เพราะนี้มิใช่ระดับที่ เฒ่าชีเปลือย จะสามารถต่อกรได้อีกแล้ว…
“สวรรค์!! เหตุใดดินแดนแห่งนี้ จึงมีอสูรร้ายซุกซ่อนตัวได้มากมายนัก!!”
ดวงตาสีเขียวที่คมกล้าของพยัคฆ์วาตะ จดจ้องมายังที่ ซุน ชั่วครู่หนึ่ง… ก่อนที่ร่างพยัคฆ์มหึมาราวกับภูเขาขนาดย่อมนี้ จะค่อย ๆ หดร่างเล็กลงเรื่อย ๆ อย่างน่าอัศจรรย์ จวบจนในเวลานี้ ขนาดเทียบเท่ากับ พยัคฆ์สามัญตนหนึ่ง ทั้งกลิ่นอายแห่งราชันย์ยังถูกลบเลือนลงไปจนหมดสิ้น สัมผัสได้เพียงความคลุมเครือของพื้นฐานที่แผ่ออกมา เห็นได้ชัดว่า พยัคฆ์วาจะ สะกดกลั้นพลังทั้งหมดเอาไว้ชั่วคราว เพื่อต่ออายุขัยในการดำรงอยู่ ให้ยาวนานขึ้นไปอีกเล็กน้อย…
“ตัวข้าในเวลานี้ เหลือเวลาอีกเพียงแค่ไม่เกิน 10 วัน ก็จะต้องดับสูญไปอย่างสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ แต่กว่าจะถึงตอนนั้น ข้าจะยอมเป็นสัตว์อสูรพาหนะเพื่อนำพาเจ้าเดินทาง ไปพิชิตหอคอยสุสานเทพอสูรพยัคฆ์ขาว…”
น้ำเสียงของ พยัคฆ์วาตะ กล่าวขึ้นอย่างจริงจัง
……………………………………………