อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 178 พยัคฆ์วาตะ หวนคืน (2)
ตอนที่ 178
ซุน แทบจะหยุดหายใจเมื่อเห็นร่างของ พยัคฆ์วาตะ ที่เวลานี้ขนาดพอ ๆ กับวัวตัวหนึ่ง ถือเป็นร่างโตเต็มวัยของพยัคฆ์สามัญก็ว่าได้… หากชายหนุ่มไม่รู้มาก่อนว่านี่คือสัตว์อสูรระดับราชันย์ ก็คงมองไม่ออกถึงการสะกดกั้นพลังทั้งหมดไว้ภายในร่างกายอันเล็กกระจ้อยร่อยนี้…
“ไปกันเถอะ…” พยัคฆ์วาตะ เอ่ยสั้น ๆ ก่อนที่ดวงตาสีเขียวจะพลันเปล่งแสงขึ้นวูบหนึ่ง สายลมสีเขียวกันปรากฏขึ้นโอบอุ้มยกร่างของ ซุน ให้ยกลอย การกระโจนร่างของพยัคฆ์วาตะทำให้ ซุน ตกลงมาบนหลังของพยัคฆ์ตนนี้ทันที
โพรงเล็ก ๆ ที่มุมถ้ำ ราวกับถูกสายลมพายุระลอกหนึ่งระเบิดออก เสียง ตูม! ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน โพรงขนาดเล็กจึงกลายเป็นปากถ้ำขนาดใหญ่กลางหน้าผาเสียดฟ้า จากเดิมที่โพรงแห่งนี้ยากจะสังเกตได้ แต่เวลามันกลายเป็นจุดสังเกตที่เด่นชัดกลางหน้าผาเสียดฟ้าขุนเขาลูกที่ 4
เสียงระเบิดของโพรงถ้ำยังทำให้หมู่ศิษย์ที่รู้สึกหวาดกลัวอยู่ก่อนแล้ว ตั้งแต่ที่ม่านพลังของสำนักแตกสลาย ตั้งแต่ที่ขุนเขาลูกที่ 4 สั่นสะเทือนจนเกิดรอยร้าว ตั้งแต่ที่มีเสียงพยัคฆ์ที่ดุดันคำรามออกมา เวลานี้จึงหันมามองที่หน้าผาเสียดฟ้า เป็นจุดรวมสายตา….
ในตอนนั้นเอง ที่พยัคฆ์ร่างสีขาวตนหนึ่ง ซึ่งถูกสายลมสีเขียวโอบอุ้มก็พุ่งทะยานออกมาจากโพรงถ้ำแห่งนั้น ทั้งยังสามารถเหยียบย่างไปบนนภาอากาศได้อย่างอัศจรรย์ ซึ่งต่อให้เป็นผู้เยาว์ที่เริ่มฝึกฝนลมปราณ ก็ยังทราบดีว่าการเหยียบย่างไปบนความว่างเปล่าเช่นนี้ แม้แต่เจ้าสำนักอวิ๋น ชนชั้นจักรพรรดิลมปราณสีส้มขั้นปลาย ก็ยังไม่สามารถทำได้… มีเพียงแค่ชนชั้นเทวะลมปราณสีแดงขึ้นไปเท่านั้น ที่จะทำเรื่องอันนอกเหนือกฎเกณฑ์เช่นนี้…
ความน่าตื่นตะลึงของภาพเบื้องหน้าราวกับเป็นภาพมายาของสัตว์เทพที่งดงาม ร่างสีขาวลายพาดกลอนที่องอาจสง่า เหนือล้ำเกินกว่าเมฆาที่เคลื่อนคล้อยบนท้องฟ้า… จวบจนกระทั่งสายตาของหมู่ศิษย์นับพัน ได้เหลือบไปเห็นว่าบนหลังของพยัคฆ์ขาวตนนั้น แท้จริงแล้วยังมีมนุษย์คนหนึ่งนั่งอยู่…
ดวงตาของทุกคนแทบถลนออกจากเบ้า ไม่มีใครกล้าคาดคะเนว่าผู้ยิ่งใหญ่คนใด จึงจะมีอำนาจถึงขั้นควบคุมสัตว์เทพพยัคฆ์ที่สง่างามตนนี้ได้… แต่หลังจากที่ทุกคนพยายามเพ่งพินิจ ด้วยใจที่ศรัทธาเลื่อมใสอยู่นั้นเอง จู่ ๆ ใบหน้าของหมู่ศิษย์ก็พลันเปลี่ยนสี ทั้งบางส่วนยังบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ บ้างก็แผ่ล้นความโกรธแค้นชิงชังออกมาผ่านแววตา
“บ้าเอ้ย!! นั่นมัน แมวสวรรค์!!”
“มารดามันเถอะ!! แมวสวรรค์ มันกลายร่างเป็นพยัคฆ์แล้วงั้นหรือ!!”
“เจ้าปีศาจร้ายตนนั้น มันคือความอัปยศของสำนัก!! เมื่อบัดนี้มันวิวัฒนาการจากแมวเป็นพยัคฆ์ เช่นนั้น ความหายนะที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็คงไม่อาจเทียบเคียงได้!!”
“ม่านพลังปกป้องสำนักที่พังทลาย แท้จริงแล้วก็คงเป็นฝีมือของมันงั้นสินะ!! เจ้าแมวปีศาจจำแลงตนนั้น!!”
ใบหน้าจากที่เลื่อมใสของทุกคน แปรเปลี่ยนเป็นก่นด่าสาปแช่ง… ด้วยความที่ทุกคนกำลังอยู่ในความตื่นตระหนก จากปรากฏสะท้านสะเทือนก่อนหน้านี้ หรือแม้แต่เรื่องที่ม่านพลังปกป้องสำนักแตกสลายไป ทุกคนที่กำลังอยู่ในความสับสนหวาดกลัว จึงไม่แปลกที่จะยัดเยียดความผิด ว่าเป็นฝีมือของ ซุน ทั้งหมด!!
แม้ว่าภายนอกสำนัก ซุน จะมีชื่อเสียงเลื่องลือ ด้วยฐานะของ อัจฉริยะรุ่นเยาว์ ลำดับที่ 5 ของทวีปนี้ ทว่าด้วยเรื่องราววุ่นวายก่อนหน้านี้และวีรกรรมมากมายภายในสำนัก ไม่ต้องกล่าวถึงหมู่ศิษย์ แม้แต่ชนชั้นผู้ฝึกสอน หรือผู้อาวุโสบางคนยังไม่ค่อยจะชื่นชอบ ซุน ด้วยซ้ำไป จากการถูกชนชั้นผู้นำของสำนักคอยให้ท้ายอยู่ตลอดเวลา จนไม่อาจมีใครสามารถแตะต้องได้…
ด้านความสามารถของ ซุน นั้นทุกคนล้วนประจักษ์แจ้ง… แต่ในด้านความเกเร ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจของ ซุน ทุกคนต่างก็ล้วนประจักษ์แจ้งเช่นกัน…
พยัคฆ์วาตะ หลังจากหอบเอาร่างของ ซุน เหยียบย่างไปในนภาอากาศ… คำก่นด่าที่ด้านล่างมีหรือที่พยัคฆ์วาตะจะไม่ได้ยิน ใบหน้าของพยัคฆ์วาตะมืดดำอยู่ไม่น้อย เริ่มหวั่น ๆ ใจอยู่เนืองลึก เกรงว่าตนจะถูกลากไปนินทาด้วย จึงรีบทะยานร่างมายังทะเลสาบ ก่อนจะสะบัดร่างแรง ๆ รอบหนึ่ง ซุน ก็พลันหล่นร่วงลงจากด้านหลัง ตกไปในทะเลสาบทันที…
ตูม!! น้ำในทะเลสาบสาดกระเซ็นขึ้นมา
“อีก 4 วัน จะถึงกำหนดการเคลื่อนขบวนของสำนักไปสู่หอคอย ซึ่งตัวข้าจะเข้าไปพร้อมกับเจ้าด้วย… ทว่าก่อนหน้านั้น ข้ายังต้องช่วยเหลือ อวิ๋นหยางหลิ่ง ในการสร้างม่านพลังปกป้องสำนักที่พลังทลายลงไป ยังไงข้าก็ได้ชื่อว่าเป็นภูติผู้พิทักษ์ของสำนักนี้ คงไม่อาจละทิ้งหน้าที่ไปดื้อ ๆ เช่นนี้ได้…” พยัคฆ์วาตะ เอ่ยขึ้นเนิบนาบฟังดูมีเหตุมีผล
ซุน โผล่พรวดออกมาจากผิวน้ำในสภาพมิต่างลูกแมวที่เปียกปอน แอบก่นด่าอยู่ในใจเช่นกันว่าไหน ๆ ก็จะปล่อยให้ลงแล้ว ทำไมไม่ปล่อยให้ตนได้ลงอย่างสง่างามมากกว่านี้ แต่สุดท้ายก็มิอาจโต้แย้ง เพราะ ซุน ไม่ได้มีอำนาจใด ๆ จะไปบีบบังคับการกระทำของ พยัคฆ์วาตะ ได้ เพียงแค่อีกฝ่ายเสนอตัวจะพาตนขึ้นไปพิชิตหอคอย ก็ถือเป็นบุญคุณและโชควาสนาอย่างที่สุดแล้ว
แม้ภายในใจจะคาดคิดอยู่บ้าง อยากให้อีกฝ่ายที่มีพลังสะท้านฟ้าสะเทือนดิน หากยอมหยิบยื่นความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อย ก็น่าที่จะนำพา ซุน ไปช่วยเหลืออาจารย์ของตนได้… แต่หลังจากคิดคำนวณดูให้ดี ๆ แล้ว ขอบเขตเวลาที่เหลืออยู่ของ พยัคฆ์วาตะ ก็คือช่วงเวลาที่ได้สะกดพลังทั้งหมดเอาไว้
ดังนั้นหากอีกฝ่ายใช้พลังชนชั้นลมปราณสีรุ้งออกมาอีกครั้ง นั่นก็อาจจะเป็นการใช้พลังครั้งสุดท้ายก่อนดับสูญ ซึ่งในเมื่ออีกฝ่ายมีเป้าหมายที่ตั้งมั่นมาตลอดหนึ่งหมื่นปี ว่าจะพา ซุน ไปพิชิตหอคอย ที่ยังมีผู้ครอบครองหอคอยที่แข็งแกร่งเฝ้าปกป้องอยู่
การจะร้องขอให้ พยัคฆ์วาตะ ใช้พลังไปกับการค้นหา เหยาหมิง ที่ยังไม่ทราบแน่ชัดด้วยซ้ำ ว่าอยู่ส่วนใดในหุบเขาสายลมสวรรค์ ซึ่งพื้นที่ค้นหาก็มีอาณาบริเวณรัศมีหลายพันลี้ทางตอนเหนือของทวีป หากจะเอ่ยปากขอให้ พยัคฆ์วาตะ ช่วยเหลือก็ออกจะเป็นการร้องขออย่างเอาแต่ใจเกินไป และยังมีโอกาสทำลายเจตนารมณ์ที่ตั้งมั่นมานับหมื่นปีของพยัคฆ์วาตะอีกด้วย…
ซุน จึงประสานมืออย่างสุภาพแม้จะยังเปียกปอน แสดงความเคารพต่อพยัคฆ์วาตะ
“อีก 4 วัน… ท่านพยัคฆ์วาตะ โปรดรักษาตัวด้วย…”
พยัคฆ์วาตะ เผยรอยยิ้มจาง ๆ ก่อนจะเหยียบย่างไปบนสายลมสีเขียว กลายเป็นเส้นแสงพุ่งตรงไปยังตำหนักสายลมเหนือ ที่พำนักของ อวิ๋นหยางหลิ่ง… ซุน เมื่อได้สังเกตทักษะของพยัคฆ์วาตะดี ๆ ก็ได้แตกฉานรู้แจ้งอย่างหนึ่ง นั่นคือทักษะวิชาวายุทะยานเหยียบเมฆา แท้จริงแล้วเป็นทักษะวิชาที่ลอกเลียนแบบมาจากพลังของ พยัคฆ์วาตะ นั่นเอง
ซุน มีความทรงจำของพยัคฆ์วาตะส่วนหนึ่ง ทั้งยังเป็นความทรงจำที่รับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวและความรู้สึก ประหนึ่งตนเองเป็นพยัคฆ์วาตะในเวลานั้น… หากเป็นคนอื่น ๆ ความทรงจำชั่วพริบตานั้นคงจะถูกลืมเลือนไปในทันที ทว่ามิใช่กับ ซุน ชายหนุ่มมีพลังสมาธิที่สูงล้ำอย่างถึงที่สุด สามารถจมจ่อมเข้าฌานได้แทบตลอดเวลา ความทรงจำเหล่านั้นจึงถูกสลักตราตรึกไปเป็นที่เรียบร้อย
“ด้วยความทรงจำเหล่านั้น ภายใต้วงจรแห่งความซ้ำซ้อนในห้วงสำนึก… น่าจะทำให้ข้าสามารถบรรลุวิชาตัวเบาในขั้นที่ 3 วายุทะยานเหยียบยอดหญ้า ได้แทบจะในทันที แต่สำหรับขั้นที่ 4 วายุทะยานเหยียบเมฆา อาจจะต้องรอให้พื้นฐานลมปราณบรรลุชนชั้นลมปราณสีเหลืองเสียก่อน...”
หลังจากวิเคราะห์ใคร่ครวญ ซุน ก็ผลันดีดร่างจากใต้น้ำเพียงครั้ง ราวกับใช้น้ำในทะเลสาบเป็นที่หยั่งเท้า สามารถโผล่พรวดขึ้นมาบนผิวน้ำได้แทบจะในทันที… จากนั้นเท้าสองข้างของ ซุน พลันมีประกายแสงสีเขียว ระเบิดท่าพุ่งทะยานเหนือผิวน้ำบนทะเลสาบได้ราวกับเป็นชนชั้นยอดฝีมือ
แม้แต่ชนชั้นผู้ฝึกสอน ก็ยังมีน้อยคนนักที่จะบรรลุวิชาตัวเบาได้ถึงขั้นนี้… ซุน ไม่อยากที่จะปรากฏตัวนานมากนัก เพราะมันจะเกิดเสียงนินทาที่มากยิ่งไปกว่าเดิม ชายหนุ่มจึงกลายเป็นประกายแสงสีเขียวตรงกลับไปยัง ถ้ำปิดด่านของตนเองในทันที…
ทางด้านพยัคฆ์วาตะ เมื่อไปถึงตำหนักสายลมเหนือ ก็ได้รับการคารวะจาก 5 ผู้นำของสำนักที่รอคอยอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ไม่กี่ชั่วยาม นอกเหนือจาก อวิ๋นหยางหลิ่ง ที่พา ซุน เข้าไปพบกับ พยัคฆ์วาตะ ผู้ชราคนอื่น ๆ ที่เหลืออย่าง เตียมู่หยง เป่ยเตียวหุย และสองผู้อาวุโสสูงสุด เหตุผลที่ทั้ง 4 คนได้แยกตัวออกไปนั้น แท้จริงแล้วเป็นการกระจายกำลังไปยังด้านหลังขุนเขาทั้ง 4 ลูกของสำนัก เพื่อวางค่ายกลโบราณขนาดใหญ่จากทั้ง 4 ทิศ
เห็นได้ชัดว่าชนชั้นผู้นำทุกคนทราบดีอยู่ก่อนแล้ว ว่าจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นมา และพยัคฆ์วาตะก็ได้ถ่ายทอดภูมิความรู้แห่งยุคโบราณ เพื่อให้เหล่าบรรดาชนชั้นผู้นำของสำนักสายลมประจิม ได้สร้างค่ายกลปกป้องสำนักขึ้นมาใหม่แทนที่พลังของตนเอง
ถึงแม้ว่าพลังของค่ายกลนี้ จะแลกมาด้วยทรัพยากรมหาศาล ทั้งยังมีความแข็งแกร่งที่ด้อยกว่าการปกป้องของ พยัคฆ์วาตะ ทว่าทางสำนักสายลมประจิม ก็ยินดีที่จะเสียสละ เนื่องด้วยสิ่งเหล่านี้เป็นพันธสัญญาที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน โดยบูรพาจารย์รุ่นแรกอย่าง จั่วเหยียนจื่อ ที่มีต่อ พยัคฆ์วาตะ หากวันใดที่ พยัคฆ์วาตะ พบเจอผู้ที่เลือกในชะตากรรม ก็สามารถจากไปได้อย่างไม่มีห่วงกังวล…
ตลอดช่วง 4 วันที่เหลือ ก่อนจะถึงกำหนดการหมู่ศิษย์ตั้งขบวนเข้าหอคอย ด้วยความผูกพันนับหมื่นปี พยัคฆ์วาตะ จึงได้ช่วยเหลือในด้านการวางค่ายกลให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นี่คือสิ่งสุดท้ายที่พยัคฆ์วาตะ จะช่วยตอบแทนสำนักแห่งนี้ได้ก่อนจะจากไป…
ซุน หลังจากที่กลับมาถึงถ้ำปิดด่าน ความตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็มิได้เลือนหายไป ภาพเหตุการณ์ในสงครามที่น้อยคนนักในสุริยะแห่งนี้จะรับรู้รายละเอียด ถูกถ่ายทอดมายัง ซุน ได้ค่อนข้างจะสมบูรณ์ น่าเสียดายที่ ซุน ยังอ่อนแอเกินไป จึงซึมซับได้เพียงภาพเหตุการณ์และความรู้สึกต่าง ๆ เท่านั้น ยังไม่สามารถรู้แจ้งแตกฉานในทักษะวิชาต่าง ๆ ที่ได้มองเห็น…
“ทักษะที่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน ถึงขั้นทำลายดาวเคราะห์ในสงครามแห่งดวงดาว ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตใด จะสามารถครอบครองพลังอำนาจได้ถึงระดับนั้น… หากข้าฝึกฝนตนเองไปเรื่อย ๆ จะสามารถไปถึงขอบเขตพลังระดับนั้นได้จริง ๆ น่ะหรือ…” ซุน ตั้งข้อสงสัยให้กับตนเองอย่างช่วยไม่ได้
ในขณะที่ เฒ่าชีเปลือย เวลานี้กลับมอง ซุน ด้วยดวงตาที่ฉายแววประหลาด เพราะคิดไม่ถึงเลยว่า เด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่ตนพามา ณ ที่แห่งนี้ด้วยความบังเอิญ แท้จริงแล้วกลับมีส่วนเกี่ยวข้องมิต่างชิ้นส่วนสำคัญแห่งชะตากรรมที่ถูกเติมเต็มของสุริยะแห่งนี้
“แรกเริ่มเดิมที… คิดว่าจะดึงเจ้าเด็กนี่มาเป็นส่วนหนึ่งในชะตากรรมของข้า แต่ที่ไหนได้ ท้ายที่สุดกลับเป็นตัวข้าเอง ที่ถูกดึงเข้าไปในวังวนแห่งชะตากรรมของเจ้าเด็กนั่น… นี่มันยังไงกันแน่นะ เมื่อ 3 ปีก่อนในเขตป่าแดง ข้ามิได้เป็นผู้เลือกเจ้าเด็กคนนี้ แต่กลับเป็นเจ้าเด็กคนนี้ที่เดินมาให้ข้าเป็นผู้เลือกงั้นสินะ
ซึ่งน่าแปลกก็ตรงที่… ชะตากรรมของข้า ไม่น่าจะถูกนำมามีส่วนร่วมกับเจ้าเด็กนี่ได้ เพราะพวกเรามีที่มาจากสุริยะที่แตกต่างกัน ชะตากรรมที่ถูกกำหนดย่อมมิอาจถูกเชื่อมต่อกัน เว้นเสียแต่ว่า… ตัวข้าและเจ้าเด็กนี้ จะมีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกัน?!”
เวลานี้ มิใช่เพียงแค่ ซุน อีกต่อไปแล้วที่เริ่มสงสัยการดำรงอยู่ของตนเอง… แม้แต่ เฒ่าชีเปลือย ก็เริ่มเกิดข้อสงสัยบางอย่าง ที่ไม่อาจหาคำอธิบายให้กับตนเองได้เช่นเดียวกัน…
………………………………………….