อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 182 ขบวนสาวงาม
ตอนที่ 182
ไม่นานหลังการมาถึงของขบวนศิษย์สำนักสายลมประจิม… ถนนสายหลักด้านทิศตะวันออกก็ปรากฏขบวนศิษย์จากสำนักบุปผาประจิมเคลื่อนพลมา จำนวนคนที่ไม่น้อยไปกว่าสำนักสายลมประจิมนั้น ทั้งหมดล้วนเป็นหญิงสาววัยแรกรุ่น กลิ่นหอมที่ตลบอบอวลมาตามสายลม ไม่ต้องกล่าวถึงหมู่ศิษย์ชายจากสำนักสายลมประจิม แม้แต่ชาวบ้านจากทั้งสองข้างทางยังมิอาจละสายตาจากขบวนของพวกนางได้
เสียงอึกทึกดังกระหึ่มขึ้นอย่างไม่อาจจับใจความ เกิดขึ้นภายในหมู่ศิษย์เกือบสองพันคน ทุกสายตาของเหล่าชายหนุ่มเต็มไปด้วยประกายเจิดจรัส ซึ่งไม่นับว่าแปลกอะไรสำหรับชายหนุ่มในช่วงวัยนี้ ทุกคนล้วนเก็บตัวอย่างเปล่าเปลี่ยวใจภายในสำนัก บางคนไม่เคยออกจากสำนักนานนับปี ซึ่งภายในสำนักสายลมประจิมนั้น ย่อมไม่มีสตรีผ่านตาแม้สักคนเดียว
เหตุผลที่สำนักสายลมประจิม และสำนักบุปผาประจิมมีการแยกศิษย์หญิงชาย ก็เพื่อให้หมู่ศิษย์เพ่งสมาธิไปในการฝึกฝน หากหญิงชายในช่วงวัยนี้ใกล้ชิดกันมากเกินไป ก็ยากที่จะควบคุมเหตุการณ์หลาย ๆ อย่าง
กลุ่มหญิงสาวเหล่านี้ใช่ว่าจะเป็นหญิงงามทั้งหมด แต่พอได้มาอยู่รวมกันภาพรวมจึงออกมางดงามอย่างมิอาจแยกแยะ เอกลักษณ์ปราณบุปผาอันเป็นวิชาหลักของสำนักบุปผาประจิม ทำให้กลิ่นกายของหญิงสาวเหล่านี้ตลบอบอวลไปด้วยความเย้ายวนอันเป็นธรรมชาติ
พวกนางมีใบหน้ายิ้มแย้มตามประสาหญิงสาว ทั้งในสำนักบุปผาประจิม นอกจากการฝึกฝนด้านวรยุทธแล้ว ทวงท่ากิริยาของกุลสตรี พวกนางก็ถูกเคี่ยวเข็ญมาอย่างเข้มงวดเช่นกัน ดังนั้นทุกการวางเท้าหรือการขยับมือ จึงมีความอ่อนช่อยอย่างถึงที่สุด ชวนให้บุรุษจดจ้องกันตาเป็นมัน
แม้แต่ ซุน เองที่ฝึกสมาธิมาอย่างมั่นคง ยังอดที่จะหวั่นไหวอยู่น้อย ๆ ไม่ได้ นับประสาอะไรกับชายหนุ่มคนอื่น ๆ ในช่วงวัยเดียวกับ จำเป็นต้องมีเหล่าผู้อาวุโส และชนชั้นผู้ฝึกสอนหลายคนคอยแค้นเสียงกระแอมไอเรียกสติ ทั้งยังส่งสายตาดุดันมาหลายครั้งเพื่อกำราบท่าทีหมู่ศิษย์ชาย มิให้แสดงกิริยาไม่เหมาะไม่ควร อันเป็นภาพลักษณ์สำคัญของสำนัก
ซุน มองเห็นหญิงสาวที่คุ้นหน้าคุ้นตาอยู่หลายคน… ทั้งสาวงามที่จริตกิริยาหมดจดอย่าง ซวงฉวี่ ศิษย์หลักอันดับ 1 หญิงสาวดวงตาคมกล้าดุจหงส์ ศิษย์หลักอันดับ 2 และ หญิงสาวใบหน้าเย็นชา ศิษย์หลักอันดับ 3 ซึ่งเป็นผู้นำขบวนศิษย์หลัก ทั้งสามคนนี้คือผู้ที่เคยเข้าร่วมการประลองในวังหลวงตัวแทนสำนักบุปผาประจิม ย่อมได้เจอกันกับ ซุน มาแล้ว…
ในขบวนของศิษย์สายใน ก็ยังมองเห็น เตียซวงซวง หลานสาวของ เตียมู่หยง นางยังคงมีรอยยิ้มไร้เดียงสาประดับ ที่ใครเห็นก็เต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น… ฉีลู่ชิง หญิงสาวเพรียบพร้อมทั้งความงดงามและฐานะ ซึ่งมาพร้อมกับ เหม่ยลี่ ผู้ติดตามของนางที่มาจากเมืองบุปผาประจิม
หญิงสาวเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จะได้ขึ้นหอคอยไปพร้อมกับ ซุน… และคล้ายว่าพวกนาง ก็จะเพ่งมองมายัง ซุน เช่นเดียวกัน จากสถานะของชายหนุ่มที่เวลานี้ก็มิใช่สามัญอีกแล้ว แต่เป็นถึงหนึ่งในสามผู้นำขบวนศิษย์หลัก
ทว่าสิ่งที่ทำให้พวกนางอกสั่นขวัญแขวน หรือแม้แต่เหล่าผู้อาวุโสของสำนักบุปผา ยังต้องมีลมหายที่ถี่กระชั้น นั่นมิได้มาจากตัวของ ซุน โดยตรง แต่เป็นพยัคฆ์รูปร่างองอาจซึ่งแผ่ขยายกลิ่นอายที่น่าหวาดหวั่นออกมา ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นพื้นฐานของพยัคฆ์ตนนี้ได้ มีเพียงแค่สัญชาตญาณที่กรีดร้องออกมาบ่งบอกถึงความอันตราย…
“พยัคฆ์ตนนั้น?!” สูจื่อเหมย รองเจ้าสำนักบุปผาประจิม หว่างคิ้วยับย่นขึ้นมาทันที
เตียมู่หยง ได้แต่เผยท่าทีกระอักกระอ่วน แต่ก็มิได้เอ่ยตอบอธิบายกับนาง ซึ่งความลับของสำนักเช่นนี้ย่อมมิอาจแพร่งพราย อย่างไรทั้งสองก็อยู่กันคนละสำนัก… สูจื่อเหมย แม้จะใคร่สงสัยมากมายเพียงใด แต่หญิงชราก็มิอาจคาดคั้นอะไรกับ เตียมู่หยง ได้…
เวลานี้เป็นช่วงบ่ายคล้อย เหลืออีกหลายชั่วยามกว่าที่ประตูวาสนาจะเปิดออก... ศิษย์จากทั้งสองสำนัก จำเป็นต้องเดินทางร่วมกันตลอด 3 วัน จึงใช้โอกาสนี้เข้ามาทำความสนิทสนมคุ้นเคย เกิดเป็นบรรยากาศกรุ้มกริ่มระหว่างหญิงชาย ที่มีโอกาสเช่นนี้ได้แค่ปีละครั้งเท่านั้น ทำให้ศิษย์ชายหลายคนเต็มไปด้วยความระริกระรี้ หมายสร้างความสัมพันธ์กับเหล่าสาวงาม…
ด้วยความที่ประเพณีนี้เกิดขึ้นปีละครั้ง ดังนั้นกลุ่มผู้อาวุโสและชนชั้นผู้ฝึกสอนจึงมีประสบการณ์ควบคุมขบวนศิษย์เป็นอย่างดี ภายนอกถึงจะดูเข้มงวดไปบ้างแต่ทั้งหมดล้วนทำเพื่อความปลอดภัย ทั้งยังมีความอะลุ้มอล่วยในบางเรื่อง…
ขบวนศิษย์หลักของสำนักบุปผาประจิม มีจำนวน 80 คน ซึ่งก็มีอสูรพาหนะเช่นเดียวกัน รูปแบบไม่ต่างอะไรกับขบวนศิษย์หลักของสำนักสายลมประจิม… กลุ่มศิษย์หลักโดยมากจะอยู่ในสำนักมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3-4 ปี จากความสัมพันธ์ของทั้งสองสำนัก ทำให้กลุ่มศิษย์หลักรู้จักมักคุ้นกันอยู่พอสมควร
เจี่ยโย่วเทียน และ ซวงฉวี่ ก็นับเป็นคู่แข่งกันมาเนิ่นนานแล้ว เพิ่งจะปรากฏ ลั่วชิงเหอ ที่มีความสามารถเบียดเสียดกันเมื่อ 2 ปีก่อนนี้เอง… และแน่นอนว่าในปีนี้ ก็ปรากฏ ซุน ขึ้นมาเป็นศิษย์แห่งความภาคภูมิใจอีกคน จึงทำให้ในแง่รวมของศิษย์จากทั้งสองสำนัก สำนักสายลมประจิมค่อนข้างจะเหลือกว่าอย่างชัดเจน
“ปีก่อนหน้านี้ ข้าขึ้นไปถึงชั้นที่ 63 ยังเป็นรองเจ้าอยู่ก็จริง แต่ในปีนี้อย่างคิดว่าข้าจะด้อยกว่า…” ซวงฉวี่ เอ่ยขึ้นกับ เจี่ยโย่วเทียน น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความลำพองใจ ซ้ำยังมีรอยยิ้มงดงามประดับเอาไว้
“หึหึ… หากเจ้าขอร้องข้าดี ๆ ทำไมข้าจะย่อมให้เจ้าชนะไม่ได้เล่า?!” เจี่ยโย่วเทียน เอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มเช่นกัน ทำเอาหญิงสาวใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นวูบหนึ่ง สายตาของทั้งสองคนประสานจนจ้องค้างชั่วครู่ขณะ แม้แต่ ซุน ที่เฝ้ามองอยู่และไม่สันทัดในเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เท่าใดนัก ก็ยังพอจะมองออกว่าสายตาของหนุ่มสาวทั้งสอง แฝงเร้นไว้ด้วยความหมายหลายประการ
ลั่วชิงเหอ เห็นเช่นนั้นก็เบ้ปากพลางพ่นลมหายใจ ก่อนจะคว้าคอ ซุน เดินแยกออกมา…
“อย่าไปสนใจเจ้าคนเย็นชา กับหญิงปากแข็งนั่นเลย ทั้งคู่เสแสร้งกระเซ้าแหย่เย้ากันมานาน จนเห็นแล้วน่าอาเจียนยิ่งนัก… ศิษย์น้อง ตัวเจ้าเองก็น่าจะเหมือนกับข้างั้นสินะ เป้าหมายของพวกเรามีเพียงความแข็งแกร่ง ฝึกฝนเพื่อการเป็นหนึ่งในใต้หล้า!! เรื่องอะไรจะปล่อยให้เป้าหมายสั่นคลอนเพราะหญิงสาว ถูกต้องหรือไม่ ศิษย์น้อง!!”
ซุน ถึงกับอึ้งงัน… ทั้งน้ำเสียงและแววตาของ ลั่วชิงเหอ แฝงไว้ด้วยความแน่นหนักจริงจังกับเป้าหมาย ทว่า ซุน ก็ยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความริษยาบางอย่างที่ ลั่วชิงเหอ พยายามจะปิดบังสะกดกลั้น
ทันใดนั้น ก็ได้มีหญิงสาวคนหนึ่ง เผลอเดินไม่ระวังมากระแทกถูกร่างของ ลั่วชิงเหอ เข้า… ชายหนุ่มหันไปมองด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ทำเอาสาวเจ้าถึงกับตัวสั่นงันงก รีบผงกศีรษะให้กับ ลั่วชิงเหอ เอ่ยขอคำอภัยด้วยน้ำเสียงติดขัด… ยังไม่ทันที่ ลั่วชิงเหอ จะกล่าวตอบกลับไป นางก็รีบหันหลังวิ่งหนีพร้อมน้ำตาที่เอ่อล้น
ใบหน้าของ ลั่วชิงเหอ บิดงออีกครั้ง ก่อนจะเผยความกล้ำกลืนในแววตา กำหมัดแนบแน่นจน ซุน จับสังเกตได้… ในตอนแรก ซุน ก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก แต่หลังจากเห็นท่าทีผิดแปลกของ ลั่วชิงเหอ ในทุก ๆ ครั้งที่เข้าใกล้หญิงสาวมาอีกสักระยะ ซุน ก็เริ่มมั่นใจในอะไรบางอย่าง
อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ หึหึ ดังในลำคอ…
“หัวเราะอะไรงั้นหรือ ศิษย์น้อง?!” ลั่วชิงเหอ สีหน้างุนงง
“ศิษย์พี่…ความลำบากของท่านในการเข้าหาหญิงสาว ต้องการให้ศิษย์น้องผู้นี้ช่วยเหลือหรือไม่?!” ซุน เอ่ยเสียงเบา พร้อมกันยกมุมปาก เผยฟันเขี้ยวมีประกาย
“!!!!!!!!!!” ลั่วชิงเหอ ดวงตาเบิกโพลงขึ้นโดยพลัน
“จะ…เจ้าพูดเรื่องอะไร”
ซุน ยกนิ้วชี้ขึ้นแนบริมฝีปาก ทำเสียง จุ๊ ๆ
“อย่าเอ็ดไป… ข้าทราบดีว่าเรื่องที่มันค่อนข้างจะกล่าวออกมาได้ยาก และเป็นเรื่องที่น่าอายสำหรับบุรุษ แต่ข้านั้นเข้าใจดีท่านเป็นอย่างดี… ศิษย์พี่ลั่ว มีรัศมีรอบกายที่แผ่ล้นความดุร้ายออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ทั้งหมดล้วนมาจากอุปนิสัยและพื้นฐานลมปราณของท่าน จนมันทำให้หญิงสาวคนใดก็ตามที่เข้าใกล้ท่าน ต่างก็พากันแสดงความหวาดกลัวออกมา และไม่กล้าสุงสิงพูดคุย
แม้ตัวท่านเองอยากจะสร้างความสัมพันธ์อันดี ทว่าก็ยากที่พวกนางจะรับรู้ในส่วนนั้นได้ เพราะถูกรัศมีดุร้ายของท่านบดบังความจริงใจทั้งหมด… นั่นจึงเป็นเหตุผลในท่านรู้สึกเจ็บปวดใจ และทุ่มเทฝึกฝนอย่างบ้าคลั่ง เพื่อที่ท่านจะได้ลืมเลือนความรู้สึกเหล่านั้น มีเพียงการฝึกฝนเพื่อแสวงหาความเป็นหนึ่ง จึงจะทำให้จิตใจท่านรู้สึกสงบลง… ข้าพูดถูกหรือไม่?!”
ลั่วชิงเหอ ที่เดิน ๆ อยู่ถึงกับสะดุดขาตนเอง ดวงตาเบิกโพลงถลึงมองมายัง ซุน ราวกับเห็นผีสางวิญญาณร้าย จิตใจเต้นสั่นรัวดุจกลองศึก… ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากบางอย่างออกมา แต่ก็พลันชะงักค้างไป แล้วจากนั้นก็แสร้งหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อน...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ศิษย์น้องพูดอะไรของเจ้ากัน?! เป้าหมายของข้ายิ่งใหญ่เกินกว่าจะมาสะดุดกับความรักวัยแรกแย้มที่เป็นเพียงภาพมายา ขอเพียงได้เป็นหนึ่งในใต้หล้า หญิงสาวครึ่งแผ่นดินก็ย่อมต้องศิโรราบ ไม่เป็นต้องลำบากสร้างความสัมพันธ์อะไรเช่นนั้นเลย…
อีกอย่าง… ข้าว่าตัวเจ้าก็ไม่น่าจะดีไปกว่าข้าเท่าใดนัก เห็นก็รู้แล้วว่าเจ้ากับข้าเป็นคนประเภทเดียวกัน ไอดุร้ายของเจ้าก็ใช่ว่าจะน้อยไปกว่าข้า ทั้งยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของสัตว์ร้ายเสียด้วยซ้ำ มีหรือที่เจ้าจะเชี่ยวชาญถึงขั้นมองข้าออกอย่างทะลุปรุโปร่ง? เลิกเสแสร้งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ดีกว่าน่าศิษย์น้อง…” ลั่วชิงเหอ เอ่ยราวกับผู้โชกโชนมากกว่า ตบลงบนไหล่ของ ซุน เบา ๆ ประหนึ่งคนเป็นผู้อาวุโส
ซุน เผยใบหน้าคุ่นเคืองในทันที ทั้งที่ตนตั้งใจจะช่วยเหลือแท้ ๆ ทว่าไม่เพียงแค่อีกฝ่ายจะไม่ยอมรับความจริง ทั้งยังมาหาว่าตนนั้นเสแสร้ง และอ่อนด้อยกับเรื่องของหญิงสาว หางคิ้วของ ซุน จึงกระตุกขึ้นโดยพลัน…
“ศิษย์พี่ลั่ว… แม้ข้าจะห่างไกลจากคำว่าเจ้าชู้ประตูดิน ทว่าข้าก็มีความมั่นใจในระดับหนึ่งเช่นกัน ว่าหากคิดจะเกี้ยวพาสตรี ก็สามารถทำได้แทบจะในทันที… ในเมื่อข้าเสนอตัวจะช่วยเหลือ แต่ท่านปฏิเสธ เช่นนั้นก็ถือว่าข้าไม่เคยพูดอะไรก็แล้วกัน…” ซุน เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์
ลั่วชิงเหอ ยกมุมปากเล็กน้อย…
“เจ้าคิดจะเกี้ยวพาสตรี ก็ทำได้ทันทีงั้นหรือ?! หึหึ แค่ลมปากใครก็เอ่ยออกมาได้… หากมั่นใจเช่นนั้น ไยไม่แสดงให้ศิษย์พี่ดูเป็นขวัญตาเสียหน่อยเล่า… หากมีหญิงนางใดเข้ามาเจ้าจริง ๆ จากนี้ไปเจ้าก็ไม่ต้องเรียกข้าว่าศิษย์พี่ลั่วอีกแล้ว แต่ข้านี่แหละจะเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่ซุนให้เอง!!”
ซุน ถึงกับชะงักฝีเท้า… เอียงคอหันมองเล็กน้อย…
“ท่านแน่ใจนะ?!”
ลั่วชิงเหอ มั่นใจอย่างยิ่งว่าเรื่องที่ตนทำไม่ได้ ซุน ก็ย่อมไม่ดีไปกว่ากัน จึงยืดอกยกยิ้ม… “แน่นอน... ข้าลั่วชิงเหอ เอ่ยคำไหนคำนั้น…”
ลั่วชิงเหอ หันมองไปรอบ ๆ ในละแวกนี้ล้วนเต็มไปด้วยชนชั้นศิษย์หลัก ซึ่งทุกคนน่าจะรู้จักชื่อเสียงของ ซุน เป็นอย่างดี ในการเป็นผู้ชนะเลิศศึกประลองในเมืองหลวง ดังนั้น ซุน อาจใช้ชื่อเสียงเป็นบันไดเกี้ยวพาพวกนางก็เป็นได้
คิดเช่นนั้นแล้ว ลั่วชิงเหอ จะหันมองไปยังขบวนศิษย์สายในของสำนักบุปผาประจิมแทน หากเป็นศิษย์สายในที่ไม่ได้ออกมานอกสำนัก คงมีไม่กี่คนที่รู้จักชื่อเสียงของ ซุน… หญิงสาวหมู่ศิษย์สายในมีจำนวนอยู่ราว ๆ 250 คน แต่ในจำนวนเหล่านั้น มีเพียงหญิงสาวสองนาง ที่งดงามสะดุดตาอย่างถึงที่สุด แม้แต่ ลั่วชิงเหอ ยังต้องหน้าแดงเมื่อมองไปยังพวกนางตรง ๆ
เห็นเช่นนั้นแล้ว ลั่วชิงเหอ ก็ชี้นิ้วไปทันที…
“หากเจ้าสามารถเกี้ยวพาพวกนางคนใดคนหนึ่ง ให้จับมือเจ้าและเดินเข้ามาหาข้าได้ ถือว่าเจ้าชนะ!! กล้ารับคำท้าข้าหรือไม่เล่า?!”
ซุน หันมองไปตามการชี้นิ้ว เมื่อเห็นหญิงสาวทั้งสองที่ ลั่วชิงเหอ กล่าวถึง ใบหน้าของ ซุน ก็พลันเปลี่ยนสี สูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่ง… เพราะหญิงสาวสองคนนั้น ก็คือ เตียซวงซวง และ ฉีลู่ชิง สองสาวงามที่โดดเด่นที่สุดในหมู่ศิษย์สายในสำนักบุปผาประจิม…
ลั่วชิงเหอ ที่เห็น ซุน หน้าเปลี่ยนสีเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะดูแคลน…
“หึหึ… หากเจ้าทำไม่ได้ ก็แค่เอ่ยออกมา…”
………………………………………………
**วันนี้มาแค่ตอนเดียวนะครับ ขออภัยสำหรับผู้ที่เฝ้ารอด้วยครับ**