อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 183 ซุน และสองสาวงาม
ตอนที่ 183
ซุน ลูบปลายคาง ๆ เบา เผยแววตาครุ่นคิดหนัก…
“ศิษย์พี่ลั่ว… นี่มันก็ยากเอาการอยู่นะ พวกนางทั้งสองราวกับดวงจันทร์ท่ามกลางหมู่ดาวบนท้องฟ้า โดดเด่นเหนือศิษย์สายในทั้งหมด ดูเหมือนว่าเพียงแค่ได้รับการเรียกขานเป็นศิษย์พี่จากท่าน มันจะไม่เพียงพอเสียแล้ว เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร?!
หากข้าทำได้สำเร็จ ท่านช่วยข้าขายสุราสูตรใหม่ของข้าสักพันไห ราคามิได้แพงมากมาย เพียงไหละแปดหมื่นเหรียญทองเท่านั้นเอง ทั้งสรรพคุณยังคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างยิ่ง ท่านซื้อไว้ใช้เองยังคุ้มค่าเลย ตกลงหรือไม่?!”
ลั่วชิงเหอ หางคิ้วกระตุกขึ้นโดยพลัน ตอนอยู่ที่สำนัก ซุน ยังกล่าวว่าจะขายไหละห้าหมื่นอยู่เลย แต่พอจะเดิมพันกลับให้ตนไปขายในราคาแปดหมื่น เห็นได้ชัดว่ากำลังขูดเลือดขูดเนื้อ… เมื่อเห็นว่า ลั่วชิงเหอ หว่างคิ้วยับย่น… ซุน ก็ตอบรับด้วยรอยยิ้ม ปลายคางเชิดขึ้นมาน้อย ๆ
“หากท่านไม่กล้ารับปาก ก็แค่กล่าวออกมา…”
ลั่วชิงเหอ ใบหน้าเหยเก ไม่คิดว่าจะถูกย้อนรอยคำพูดตนเอง…
“เหอะ! สองพันไห ข้าก็จะรับซื้อไว้เอง หากเจ้าทำได้จริง ๆ ดังที่เอ่ยมา!!”
ซุน หัวเราะเสียงเย็น สะบัดชายแขนเสื้อยืดอกเผยความสง่า ก้าวเดินดิ่งตรงไปยังขบวนศิษย์สายในสำนักบุปผาประจิม… เสียงกระไอที่ดังขึ้นเป็นระยะ ทำให้หมู่ศิษย์ชายที่กำลังสร้างความสัมพันธ์กับเหล่าหญิงสาวเริ่มสังเกตเห็น แต่ละคนล้วนหน้าถอดสี บ้างก็ถึงกับผงะเมื่อเห็นแมวสวรรค์เดินเข้ามาใกล้
พอนึกภาพของ ซุน ที่กระทำสิ่งต่าง ๆ ในสำนัก พวกมันหลายคนต้องล้มคว่ำคะมำหงาย อับอายจาก “ผีอำยามตื่น” ก็หวั่นใจว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นต่อหน้าหญิงสาว แน่นอนว่าหากเป็นเช่นนั้นพวกมันคงแทบแทรกแผ่นดินหนี… นึกได้เช่นนั้นแล้วจิตใจของทุกคนสะท้านสั่นไหว ดังนั้นแต่ชายหนุ่มแต่ละคนจึงล้วนแหวกเปิดทางราวกับเป็นสัญชาตญาณติดตัว ปล่อยให้ ซุน ก้าวเดินท่ามกลางฝูงชนอย่างสะดวกที่สุด หมายให้แมวสวรรค์ได้รีบไปจากตรงนี้
ซึ่งภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ ซุน ดูโดดเด่นอย่างยิ่ง…
เหล่าหญิงสาวสำนักบุปผาประจิมที่เห็นภาพเช่นนี้ ล้วนเต็มไปด้วยความรู้สึกประหลาด อดนึกไม่ได้ว่าชายหนุ่มผู้นี้คงได้รับความเคารพนับถือจากศิษย์ร่วมสำนักอยู่ไม่น้อย ทุกคนจึงได้มีท่าทีเคารพนบนอบ เผยความเกรงอกเกรงใจออกมาเช่นนี้
หญิงสาวคนใดกันจะมิชื่นชอบบุรุษที่คนรอบข้างให้ความเลื่อมใส เหล่าหญิงสาวหลายคนจึงส่งสายตาเย้ายวนมองมายัง ซุน เป็นระยะ บางส่วนยังแสดงกิริยามิต่างหญิงทอดสะพาน ผ้าเช็ดหน้าของหญิงสาวหลายผืนตกลงตรงหน้าของ ซุน
ซุน เผยรอยยิ้มเขินอายขึ้นมา กระแอมไอเป็นระยะสะบัดมือเบา ๆ สายลมระลอกหนึ่งก็พัดเอาผ้าเช็ดหน้าเหล่านั้นลอยกลับขึ้นไปหาเหล่าหญิงสาว… อีกทั้งในมือของ ซุน ยังถือพัดลายพยัคฆ์เหยียบเมฆาโบกสะบัดไปมาแผ่วเบา ซึ่งหยิบออกมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่มีใครเห็นแน่ชัดนัก เผยถึงภาพลักษณ์ชวนให้นึกว่าเป็นนายน้อยจากตระกูลยิ่งใหญ่บางแห่ง…
ลั่วชิงเหอ อ้าปากค้าง ปลายคางจวนกระแทกพื้นอยู่รอมร่อ…
“บะ…บ้าน่า!! หรือว่าเจ้านั่นมันจะเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างที่ว่ามา ไม่จริง…ข้าไม่เชื่อ!! พวกนางเหล่านั้นล้วนเป็นหญิงสาวสามัญ ไม่แปลกที่จะหลงไปบรรยากาศรอบด้าน ทว่าหญิงสาวสองคนนั้นเห็นได้ชัดว่ามีสถานะที่ไม่ธรรมดา
เป็นเพียงศิษย์สายในแท้ ๆ แต่กลับมีสัตว์อสูรเทียมพาหนะในครอบครองไม่ต่างจากชนชั้นศิษย์หลัก แสดงให้เห็นถึงการเป็นศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของสำนักบุปผาประจิม หึหึ…หากเป็นพวกนางสองคนนี้ เจ้าซุนไม่มีทางเกี้ยวพาพวกนางได้แน่นอน!!” ลั่วชิงเหอ กล่าวให้กำลังใจตนเองในจิตสำนัก ทว่าแววตากลับปรากฏความเลื่อมใสต่อ ซุน ขึ้นมาอยู่หลายส่วนแล้ว
เมื่อแมวสวรรค์เริ่มเคลื่อนไหวไม่ต้องกล่าวถึงหมู่ศิษย์สำนักสายลมประจิม กระทั่งชนชั้นผู้อาวุโส และผู้ฝึกสอนของสำนักที่คอยดูแลขบวน ก็ยังเผยใบหน้าประหลาดเป็นกังวลออกมา บางส่วนยังภาวนาอย่าให้ ซุน ก่อเรื่องขึ้นที่นี่…
ซุน เดินมาถึงตำแหน่งของหญิงสาวทั้งสอง เผยสีหน้าละอายใจไม่น้อยก่อนจะกล่าวขึ้นแผ่วเบา
“แม่นางเตีย… แม่นางฉี… ขออภัยในภารกิจพิเศษเมื่อคราวก่อนด้วย ที่ข้ามิได้แสดงตัวแท้จริงออกมา… เวลานั้นข้ากำลังหลบซ่อนตัวจากศัตรู มิได้มีเจตนาปกปิดความจริงกับพวกเจ้า…”
หญิงสาวทั้งสองเผยแววตาสับสนเล็กน้อย ทว่าพวกนางก็พอจะทราบความจริงกันมาบ้างแล้ว ว่าจริง ซุน เป็นคนเดียวกับ เหยาซาน ที่เคยทำภารกิจพิเศษกับทั้งสองบนเขาหมิงซาน (ตอนที่ 106) ทั้งยังผ่านความเป็นความตายร่วมกันมาจากศึกในครั้งนั้น ซึ่งพวกนางทั้งสองประทับใจในความสามารถของ เหยาซาน อย่างมาก ถึงขั้นมาบอกกล่าวเล่าสู่กับ ซวงฉวี่…
เมื่อได้ทราบถึงตัวตนแท้จริง ก็ทำให้พวกนางตกใจอย่างมาก โดยเฉพาะ ฉีลู่ชิง ที่แม้จะไม่แสดงออกมา แต่ก็ค่อนข้างจะเอนเอียงมีใจกับ ซุน อยู่น้อย ๆ แล้ว… ส่วนทางด้าน เตียซวงซวง นางยังจดจำได้ดีถึงเด็กหนุ่มเมื่อปีก่อน ผู้ที่เคยหัวเราะเยาะนางในตอนที่นางพูดคุยกับม้า(ตอนที่ 4)
และเมื่อ เตียซวงซวง ได้มาทราบเรื่องน่าเศร้าเกี่ยวกับอาจารย์ของ ซุน ที่หายตัวไป จนทำให้ ซุน ก้าวเดินบนเส้นทางสายนี้จาก เตียมู่หยง ปู่ของนาง ก็ยิ่งทำให้นางเต็มไปด้วยความรู้สึกที่สลับซับซ้อน อุปนิสัยของนางนั้นจิตใจดีและมีเมตตา จึงทั้งเวทนาและชื่นชม ซุน ในเวลาเดียวกัน…
หญิงสาวทั้งสองรู้ดีว่าสถานะของ ซุน มิใช่ธรรมดา เป็นถึงอัจฉริยะรุ่นเยาว์ และยังเป็น 1 ใน 3 ผู้นำขบวนศิษย์หลักของสำนักสายลมประจิม ดังนั้นพวกนางจึงไม่กล้าเข้าไปเอ่ยทัก หรือรบกวนอะไร… แต่ไม่คิดว่ากลับเป็น ซุน ที่เดินเข้ามาทักทายพวกนางก่อน
ฉีลู่ชิง ใบหน้าครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง นางยังคงรักษามาดหญิงสาวที่เย็นชาได้ดี แม้จิตใจจะหวั่นไหวไปกับความรู้สึกบางอย่าง… เตียซวงซวง ยังคงประดับรอยยิ้มไร้เดียงสาตามวิสัยของนาง เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่น่าชวนมอง
“หลงนึกว่าเจ้าจะได้ดิบได้ดี จนลืมพวกเราไปแล้วเสียอีก... อันที่จริงใบหน้าของ เหยาซาน น่ารักกว่าเจ้าตอนนี้ตั้งมากตั้งมาย…” เตียซวงซวง กล่าวเหน็บแนมพลางหัวเราะเบา ๆ
ซุน ถึงกับสำลักลมหายใจไปโดยพลัน ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับ ฉีลู่ชิง ที่ปฏิสัมพันธ์ของนางยังคงเป็นศูนย์ อาจกล่าวได้ว่านางก็มีนิสัยมิต่างอะไรกับ ลั่วชิงเหอ ที่ไม่ประสีประสาต่อการเข้าหาเพศตรงข้าม ทั้งยังสร้างกำแพงบางอย่างขึ้นขวางกั้น ดังนั้นการเข้าถึงนางจึงยากกว่า เตียซวงซวง ทั้งยังจำเป็นต้องมีวิธีการที่เฉพาะ
“แม่นางฉี ขออภัยด้วยที่หลังจบจากการประลองในวังหลวง ข้ามิได้แวะไปกล่าวทักทายเจ้าและท่านเจ้าเมืองฉี ก่อนที่กลับเมืองบุปผาแดง… ทว่าเป็นเพราะอาการบาดเจ็บของข้าค่อนข้างที่จะรุนแรงมาก แม้จะพยายามฝืนแล้วแต่ก็ไม่พร้อมจริง ๆ
ท่านเจ้าเมืองฉี มีบุญคุณกับข้าไม่น้อย ทำให้ข้ารู้สึกว่าตนเองช่างอกตัญญูยิ่งนัก… แม้แต่ตอนนี้อาการบาดเจ็บของข้าก็ยังไม่นับว่าหายสมบูรณ์ บางครั้งก็ยังมีอาการทรุดลงฉับพลัน มิเช่นนั้นข้าคงหาโอกาสแวะไปเยี่ยมเยือนท่านเจ้าเมืองแล้ว หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากท่านเจ้าเมือง ก็คงไม่มีตัวข้าในวันนี้…” น้ำเสียงของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเศร้าอาดูร ดวงตายังเปี่ยมไปด้วยความเด็ดเดี่ยวตั้งมั่น
ฉีลู่ชิง ที่ได้ยินเช่นนั้น ความแข็งกระด้างก็พลันอ่อนยวบลง…
“ท่านปู่มิได้ตำหนิอะไรเจ้าเลย ทั้งยังเอ่ยชื่นชมเจ้าไม่ขาดปากด้วยซ้ำ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกังวลไปนัก พักฟื้นให้สมบูรณ์ก่อนก็ยังไม่สาย…”
ซุน เอ่ยคำพูดกับหญิงสาวทั้งสองด้วยท่าทีสามัญอีกหลายประโยค ทุกวาจาล้วนเต็มไปด้วยความเกรงอกเกรงใจและถ่อมตน มิได้มีวาจาใดส่อเจตนาไปทางเกี้ยวพาแม้สักนิด… ทว่าในมุมมองของชายหนุ่มคนอื่น ๆ รอบด้าน ไม่เว้นแม้แต่ ลั่วชิงเหอ กลับมองดูด้วยความอึ้งงัน!!
ด้วยความงดงามของ เตียซวงซวง และ ฉีลู่ชิง ย่อมเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มหลายคน ทว่าทุกคนก็สัมผัสได้ถึงรัศมีบางอย่างจากพวกนางที่สูงส่งเกิดจะอาจเอื้อม ทุกคนจึงเลือกที่จะแอบเฝ้ามองอยู่ห่าง ๆ มิกล้าเข้าไปในเสียดสีเกี้ยวพา ดังนั้นเมื่อเห็นพวกนางเอ่ยพูดคุยกับ แมวสวรรค์ อย่างสนิทสนม จึงทำให้ชายหนุ่มทุกคนรวมถึง ลั่วชิงเหอ รู้สึกราวกับสายฟ้าหลายสายฟาดผ่ามายังศีรษะ ใบหน้าของทุกคนด้านชา ดวงตาเบิกกว้างโปนโต…
และในช่วงจังหวะที่ทุกคนเริ่มจับตามองนั้นเอง… ซุน ก็ฝืนขับกระตุ้นโลหิตส่วนหนึ่งภายในร่างออกมา ทรุดตัวลงพร้อมกับใบหน้าที่ซีดเซียว มีเลือดสดสายหนึ่งไหลออกมาจากมุมปาก ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ระหว่างการพูดคุยกับหญิงสาวทั้งสอง
พวกนางพลันตกใจทำอะไรไม่ถูก... หวนนึกถึงคำพูดของ ซุน ก่อนหน้านี้ที่กล่าวว่าอาการบาดเจ็บมักจะทรุดลงอย่างฉับพลัน นั่นจึงทำให้พวกนางเข้าใจว่าอาการดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นมาแล้ว… หญิงสาวทั้งสองยังจดจำภาพที่ ซุน เคยช่วยชีวิตพวกนางเอาไว้ ดังนั้นจึงไม่มีความลังเลที่จะพุ่งเข้าไปประคองหิ้วปีกทั้งซ้ายและขวา สีหน้าพวกนางเต็มไปด้วยความวิตกกังวล…
“จะ…เจ้าเป็นอะไร!!”
“เดินไหวหรือไม่?!”
ทั้งสองคล้ายแย่งกันพูด พลางประคองร่างของ ซุน ที่เวลานี้ได้โอบไหล่ของหญิงสาวทั้งสองเอาไว้อย่างถนัดมือ ใบหน้าแม้จะซีดเผือด แต่ก็มิวายปรากฏรอยยิ้มเขินอายออกมา สายตาเหลือบมองไปยัง ลั่วชิงเหอ อยู่น้อย ๆ
ทำเอา ลั่วชิงเหอ รู้สึกเหมือนถูกภูเขาทั้งลูกหล่นทับลงกลางศีรษะ ใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์เกินบรรยาย แม้แต่หมู่ศิษย์ชายรอบด้าน ต่างก็พากันกำหมัดไว้แนบแน่น เผยแววตาริษยาพร้อมกับแผ่ไอโทสะอย่างไม่มีเหตุผล…
ซุน สำลักลมหายใจและไอแห้ง ๆ ราวกับป่วยไข้ ทั้งยังแสร้งศีรษะเอนเอียงคล้ายวิงเวียน จนซบศีรษะลงไปยังไหล่ของ ฉีลู่ชิง ที่ประคองอยู่ “ดะ…ดูเหมือนว่า อาการบาดเจ็บจะกำเริบฉับพลัน แต่ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรนัก ศิษย์พี่ลั่วของข้ามีวิธีการรักษาอยู่ หากไม่เป็นการรบกวนพวกเจ้ามากเกินไปนัก ช่วยประคองพาข้าไปหาศิษย์พี่ลั่วหน่อย ได้หรือไม่…”
พวกนางได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งไปเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง… แต่ในจังหวะนั้น ซุน ก็สำลักโลหิต แค่นเสียงไอดัง ๆ ติดต่อกันอีกหลายคำ จนพวกนางตกใจมากยิ่งขึ้น รีบตบปากรับคำจากนั้นก็ค่อย ๆ ประคองหิ้วปีกของ ซุน ตรงมายัง ลั่วชิงเหอ...
ขณะที่ค่อย ๆ ย่างก้าวเดินมา ซุน ยังเงยหน้าน้อย ๆ เหลือบมอง ลั่วชิงเหอ แววตาแห่งชัยชนะได้ปรากฏเด่นชัด… ใบหน้าของ ลั่วชิงเหอ พลันมืดดำอย่างที่สุด ร่างกายราวกับถูกสาบเป็นศิลา ไร้การนิ่งขยับใด ๆ
เมื่อเข้ามาในระยะอีกเพียงไม่กี่ก้าว ซุน ก็ค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น ยกมือปาดโลหิตที่มุมปากแผ่วเบา เผยรอยยิ้มอ่อน ๆ ที่มุมปากออกมา… “ดูเหมือนอาการข้าจะดีขึ้นแล้ว ขอบคุณพวกเจ้าสองคนมาก...”
พวกยังคงมีท่าทีกังวล แต่เมื่อเจ้าตัวเอ่ยออกมาเองก็จนใจที่จะซักไซ้ พวกนางจึงค่อย ๆ ประคองจน ซุน หยัดยืนได้อย่างมั่นคง พอนึกถึงการกระทำก่อนหน้านี้ที่ถูกเนื้อต้องตัวบุรุษ พวกนางก็มีใบหน้าเปล่งแดงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เกิดเป็นภาพที่แทบจะหลอมละลายหัวใจของบุรุษทุกคนโดยรอบ...
ซุน กระแอมไออีกครั้ง ก่อนจะกล่าวต่อ… “ในหอคอยอาจมีอันตรายหลายอย่างที่คาดไม่ถึง หากมองเห็นข้าอยู่ใกล้ ๆ พวกเจ้าก็อย่าลังเลที่จะเรียกขาน ต่อให้ต้องเสี่ยงอันตรายข้าก็ยินดีจะเข้าช่วยเหลือพวกเจ้าสุดกำลัง…”
เตียซวงซวง ได้ยินเช่นนั้นนางก็หัวเราะเบา ๆ
“บ้าหรือ… ขบวนของศิษย์สายในและขบวนของศิษย์หลัก เส้นทางย่อมต่างกันจะพบเจอเจ้าอยู่ใกล้ ๆ ได้ยัง… แต่ก็ขอบคุณมากที่ยังนึกเป็นห่วง”
ฉีลู่ชิง เบือนหน้านี้หลบซ่อนสายตา ก่อนจะกล่าวเสียงแข็ง…
“ข้าไม่ต้องการให้คนบาดเจ็บมาปกป้อง… รีบรักษาตัวเองให้ดีก่อนเถอะ!!”
หญิงสาวทั้งสอง จ้ำเท้าเดินกลับเข้าไปในขบวนของพวกนาง ปล่อยให้ ซุน ยืนโบกมือลาเบา ๆ พร้อมรอยยิ้ม… จากนั้นชายหนุ่ม ก็ตวัดสายตามองไปยัง ลั่วชิงเหอ ที่ยืนอึ้งงั้นอยู่ด้านหลัง ไม่ทันที่จะได้กล่าวสิ่งใด ลั่วชิงเหอ กลับพุ่งพรวดเข้ามาอย่างรวดเร็ว ประสานมือขึ้นฉายแววตาเด็ดเดี่ยว…
“ศิษย์พี่ซุน… โปรดชี้แนะทักษะสะท้านฟ้าดินเช่นนั้น ให้กับศิษย์น้องผู้โง่เขลาด้วย…”