อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 184 พยัคฆ์วาตะและราชันย์พยัคฆ์ขาว
ตอนที่ 184
“การจะเข้าถึงศาสตร์แห่งการเกี้ยวพาสตรี จำเป็นต้องมีความพร้อมทั้ง ความคิด จิตใจ และร่างกาย ทั้งสามสิ่งต้องบรรลุความเชื่อมโยง อ่านบรรยากาศ เลือกจังหวะ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือโชค ไม่มีการเกี้ยวพาใดได้ผลแน่นอน โชค ถือเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ ฉะนั้นแล้วจงเผื่อใจเอาไว้ในทุก ๆ ครั้ง…” ซุน เอ่ยเนิบนาบอธิบาย
แน่นอนว่าคำอธิบายทั้งหมดล้วนมิได้มาจากประสบการณ์ที่โชกโชนใด ๆ ในชีวิต ทว่าล้วนจดจำมาจากตำราต่าง ๆ ที่เคยอ่านมาทั้งสิ้น จากนั้นค่อยนำมาเรียบเรียงกล่าวให้เป็นรูปแบบคำพูดของตนเอง ใช้ถ้อยวาจาแน่นหนัก บ้างก็ทิ้งช่วงคำ บ้างก็เน้นจังหวะจะโคน ทำให้หลายคนที่มองดู รู้สึกราวกับ ซุน เป็นผู้เชี่ยวชาญที่แตกฉาน ผ่านการเกี้ยวพาสตรีมานับร้อยนับพัน
ลั่วชิงเหอ ผงกศีรษะระรัว ดวงตาฉายแววเลื่อมใส เวลานี้มองดูแล้วหมดสิ้นรัศมีดุร้ายที่แผ่ซ่านรอบกายไปอย่างหมดจด ทั้งยังหยิบเอาสมุดเปล่าทำการจดบันทึกข้อมูล เพื่อนำไปศึกษาต่อภายหลังเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้มีความรู้สึกอับอายใด ๆ ที่จะเรียนรู้… แรกเริ่มเดิมที ซุน และ ลั่วชิงเหอ ต่างก็อยู่ในช่วงวัยเดียวกันอยู่แล้ว การจะเอ่ยเรียกศิษย์พี่ศิษย์น้องสลับกัน จึงไม่นับเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรนัก
ลั่วชิงเหอ ยังเป็นเช่นนี้ ไม่ต่างกล่าวถึงหมู่ศิษย์สำนักสายลมประจิมคนอื่น ๆ ซึ่งในเวลานี้ศิษย์ที่เคยภาคภูมิใจในทักษะการเกี้ยวพาหญิงงาม เชื่อมั่นว่าตนไม่เป็นรองใคร บัดนี้ยังต้องมองมายัง แมวสวรรค์ ด้วยสายตาที่ยอมสยบศิโรราบ เก็บคอก้มต่ำ ไม่กล้าเรียกตนว่าเหนือชั้น…
สมญานามแห่ง แมวสวรรค์ ได้สร้างตำนานที่น่าครั่นคร้ามขึ้นมาอีกบทหนึ่ง…
ช่วงเวลาหลายชั่วยามค่อย ๆ ผ่านเลยไป หลายคนเริ่มที่จะเตรียมพร้อมในการขึ้นสู่หอคอย… บ้างก็ตระเตรียมโอสถ บ้างก็ตระเตรียมทรัพยากร บ้างก็ทบทวนเคล็ดวิชาบ่มเพาะที่ศึกษามา หวังว่าเมื่อเข้าไปถึงจะได้ใช้เวลาตลอดสามวันอย่างคุ้มค่าที่สุด…
พยัคฆ์วาตะ ในเวลานี้นิ่งสงบเผยแววตาล้ำลึกมองขึ้นไปยังยอดหอคอย ทั้งที่ไม่น่าจะมองเห็นอะไรได้จากตำแหน่งนี้ด้วยซ้ำ ราวกับจิตใจได้จมจ่อมไปถึงยอดปลายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นี่เป็นโอกาสที่ พยัคฆ์วาตะ เฝ้ารอมาโดยตลอด และหากพลาดพลั้งไปก็ไม่สามารถแก้ตัวได้อีก...
ซุน สัมผัสได้ถึงความวิตกกังวล ทั้งยังครุ่นคิดตามภาพเหตุการณ์ในความทรงจำของ พยัคฆ์วาตะ ที่ได้รับมาก่อนหน้านี้ เมื่อนำมารวมกับประวัติที่เคยถูกบันทึกเอาไว้ จึงเต็มไปด้วยคำถามมากมายในหัว ด้วยความใคร่รู้อันเป็นนิสัย อดไม่ได้ที่จะเข้าไปเอ่ยถามตรง ๆ
“ท่านพยัคฆ์วาตะ… ท่านบอกว่าตัวท่านเองเป็นเศษเสี้ยวจิตวิญญาณของ เทพหู่(ขาล) หนึ่งในเทพนักษัตรยุคแรกเริ่ม ทว่าข้าพยายามสืบหาข้อมูลจากในตำรามากมายแล้ว ก็ยังไม่พบเจอข้อมูลใด ๆ ของ เทพนักษัตร ว่าคืออะไรกันแน่… ไม่ทราบว่าท่านพอจะอธิบายให้กระจ่างชัดได้หรือไม่?!”
พยัคฆ์วาตะ หันมองมายัง ซุน ด้วยความเอ็นดู ทั้งตอนนี้ยังเพิ่งจะเป็นช่วงหัวค่ำ เหลือเวลาอีกหลายชั่วยามกว่าที่ประตูวาสนาจะเปิดออก ดังนั้นก็พยักหน้าตอบรับเบา ๆ เอ่ยเนิบนาบเมื่อนึกถึงห้วงอดีตนับล้านปี…
“เรื่องราวนั้นเริ่มต้นมาจาก เทพเทวะ ผู้ครอบครองบัลลังก์สุริยะแห่งนี้ ทั้งยังเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวที่ดำรงอยู่บนสุริยะ 4 ดวงดาว… เมื่อ 7 ล้านปีก่อน เทพเทวะได้สร้างสิ่งมีชีวิตยุคแรกเริ่มขึ้นมา 12 ตน ซึ่งสิ่งมีชีวิตยุคแรกเริ่มนั้นก็คือ เทพนักษัตร…
เทพสู่(ชวด) เทพหนิว(ฉลู) เทพหู่(ขาล) เทพทู่(เถาะ) เทพหลง(มะโรง) เทพเสอ(มะเส็ง) เทพหม่า(มะเมีย) เทพหยาง(มะแม) เทพโหว(วอก) เทพจี(ระกา) เทพโก่ว(จอ) และ เทพจู(กุน) ทั้งหมดคือ เทพนักษัตรทั้ง 12 ตน ที่เรียกได้ว่ามีอำนาจเป็นรองเพียง เทพเทวะ ผู้สร้างเท่านั้น…
หลังจากที่ได้สร้าง เทพนักษัตรทั้ง 12 ตน ขึ้นมาแล้ว เทพเทวะ ก็ค่อย ๆ สร้างสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ขึ้นมาในภายหลัง จนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตมากมายทั่วทั้งสุริยะ 4 ดวงดาว ซึ่งพลังในการสรรสร้างทั้งหมดล้วนมาจากพลังของแห่งบัลลังก์สุริยะที่ เทพเทวะ มีไว้ในครอบครอง…
เรื่องราวหลังจากนั้น เจ้าก็ค่อย ๆ หาคำตอบกับตนเองก็แล้วกัน เพราะยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย ที่แม้แต่ตัวข้าเองก็ไม่กล้ากล่าวว่ารู้เรื่องจริงแท้ทั้งหมด… ข้านั้นจะขอเล่าเพียงแค่ความเป็นมาในส่วนของ เทพหู่(ขาล) ให้เจ้าฟัง…
เทพหู่(ขาล) แม้จะเป็นหนึ่งในเทพนักษัตรที่แข็งแกร่งที่สุด มีพลังการต่อสู้เป็นรองแค่เพียง เทพหลง(มะโรง) เท่านั้น แต่นั่นก็มิได้แปลว่า เทพหู่(ขาล) จะมีชีวิตที่เป็นอมตะ สามารถดำรงอยู่ในอายุขัยได้แค่ราว 3-4 แสนปี
ซึ่ง เทพหู่ นั่นมีทักษะเฉพาะตัวอย่างหนึ่ง นั่นคือ [สายลมแห่งโชคชะตา] ทำให้ เทพหู่ สามารถที่จะมองเห็นชะตากรรม รวมไปถึงอนาคตบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับตนเองได้ และเมื่อได้ทราบความจริงอันโหดร้ายที่ว่า ทุกสรรพชีวิตในสุริยะ 4 ดวงดาว ล้วนแล้วแต่ถูก เทพเทวะ กำหนดชะตากรรมเอาไว้ ให้เดินตามความต้องการของ เทพเทวะ
ด้วยเหตุผลนี้ทำให้ เทพหู่ ซึ่งเกลียดชังการถูกกำหนดควบคุม จึงเกิดความบาดหมางกับ เทพเทวะ ผู้ให้กำเนิด และบีบคั้นให้ เทพเทวะ ลบล้างชะตากรรมของตนเองที่ถูกกำหนดเอาไว้ ให้หายไปจากดินแดนแห่งชะตากรรมของ เทพเทวะ… มิเช่นนั้น เทพหู่ จะนำเรื่องราวที่ เทพเทวะ กำหนดชะตากรรมของทุกชีวิต ไปบอกกับพี่น้องเทพนักษัตรตนอื่น ๆ
เทพเทวะ ไม่มีทางเลือกจึงต้องจำยอมทำตามความต้องการของ เทพหู่… นับจากวันนั้นเป็นต้นมา เทพหู่ ที่รู้สึกว่าถูกหักหลังโดยผู้ให้กำเนิด ก็ไม่เข้าไปสุงสิงกับผู้ใดอีก แม้แต่พี่น้องเทพนักษัตรก็ยังไม่คลุกคลีด้วย แยกตัวเป็นอิสระดังสายลมที่ไม่แน่นิ่ง…
ในภายหลัง เทพหู่ ได้แยกจิตวิญญาณบางส่วนของตนเองออกมา ซึ่งนั่นก็คือตัวข้า… เพื่อให้ข้าแยกออกไปสืบค้นเรื่องราวว่า เทพเทวะ วางแผนอะไรไว้กันแน่ ถึงได้ควบคุมชะตากรรมของทุกสรรพชีวิตเอาไว้ในกำมือเช่นนี้… เป็นเวลาหลายล้านปีที่จิตวิญญาณของข้าแอบซ่อนตัว โดยอาศัยพลังอนันต์ในสุสานของ เทพเทวะ จึงไม่แตกดับ และได้มาสิงสู่ในร่างสัตว์อสูรเทียมจนเป็น พยัคฆ์วาตะ ในตอนนี้
ทว่าหลังจากรู้ความจริงทุกสิ่งทุกอย่าง ในการสงครามแห่งดวงดาวครั้งสุดท้ายพร้อม ๆ กับ เล้งซาน... ข้าก็พยายามตามหา จิตวิญญาณหลักของ เทพหู่ แต่ด้วยความต่างของระยะเวลาหลายล้านปี อีกทั้งอายุขัยของ เทพหู่ ก็น่าจะดับสูญไปแล้ว ข้าจึงไม่อาจตามหาจิตวิญญาณหลักของ เทพหู่ ได้พบ ทว่าก็ยังมีเบาะแสอยู่อย่างหนึ่งที่อาจเกี่ยวข้อง…
นั่นก็คือ ราชันย์พยัคฆ์ขาว ที่อาศัยอยู่ในหอคอย…
ข้าและ เล้งซาน เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน ได้พยายามที่เข้าไปพบ ราชันย์พยัคฆ์ขาว บนหอคอย แต่สุดท้ายก็ถูกปฏิเสธ ซึ่งด้วยอำนาจผู้ครอบครองหอคอย ตัวข้าและ เล้งซาน ในเวลานั้นแม้พื้นฐานลมปราณจะแข็งแกร่งกว่า ราชันย์พยัคฆ์ขาว แต่ก็ยังไม่อาจต้านทานพลังของผู้ครอบครองหอคอยได้…
ราชันย์พยัคฆ์ขาว ใช้สิทธิ์แห่งผู้ครอบครอง ใช้พลังจากตัวหอคอยผลักดันให้ตัวข้าและ เล้งซาน ออกมาจากหอคอยในทุกครั้งที่เข้าไป มิอาจขึ้นไปบนยอดหอคอยได้สำเร็จ ซึ่งนั่นก็คือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น…” พยัคฆ์วาตะ กล่าวพร้อมแววตาที่เศร้าอาดูร
ซุน อึ้งงันไปในทันที แม้จะมีความทรงจำบางส่วนอยู่ในห้วงสำนักแล้ว แต่ก็ไม่ปะติดปะต่อชัดเจนมากพอให้ได้ข้อสรุป เมื่อได้รับการเล่าขานจากปากของ พยัคฆ์วาตะ เช่นนี้จึงทำให้เข้าใจอะไรขึ้นได้อีกหลายขั้น
“ราชันย์พยัคฆ์ขาว ในหอคอย มิใช่จิตวิญญาณหลักของ เทพหู่ หรอกหรือ?!” ซุน เอ่ยถามด้วยความใคร่รู้
“อืม…ไม่ใช่แน่นอน เรื่องนี้แม้แต่ เทพจี(ระกา) ผู้ครอบครองหอคอยหงสาเพลิง ก็ยืนยันเช่นกัน ว่า ราชันย์พยัคฆ์ขาว ที่แม้จะมีกลิ่นอายของ เทพหู่ แฝงอยู่ แต่ก็ยังมิใช่จิตวิญญาณหลักของ เทพหู่ ส่วนเรื่องที่ ราชันย์พยัคฆ์ขาว มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับ เทพหู่ นั้น ข้าจะต้องหาคำตอบให้ได้ในการเดินทางครั้งนี้ เพื่อที่ข้าจะได้เข้าสู่นิพพานได้อย่างหมดห่วงกังวล…” พยัคฆ์วาตะ กล่าวขึ้นแน่นหนักดุจคำสัตย์สาบาน
ซุน ได้แต่รับฟัง และวิเคราะห์ตามสิ่งที่รับรู้มา แน่นอนว่าความจริงส่วนมากล้วนไม่ได้รับคำตอบ มีเพียงแค่การคาดคะเนไปยังทิศทางต่าง ๆ นานา ว่าราชันย์พยัคฆ์ขาวบนหอคอย อาจจะเป็นทายาทของ เทพหู่ จริง ๆ อย่างที่หลายฝ่ายคิดเอาไว้ แต่ก็น่าแปลกที่หากเป็นเช่นนั้น ไยราชันย์พยัคฆ์ขาวจึงต้องกีดกันมิให้ เล้งซาน และ พยัคฆ์วาตะ เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนขึ้นไปพบเจอที่ยอดหอคอย?!
นี่คือสิ่งที่ยังคงเป็นปริศนาสำคัญ และครั้งนี้พยัคฆ์วาตะก็พร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้รับคำตอบที่แน่ชัดเหล่านั้น… ขณะที่ พยัคฆ์วาตะ และ ซุน กำลังพูดคุยร่วมกัน ทั้งสองมิได้รับรู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่ง ได้ใช้อำนาจของผู้ครอบครองหอคอย เหลือบมองลงมาจากเบื้องบน
ดวงตาสีเขียวมรกต ที่แทบไม่แตกต่างไปจากดวงตาของ พยัคฆ์วาตะ กำลังเพ่งมองมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย มันคือสายตาที่ทั้งเด็ดเดี่ยว เศร้าหมอง และมีความหวัง เสียงอื้ออึงแว่วดังออกมา จากนั้นก็เกิดปรากฏการณ์บางอย่างที่ทุกคนคาดไม่ถึง…
หอคอยขนาดมหึมา เกิดการสั่นไหว!!
แผ่นดินโดยรอบถึงกับสะท้านสะเทือนตามไปด้วย พื้นที่เมืองหลวงทั้งหมดรวมไปถึงรัศมีหลายร้อนลี้ถูกโยกคลอนด้วยอำนาจบางอย่าง ทั้งยังมองเห็นรอยแตกระแหงบนแผ่นดินที่ลุกลามต่อเนื่อง เสียงกรีดร้องตกใจดังขึ้นรอบทิศทางจากความตกใจ แม้แต่หมู่ศิษย์จากทั้งสองสำนักก็ยังเผยแววตาหวาดกลัวออกมา
เหล่าผู้อาวุโส พากันขมวดคิ้วมุ่นสับสนในเหตุการณ์นี้…
“กะ…เกิดอะไรขึ้น!! แผ่นดินไหวงั้นหรือ!!”
การสั่นไหวไม่มีทีท่าว่าจะลดน้อยลง ก่อนจะมีเสียงคำรามของพยัคฆ์ที่ดังกังวานจนสะท้านสะเทือนไปแปดด้านสิบทิศ เมฆชั้นฟ้าแม้จะเป็นช่วงหัวค่ำก็ยังมองเห็นว่าเกิดการแตกขยายตัวโดยมียอดหอคอยเป็นจุดศูนย์กลาง เสียงคำรามในครั้งนี้ แทบไม่ต่างอะไรกับเมื่อ 4 วันก่อน ในตอนที่ พยัคฆ์วาตะ แสดงพลังออกมา มันคือเสียงแห่งราชันย์สัตว์อสูรอย่างไม่ต้องสงสัย…
พยัคฆ์วาตะ ใจเต้นระส่ำ ลุกยืนขึ้นแหงนมองไปยังยอดหอคอย…
“มะ…มันกำลังเรียกหาข้า!! ราชันย์พยัคฆ์ขาว ต้องการพบเจอข้า!!”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เผยสีหน้าตกตะลึง
“ตะ…ตอนนี้เนี่ยนะ!!”
พยัคฆ์วาตะ เผยสีหน้าเคร่งขรึม มองตรงมายัง ซุน…
“เด็กน้อย… ดูท่าว่าข้าคงรอขึ้นไปพร้อมกับเจ้าไม่ได้แล้ว ข้าต้องเข้าไปในตอนนี้…”
ซุน ใบหน้าบิดงอทันที…
“ตะ…แต่ท่านรับปาก จะช่วยให้ข้าพิชิตหอคอย?!”
พยัคฆ์วาตะ พยักหน้าตอบรับ…
“แน่นอนว่าข้าไม่ลืม… ไม่ว่ายังไงข้าก็จะช่วยเหลือเจ้า แต่ข้าจะเข้าไปรอที่ด้านในหอคอย เพื่อพบเจอกับ ราชันย์พยัคฆ์ขาว เสียก่อน... เจ้าคงต้องพยายามปีนหอคอยด้วยตนเองในช่วงแรก พยายามปีนขึ้นไปให้ได้ไกลที่สุด หลังจากที่ข้าพูดคุยกับราชันย์พยัคฆ์ขาวแล้ว ข้าจะรีบกลับลงมาหาเจ้า ข้าให้สัญญา…”
สิ้นประโยคนี้ พยัคฆ์วาตะ ก็ถูกโอบล้อมด้วยสายลมสีเขียว ก่อนจะพุ่งทะยานหายเข้าไปในประตูหอคอยชั้นล่างสุด!! ซุน เบิกตาโพรงด้วยความอึ้งงัน ยังไม่ทันที่ตนจะกล่าวใด ๆ ออกไปด้วยซ้ำ ก็คล้ายว่า พยัคฆ์วาตะ จะเต็มไปด้วยความรีบร้อน
ยังเหลือเวลาอีกเกือบ 3 ชั่วยาม กว่าที่ประตูวาสนาจะเปิดออก ต่อให้ ซุน อยากตามเข้าไปด้วยมากเพียงใดก็คงมิอาจกระทำ เนื่องจากการเข้าไปภายในหอคอยโดยไม่ผ่านประตูวาสนา ทำได้แค่เฉพาะสัตว์อสูรเท่านั้น มนุษย์ต้องพบเจอกับแรงกดดันจากหอคอยจึงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้…
หลังจาก ซุน สูดลมหายใจเฮือกใหญ่
ก็ส่งเสียงโหยหวนออกมาอย่างช่วยไม่ได้…
“บ้าเอ้ย!! สุดท้ายข้าก็ต้องปีนหอคอยขึ้นไปเองหรือเนี่ย!!”