อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 192 สู่สนามรบด้วยโทสะ
ตอนที่ 192
การลงมือของ เฒ่าชีเปลือย ทั้งเด็ดขาดและเฉียบคมอย่างถึงที่สุด ไม่หลงเหลือโอกาสใด ๆ ให้ เย่ต้าเฟิง ได้มีโอกาสแม้ความคิดที่จะหลบหนี ใบหน้าของ เฒ่าชีเปลือย ถึงจะยังเรียบเฉยเย็นชา แต่ก็สัมผัสได้ถึงรัศมีที่อ่อนกำลังลงมาบางส่วน
เวลานี้ ดวงวิญญาณของ เย่ต้าเฟิง กลายเป็นดวงไฟในมือของ เฒ่าชีเปลือย… ศพร่างก็ยังสมบูรณ์สามารถนำกลับไปหลอมให้มีประสิทธิภาพได้ ถือว่าเป็นทรัพยากรที่แม้ไม่ถึงขั้นล้ำค่า แต่ก็ไม่จัดว่าย่ำแย่นัก… ซุน จิตใจสั่นไหวอย่างช่วยไม่ได้ในทุก ๆ ครั้งที่เห็น เฒ่าชีเปลือย ลงมือ ล้วนเป็นสิ่งที่ดูอัศจรรย์ราวกับฉีกกฎเกณฑ์สามัญไปไกลโข…
แต่ก็ใช่ว่ามันจะไร้เทียมทาน โดยไร้ขอบเขต...
เฒ่าชีเปลือย เหลือบมองมายัง ซุน ด้วยสายตานิ่งสงบ...
“เจ้าเด็กบ้า…ช่วงหลัง ๆ มานี้ ดูเหมือนเจ้าจะหวังพึ่งพาข้ามากเกินไปหน่อยแล้ว ดังนั้นคงถึงเวลาแล้วที่ข้าจะบอกขีดจำกัดให้เจ้าได้รับรู้ เพื่อที่เจ้าจะได้ตระหนักและมองเห็นขอบเขตที่ข้าจะสามารถจัดการได้ มิใช่หวังพึ่งพาตัวข้าไปตลอด…
ประการแรกเลย เจ้าจงจำให้มั่นว่าในทุก ๆ ครั้งที่ข้าใช้อาคมออกมา ตบะพลังวิญญาณของข้าจะลดต่ำลงเรื่อย ๆ จากขอบเขตสูงสุด และเวลาที่ข้าต้องใช้สั่งสมตบะที่สูญเสียไปนั้น ก็มากมายกว่าอายุขัยของเจ้าหลายสิบรอบ ตัวข้าในเวลานี้เรียกได้ว่าอ่อนแอกว่าเมื่อหลายปีก่อนอยู่หลายขั้นทั้งหมดก็เพราะเจ้า… ซึ่งข้าก็มีเป้าหมายเป็นของตนเองเช่นกัน ย่อมไม่อยากอ่อนแอมากไปกว่านี้ ที่ข้ายอมช่วยเหลือเจ้าก็เพราะข้ายังคาดหวังว่าเจ้าจะช่วยเหลือข้าในอนาคตเช่นเดียวกัน…
ประกายที่สอง ขีดจำกัดสูงสุดที่ข้าจะสามารถรับมือกับศัตรูให้เจ้าได้ จากตบะพลังวิญญาณของข้าในตอนนี้ และศพหุ่นเชิดร่างนี้ เต็มที่ก็น่าจะสูสีได้กับระดับจักรพรรดิขั้นต้น ชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นที่ 7 เท่านั้น!!
หากศัตรูเจ้าอ่อนแอกว่าระดับที่กล่าวมาและเป็นสถานการณ์ฉุกเฉิน ข้าก็อาจจะยอมสละซึ่งตบะบางส่วนเพื่อช่วยเหลือเจ้าได้… แต่หากศัตรูมีความแข็งแกร่งที่เทียบเท่าหรือมากไปกว่านั้น ก็อยากให้เจ้าสำเหนียกไว้เลยว่า มันเกินกำลังของข้าไปแล้ว เพราะข้ามีเพียงตบะพลังวิญญาณ ไม่ได้มีพื้นฐานพลังลมปราณเฉกเช่นยามที่ข้ามีชีวิตอยู่…
หากอยากให้ข้าช่วยเหลือเจ้าได้มากไปกว่านี้ อย่างเร็วที่สุดคือเจ้าต้องหลอมศพหุ่นเชิด ให้เกินไปกว่าระดับ 5 หรือไม่ก็หาวิธีสร้างร่างภาชนะที่สมบูรณ์แบบให้กับข้าขึ้นมาเสียเลย เพื่อที่ข้าจะได้ดึงเอาพลังลมปราณออกมาใช้ร่วมกับตบะพลังวิญญาณได้
และอีกวิธีที่ง่ายกว่านั้น… เจ้าจงแข็งแกร่งขึ้น และหวังพึ่งพาตนเองให้มากกว่านี้!! ตราบเท่าที่เจ้ายังคาดหวังในพลังของผู้อื่น เจ้าก็ไม่มีทางเติบใหญ่และทะยานข้ามประตูมังกร!! ไม่มีสิ่งใดจะภาคภูมิใจไปกว่าชัยชนะที่ได้มาจากพลังของตนเอง
แม้ว่าข้าจะเลือกเจ้า หรือแม้ว่าข้าจะชื่นชอบอะไรบางอย่างในตัวเจ้าก็ตามแต่ ทว่าสุดท้ายไม่วันใดวันหนึ่งข้าก็ต้องจากเจ้าไป แม้จะต้องการหรือไม่ต้องการก็ตามที จดจำสิ่งเหล่านี้ไว้ให้มั่น สิ่งที่ข้าอยากจะบอกเจ้าก็มีเพียงเท่านี้…”
ซุน ถึงกับยืนแน่นิ่งด้วยความอึ้งงัน สัมผัสได้ว่านี่คือคำพูดจริงจังและแน่นหนักอย่างที่สุดของ เฒ่าชีเปลือย เท่าที่เคยกล่าวกับตนมาตลอด 3 ปีที่อยู่ร่วมกัน นี่มิใช่คำพูดล้อเล่นหรืออวดโอ้อย่างที่ผ่าน ๆ มา
สุดท้าย ซุน จึงทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับ…
“เข้าใจแล้ว ข้าจะจดจำทุกคำให้มั่น และจะรีบแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุด…”
เฒ่าชีเปลือย พยักหน้าตอบรับหนัก ๆ คราหนึ่ง ก่อนจะทอดถอนวิญญาณออกจากร่างของ เกาทงหลิน โดยที่ครั้งนี้ ซุน ไม่ต้องบังคับใด ๆ จากนั้นก็หายกลับเข้าไปในแผ่นป้ายสะกดวิญญาณเพื่อฟื้นฟูตบะที่สูญเสียเมื่อครู่…
ซุน ยืนแน่นิ่ง ถ้อยวาจาของ เฒ่าชีเปลือย ได้กระทบกระเทือนจิตใจของ ซุน อยู่ไม่น้อย… ไม่สามารถปฏิเสธได้เลย ว่าที่ผ่าน ๆ มา ซุน กล้าที่จะเผชิญหน้ากับความเสี่ยงนานัปการ ทั้งหมดล้วนมีอิทธิพลมาจากที่ เฒ่าชีเปลือย ยังอยู่ข้างกาย นึกไม่ออกเลยว่าเมื่อวันใดที่ เฒ่าชีเปลือย หายไปจริง ๆ ตนนั้นจะเป็นเช่นไร ยังจะมีความกล้าเฉกเช่นทุกวันนี้อยู่อีกหรือไม่…
ซุน ถอนหายใจหนัก ๆ คราหนึ่ง ก่อนจะดึงเอาวิญญาณยอดฝีมือทั้งหมดกลับมา เก็บศพหลอมทั้งหมด รวมไปถึง ศพของ เย่ต้าเฟิง… ในส่วนของดวงวิญญาณนั้น ก็มอบหมายให้ จูเยี่ย เป็นผู้จัดการกำราบเฉกเช่นทุกครา อีกไม่นาน เย่ต้าเฟิง ก็คงกลายเป็นวิญญาณบริวารของ ซุน มิต่างกับวิญญาณดวงอื่น ๆ
“ไม่รู้ว่าป่านนี้ ทุกคนจะเป็นยังไงบ้างนะ…” ซุน หันมองไปยังทิศทางของขบวนศิษย์สีหน้าเป็นกังวล หยิบเอาสุราฟื้นฟูมากระดกดื่มอยู่หลายคำ ก่อนจะระเบิดวิชาตัวเบาเต็มกำลัง พุ่งทะยานกลับไปดุจประกายแสงสีเขียว
………………………………………..
สนามรบ ฝั่งขบวนศิษย์หลัก…
ตูม! ตูม! ตูม!
เสียงปะทะกังวานดังกัมปนาท เกิดหลุมทรายขนาดใหญ่สามวงแบ่งแยกชัดเจน ในการต่อสู้จากทั้งสามตำแหน่งที่ใกล้เคียงกัน สองในสามแน่นอนว่าเป็นตำแหน่งสองผู้ปกป้องขบวน และสองหัวหน้าหน่วยลับ ความรุนแรงจึงไม่ต้องประเมินคาดเดา…
แต่อีกตำแหน่งคือการต่อสู้ของหมู่ศิษย์ที่เวลานี้มีศพของผู้เยาว์กว่า 7 ศพเข้าไปแล้ว ทั้งยังมีอีกนับสิบคนที่อาการบาดเจ็บรุนแรง โดยที่ฝ่ายยอดฝีมือกลุ่มมังกรทอง ล้มตายไป 2 คน ยังเหลืออีก 4 คนที่กัดฟันยืนหยัดดังสัตว์ร้ายบ้าคลั่ง ไม่ยินยอมรับความตายโดยเปล่าประโยชน์ ในใจยังคาดหวังให้ผู้นำสักคนเอาชนะศึกได้ และย้อนกลับมามาช่วยเหลือพวกตน…
เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ เวลานี้ก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย แต่ทั้งคู่ก็เปี่ยมไปด้วยรัศมีผู้นำ รู้ดีว่าหากคนทั้งสองถดถอยลงไป ขวัญและกำลังใจของคนอื่น ๆ ย่อมถดถอยตามลงไปด้วย ตลอดการปะทะ ลั่วชิงเหอ คำรามเสียงเรียกขวัญอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ปลุกเร้าความฮึกเหิมจนถึงตอนนี้ แม้จะต้องก้าวข้ามซากศพสหายร่วมสำนักในบางส่วน แต่ก็ยังดีกว่าสูญเสียทุกคนไปในสนามรบ
คนที่เหลือย่อมรู้ดีว่าหากพ่ายแพ้ นั่นหมายถึงความตายที่รออยู่ ดังนั้นทุกคนจึงไม่คิดที่จะเก็บกักความสามารถ ระเบิดทุกสิ่งอย่างไม่ว่าจะเป็นอาวุธหรือโอสถลับออกมา เพื่อให้ผ่านวิกฤตร้ายแรงในครั้งนี้ไปให้ได้…
เจี่ยโย่วเทียน ร่ายรำเพลงกระบี่ประสานคู่กับ ซวงฉวี่ ยามนี้ปลดปล่อยทักษะระดับเฉพาะก่อเกิดปราณกระบี่เทพหมาป่าที่โอบล้อมด้วยพฤกษาขนาดยักษ์ ฉีกร่างหนึ่งในสมุนของ ฉุยป๋อ เรือนกายบนและล่างแยกออกจากกัน
ทว่าสมุนผู้นั้นกลับไม่ยินยอมตายไปแต่โดยดี กัดฟันกรอดดึงพลังเฮือกสุดท้าย ระเบิดทักษะลับทำลายวิญญาณและร่างกายตนเอง เพื่อเปลี่ยนให้เป็นระเบิดกัปนาท เสียงตูมตามดังขึ้นคราหนึ่ง หมู่ศิษย์หลายสิบคนในละแวก รวมไปถึง เจี่ยโย่วเทียน และ ซวงฉวี่ กระจัดกระจายไปคนละทิศทาง สำรอกเลือดสดออกมาในทันที…
“อ๊ากกกก!!”
การระเบิดในครั้งนี้ทำให้กำลังหลักที่ค่ำชูขบวนรบ ระส่ำระสายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง หลายคนร่างจมไปกับทรายสีเลือด แม้ไม่ตายก็ไม่อาจลุกยืนได้ไหว… สถานการณ์เอนเอียงไปในทิศทางของฝ่ายศัตรู ที่ยังเหลือถึง 3 คน และทั้งสามคนนี้ ก็คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาลูกสมุน ขอบเขตลมปรานชนชั้นสีเหลืองขั้นที่ 2 ทั้งหมด
ลั่วชิงเหอ บัดนี้เสมือนเสาหลักเพียงลำพัง กวาดตามองไปรอบด้านก็เห็นแต่พี่น้องร่วมสำนัก ในสภาพย่ำแย่ ทว่าด้วยความเหี้ยมหาญของเจ้าตัว จิตใจไม่มีสั่นคลอนหรือยอมแพ้ ระเบิดปราณวายุอัคคีแผดเผาชั้นบรรยากาศรอบด้าน สร้างกำแพงไฟป้องกันสหายที่บาดเจ็บทั้งหมดเอาไว้ยังด้านหลัง
ยามนี้หลงเหลือคนที่ยังยืนหยัดเพียงแค่ 10 คนเท่านั้น… ซึ่งสองคนในจำนวนนั้นยังเป็น ฉีลู่ชิง และ เตียซวงซวง ที่เวลานี้ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความอับจนหนทาง…
สีหน้าของศัตรูที่แม้จะบาดเจ็บหนัก แต่ก็เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นว่าจะต้องได้รับชัยชนะในท้ายที่สุด… ลั่วชิงเหอ หันมองไปยังคนอื่น ๆ ที่เหลือ ก็ได้แต่กำหมัดแนบแน่น คนอื่น ๆ ก็รู้สึกย่ำแย่มิต่าง และท่ามกลางความสิ้นหวังของหมู่ศิษย์ทุกคนนั้นเอง ก็ได้เผยให้เห็นสายลมสีเขียวระลอกฝ่าทะลวงผ่านพายุทรายที่บดบังทัศนวิสัย ห้อตะบึงมาด้วยความเกรี้ยวกราด…
“ใครมันบังอาจทำร้ายพี่น้องร่วมสำนักของข้า!!” เสียงคำรามที่เดือดดาลก้องกังวานขึ้น
“!!!!!!!!!” ทุกคนเบิกตากว้าง หันมองตามเสียงนั้น จวบจนได้เห็นเงาร่างที่คุ้นตา
“ซุน!!” ฉีลู่ชิง เป็นคนแรกที่ร้องตะโกนทั้งน้ำตา คนอื่น ๆ ต่างก็พากันใจเต้นระส่ำ รู้สึกราวกับได้เห็นแสงแห่งความหวัง… ลั่วชิงเหอ มีรอยยิ้มน้อยปรากฏขึ้นเช่นกัน เอ่ยเนิบนาบแผ่วเบารู้สึกโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก “ข้าคิดไว้แล้ว ว่าเจ้าจะต้องรอดกลับมาได้”
ดวงตาของ ซุน แดงฉานจากเส้นเลือดฝอยในดวงตาที่แตกออก... ชายหนุ่มนั้นสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดและมองเห็นอณูวิญญาณของสหายที่ตายไปก่อนหน้านี้วนเวียนอยู่รอบ ๆ ตั้งแต่ที่ยังมาไม่ถึงสนามรบแห่งนี้ด้วยซ้ำ… ทั้งภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าตอนนี้ ก็ยิ่งทำให้ ซุน มีโทสะลุกโชนอย่างถึงที่สุด แม้ศิษย์พี่ศิษย์น้องในสำนักเหล่านี้ มักจะนินทาว่าร้าย ซุน อยู่เป็นประจำ ทว่าทั้งหมดต่างก็เป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น
อย่างไรความสัมพันธ์ของศิษย์ร่วมสำนัก ก็ยังมีความแน่นแฟ้นกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว ยามเกิดเรื่องร้ายแรงทุกคนต่างก็พร้อมที่จะต่อสู้เพื่อสหายร่วมสำนักอย่างสุดกำลัง ไม่เว้นแม้แต่ตัวของ ซุน เอง
เวลานี้กระบี่แยกสมุทรในมือขวา กระบี่ดำราชวงศ์ในมือซ้าย ทั้งยังมีกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ที่บินวนรอบกาย ทำการทรงร่างสมิงขาวโดยไม่ลังเล นั่นจึงทำให้ ซุน แผ่พลานุภาพสยบออกมาอย่างมหาศาล พุ่งเข้าประหัตถ์ประหารสามยอดฝีมือกลุ่มมังกรทองด้วยความองอาจดุจพยัคฆ์กระโจน
ความแข็งแกร่งของ ซุน กล่าวได้ว่าในตอนนี้ เหนือล้ำยิ่งกว่า เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ไปอีกขั้นแล้ว ดังนั้นเมื่อกระบี่ทั้งสามเล่มเปล่งอานุภาพ จึงสะท้านฟ้าสะเทือนดิน แม้แต่ทักษะเฉพาะอย่าง วังวนกระบี่ไร้สิ้นสุด ยังสามารถูกดึงออกมาใช้อย่างต่อเนื่อง มิต่างกระบวนท่าสามัญ
สามยอดฝีมือหากไม่บาดเจ็บอะไร ก็คงพอที่จะต่อกรกับ ซุน ในเวลานี้ได้อยู่บ้าง ทว่าด้วยสภาพร่างกายในปัจจุบัน ไหนเลยที่จะต่อต้านเพลงกระบี่ที่บ้าคลั่ง สำคัญกว่าคือทั้งสามคนตระหนักได้ทันที ว่าหาก ซุน สามารถกลับมาได้เพียงลำพังเช่นนี้ เย่ต้าเฟิง ย่อมถูกกำจัดสิ้นไปแล้ว
เพียงแค่คิดถึงเรื่องนี้ จึงทำให้สามยอดฝีมือเกิดความหวาดหวั่นต่อ ซุน อย่างถึงที่สุด ไม่ว่าจะใช้วิธีการใดก็ตามที แต่การที่ผู้เยาว์คนหนึ่งสามารถสังหารยอดฝีมือ ที่ขาดเพียงครึ่งก้าวจะบรรลุชนชั้นลมปราณสีส้มได้นั้น คือเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาอย่างถึงที่สุด
ซุน ประยุกต์การใช้กระบี่พร้อมกันหลายเล่มมาจาก วิถีแห่งกระบี่คู่ ของ ซางกวานเฉิน(ตอนที่ 147) เมื่อเห็นถึงความร้ายกาจของวิถีกระบี่นี้แล้ว ซุน จึงได้ฝึกฝนมาสักระยะหนึ่ง แต่ยังไม่เคยมีโอกาสนำมาใช้ต่อสู้จริง ๆ และเวลานี้ก็เป็นเวลาที่ไม่ควรเก็บงำความสามารถใด ๆ
เพียงแค่ 10 กระบวนท่า ซุน ก็สามารถใช้กระบี่ดำราชวงศ์ ผ่าร่างของหนึ่งในสามยอดฝีมือ แยกออกเป็นสองท่อนอย่างโหดเหี้ยม… ความดุร้ายก็ยังไม่ลดต่ำลง ควบคุมจิตวิญญาณแห่งกระบี่ทองไร้เอกลักษณ์ ปักเสียบไปยังกลางทรวงอกของยอดฝีมือคนที่สองได้ในไม่กี่อึดใจต่อมา…
ยอดฝีมือคนสุดท้ายแม้จะเป็นอิสตรี ลูกสมุนของ หวางเย่หลิง… แต่ ซุน ก็มิได้เผยความลังเลหรือลดทอนความโหดเหี้ยมใด ๆ อาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายกำลังตกอยู่ในความหวาดกลัว ตวัดกระบี่แยกสมุทร สะบั้นศีรษะของสตรีผู้นั้นจนหลุดจากบ่า… จบชีวิตของสามยอดฝีมือชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นต้นได้ในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ที่ตนได้มาถึง…