อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 193 ปรากฏการณ์สะพานแขวน
ตอนที่ 193
กำแพงเปลวเพลิงของ ลั่วชิงเหอ ค่อย ๆ มอดดับลง ทำให้กลุ่มขบวนศิษย์ที่ได้รับบาดเจ็บจนมิอาจต่อสู้ได้ก่อนหน้านี้ จึงได้มองเห็นภาพเหตุการณ์ในปัจจุบัน… เงาร่างของ ซุน ดุจมัจจุราชที่แผ่ไอสังหารรุนแรงออกมา โดยมีซากศพของยอดฝีมือฝ่ายศัตรูทั้งสามที่กองอยู่แทบเท้า แม้จะเขย่าคลอนจิตใจให้กับผู้พบเห็น แต่ในขณะเดียวกับก็เปี่ยมไปด้วยรัศมีแห่งความหวังที่เจิดจรัส
เจี่ยเทียนโย่ว ที่เวลานี้บาดเจ็บรุนแรง ยังมองไปยัง ซุน ด้วยแววตาแห่งความเลื่อมใส ภายในใจลึก ๆ ต้องยอมรับว่าเวลานี้ ซุน ได้ก้าวนำตนเองไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว… ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ ที่ก่อนหน้านี้ยังปักใจมั่น ว่าความแข็งแกร่งของ ซุน แม้จะเป็นที่ประจักษ์ แต่ก็น่าจะเบียดเสียดกับพวกตนไม่ทิ้งห่างกันนัก
ทว่ายามนี้เมื่อสถานการณ์วิกฤตเป็นตายมาเยือน พลังแฝงที่ ซุน เก็บงำเอาไว้ ซึ่งไม่เคยเปิดเผยในเวลาประลองก็ได้สาดส่องออกมา ถึงแม้ทั้งคู่จะไม่อยากยอมรับ แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธต่อความเป็นจริง…
ศิษย์คนอื่น ๆ ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึง ทุกคนรู้สึกยอมรับในตัว ซุน ตั้งแต่ที่ชายหนุ่ม อาสาเป็นตัวล่อยอดฝีมือระดับผู้นำของศัตรูไปเพียงลำพังแล้ว เกือบทั้งหมดเชื่อว่า ซุน คงไม่มีโอกาสรอดชีวิตกลับมาได้ จึงทำให้มีหลายคนมีความศรัทธาในตัวของ ซุน ตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว… และเมื่อเห็น ซุน กลับมาได้สำเร็จ ความศรัทธาจึงมากขึ้นเป็นทบทวี
ไม่ทันที่ทุกคนจะเอ่ยคำขอบคุณใด… ซุน ที่ยามนี้อยู่ในช่วงที่เปล่งประกายมากที่สุด ก็ไม่คิดที่จะหยุดมือแค่สมรภูมิในส่วนนี้ เพราะยังเหลืออีกสองสนามรบที่กำลังขับเคี่ยวอย่างรุนแรง และมีอิทธิพลอย่างมากในผลลัพธ์การต่อสู้… ดวงตาของ ซุน จึงเผยความเหี้ยมหาญ หลังจากทำการเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณของสามยอดฝีมือที่ตายไป ก็กระตุ้นการเรียกขานบางอย่างด้วยสายตาไปยัง เฝิงน้อย…
ด้าน เฝิงน้อย เมื่อรับรู้ความคิดของผู้เป็นนาย ก็พลันกู้ร้องพร้อมบินทะยานตรงเข้ามารับ ซุน เอาไว้และมุ่งหน้าไปสู่สนามรบแห่งถัดไป… ขบวนศิษย์เบื้องล่างได้แต่เฝ้ามองด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง ยากที่จะอธิบายความรู้สึกอันแรงกล้า หลังผ่านพ้นความเป็นความตายแล้วสามารถรอดชีวิต...
เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ และ ซวงฉวี่ จึงกลับสู่ภาวะปกติ สั่งการให้ทุกคนรีบรักษาตัวโดยเร็ว โชคดีที่ศิษย์สำนักบุปผาประจิมโดยมากจะฝึกฝนปราณบุปผาเป็นพื้นฐาน ซึ่งมีพลังแห่งพฤกษาในการฟื้นฟูเป็นเลิศ แม้หลายคนจะบาดเจ็บสาหัสก็ยังพอที่จะประคับประคองชีวิตเอาไว้ได้… รวมไปถึงเก็บกู้ศพของสหายร่วมสำนักที่ได้สละชีพในสนามรบทั้งหมด กลับไปประกอบพิธีอย่างสมเกียรติ เมื่อถึงเวลาที่สามารถกลับออกไปจากหอคอยได้…
ซุน พุ่งทะยานไปยังสนามรบของ หยวนอิงเล่อ และ หวางเย่หลิง เป็นอันดับแรก เหตุก็เพราะขบวนศิษย์ในเวลานี้ เสียหายหนักมาก มีคนเจ็บจำนวนนับไม่ถ้วน ต้องการความสามารถในการรักษาเหนือสิ่งอื่นใด… และแน่นอนว่าผู้ที่มีพลังในการรักษาและฟื้นฟูมากที่สุดในขบวนนี้ ก็คงหนีไม่พ้น หยวนอิงเล่อ ยอดฝีมือชนชั้นผู้ฝึกสอนของสำนักบุปผาประจิม…
เมื่อเข้ามาใกล้สนามรบของหญิงสาวทั้งสอง อันเป็นหลุมทรายที่ลึกลงไป ใบหน้าของ ซุน ก็ถึงกับเปลี่ยนสี… ชั้นบรรยากาศรอบรัศมีการต่อสู้ ถูกครอบคลุมด้วยหมอกหนาทึบ บดบังทัศนวิสัยภายในหลุมทรายขนาดใหญ่นั้น และยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของพิษร้ายแรง!! แม้ว่า ซุน จะมิใช่ผู้เชี่ยวชาญในด้านปราณพิษ ทว่าก็มิได้ตื้นเขินจนไม่อาจแยกแยะ อย่างไรเสีย ซุน ก็ผ่านการศึกษาสุราแห่งหยิน ที่มีฤทธิ์คล้ายกับสุราอันเป็นพิษมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน…
“ภายในรัศมีต่อสู้ มีทั้งพิษของสัตว์อสูรแมลง และพิษของบุปผา ที่กำลังหักล้างสะกดข่มกันอยู่ ดูท่าพวกนางทั้งสองคนจะเชี่ยวชาญในด้านนี้กันทั้งคู่งั้นสินะ ช่างน่ากลัวยิ่งนัก…” ซุน เอ่ยพึมพำขึ้น แม้ว่า ซุน จะไม่มีทักษะการใช้พิษ ทว่าสำหรับการต้านพิษนั้นใช่ว่าจะไม่มี
สิ่งแรกที่กระทำ ซุน ได้ทำการกระดกสุราสลายพิษให้ไหลเวียนอยู่ในโลหิต ทั้งยังพ่นสุราใส่เรือนกายและอาภรณ์จนชุ่มโชก… จากนั้นก็โคจรปราณวายุสร้างเกราะสายลมที่หมุนวนรอบกาย ป้องกันมิให้หมอกพิษในชั้นบรรยากาศเข้ามาใกล้ได้ ทั้งสองขั้นตอนที่ทำขึ้นมา แทบจะสลายพิษที่จะเข้าถึงตัว ซุน ได้กว่า 9 ใน 10 ส่วนแล้ว พิษเจือจางในส่วนที่เหลือก็ไม่นับเป็นปัญหาในการใช้ปราณคุ้มกัน…
เมื่อมั่นใจแล้ว ซุน ก็ให้ เฝิงน้อย บินวนขึ้นไปอยู่เหนือหมอกพิษนอกรัศมีปกคลุม จากนั้นตนก็โดดลงมาจากระยะความสูงหลายสิบจั้งลงสู่หลุมทราย ดวงตาแฝงเร้นด้วยจิตคุกคาม ฝ่าทะลุหมอกพิษจากด้านบน โดยไม่หวั่นเกรงต่อผลกระทบใด ๆ
ภายในหลุมทรายหมอกพิษ… หยวนอิงเล่อ และ หวางเย่หลิง ในเวลาการต่อสู้ก็ใกล้จะทราบผลเต็มที เพราะหลังผ่านการต่อสู้ห้ำหั่นมาสักระยะ ทั้งสองคนก็เริ่มที่จะมองเห็นจุดอ่อนของอีกฝ่ายได้บ้างแล้ว… แม้พื้นฐานความแข็งแกร่งของทั้งสองคนจะเท่าเทียมกันก็จริง ทั้งในด้านเคล็ดวิชา หยวนอิงเล่อ ออกจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ ทว่านางกลับเสียเปรียบในด้านของประสบการณ์…
พลังในการสังหารของ หวางเย่หลิง เหนือชั้นกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทุกการโจมตีของนางล้วนเป็นการโจมตีเข้าสู่จุดตาย ทั้งยังเฉียบคมเป็นอย่างมาก เพราะนางคลุกคลีมากับองค์กรใต้ดินที่มุ่งเน้นการสังหารเป็นหลัก ไหนเลยที่ หยวนอิงเล่อ ที่คุ้นชินกับการประลองบนเวที และเป็นฝ่ายสนับสนุนเสียมากกว่า จะมีประสบการณ์ด้านสังหารเปรียบวัดกับ หวางเย่หลิง ได้…
“ตาย!!” หวางเย่หลิง แค่นเสียงใบหน้าดุร้าย ปลดปล่อยทักษะเกิดเป็นลูกศรพิษพวยพุ่งออกมาหลายสิบสาย ทั้งพิษเหล่านี้ยังเป็นพิษสยบพฤกษา อันเป็นจุดอ่อนสำหรับ หยวนอิงเล่อ อีกด้วย…
ใบหน้าของ หยวนอิงเล่อ ขาวซีดในทันที นางกัดฟันสร้างกำแพงพฤกษาให้ผุดขึ้นมากลางหลุมทะเลทราย แต่ดูเหมือนว่า เมื่อสัมผัสถึงกลิ่นอายของลูกศรพิษเหล่านี้ กำแพงพฤกษาก็แทบจะเหี่ยวเฉาลงในทันที สุดท้ายกำแพงพฤกษาที่เหี่ยวก็มิอาจขวางกั้นกระบวนท่าสังหารอันทรงพลังนี้ได้ พุ่งตรงเข้าหา หยวนอิงเล่อ…
หวางเย่หลิง แสยะยิ้มชั่วร้ายออกมา…
“ข้าละเกลียดหญิงสาวที่เกิดมาพร้อมความงดงามเป็นที่สุด!! พวกเจ้าไม่เคยต้องเผชิญกับเรื่องเลวร้ายเฉกเช่นที่ข้าได้พบเจอ!! ไม่เคยที่จะต้องแสวงหาความงามเฉกเช่นที่ข้าได้ทำ!! ก่อนเจ้าจะตายข้า จะกรีดใบหน้าของเจ้าให้ไม่เหลือชิ้นดี!!”
หยวนอิงเล่อ ไม่เหลือพลังลมปราณมากพอจะป้องกัน ลูกศรพิษ ที่น่ากลัวเหล่านี้ นอกจากมันจะเต็มไปด้วยพิษร้ายสยบพฤกษาทั้งมวลแล้ว ยังเปี่ยมไปด้วยพลังในการทะลุทะลวงถึงขีดสุด… นางถึงกับปลดปลงอนิจจัง ได้แต่เฝ้ามองลูกศรสีดำจำนวนมากที่พุ่งเข้ามา ดวงตาไร้ประกายแห่งความหวัง…
“อย่าสิ้นหวัง!!” เสียงตะโกนหนึ่งก้องดังมาจากท้องฟ้า แน่นอนว่าเวลานี้พื้นที่ปกคลุมไปด้วยหมอกพิษ ทัศนวิสัยจึงย่ำแย่ เมื่อเงยหน้าขึ้นจึงมองเห็นเพียงเงาตะคุ่มค่อย ๆ ขยายตัว ชั่วพริบตานั้นเอง ขวานสีแดงขนาดใหญ่ก็หมุนควงแหวกม่านหมอกพิษ ใบมีดจากขวานมหึมานั้นได้ตรงเข้าสกัดกั้น ลูกศรพิษสีดำเอาไว้ได้ทั้งหมด ดุจดั่งโล่ปราการโลหะขนาดย่อม
“ใครกัน!!” หวางเย่หลิง ตวาดเสียงขึ้น เมื่อถูกขัดขวางชัยชนะ ที่นางแทบจะจับคว้าไว้ได้แล้ว
ก่อนที่หมอกพิษหนาทึบ จะเริ่มถูกกระแสลมกรรโชกพัดพาให้กระจายตัวออกไป เงาร่างของชายหนุ่มที่ใบหน้าดุดันกระโดดลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบน... เสียง ตูม ดังขึ้นจากการร่วงหล่น แต่เพราะเบื้องล่างเป็นพื้นทราย ผนวกกับร่างกายที่แข็งแกร่งจึงไม่ได้รับผลอะไรในการตกลงมาครั้งนี้
ซุน ค่อย ๆ ยืนขึ้นเบื้องหน้า กระแสลมที่หมุนวนยังคงโอบล้อมเรือนกาย จนทำให้เส้นผมและอาภรณ์โบกสะบัดปลิวไสว มองดูแล้วสง่างามเป็นอย่างมาก... แม้แต่ หยวนอิงเล่อ ที่ปกติใบหน้าเย็นชายิ่งกว่า ฉีลูชิง เสียอีก เวลานี้นางยังปรากฏอากัปกิริยาที่ตื่นตะลึงอย่างช่วยไม่ได้ เพราะนางเพิ่งจะถูกช่วยเอาไว้โดยชายหนุ่มเยาว์วัยตรงหน้าผู้นี้
“ผู้ฝึกสอนหยวน… ปลอดภัยดีงั้นสินะ…” ซุน เอ่ยถามโดยไม่เหลียวมอง นางที่เห็นเพียงแผ่นหลังที่สง่างาม ยังอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงระเรื่อขึ้นมา ก่อนนางจะพยักหน้าเบา ๆ และเอ่ยขานตอบรับ “ก็เกือบไปเช่นเดียวกัน… ว่าแต่ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?!”
ซุน เบือนหน้าเอียงคอมายังด้านหลัง หันมาส่งยิ้มน้อย ๆ ทำเอาหญิงสาวที่อายุมากกว่า ซุน ร่วมสิบปี ยังอดที่จะจิตใจเต้นระส่ำขึ้นมามิได้ คล้ายเป็นปรากฎการณ์สะพานแขวน ที่ทำให้หญิงสาวคนหนึ่งรู้สึกลุ่มหลงชายหนุ่มในสภาวะที่ตื่นเต้นคับขัน…
“หากสามารถที่จะกระทำได้… ยังมีบุรุษใดกัน ยอมปล่อยให้หญิงสาวเผชิญหน้ากับอันตราย ท่ามกลางทะเลทรายและหมอกพิษเช่นนี้… เมื่อจัดการเรื่องราวในทางอื่นเสร็จสิ้น ข้าจึงรีบรุดหน้ามาช่วยท่านอย่างไร…”
ตึก! ตึก! ตึก!
นี่คือเสียงหัวใจของสตรีวัย 30 ปี ที่เต้นโครมคราม… นางอึ้งงันไป ไม่รู้จะเอ่ยตอบอันใด ถึงแม้ว่ามองอย่างไร ถ้อยประโยคเหล่านี้ของ ซุน ก็คล้ายเป็นการพูดให้นางผ่อนปรนความตึงเครียดเสียมากกว่า โดยที่ ซุน มิได้มีเจตนาของการเกี้ยวพาราสี… แต่ถึงเป็นอย่างนั้นนางก็ยังอดที่จะหวั่นไหวมิได้อยู่ดี
หวางเย่หลิง ที่เห็นเป้าหมายของภารกิจครั้งนี้ จู่ ๆ ก็โผล่ออกมาร่วมเข้าร่วมศึก แต่กลับไม่อาจสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของ ตาแก่วิปลาส เย่ต้าเฟิง ก็ทำให้นางเบิกตากว้าง เผยความสับสนอย่างถึงที่สุด นางนั้นดูคล้ายจะมีความประหลาดใจมากยิ่งกว่า หยวนอิงเล่อ เสียอีก...
“ทะ…ทำไมเจ้าถึง!! อย่าบอกนะว่าตาแก่วิปลาสนั่น จะเสียท่าให้กับเจ้า!!”
ซุน เปลี่ยนสีหน้าทันที เมื่อหันมองไปยัง ศัตรู…
“ต้องให้ข้านำศพของมัน ออกมาแสดงให้เจ้าดูหรือไม่เล่า?!”
“!!!!!!!!!!!!” แววตาของ หวางเย่หลิง เผยถึงความไม่อยากจะเชื่อออกมา นางคิดว่าต้องมีบางอย่างผิดพลาดแน่ ๆ ไม่มีทางที่ยอดฝีมือระดับ เย่ต้าเฟิง จะเสียท่าให้กับ ซุน ในการเผชิญหน้าตัวต่อตัวได้ นางรีบกวาดมองไปรอบ ๆ หวั่นเกรงว่า ซุน จะมียอดฝีมือระดับสูงติดตามมาด้วย ทว่านางก็ไม่พบเงาร่าง หรือกลิ่นอายของผู้ใดแม้สักคนเดียว
ระหว่างที่ ศัตรู กำลังสับสนอยู่นั้นเอง ซุน ก็ได้แอบกล่าวกระซิบแผ่วเบา ไปยัง หยวนอิงเล่อ เพื่อนัดแนะแผนการรบ...
“ท่านผู้ฝึกสอนหยวน… พื้นฐานลมปราณของข้ายังต่ำต้อยนัก แม้จะมากพอให้เผชิญหน้ากับชนชั้นลมปราณสีเหลือขั้นต้น แต่ยังห่างขั้นกับชนชั้นลมปราณสีเหลือขั้นสูงอยู่มากโข ดังนั้นพลังของข้าคงไม่อาจทะลวงปราณคุ้มกันเพื่อเล่นงานศัตรูได้
ทว่า…ข้านั่นมีทักษะอยู่หลายอย่างเพื่อช่วยสนับสนุนตัวท่านในการต่อสู้ครั้งนี้ได้ ดังนั้นตัวท่านคงต้องเป็นผู้ลงมือเผด็จศึกด้วยตนเอง และให้ข้าเป็นผู้สนับสนุน ตกลงตามนี้ดีหรือไม่?!”
หยวนอิงเล่อ นิ่งเงียบไป สายตาของนางเหมือนจะไม่พึงพอใจในอะไรบางอย่าง ทำให้ ซุน งุนงงเล็กน้อย จึงเอ่ยถามนางออกไปตรง ๆ “ท่านผู้ฝึกสอนหยวน ท่านมีอะไรไม่พอใจกับแผนการนี้งั้นหรือ?!”
นาง พ่นลมหายใจออกเบา ๆ ดวงตามีประกายทรงเสน่ห์ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน...
“เรื่องแผนการของเจ้า ข้านั้นเห็นพ้องด้วยทุกประการ... แต่เจ้าอย่าได้เรียกข้าว่าผู้ฝึกสอนหยวนอีกเลย ฟังดูคล้ายจะเป็นการแบ่งชนชั้นระหว่างกันเกินไป… หลังจากนี้ให้เรียกข้าว่า แม่นางหยวน ก็พอแล้ว…”
……………………………………………….