อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 196 จบศึกชั้นที่ 13
ตอนที่ 196
“จงออกมา… นาคามณีมรกต!!”
สิ้นเสียงนั้นเอง ดวงวิญญาณสัตว์เทพก็โผล่ออกมาจากแผ่นหลังของ ซุน ส่งเสียงคำรามก้องดังดุจราชันย์ สั่นสะท้านไปยังดวงวิญญาณทั้งหมดในรอบรัศมี อีกทั้งขนาดตัวของนาคาน้อยตนนี้ ยังใหญ่โตมากกว่าคราวก่อนที่เคยนำออกมาเสียอีก(ตอนที่ 115) เพราะนาคาน้อยตนนี้กลืนกินตบะและดวงวิญญาณเป็นอาหาร ภายใต้ตบะที่สูงขึ้นตามพื้นฐานลมปราณของ ซุน มันย่อมเติบโตขึ้นมาด้วย
อีกทั้งก่อนหน้านี้ ดวงวิญญาณสมาชิกตระกูลเกา ที่ปฏิเสธการอยู่ใต้อาณัติของ ซุน ก็ถูกดับทำลายด้วยการนำมาเป็นอาหารเพื่อเลี้ยงดูวิญญาณสัตว์เทพนาคาน้อยตนนี้เช่นเดียวกัน ทำให้มันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา
ปากขนาดใหญ่ของนาคราชถูกเปิดออก ก่อนจะงับกลืนดวงวิญญาณอาฆาตตนหนึ่งที่โชคร้ายพวยพุ่งเข้ามา ส่งผลให้มันแตกดับกลายเป็นอณูในคำ ๆ เดียว ทั้งนาคาน้อยยังสูดกลืนอณูวิญญาณเหล่านั้นเข้าไปในปากอย่างรวดเร็วดุจอาหารว่างอันโอชะ… จากนั้นวิญญาณอาฆาตดวงอื่น ๆ ที่พุ่งติดตามเข้ามา ก็มีชะตากรรมมิต่างกับดวงวิญญาณตนแรก เพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจเข้าออก วิญญาณอาฆาตหลายสิบดวงของ ฉุยป๋อ ก็เหลือเพียงไม่ถึงครึ่ง!!
ฉุยป๋อ ถึงกับอ้าปากค้าง…
“บัดซบ!! ดวงวิญญาณสัตว์เทพ งั้นหรือ!!”
เมื่อรับมือกับวิญญาณอาฆาตได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ทางด้าน วิญญาณอสูรแดง ที่กำลังพุ่งตรงมานั้น ซุน ก็มิได้มีความหวั่นเกรงเช่นเดียวกัน… หากอีกฝ่ายเป็นยอดฝีมือหรือสัตว์อสูรขนาดใหญ่เช่นนี้ ซุน ก็คงจะรู้สึกเหมือนพบเจอวิกฤต แต่พออีกฝ่ายเป็นดวงวิญญาณ แม้จะแข็งแกร่งมากมายเพียงใด ซุน ที่สุงสิงอยู่กับ เฒ่าชีเปลือย มาตลอดหลายปี ย่อมมองวิญญาณเหล่านั้นกระจ้อยร่อยเป็นอย่างยิ่ง…
นับตั้งแต่ที่ก้าวเข้ามาในดินแดนแห่งยุทธภพ ซุน ก็มุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนลมปราณเป็นหลัก ส่วนคาถาไสยเวทย์ที่เคยร่ำเรียนเคี่ยวกรำมาจากโลกก่อน แม้จะถูกหยิบนำออกมาใช้บ้างประปราย แต่ก็เป็นเพียงส่วนที่น้อยนิด อาคมไสยเวทย์ส่วนมากไม่อาจนำออกมาใช้ได้เพราะพื้นฐานของโลกทั้งสองแห่งนั้นแตกต่างกัน…
สิ่งเหล่านั้นถึงจะไม่มีเวลามานั่งทบทวน แต่ก็ฝังรากลึกลงไปยังจิตวิญญาณ อีกทั้ง ซุน ยังพยายามอย่างมากในการประยุกต์ใช้ให้ได้รูปแบบที่เหมาะสมสำหรับโลกแห่งนี้ ฉะนั้นแล้วเมื่อได้มีโอกาสเผชิญหน้ากับ ภูตผีดวงวิญญาณ มีหรือที่ ซุน จะกริ่งเกรง!! อักขระไสยเวทย์มากมายปรากฏหมุนวนรอบกาย ทั้งยังสาดส่องรัศมีธรรมดุจแสงตะวัน
เงาร่างของ เบญจสารสัตว์ ที่ด้านหลังผุดออกมาอย่างต่อเนื่อง เผยให้เห็นถึงดวงวิญญาณแห่งสัตว์ร้ายที่ตบะแก่กล้าตนอื่น ๆ สมิงขาว พญาวานร กระทิงเผือก และ เทพอาชา นอกเหนือจาก นาคาน้อย ที่รับหน้าที่ปกป้อง ซุน แล้ว วิญญาณสัตว์ร้ายที่ตบะแก่กล้าทั้งสี่ตน ก็พุ่งทะยานเป็นเงาร่างออกมา ส่งเสียงคำรามประสานที่กึกก้องฟ้าดิน
ชายหนุ่มมีแววตาดุร้าย ก่อนจะวาดมือออกไปเบื้องหน้า…
“เบญจสารสัตว์… ดับทำลายวิญญาณอสูรตนนั้น!!”
วิญญาณสัตว์ร้ายตบะแก่กล้าทั้งสี่ตน เมื่อได้รับคำสั่งดวงตาก็ฉายประกายขึ้น ก่อนจะพวยพุ่งเข้าฉีกกระชากร่างมหึมาของ วิญญาณอสูรแดง ตนดังกล่าว เกิดเป็นการต่อสู้โรมรันพันตู ของสัตว์ร้ายทั้งสี่และเปรตนรกตนหนึ่ง
ฉุยป๋อ ที่เห็นเช่นนั้น ร่างก็พลันสั่นเยือกขึ้นมา ไม่คิดเลยว่า ซุน จะเป็นผู้ใช้อาคมและดวงวิญญาณเช่นเดียวกับตน ทั้งยังคล้ายว่าจะเป็นผู้ใช้ดวงวิญญาณของสัตว์ร้ายและสัตว์เทพเป็นหลัก ซึ่งนี่ถือเป็นความน่าตื่นตะลึงอย่างถึงที่สุดในยุทธภพแห่งนี้
ในยุทธภพ มีผู้ใช้ดวงวิญญาณและศาสตร์แห่งความตายอยู่ไม่น้อย ถึงแม้ว่ายอดฝีมือในด้านนี้เกือบทั้งหมด ล้วนเป็นคนขององค์กรใต้ดินก็ตามที เนื่องจากเป็นศาสตร์ที่น่ากลัวและข้องเกี่ยวกับความเป็นความตาย จนทำให้ศาสตร์วิชานี้ถูกต่อต้านจากขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ในยุทธภพ
ทว่าผู้ใช้ศาสตร์นี้ทั้งหมด ล้วนแล้วแต่ใช้ดวงวิญญาณอาฆาตของมนุษย์ หรือไม่ก็ดวงวิญญาณที่แปรเปลี่ยนจากวิญญาณอาฆาตไปเป็นดวงวิญญาณอสูรเป็นทรัพยากรหลักในกำลังรบทั้งสิ้น ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่ ฉุยป๋อ เคยพบเห็นว่าใช้ดวงวิญญาณของสัตว์อสูรหรือสัตว์เทพเป็นพลังรบ เพราะมันเป็นทรัพยากรที่ยากเกินกว่าจะเสาะหาหรือครอบครองได้…
และซึ่งแน่นอนว่า… ดวงวิญญาณของสัตว์อสูรหรือสัตว์เทพ ย่อมแข็งแกร่งยิ่งกว่าดวงวิญญาณของมนุษย์หลายเท่า!! จากความหยาบกระด้างของดวงวิญญาณ ที่แทบไม่มีโอกาสจะสลายกลายเป็นอณูวิญญาณได้ ข้อเสียมีเพียงแค่พวกมันโดยมากมักจะมีความดุร้ายและบ้าคลั่ง จนยากต่อการควบคุมเท่านั้นเอง…
“นี่มันบ้าไปแล้ว…” ฉุยป๋อ อดไม่ได้ที่จะตื่นตระหนก อีกทั้งจิตวิญญาณแห่งศาสตราทั้งสาม ที่ถาโถมกระหน่ำเข้ามาไม่หยุดหย่อน ก็ยังแทบไม่เปิดช่องว่างให้ ฉุยป๋อ ได้มีเวลาขบคิด กริชอาคมในมือก็เสียหายอย่างต่อเนื่องภายใต้การปะทะ
เสียงคำรามของวิญญาณสัตว์ร้ายทั้งสี่ก้องกังวาน แต่ละตนล้วนมีพลังในการต่อสู้ที่สูงล้ำและแตกต่างกันออกไป… สมิงขาวใช้คมเขี้ยวขย้ำฉีกกระชาก พญาวานรใช้ความเร็วและกงเล็บจู่โจมใบหน้าและจุดอ่อนต่าง ๆ เทพอาชาดีดเท้าด้วยพลังทำลายมหาศาล และกระทิงเผือดก็พุ่งชนด้วยความรุนแรง ทั้งสี่ตนผสานเล่นงานจนวิญญาณอสูรแดงอยู่ในวังวนที่ตกเป็นรอง… ทางด้านวิญญาณอาฆาตที่ล่องลอยเข้ามา ก็พลันถูกนาคาน้อยที่ลำตัวครึ่งหนึ่งติดอยู่บนแผ่นหลังของ ซุน คอยขย้ำกลืนกินรอบทิศและรัศมี ทั้งบางครั้งยังพ่นพิษวิญญาณเข้าเล่นงาน จนวิญญาณอาฆาตบางส่วนแตกดับจากระยะที่ห่างไกลไม่ทันได้เข้าถึงตัว…
เรียกได้ว่าสิ่งชั่วร้าย ฉุยป๋อ ที่ส่งออกไปเล่นงาน ซุน ทั้งหมด ไม่อาจทำอันตรายอันใดต่อ ซุน ได้เลย… ตรงกันข้ามกลับถูก ซุน เล่นงานอยู่ฝ่ายเดียว จนแตกดับและกลายเป็นอาหารอันโอชะของ นาคาน้อย ไปอีกด้วย… กลับเป็น ซุน ที่เพ่งสมาธิไปยังการควบคุมจิตวิญญาณแห่งศาสตราทั้งสาม เพื่อสลับเล่นงาน ฉุยป๋อ เป็นระวิง เป็นรูปแบบกลยุทธ์ที่บดขยี้เพียงฝ่ายเดียวอย่างแท้จริง!!
ฉุยป๋อ เดือดดาลถึงขีดสุด ทั้งที่ปกติตนเองเป็นผู้ใช้กลยุทธ์เช่นนี้มาเสมอ ครานี้กลับถูกกลยุทธ์เดียวกันย้อมกลับ ทั้งยังมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่าเป็นล้นพ้น โดยที่ ซุน แทบไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงใด ๆ
“สารเลวเอ้ย!! เจ้ามันสารเลว!! แน่จริงก็ลงมาเจอกับข้าสิ!!” เสียงตวาดคำรามของ ฉุยป๋อ ดังก้องไปแปดทิศสิบด้าน ทุกคำล้วนแฝงไว้ด้วยความเจ็บใจอย่างถึงที่สุด… แต่ในด้านของ ซุน กลับแสร้งหูทวนลมผิวปากเป็นทำนอง บางครั้งยังยกสุรากระดกดื่ม ใช้มือข้างเดียวขยับไปมาควบคุมจิตวิญญาณแห่งศาสตราทั้งสาม ไม่ทุกข์ร้อนใด ๆ ในคำพูดที่ด่าทอมาสักนิดเดียว…
“ก็อย่างที่เจ้าเคยว่ามานั่นแหละนะ… วาจาเหล่านั้นมันไม่ได้ทำให้ข้ารู้สึกเจ็บหรือคันแม้แต่นิดเดียว อยากให้ข้าลงไปด้านล่างงั้นหรือ?! ให้ลงไปหาบิดาเจ้าหรือไง?!”
ฉุยป๋อ ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งคำรามออกมาได้ด้วยเดือดดาล ฟาดฟันกริชอาคมอย่างบ้าคลั่งปะทะกับ จิตวิญญาณแห่งศาสตราทั้งสามที่พวยพุ่งดุจดาวตกสามสี ที่แม้จะถูกผลักดันหลังการปะทะอยู่หลายครั้ง แต่ความเร็วและความรุนแรงก็มิได้ถูกลดทอดลงสักนิดเดียว ราวกับจิตวิญญาณแห่งศาสตราเหล่านี้มีเอกเทศในการเคลื่อนไหวเป็นของตนเอง ขอแค่เพียง ซุน แบ่งปันลมปราณเป็นแหล่งพลังงานในการขับเคลื่อนออกมาเท่านั้น…
จวบจนกระทั่ง เมื่อเกิดเสียงดัง เกร้ง! คราหนึ่ง กริชอาคม ในมือของ ฉุยป๋อ ก็แตกหักในทันที อาคมตลอดคมมีดถูกดับแสงรัศมีลงทั้งหมด เหล่าดวงวิญญาณอาฆาตยามนี้เหลือจำนวนอีกไม่มากแล้ว จากที่ทุกตนกำลังโหยหวนและหวาดกลัวต่อการเข้าเล่นงาน ซุน ที่ถูกปกป้องโดยนาคาน้อย
เวลานี้ดวงวิญญาณอาฆาตทั้งหมดเหล่านั้น จู่ ๆ ก็หยุดชะงัก ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวเดือดดาล หันมองกลับไปยังทิศทางของ ฉุยป๋อ ซึ่งเวลานี้ กริชอาคม ที่สร้างพันธะควบคุมดวงวิญญาณได้พังทลายลงแล้ว ทุกตนย่อมสัมผัสได้ถึงอิสรภาพที่ถวิลหา ภายใต้ความทุกข์ทรมานที่เผชิญมาเนิ่นนาน...
และสิ่งแรกที่วิญญาณอาฆาตทุกดวงคิดเหมือนกัน…
นั่นคือการแก้แค้น!!
นอกจาก ฉุยป๋อ จะเป็นผู้สังหารชีวิตชาวบ้านที่บริสุทธิ์เหล่านี้ ยังควบคุมดวงวิญญาณของทุกคนเอาไว้ใต้อาณัติอีกด้วย ซึ่งมันแตกต่างไปจากวิธีการของ ซุน ที่จะไม่สังหารเพื่อล่าดวงวิญญาณของผู้บริสุทธิ์ แต่จะสังหารเฉพาะศัตรูของตนเองเพียงเท่านั้น…
ดังนั้นเมื่อวิญญาณอาฆาตทั้งหมด หลุดจากการควบคุม ก็ราวกับสุนัขที่โซ่ขาดพวยพุ่งย้อนกลับมาเล่นงาน ฉุยป๋อ เป็นอันดับแรก!! หรือแม้แต่ วิญญาณอสูรแดง ที่เวลานี้เกือบจะสิ้นราบลงแล้วจากพลังของวิญญาณสัตว์ร้ายทั้งสี่ แต่พอหลุดจากการควบคุม ก็คำรามเสียงโหยหวนออกมาและแหวกเปิดประตูมิติกลับคืนสู่นรกภูมิ ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้อีกต่อไป…
ฉุยป๋อ ถูกดวงวิญญาณที่ตนเคยควบคุมย้อมกลับมาเล่นงานอย่างหนัก วิญญาณอาฆาตเหล่านั้นผ่านทะลุร่างซ้ำไปซ้ำมาจนจิตวิญญาณของ ฉุยป๋อ บอบช้ำ แทบจะคลุ้มคลั่งเสียสติ นี่คือผลของอาคมที่ย้อมกลับ… แม้แต่ ซุน เองก็ยังมีโอกาสที่จะเป็นเช่นนี้ได้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ ซุน เลือกที่จะไม่ใช้ความรุนแรงกับดวงวิญญาณใต้อาณัติ และใช้การเลี้ยงดูด้วยตบะยึดมั่นต่อพันธสัญญาที่มีต่อกัน ควบคุมดวงวิญญาณด้วยศรัทธาและความน่าเชื่อถือ…
ขณะที่ ฉุยป๋อ กำลังสติหลุดลอยจากวิญญาณจำนวนมากที่รุมเล่นงาน... จ้าวซือจี๋ ย่อมไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ ตวัดเพลงทวนเสียบแทงเข้ากลางทรวงอก ตั้งท่าว่าจะตวัดฟันร่างให้ขาดเป็นชิ้น ๆ ทว่า ซุน กลับเข้ามาห้ามปรามเอาไว้ โดยให้เหตุผลว่าอยากนำศพของ ฉุยป๋อ กลับไปศึกษาอีกสักเล็กน้อย
แน่นอนว่า จ้าวซือจี๋ มอง ซุน ด้วยความเลื่อมใส ย่อมไม่ปฏิเสธคำร้องขอ เพียงแต่ตรวจสอบว่าอีกฝ่ายตายสนิทแน่นอนแล้ว ก็ปล่อยศพนี้ให้ ซุน เก็บกลับไป… ซึ่ง ซุน เองก็ยิ้มร่าในทันที ศพของยอดฝีมือเช่นนี้ นอกจากจะหลอมยกระดับได้ง่ายแล้ว ยังแข็งแกร่งมากกว่าศพหลอมสามัญอีกด้วย…
จ้าวซือจี๋ แม้จะอยู่ร่วมในการต่อสู้ แต่ก็ใช่ว่าจะมองเห็นทักษะหรือพลังที่ ซุน ได้ใช้ออกมาทั้งหมด เนื่องจาก จ้าวซือจี๋ ไม่มีพื้นฐานที่จะมองเห็นวิญญาณ ถึงแม้จะสามารถมองเห็นดวงวิญญาณอาฆาตที่ ฉุยป๋อ ใช้ออกมาได้ แต่นั่นเป็นเพราะดวงวิญญาณทั้งหมดถูกควบคุมด้วยอาคมที่ผสานลมปราณลงไป รูปลักษณ์จึงปรากฏให้ตาเนื้อสัมผัสถึงกระแสของลมปราณเหล่านั้นได้
แต่สำหรับ เบญจสารสัตว์ทั้ง 5 ตน ที่ ซุน นำออกมาสู้รบนั้น ทั้งหมดล้วนเป็นดวงวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่มีกระแสลมปราณเจือปน จึงเป็นสาเหตุให้ จ้าวซือจี๋ ไม่อาจมองเห็นเป็นรูปลักษณ์ที่ชัดเจน สัมผัสได้เพียงแค่กลุ่มก้อนพลังงานบางอย่าง ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ ซุน เท่านั้น…
ทว่า จ้าวซือจี๋ ก็มิใช่คนซักไซ้หรือคิดเล็กคิดน้อยในความลับด้านพลังของผู้อื่น ให้ความสนใจเพียงแค่ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาเพียงเท่านั้น… และท้ายที่สุดก็คือชัยชนะของทั้งคู่ ซึ่ง จ้าวซือจี๋ ก็ยังตระหนักดีว่าตนคงต้องตายอย่างแน่นอนหากไม่ได้ ซุน เข้ามาช่วยเหลือ ดังนั้นแล้วทรัพยากรทั้งหมดจากแหวนมิติของ ฉุยป๋อ จึงยกให้กับ ซุน ไปอย่างไม่คิดมาก เอ่ยขอบคุณอยู่อีกหลายคำ…
ดวงวิญญาณอาฆาตอีกหลาย ๆ ดวงในเวลานี้ ก็เปรียบเสมือนบ่าวไร้นาย เมื่อถูกดึงออกมาจากวัฏสงสารครั้งหนึ่งแล้ว การจะกลับไปย่อมมิใช่เรื่องง่าย… ดังนั้น ซุน จึงเสนอให้ดวงวิญญาณเหล่านั้นมาอยู่ภายใต้การดูแลของตนอย่างไม่บีบบังคับ แต่ก็จำเป็นต้องอยู่ในขอบเขตพันธสัญญา มิต่างจากวิญญาณดวงอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ ซึ่งทุกตนก็ยินยอมแต่โดยดี…
นั่นเท่ากับว่าในตอนนี้ กองกำลังของกลุ่มมังกรทองทั้งหมด ถูกสังหารจนหมดสิ้นแล้ว… ทั้งยังถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นทรัพยากรของ ซุน อีกด้วย แม้แต่ดวงวิญญาณของสามหัวหน้าหน่วยลับ ในท้ายที่สุดก็ตกอยู่ในกำมือของ ซุน จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด
จบศึกในชั้นที่ 13 นี้อย่างสมบูรณ์
…………………………………………………