อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 197 ทะยานสู่เบื้องบน
ตอนที่ 197
เมื่อการต่อสู้จบลง แน่นอนว่านี่ไม่ใช่สงครามที่ทางขบวนศิษย์ต้องการอยากให้เกิดขึ้น ดังนั้นบรรยากาศหลังจบศึกจึงเต็มไปด้วยการสูญเสียและความเศร้าสลด ชัยชนะที่ได้มิใช่เรื่องน่ายินดีหากเทียบกับความเสียหายที่มหาศาล…
ศิษย์แห่งความภาคภูมิใจของทั้งสองสำนัก 12 คน ต้องตาย เกินครึ่งบาดเจ็บหนัก คนที่เหลือสภาพก็ร่อแร่อย่างยิ่ง จากเป้าหมายที่จะไปสู่ชั้นที่ 50 ให้ได้ทุกคน เวลานี้ไม่หลงเหลืออีกต่อไปแล้ว ยังดีที่กระแสลมปราณภายในหอคอยรุนแรงกว่าปกติหลายเท่า ดังนั้นแม้จะอยู่ในชั้นที่ไม่สูงมากนัก ก็ยังสามารถดูดซับลมปราณได้มากกว่าปกติหลายเท่า…
เวลานี้คนกว่า 20 คน ได้ถอดใจลงแล้วที่จะเดินทางต่อ เลือกที่จะรักษาอาการบาดเจ็บ และดูดซับลมปราณอยู่ภายในชั้นที่ 13 นี้เท่านั้น ไม่เสี่ยงที่จะปีนหอคอยในสภาพที่ร่างกายไม่พร้อม แรงกดดันจากหอคอยเมื่อรวมเข้ากับอาการบาดเจ็บที่สาหัส อาจทำให้หลายตนต้องเอาชีวิตไปทิ้งเสียมากกว่า…
สัตว์อสูรเทียมขนาดใหญ่ของสามหัวหน้าหน่วยที่ตายไป ทั้งจระเข้ยักษ์ แมงป่องยักษ์ หรือเต่ามหึมาขายาว เวลานี้ได้กลายเป็นสินสงครามของขบวนศิษย์หลัก และได้ให้สัตว์อสูรเทียมเหล่านั้นทำหน้าที่ปกป้องคนที่บาดเจ็บ ซึ่งปักหลักในชั้นนี้
อีกทั้ง จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ ยังวางค่ายกลป้องกันเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง ปกธงแสดงสัญลักษณ์ของสองสำนักใหญ่ นำศพที่ไม่เหลือชิ้นดีของศัตรูมาวางกองรวมกันที่ด้านหน้าค่ายกลแสดงแสนยานุภาพเพื่อข่มขู่ ให้ใครก็ตามที่คิดจะลงมือกับศิษย์สองสำนัก ต้องเตรียมใจที่จะกลายเป็นศพเฉกเช่นคนเหล่านี้
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เวลานี้ก็เหลือสมาชิกที่จะไปต่ออีกเพียง 10 คน เท่านั้น… ซึ่งก็คือ จ้าวซือจี๋ หยวนอิงเล่อ สองผู้ฝึกสอนปกป้องขบวน ซุน เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ ซวงฉวี่ เตียซวงซวง ฉีลู่ชิง และศิษย์แห่งความภาคภูมิใจอีกสองคน ทั้งสิบคือผู้ที่พอจะไปต่อได้ไหวหลังได้รับการรักษาฟื้นฟู แต่แน่นอนว่าเป้าหมายหลักที่ตั้งเอาไว้ย่อมลดต่ำลงเหลือเพียงแค่ชั้นที่ 30-40 เท่านั้น
คราวนี้ ซุน ไม่ได้ใช้ เฝิงน้อย เป็นพาหนะอีกแล้ว แต่ใช้สัตว์อสูรเทียมของศิษย์หลักที่ปฏิเสธการไปต่อ ทั้งหมดก็เพราะต้องการจะออมกำลังของ เฝิงน้อย เอาไว้ในชั้นสูง ๆ ด้วยความที่ เฝิงน้อย เป็นสัตว์อสูรแท้ จึงมีป้ายควบคุมอสูรผูกพันธสัญญากับวิญญาณเอาไว้
แม้ในเวลานี้ปกติ ซุน จะปล่อยให้ เฝิงน้อย โผบินอย่างอิสระในเขต 4 ขุนเขา 1 ทะเลสาบของสำนักสายลมประจิม แต่หากจำเป็นก็สามารถดึงเอา เฝิงน้อย เข้ามาพักฟื้นในป้ายควบคุมอสูรได้เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าสัตว์อสูรเทียมไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ต้องลากจูงไปด้วยไม่อาจเก็บซ่อนตัว นี่จึงเป็นความแตกต่างอีกข้อระหว่างสัตว์อสูรพาหนะแท้และเทียม…
อาชาอสูรเทียมที่ ซุน ใช้ในเวลานี้ ก็ไม่ได้แย่นักมีพลังกายและความอึดเป็นเลิศ ผนวกกับ ซุน ที่ไม่มีอาการบาดเจ็บเฉกเช่นคนอื่น ๆ จึงกลายเป็นผู้นำขบวนนี้แทนที่ เจี่ยโย่วเทียน… ด้วยความแม่นยำของการจดจำแผนที่ได้ทั้งหมด ผนวกกับพลังในการสังเกตสังกาอันเป็นเลิศ ซุน จึงนำพาขบวนผ่านมรสุมและภยันตรายในชั้นต่าง ๆ ได้โดยไม่ยากเย็นนัก
จะมีก็แต่แรงกดดันจากหอคอยเท่านั้น ที่เริ่มทำให้ทุกคนอึดอัด คล้ายถูกพันธนาการและถูกกดทับด้วยพลังที่มองไม่เห็นอยู่ตลอดเวลา… ยิ่งร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ต้องกล้ำกลืนฝืนทนในการผ่านแรงกดดันในแต่ละชั้น…
ในชั้นที่ 28 ศิษย์แห่งความภาคภูมิใจสองคน ปฏิเสธที่จะไปต่อ ตัดสินใจหยุดลงเพียงแค่ชั้นนี้ ซึ่ง จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ ก็ทำหน้าที่วางค่ายกลปกป้องทั้งสองคนเช่นเคย… ต่อมาในชั้นที่ 35 เจี่ยโย่วเทียน และ ซวงฉวี่ ที่บาดเจ็บหนักอยู่ก่อนแล้ว ก็ตัดสินใจถอนตัวในที่สุด
โดยมี ฉีลู่ชิง อีกคนที่แม้นางจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมาก แต่ด้านพื้นฐานลมปราณของนางนั้นอ่อนด้อยที่สุด จึงตัดสินใจถอนตัวพร้อมกับ เจี่ยโย่วเทียน และ ซวงฉวี่ เพื่อที่จะดูดซับลมปราณในชั้นนี้ อีกทั้ง เจี่ยโย่วเทียน และ ซวงฉวี่ ยังมอบสัตว์อสูรเทียมระดับผู้นำขบวนให้กับ ซุน และ เตียซวงซวง ที่ยังคิดจะไปต่ออีกด้วย…
ซุน จึงควบหมาป่าอสูร ทะยานไปพร้อมกับจิ้งจอกเพลิงของ ลั่วชิงเหอ เป็นผู้นำขบวนที่ไม่อาจเรียกว่าขบวนได้อีกแล้ว เนื่องด้วยเวลานี้เป็นกลุ่มคนเพียงแค่ 5 คน ที่ใช้สัตว์อสูรเทียมระดับสูงฝ่าทะลวงชั้นต่าง ๆ ในหอคอยอย่างต่อเนื่อง…
เตียซวงซวง ที่แม้จะมีพื้นฐานด้อยกว่าคนอื่น ๆ แต่ดูเหมือนว่านางจะได้รับหยกวิเศษคุ้มกันมาจาก เตียมู่หยง ปู่ของนาง ทำให้นางมีรัศมีคุ้มกันบางอย่างประคับประคองอีกระดับ… ลั่วชิงเหอ มีจิตใจกล้าแกร่งไม่ยอมแพ้ที่คล้ายจะสูงล้ำกว่าพลังกายเสียอีก ไม่ต้องกล่าวถึง จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ ทั้งสองคนมีพื้นฐานลมปราณที่สูงล้ำเป็นอันดับต้น ๆ ภายในหอคอย แต่ถึงกระนั้นก็ยังเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดของทั้งสอง เมื่อเผชิญเข้ากับแรงกดดันของหอคอย…
จุดเชื่อมต่อของหอคอยในแต่ละชั้นนั้น จะมีช่วงที่เรียกว่าโถงพักขนาดใหญ่เป็นจุดเชื่อมต่อ ซึ่งเมื่อเข้ามาถึงปลายทางของชั้น ๆ หนึ่ง จะมีประตูแสงที่เฝ้ารออยู่ พอผ่านทะลุประตูแสงนั้นเข้าไป ทุกคนจะไปปรากฏรวมกันที่โถงพักขนาดใหญ่อันเป็นจุดเชื่อมต่อ โถงพักขนาดใหญ่นั้นเป็นสถานที่ซึ่งไม่มีแรงกดดันจากหอคอยใด ๆ เลย แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไม่มีกระแสลมปราณไหลเวียนให้ดูดซับ ประโยชน์จึงมีเพียงแค่เป็นจุดพัก เพื่อเตรียมพร้อมไปสู่ชั้นถัดไปเท่านั้นเอง…
ทั้งห้าคนในที่สุดก็มาถึงโถงพักขนาดใหญ่ ก่อนจะเข้าสู่ชั้นที่ 50
ทุกคนตัดสินในที่จะหยุดพักกันตรงนี้สักระยะ เนื่องด้วยสภาพร่างกายเต็มไปด้วยความอ่อนล้า แรงกดดันในชั้น 49 ที่ผ่านมา รุนแรงอย่างที่มิอาจนำชั้นก่อน ๆ หน้ามาเทียบเคียงได้ ทั้งยังกระตุ้นอาการบาดเจ็บของ จ้าวซือจี๋ และ หยวนอิงเล่อ อยู่ไม่น้อยเลย จนเกือบจะถอดใจที่จะไปต่อแล้ว
นับตั้งแต่เข้ามาในหอคอยจนถึงตอนนี้ เพิ่งจะผ่านไป 10 ชั่วยาม(20 ชั่วโมง) ซึ่งการเข้าหอคอยมีเวลาจำกัดเพียง 3 วัน ดังนั้นหากแยกย่อยให้ละเอียด จะอยู่ภายในหอคอยได้เพียง 36 ชั่วยาม เท่านั้น ผู้คนโดยมากที่เข้ามาในหอคอย มักจะใช้เวลา 12 ชั่วยามแรก ในการฝ่าทะลวงมายังชั้นสูงที่สุดเท่าที่จะไปถึงได้ จากนั้นจะใช้เวลา 24 ชั่วยามสุดท้ายหลังจากนั้น หยุดพักเพื่อทำการดูดซับ…
อีกทั้งความบ้าคลั่งของหอคอยในเวลานี้ ยังมากกว่าปกติหลายเท่า… สภาพของแต่ละคนหลังผ่านไป 10 ชั่วยาม ราวกับผ่านสมรภูมิเดือดพล่านต่อเนื่อง 10 วัน 10 คืนก็ไม่ปาน แต่ละคนใบหน้าขาวซีด ร่างสั่นเทิ้มจนมองเห็นเส้นที่โลหิตปูดบวม เส้นผมและอาภรณ์กระเซอะกระเซิง แม้แต่หญิงงามอย่าง เตียซวงซวง และ หยวนอิงเล่อ ก็แทบจะสูญเสียความงามไปกับความทรุดโทรมในเวลานี้…
“ชั้นที่ 50 ที่กำลังจะไปต่อ ดูเหมือนจะเป็นขีดจำกัดของพวกเราแล้ว…” จ้าวซือจี๋ กล่าวขึ้น โดยมี หยวนอิงเล่อ และ เตียซวงซวง พยักหน้าเห็นพ้อง… เวลานี้มีเพียงแค่ ซุน และ ลั่วชิงเหอ เท่านั้นที่ยังเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะเดินทางต่อ…
บนเส้นทางแห่งนี้ ขีดจำกัดและความมุ่งมั่นของแต่ละคนล้วนแตกต่าง เมื่อทั้งสามคนพึงพอใจในระดับชั้นนี้แล้ว คนที่เหลือก็ไม่อาจฉุดยื้อ ทุกคนย่อมเข้าใจในขอบเขตของตนเองดีที่สุด… ซุนยังรู้สึกว่าตนน่าจะไปได้อีกไกล จากหลายสิ่งที่ค่ำชู ทั้งปราณคุ้มกัน และอาคมคุ้มกาย ทุกอย่างเหล่า ซุน ยังไม่ได้นำออกมาใช้เลย เนื่องด้วยอยากจะเห็นขอบเขตที่ร่างกายจะทนไม่ไหวเสียก่อน...
ผู้ที่ยังน่าเป็นห่วงก็อาจจะเป็น ลั่วชิงเหอ ชายหนุ่มผู้มีจิตใจที่แข็งแกร่งเกินกว่าร่างกาย แม้เวลานี้ใบหน้าจะขาวซีด เหงื่อกาฬจะแตกพลั่ก ทว่าแววตากลับยังคงเจิดจรัสไม่ยอมแพ้ ก่อนหน้านี้ ซุน ได้ยิน ลั่วชิงเหอ บอกกันตนว่า ด้วยระยะห่าง 1 ขั้นระหว่าง ลั่วชิงเหอ และ เจี่ยโย่วเทียน ในเวลานี้ หมายจะใช้โอกาสภายในหอคอยฝ่าทะลวงให้ขึ้นไปเทียบเคียง เจี่ยโย่วเทียน ในคราเดียวเสียเลย…
แน่นอนว่าหากเป็นช่วงเวลาปกติคงคงไม่มีโอกาสทำเช่นนั้นได้ เพราะ เจี่ยโย่วเทียน ก็มีรูปแบบการบ่มเพาะที่น่ากลัวไม่แพ้กัน การจะไล่ตามย่อมไม่อาจทำได้ในเวลาสั้น ๆ แต่ตอนนี้ กระแสลมปราณในหอคอยกำลังบ้าคลั่งถึงขีดสุด มีพลังให้ดูดซับได้แทบจะไร้ขีดจำกัดมิต่างสรวงสวรรค์ของผู้ที่ต่ำว่าชนชั้นลมปราณสีส้มในใต้หล้า นั่นจึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่มากไปด้วยความทะเยอทะยานอย่าง ลั่วชิงเหอ ที่จะไขว่คว้าความปรารถนาไว้ในกำมือ…
“เจ้าน่าจะเอาแบบอย่างคนผู้นี้นะ มีความมุ่งมั่นที่น่ากลัวไม่น้อย…” เฒ่าชีเปลือย กล่าวกระซิบขึ้นในห้วงสำนึก ขณะที่ ซุน มองไปยัง ลั่วชิงเหอ ชายหนุ่มถึงกับทอดถอนหายใจออกมา…
ซุน มีเป้าหมายแตกต่างไปจากคนอื่น ๆ ที่เข้ามาในหอคอย ซึ่งคนทั้งหมดคาดหวังที่จะดูดซับกระแสลมปราณภายในหอคอยแห่งนี้ในชั้นสูง ๆ แต่สำหรับ ซุน แล้ว มาที่นี่เพื่อพิชิตหอคอยเท่านั้น!! ช่วงเวลา 3 วัน ถือเป็นเวลาที่สั้นมาก ซุน ไม่อาจหยุดพักเพื่อดูดซับลมปราณได้เช่นคนอื่น ๆ จำเป็นต้องฝ่าขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงขอบเขตชั้นสูงสุด… หลายครั้งที่ ซุน แหงนมองขึ้นไปด้านบน ห่วงพะวงกับเรื่องนัดหมายของ พยัคฆ์วาตะ ที่เข้ามาในหอคอยก่อนหน้านี้…
ทันทีที่ทั้ง 5 คน ก้าวออกมาจากโถงพักแห่งนี้ ผ่านขอบเขตประตูทางเข้าสู่ชั้นที่ 50 พริบตานั้นร่างกายก็พลันสั่นเยือก รู้สึกหนักอึ้งขึ้นไปอีกหลายสิบเท่าอย่างที่ชั้นก่อนมิอาจเทียบเคียง ราวกับมีภูเขากดทับลงมาบนแผ่นหลัง ผิวกายยังปรากฏรอยแดงราวกับจะปริแตก จนต้องรีดเค้นปราณคุ้มกันออกมาต้านทาน
จ้าวซือจี๋ หยวนอิงเล่อ และ เตียซวงซวง ไม่คิดจะฝ่าทะลุไปมากกว่านี้อีกแล้ว จึงเลือกมุมปลอดภัยมุมหนึ่ง วางค่ายกลป้องกันโอบล้อม และนั่งขัดสมาธิใกล้ ๆ กัน ทั้งสามส่งสายตาให้กำลังใจไปยัง ซุน และ ลั่วชิงเหอ ที่บัดนี้ใบหน้าซีดเผือดพร้อมกับเหงื่อที่โทรมกาย
สองชายหนุ่ม ควบหมาป่าอสูร และจิ้งจอกอัคคี พุ่งทะยานตรงไปยังเส้นทางชั้นที่ 51 ต่อในทันที… ร่างของ ลั่วชิงเหอ สั่นเทิ้มไปทั้งร่าง พยายามควบจิ้งจอกอัคคีให้ไปยังปลายทางออก เพื่อเข้าโถงพักชั้นที่ 50 ให้เร็วที่สุด ซุน เองก็ไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่าหยิบยื่นสุราฟื้นฟูให้ ลั่วชิงเหอ เป็นระยะเท่านั้น…
ทั้งสองคนฝ่าทะลวงเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ จนมาถึงชั้นที่ 60!! ครานี้ ลั่วชิงเหอ ถึงกับสำรอกโลหิตออกมาจากแรงกดดันอันมหาศาล รู้สึกเหมือนกล้ามเนื้อถูกฉีกขาดและกระดูกลั่นดังอยู่ตลอดเวลา ดวงตาแดงฉานไปด้วยเส้นเลือดฝอยที่แตกออกมา แต่ถึงกระนั้นแทนที่จะหยุดพัก กลับควบจิ้งจอกอัคคีรุนแรงยิ่งไปกว่าเดิม ฉายรัศมีที่ไม่ย่อท้อออกมาจนน่ากลัว…
ซุน ยังพอที่จะทนแรงกดดันเหล่านี้ได้ ตั้งใจจะเอ่ยปากทัดทาน แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไม่กล่าวออกมา เพราะเชื่อว่าตนเองไม่มีสิทธิ์ไปตัดสินหรือดูแคลนความพยายามของผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นเช่นนี้… สิ่งเดียวที่ ซุน ทำได้ก็คือการจ้องมอง ยอมลดความเร็วเพื่อติดตามด้านหลัง หากเกิดสถานการณ์ที่ ลั่วชิงเหอ ไปต่อไม่ไหวจะด้วยช่วยเหลือได้ทันท่วงที
ซุน มองเห็นความมุ่งมั่น ที่อาจจะมีมากยิ่งกว่าตนเองหลายต่อหลายเท่า ออกมาจากร่างของ ลั่วชิงเหอ ผู้นี้ มันทำให้ ซุน ที่ปกติแล้ว ไม่ค่อยที่จะมีความทะเยอทะยานเท่าที่ควร เลือกปรับตนเองไปตามสถานการณ์ และมักจะอยู่ในจุดที่ปลอดภัยของตนเองเสมอ เวลานี้ยังต้องฉุกคิดและเผยความเลื่อมใสที่มีต่อ ลั่วชิงเหอ ออกมา
เฒ่าชีเปลือย ยามนี้เมื่อฟื้นตบะวิญญาณได้บางส่วนแล้ว ก็กลับมาปรากฏตัวที่ด้านนอกอีกครั้ง เฝ้ามองการเดินทางของชายหนุ่มทั้งสองอยู่อย่างสงบ ก่อนจะเอ่ยปากเนิบนาบขึ้นกับ ซุน…
“ตัวเจ้านั้นมีพรสวรรค์ และมีทั้งชะตากรรมอันแข็งแกร่ง… แต่เจ้ายังขาดสิ่งที่ ลั่วชิงเหอ ผู้นี้มีอย่างเปี่ยมล้ม นั่นคือความมุ่งมั่นและทะเยอทะยาน!! จงจดจำและเฝ้ามองแผ่นหลังของคนผู้นี้เอาไว้ให้ดี แล้วเจ้าจะเห็นเองว่า ยังมีสิ่งที่เหนือกว่า พรสวรรค์ และ ชะตากรรม อยู่จริง ๆ”
…………………………………………..