อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 198 ความมุ่งมั่น
ตอนที่ 198
โถงพักก่อนเข้าชั้นที่ 61…
ลั่วชิงเหอ หายใจหอบหนัก ดวงตาเลื่อนลอยราวกับฝืนร่างกายมากเกินไป… ในชั้นที่ 60 ที่ผ่านมานั้น ลั่วชิงเหอ รีดเค้นปราณคุ้มกันออกมาจนถึงขีดสุดตลอดเวลา แม้จิ้งจอกอัคคีจะพุ่งทะยานเต็มกำลัง แต่มันก็นับเป็นเวลากว่าหนึ่งก้านธูป(15 นาที) กว่าจะผ่านชั้นนั้นมาได้ การโคจรปราณคุ้มกันขั้นสูงสุดตลอดเวลา ก็มิต่างอะไรกับการพยายามกลั้นลมหายใจ ยิ่งฝืนเท่าไหร่ก็ยิ่งย่ำแย่เท่านั้น…
ซุน มองไปยัง ลั่วชิงเหอ ด้วยความอึ้งงันไป แม้แต่ ซุน เองในเวลานี้ซึ่งมีพื้นฐานร่างกายที่น่าจะแข็งแกร่งกว่า ลั่วชิงเหอ หลายขั้น ก็ยังต้องเริ่มใช้การโคจรลมปราณช่วยเหลือบ้างแล้ว ดังนั้นย่อมตระหนักถึงความพยายามของ ลั่วชิงเหอ เป็นอย่างดี… และเมื่อได้เห็นว่า ลั่วชิงเหอ กำลังตั้งท่าที่จะไปต่อชั้นถัดไป ในที่สุด ซุน ก็มิอาจทดนิ่งเฉยต่อไปได้…
“ศิษย์น้องลั่ว… ข้าว่าเจ้าจะฝืนตนเองเกินไปนะ หยุดอยู่เพียงแค่ชั้นต่อไปนี้ดีหรือไม่?!”
ลั่วชิงเหอ หันมองมายัง ซุน ด้วยใบหน้าที่อ่อนล้า ทว่ากลับตอบออกด้วยเสียงที่แน่นหนักผิดกับสภาพในตอนนี้… “ไม่!! เมื่อปีก่อนข้าไปได้ถึงชั้นที่ 62 ดังนั้นปีนี้ข้าจะไม่ยอมถดถอยไปจากปีก่อน อย่างน้อยที่สุดข้าต้องไปเหยียบชั้นที่ 63 ให้จงได้!!”
“!!!!!!!!!!” ซุน อดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง ไม่คิดว่า ลั่วชิงเหอ จะปักใจถึงเพียงนั้น ไม่ยอมรับสิ่งที่ต่ำลงกว่าในอดีตที่ตนเคยทำได้ แสวงหาเพียงความพัฒนาและการเติบโตที่มากยิ่งกว่า…
“แต่เวลาเวลานี้ มิใช่ยามปกติ ความบ้าคลั่งของมรสุมและแรงกดดันจากหอคอย จึงมีมากกว่าปีก่อนที่ท่านเคยมาหลายต่อหลายเท่ามิใช่หรือ?! ไม่แน่ว่าเวลานี้ในชั้นต่อไปแรงกดดันอาจจะเทียบได้กับชั้นที่ 70 หรือชั้นที่ 80 ของเวลาปกติด้วยซ้ำ การมาถึงจุดนี้ก็เป็นสิ่งชี้ชัดว่าท่านได้พัฒนาขึ้นมาแล้ว!!”
ลั่วชิงเหอ ได้ยินเช่นนั้นก็หันมองมายัง ซุน ด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยประโยคหนึ่งที่สั่นคลอนไปทั้งจิตใจของชายหนุ่ม…
“มรสุมที่มากขึ้น? แรงกดดันที่มากขึ้น? อาการบาดเจ็บที่มี? เพียงแค่ปัจจัยภายนอกเหล่านั้น ก็ทำให้เจ้ายอมแพ้ และล้มเลิกความเชื่อมั่นได้แล้วงั้นหรือ?! สำหรับข้า ไม่ว่าอุปสรรคใดก็ตามที่เข้ามา หรืออันตรายอะไรที่เพิ่มพูน ตราบเท่าที่มองเห็นถึงเป้าหมายชัดเจน ข้าก็จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปทั้งหมด
นั่นคือทิฐิของข้า… นั่นคือวิถีทางของข้า!!”
“!!!!!!!!!!” ซุน จำต้องสะท้านสะเทือนขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับบังเกิดแสงสว่างบางอย่างที่ทำให้กระจ่างใจไปโดยพลัน เมื่อเห็น ลั่วชิงเหอ ในตอนนี้ที่แม้จะมีสภาพร่างกายอันร่อแร่ แต่กลับเปล่งประกายยิ่งกว่าอยู่บนเวทีประลองเสียด้วยซ้ำ
คำพูดเพียงประโยคเดียว ได้ทำให้ ซุน ย้อนนึกถึงตนเองขึ้นมาในทันที… ด้วยความที่ ซุน เป็นคนที่พินิจพิเคราะห์ทุกสิ่ง แล้วชั่งน้ำหนักการกระทำตามความเหมาะสม อันเป็นอุปนิสัยที่เที่ยงตรงต่อโอกาสและความน่าจะเป็นอย่างที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าอุปนิสัยนี้ถือเป็นเรื่องดีและน่าชื่นชม… ทว่าในขณะเดียวกัน มันก็มิอาจนำมาใช้ได้กับทุกสถานการณ์เสมอไป…
ปัจจัยรอบด้านที่เข้ามา ทำให้ ซุน มักจะฉุกใจและถอนตัวจนเสียโอกาสหลาย ๆ อย่างอยู่เสมอ แม้มันจะทำให้ ซุน อยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัย แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้สูญเสียโอกาสบางอย่างที่ควรจะไขว่คว้าเอาไว้ได้สำเร็จ…
เฒ่าชีเปลือย หัวเราะ หึหึ ในลำคอก่อนจะกล่าว…
“บางครั้งความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยาน ก็ไม่ต้องการเหตุผลรองรับ… หลายคนในสำนักเจ้ามักลือกันไปว่า ลั่วชิงเหอ เป็นอัจฉริยะที่เหนือล้ำกว่า เจี่ยโย่วเทียน แต่ในสายตาของข้า ทั้งสองมีความสามารถแทบจะไม่ต่างกันเลย เจี่ยโย่วเทียน อาจจะเหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ… แต่ทว่า ลั่วชิงเหอ มีความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยานที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด นั่นจึงทำให้ ลั่วชิงเหอ มีรัศมีบางอย่างที่ทำให้ดูโดดเด่นยิ่งกว่า เจี่ยโย่วเทียน และจะต้องก้าวข้าว เจี่ยโย่วเทียน ไปได้ในท้ายที่สุด…”
ครั้งนี้ ซุน มิอาจโต้แย้งอะไรได้ ภาพความมุ่งมั่นของ ลั่วชิงเหอ ได้สลักตราตรึงเป็นที่เรียบร้อย และเข้าใจในคำพูดของ เฒ่าชีเปลือย ขึ้นมาในทันที ว่าบางครั้งความมุ่งมั่นและความทะเยอทะยาน ก็เหนือล้ำยิ่งกว่าพรสวรรค์และชะตากรรมอันแข็งแกร่ง…
ซุน สูดลมหายใจลึกยืดอกตั้ง ก่อนจะประสานมือโค้งตัวสุภาพ…
“ช่างน่าเลื่อมใสยิ่งนัก ความมุ่งมั่นที่ท่านแสดงออกมา มากพอที่จะทำให้ข้านับถือจากใจ… จากนี้ไปข้าขอกลับมาเรียกท่านว่า ศิษย์พี่ลั่ว ก็แล้วกัน…”
ลั่วชิงเหอ ได้ยินเช่นนั้น ก็หันมาหัวเราะเบา ๆ ด้วยท่าทีอ่อนแรง…
“ไอ้เจ้าบ้านี่… อย่าทำให้ข้าต้องเปลืองแรงกับเรื่องไม่เป็นเรื่องเช่นนี้สิ อีกอย่างข้า ลั่วชิงเหอ พูดคำไหนคำนั้น ข้าบอกไปแล้วว่าจะเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่ จะให้ข้ากลับคำได้อย่างไรกัน… เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน เจ้าเรียกข้าศิษย์พี่ ข้าเองก็เรียกเจ้าว่าศิษย์พี่ เราทั้งสองล้วนมีเพียงศิษย์พี่ไม่มีศิษย์น้อง ตกลงหรือไม่”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
ยืนมือจับประสานกับ ลั่วชิงเหอ แทนคำมั่น…
“ตกลงตามนั้น… ศิษย์พี่ลั่ว”
“ตกลงตามนั้น… ศิษย์พี่ซุน”
ทั้งสองต่างหัวเราะออกมาภายในแรงกดดันเช่นนี้ ก่อนที่จะคำรามเสียงเรียกความฮึกเหิมพุ่งทะยานผ่านประตูสู่ชั้นที่ 61 โดยไม่ลังเล… ลั่วชิงเหอ สำรอกโลหิตออกมาในทันทีที่ก้าวเข้ามาในชั้นนี้ แต่กลับกลืนโลหิตเหล่านั้นลงไป พร้อมตะโกนเสียงออกมาก้องดัง… “อย่าหยุด!! ไปต่อ!!”
ซุน ซึ่งคอยตามที่ด้านหลัง มองเห็นโลหิตไหลจากมุมปากของ ลั่วชิงเหอ เป็นระยะ ยิ่งกระตุ้นจิตใจของ ซุน เป็นทบทวี ว่าไม่มีความเจ็บปวดใดเกินไปกว่าความมุ่งมั่น และจิตใจที่กล้าแกร่ง… จิ้งจอกอัคคีก็ราวกับตอบสนองต่อผู้เป็นนาย ระเบิดความเร็วทั้งหมดจนปลายหางลุกเป็นเปลวเพลิง ฝ่าทะลวงมรสุมแห่งหอคอยอย่างต่อเนื่อง…
ชั้นที่ 62 ลั่วชิงเหอ กัดฟันจนแทบจะแตกร้าว ร่างกายสั่นเยือกไปตลอดเส้นทาง แต่ไม่มีเสียงโหยหวนของความเจ็บปวดใด ๆ เล็ดลอดออกมาจากไรฟัน มีเพียงดวงตาที่สาดประกายเท่านั้นที่แจ่มชัดยิ่งกว่าดวงตะวัน ควบจิ้งจอกอัคคีอย่างไม่คิดชีวิตฝ่าทะลวงไปตลอดเส้นทาง…
จวบจนทะลุผ่านชั้นที่ 62 มาได้สำเร็จ… ในโถงพักของชั้นนี้ ลั่วชิงเหอ นอนแผ่หล้ากับพื้นหายใจหอบหนัก ทว่าใบหน้ากลับประดับไว้ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนแรง อย่างน้อย ๆ ก็บรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพียงแค่ก้าวออกจากโถงพักแห่งนี้ ก็จะเป็นประตูชั้นที่ 63 แล้ว…
“ศิษย์พี่ซุน… เจ้าไม่ต้องรอข้า หากเจ้าคิดจะไปต่อก็นำหน้าไปได้เลย ไว้ร่างกายข้าพร้อมกว่านี้อีกสักเล็กน้อย ข้าค่อยออกไปดูดซับกระแสลมปราณที่ชั้น 63”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็สะเทือนใจอยู่น้อย ๆ เพราะหลังจากนี้ คงเป็นตนที่ต้องเดินทางเพียงลำพังแล้ว ย่อมอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคนอื่น ๆ ในขบวนที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง… ทว่าในด้านเป้าหมาย ซุน ยังเหลืออีกยาวไกลนัก ผนวกกับแรงกดดันที่มากขึ้นเป็นทวีคูณ เวลานี้ตอนนี้ผ่านไปกว่า 16 ชั่วยามแล้ว เหลืออีกเพียง 20 ชั่วยามสุดท้ายเท่านั้น สำหรับโอกาสของ ซุน
“เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน ศิษย์พี่ลั่ว… ฝากเจ้าหมาป่าอสูรตนนี้กลับไปพร้อมกับท่านยามที่ออกไปด้วยก็แล้วกัน จากนี้ไปข้าจะใช้ เฝิงน้อย เดินทาง…” ซุน เอ่ยขึ้นเพราะไม่อยากให้ หมาป่าอสูร เป็นภาระ อีกทั้ง เฝิงน้อย ก็สามารถใช้ความเร็วได้มากกว่า ถึงแม้จะอันตรายก็ตามที…
ลั่วชิงเหอ ได้ยินเช่นนั้น ก็ประคองตัวนั่ง ก่อนจะยกกำปั้นชูขึ้นมา…
“พยายามเข้าล่ะ… ครั้งนี้ข้ายอมให้เจ้าชนะไปก่อน แต่คราวหน้าระวังข้าจะแซงหน้าเจ้าเฉกเช่นเดียวกับที่แซงหน้า เจียโย่วเทียน…”
ซุน เผยรอยยิ้มน้อย ๆ ออกมา…
“ไว้เจอกันที่ด้านล่าง…”
กล่าวจบ ซุน ก็เรียก เฝิงน้อย ที่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่ออกมาจากป้ายวิญญาณควบคุมอสูร เสียงกู่ร้องของ เฝิงน้อย เปี่ยมล้นไปด้วยความฮึกเหิม… ซุน โดดขึ้นหลังของมันก่อนจะลูบแผ่วเบาไปยังด้านหลัง จากนี้คงต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้กับ เฝิงน้อย…
“มุ่งหน้าเต็มกำลัง!!”
พริบตาเดียว เฝิงน้อย ก็สะบัดปีกพุ่งออกไปดุจดาวหาง ความเร็วในการบินย่อมเหนือล้ำกว่าสัตว์อสูรเทียมที่วิ่งบนพื้นหลายขั้น… ลั่วชิงเหอ หลังจ้องมองไปสุดสายตาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจพลางส่ายหน้าเบา ๆ กับ เจี่ยโย่วเทียน นั้น ชายหนุ่มยังมองเห็นแผ่นหลังที่พอจะแตะเอื้อม แต่กับ ซุน แล้ว ลั่วชิงเหอ ไม่มีความคิดที่จะเปรียบวัดแม้แต่น้อย เป็นความรู้สึกที่ยอมแพ้จากก้นบึ้งในจิตใจ…
“ข้าในเวลานี้ ยังสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้อีก... ยังไม่ควรรีบตัดใจ” หลังเอ่ยพึมพำกับตนเอง ก็รีบโคจรฟื้นฟูร่างกาย เตรียมไปที่จะออกไปดูดซับลมปราณในชั้นที่ 63
……………………………………………..
ซุน อาศัยความเร็วของ เฝิงน้อย เพื่อลดภาระของตนเองในการฝ่าทะลวงในแต่ละชั้น เมื่อมีความเร็วมากขึ้น ระยะเวลาที่ต้องอดทนต่อแรงกดดันในหอคอยก็จะลดลงตามลำดับ บุกทะลวงขอบเขตชั้นต่าง ๆ ในหอคอยอย่างต่อเนื่องราวกับประกายแสง…
ชั้นที่ 64… 65… 67… 70!
เมื่อเข้าสู่ชั้นที่ 70 ซุน ใบหน้าของ ซุน ก็เริ่มซีดเซียวลง สัมผัสได้ถึงความหนักอึ้งอย่างของร่างกาย จนทำให้รอยสักอาคมตลอดทั้งร่างผุดขึ้นเป็นเขียวเข้ม แต่ ซุน ก็ต้องสะกดอาคมคุ้มกายเหล่านั้นเอาไว้ เพื่อที่จะถนอมตบะพลังวิญญาณเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น
ซุน พยายามใช้พลังลมปราณเป็นพลังในการฝ่าทะลวง ครอบคลุมร่างด้วยปราณโลหะจนผิวกายดำสนิท กระดกสุราดื่มเป็นระยะ ทั้งยังไม่ลืมป้อนสุราฟื้นฟูให้กับ เฝิงน้อย รักษาความเร็วให้คงที่อีกด้วย ในแต่ละชั้นก็มีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ทำให้ต้องพลิกแพลงอยู่ตลอดเวลา…
เมื่อเข้าสู่ขั้นที่ 80 ซุน เริ่มตระหนักได้ว่า ปราณโลหะที่ครอบคลุมผิวกายไม่เพียงพอที่จะทนรับแรงกดดันจากหอคอยอีกต่อไปแล้ว ซุน จึงตัดสินใจใช้ปราณเหมันต์แทรกซึมเข้าไปในกระดูกทั่วร่างอีกขั้นหนึ่ง เสริมความแข็งแกร่งของร่างกายให้มากขึ้นอีกระดับ แม้จะแลกมาด้วยความเย็นยะเยือกในกระดูก…
สภาพเช่นนี้สามารถต้านทานต่อไปได้อีกถึงราวชั้นที่ 90 ก็เริ่มไม่เพียงพออีกแล้ว ซุน สัมผัสได้ว่าแรงกดดันภายในชั้นที่ 90 มีพลังมากพอจะบดขยี้ปราณคุ้มกันของชนชั้นลมปราณสีเหลืองได้อย่างไม่ยากเย็น ซุน กัดฟันดังกรอด ก่อนจะดึงเอาปราณพฤกษาออกมาอีกธาตุหนึ่ง!! ใช้ปราณพฤกษาแทรกซึมเข้าไปในร่างราวกับเป็นรากใยของพืชพันธุ์ เหนี่ยวรั้งเส้นเอ็นและข้อต่อทั่วร่างให้มั่นคงมากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น!!
ผิวหนังโลหะ…
กระดูกเหมันต์…
เอ็นข้อต่อพฤกษา…
ซุน ผสานสามปราณธาตุ เพิ่มพลังคุ้มกายของตนเองให้ทะลุขีดจำกัด!! เวลานี้แทบจะขับเคลื่อนร่างกายทั้งหมด ไปด้วยพลังลมปราณในร่างเพียงอย่างเดียวแล้ว โชคดีที่กระแสลมปราณโดยรอบมีความหนาแน่น การเผาผลาญลมปราณอย่างมหาศาลในทุก ๆ ลมหายใจ จึงยังประคับประลองสภาพเช่นนี้เอาไว้ได้
จวบจนไปถึงชั้นที่ 99
ซุน กล้ำกลืนฝืนทนอย่างสุดกำลัง หมายมั่นที่จะใช้รูปแบบนี้ฝ่าทะลวงออกไปให้ได้สำเร็จ แน่นอนว่ามันอาจไม่เพียงพอในการทนแรงกดดันของชั้นที่ 100 แต่หากถึงเวลานั้น ซุน ก็ตั้งใจว่าจะเริ่มใช้ ตบะพลังวิญญาณและวิชาอาคมอันเป็นไม้ตายเข้ามาเสริมส่ง การจะไปถึงยอดหอคอยในเวลานี้ พอจะเห็นแสงอยู่รำไรแล้ว…
แต่ทว่า… ในขณะที่กำลังมุ่งหน้าไปยังปลายทางของชั้นที่ 99 นี้เอง ซุน กลับต้องเบิกตาโพรงขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้กับสิ่งที่เห็นอยู่ไกล ๆ ในระยะสุดสายตา… มันคือเงาร่างของคนผู้หนึ่ง ที่กำลังนั่งขัดสมาธิในสภาพที่ตัวสั่นเทิ้ม ประหนึ่งว่ากำลังฝืนขอบเขตของตนเองอยู่เช่นกัน อีกทั้งมุมปากยังมีโลหิตไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา ใบหน้าขาวซีดราวกับศพ…
นับตั้งแต่ผ่านชั้นที่ 40 ขึ้นมา ซุน ก็ไม่เห็นเงาร่างของยอดฝีมือคนใดอีกต่อไปแล้ว นี่จึงเป็นเรื่องที่น่าตกใจเป็นอย่างมาก ที่มีคนฝ่าทะลวงมาได้จนถึงระดับนี้ ซึ่งเมื่อ ซุน เริ่มเข้าไปใกล้กับเงาร่างดังกล่าว ดวงตาก็พลันต้องเบิกโพรงยิ่งไปกว่าเดิม…
“เฉียงตงฟาง แห่งพรรคมังกรฟ้า!!”