อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 200 หนทางไปต่อ
ตอนที่ 200
เมื่อถูกถามตรง ๆ เช่นนี้ ซุน ก็พลันยิ้มแห้ง ๆ กระอักกระอ่วน หลังจากที่ความคิดแล่นเร็วจี๋ชั่วครู่หนึ่ง ก็ยืดอกตั้งและกล่าวออกมาอย่างมั่นใจ… “วันหนึ่งเมื่อไม่นานนี้ข้าบังเอิญเดินตกเขา และยังบังเอิญค้นพบสุดยอดศาสตร์แห่งสุรา ถึงขั้นตอนการบ่มสุราสูตรโบราณเข้า ซึ่งหลังจากกินมันเข้าไป พลังก็กระโดดพุ่งพรวดมาถึงขั้นนี้เลย ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! พอมาคิด ๆ ดูแล้ว ข้าก็ช่างโชคดีราวกับเป็นเรื่องโกหกเชียวล่ะ”
ซุน มือสองข้างเท้าเอว หัวเราะร่าคล้ายลำพองใจ… ก่อนจะหยิบเอาสุราเต้าหนึ่งออกมาจากแหวนมิติ ยกยื่นไปตรงหน้า เฉียงตงฟาง ด้วยแววตาที่เปล่งประกาย… “ข้ายังมี สุราลมปราณสูตรโบราณหลงเหลืออยู่อีก ใช้ทั้งอาบใช้ทั้งพรมใช้ทั้งดื่ม สารพัดประโยชน์มากไปด้วยสรรพคุณ ใช้เพียงไม่กี่วันพื้นฐานลมปราณจะเป็นดังมัจฉาฝ่าทะลุประตูมังกร หากเจ้าสนในสามารถติดต่อข้าได้โดยตรง… เห็นแก่ที่พวกเราสนิทกัน ข้าสามารถให้ราคาพิเศษกับเจ้าได้…”
ซุน เอ่ยอธิบายอย่างไม่ติดขัด วาจาไหลลื่นสอดคล้อง ประหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ไปแล้ว ยังมีการเปิดจุกสุราให้ส่งกลิ่นเย้ายวนมายังอีกฝ่ายกระตุ้นความสนใจอีกด้วย… เฉียงตงฟาง ใบหน้าเปลี่ยนสีทันที ก่อนจะกระแอมไอแห้ง ๆ ออกมา โบกมือปฏิเสธสุราลมปราณที่ ซุน หยิบยื่นด้วยท่าทีสุภาพ ไม่ให้น่าเกลียดไปนัก…
เฉียงตงฟาง รู้สึกได้ทันทีว่าหากในเมื่ออีกฝ่ายกล้าแม้แต่จะกล่าวออกมาเลื่อนลอยเช่นนี้แล้ว ย่อมรู้แก่ใจดีว่าต่อให้คาดคั้นไปก็คงไร้ความหมาย อีกทั้งความจริงที่ว่า ซุน คือผู้ที่ช่วยเหลือตนเอาไว้ ก็มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะ ซุน สามารถผ่านเลยไป โดยทิ้งให้ตนนอนสิ้นลมอยู่ตรงหน้าประตูทางออกชั้น 99 ก็ยังทำได้ และไม่มีใครรู้เห็นเรื่องนี้อีกด้วย…
เฉียงตงฟาง ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหยิบเอาหยกอาคมนำส่งมาไว้ในมือ… “เจ้าเองก็คงมีความลับของเจ้า ข้าจะไม่คาดคั้นเจ้าก็แล้วกัน… ทว่าเรื่องที่ข้าติดค้างเจ้านั้น ยังไงข้า เฉียงตงฟาง ก็ต้องตอบแทนเจ้าแน่นอน ข้าเห็นรายชื่อธรรมเนียมแลกเปลี่ยนศิษย์ในปีนี้แล้ว พอจะรู้จากเส้นสายภายใน ว่าเจ้าได้เป็นตัวแทนของสำนักสายลมประจิม
ที่พรรคมังกรฟ้าในเวลานี้ ค่อนข้างที่จะวุ่นวายจากการชิงดีชิงเด่นของ 5 ตระกูลใหญ่ หากเจ้าเข้าไปที่นั้นแล้วพบเจอปัญหาอะไร ก็สามารถมาหาข้าได้ที่เขตตระกูลเฉียง…” หลังจากกล่าวไม่ทันจบ เฉียงตงฟาง ก็เผยรอยยิ้มเลศนัยบางอย่างออกมาอีกเล็กน้อย เพ่งมองยัง ซุน
“และข้าก็จะรอการประลองที่ยุติธรรม ระหว่างพวกเราสองคน…”
ซุน แม้ในใจจะแผดร้องโหยไห้ อยากเอ่ยปฏิเสธอย่างจริงจังออกไปให้รู้แล้วรู้รอด… ทว่าภายนอกก็ยังต้องรักษามาดเคร่งขรึมที่เปี่ยมไปด้วยศักดิ์ศรีอยู่บ้าง ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระเน้นย้ำแน่นหนัก… “หึหึ… เก็บเรี่ยวแรงเจ้าไว้เผชิญหน้าราชันย์รุ่นเยาว์จะดีกว่า หากต้องมาบาดเจ็บเพราะเผชิญหน้ากับข้า จะเสียโอกาสสุดท้ายในช่วงวัยของเจ้าโดยใช่เหตุ”
เฉียงตงฟาง ได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งงันไป ก่อนจะเปลี่ยนเป็นหัวเราะออกมา… จากนั้นจึงบีบแผ่นหยกเคลื่อนย้ายนำส่งให้แตกออก เกิดเป็นหมอกควันที่บิดเบี้ยวพร่าเลือน ดูดกลืนร่างของ เฉียงตงฟาง ให้เลือนรางหายไปในที่สุด… ซุน เชื่อว่านี่คงเป็นกระบวนการนำส่ง แอบนึกในใจว่าอยากได้ของเช่นนี้มาพกติดตัวไว้บ้าง ยามที่มีอันตรายจะได้หลบหนีได้ทันท่วงที…
ที่ ซุน ให้ความสนใจกับ เฉียงตงฟาง เป็นพิเศษ แม้ว่าส่วนหนึ่งจะมาจากอิทธิพลและความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย แต่ยังมีสิ่งสำคัญอีกอย่าง ซึ่งนั่นคือความสามารถของร่างสถิต!! การที่ ซุน ปีนหอคอยครั้งนี้ มีเป้าหมายคือการพิชิตหอคอย และขึ้นเป็นร่างสถิตราชันย์พยัคฆ์ขาวให้จงได้ตามความคาดหวังของ พยัคฆ์วาตะ…
ซุน เองก็ไม่แน่ชัดนัก ว่าในท้ายที่สุดชะตากรรมของตนที่ พยัคฆ์วาตะ ได้กล่าวมา มันจะเรื่องจริงหรือแค่ความบังเอิญ แต่หากมันสามารถทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นมาได้แล้วล่ะก็ ย่อมควรค่าแก่ความเสี่ยง… กลุ่มมังกรทองศัตรูของ ซุน กล้าแกร่งเกินไป ไม่ต้องกล่าวถึงชนชั้นผู้นำหรือเหล่าแกนนำทั้ง 10 เพียงแค่ระดับหัวหน้าหน่วยต่าง ๆ ก็มีพลังฝีมือเหนือกว่า ซุน หลายขุมแล้ว
ที่ ซุน สามารถเอาชนะ เย่ต้าเฟิง มาได้ก็เป็นเพราะ เฒ่าชีเปลือย… ส่วน หวางเย่หลิง และ ฉุยป๋อ ก็เอาชนะได้เพราะทั้งสองคนอ่อนกำลังอยู่ก่อนแล้วหลังจากประมือกับสองชนชั้นผู้ฝึกสอนปกป้องขบวน หากเป็นการเผชิญหน้าตรง ๆ โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใดล่ะก็ มีเพียงความตายที่เฝ้ารอ ซุน อยู่เท่านั้น…
“ข้าต้องมีความมุ่งมั่น และพยายามมากยิ่งกว่านี้!!”
หลังจากปลุกความเชื่อมั่นของตนเองขึ้นมาแล้ว ซุน ก็ตัดสินใจก้าวออกจากโถงพัก เตรียมที่จะเข้าสู่ประตูในชั้นที่ 100 เฝิงน้อย ได้ระเบิดพลังทั้งหมดเป็นความเร็ว ส่วน ซุน ก็กัดฟันแนบแน่น ยังคงฝืนทนต่อไปได้อีกชั้น โดยไม่ยังยอมดึงตบะพลังวิญญาณและอาคมออกมาใช้งาน แม้ก่อนจะเข้าสู่โถงพักชั้นที่ 100 จะทำให้ ซุน สำลักเลือดสดออกมาคำหนึ่ง แต่ก็ผ่านมาได้จนสำเร็จ…
ความยากลำบากจากแรงกดดันในเวลานี้ มันทำให้ ซุน หวนนึกถึงภาพของ ลั่วชิงเหอ และ เฉียงตงฟาง ขึ้นมาไม่ได้… หากไม่เห็นความพยายามของทั้งสองคนด้วยตา ซุน ก็อาจรู้สึกถอดใจไปบ้างแล้ว ยังดีที่ความมุ่งมั่นของ ลั่วชิงเหอ และ เฉียงตงฟาง ในเวลานี้ยังคงมีอิทธิพลต่อ ซุน ชายหนุ่มจึงเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นที่ถูกส่งต่อ…
ในส่วนของแผนที่ชั้นต่าง ๆ ในหอคอยซึ่ง ซุน ได้รับมานั้น มีข้อมูลที่ละเอียดในเส้นทางตั้งแต่ชั้นแรกจนถึงชั้นที่ 100 อย่างสมบูรณ์ แต่สำหรับชั้นที่ 101 ไปจนถึงชั้นที่ 114 นั้นไม่มีเส้นทางที่ชัดเจน มีเพียงวิธีการที่จะผ่านขึ้นไปได้เท่านั้น…
ตลอดนับพันนับหมื่นปีที่ผ่านมา ในหอคอยทั้ง 5 แห่ง ไม่มีใครสามารถเข้ามาได้ไกลเกินกว่าชั้นที่ 100 เลยสักครั้งเดียว แน่นอนว่าในหลายสหัสวรรษที่ผ่านมานี้ มียอดฝีมือหลายคนสามารถก้าวเข้ามาถึงชั้นที่ 90 หรืออาจจะเข้ามาถึงชั้นที่ 99 เช่นเดียวกับ เฉียงตงฟาง แต่หลังจากนั้นไม่นานพอคนเหล่านั้นบรรลุชนชั้นลมปราณสีส้มได้สำเร็จ ก็ไม่อาจเข้ามาในหอคอยแห่งนี้ได้อีกแล้ว โอกาสพิชิตหอคอยมีเพียงแค่ก่อนจะบรรลุชนชั้นลมปราณสีส้มเท่านั้น…
ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้จากชั้นที่ 101-114 เป็นข้อมูลที่ไม่เคยได้รับการอ้างอิงใด ๆ มีเพียงแต่ข้อมูลเก่าแก่ที่ผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน เหลือทิ้งเอาไว้เพียงเท่านั้น… ซุน หยิบเอาบันทึกแผนที่ซึ่งสมควรจะจดจำเนื้อหาทั้งหมดได้แล้ว แต่ก็ยังเลือกจะหยิบมันออกมาเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้ง เกี่ยวกับข้อมูลชั้นที่ 101-114 หว่างคิ้วของชายหนุ่มย่นยับขมวดเป็นปม ยิ่งศึกษา ก็ยิ่งถอนหายใจ…
“ชั้นที่ 114 เป็นชั้นสูงสุด ตามบันทึกแผนที่ได้กล่าวว่าที่นั่นคือปลายทาง และจะพบเจอกับจิตวิญญาณแห่งราชันย์สัตว์อสูร รวมถึงซากร่างที่หมดอายุขัยไปแล้วของราชันย์ หากสามารถทำให้ราชันย์แห่งหอคอยยอมรับและมอบลูกแก้วดวงจิตชนชั้นลมปราณสีรุ้งให้กับเราได้ คนผู้นั้นก็จะกลายเป็นร่างสถิตแห่งราชันย์สัตว์อสูร
แต่ก่อนจะขึ้นไปบนชั้นสูงสุด ก็ยังมีมรสุมของชั้นที่ 113 ที่นั่นเป็นด้านทดสอบจิตใจที่ถูก เล้งซาน เขียนบันทึกเอาไว้ว่าก้าวข้ามได้ยากลำบากที่สุด เพราะพริบตาที่เข้ามาในชั้นนี้ จะทำให้ราชันย์แห่งหอคอยนั้น มองเห็นภาพความทรงจำในอดีตทั้งหมดของเรา จนถูกนำความรู้สึกที่เจ็บปวดมาใช้เป็นตัวทดสอบ… ทว่าในเมื่อข้ารู้แล้วว่ามันเป็นด่านทดสอบจิตใจ ขอแต่ทำจิตใจตั้งมั่นก็ไม่น่าจะยากเย็นกระมัง?!
แต่กว่าจะไปถึงสองชั้นนั้นได้… ก็คือชั้นที่ 101-112 ปลายทางออกของแต่ละชั้นจะถูกสลับเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ จึงไม่มีเส้นทางแน่ชัด… ทางเดียวที่จะสามารถรับรู้ถึงปลายทางนั้น จะต้องใช้สัญชาตญาณของสัตว์อสูรที่นำพามาด้วยเป็นหลัก…
ตามแผนเดิมที่คิดไว้ พยัคฆ์วาตะ จะต้องเป็นคนพาข้าทะลวงฝ่าขึ้นไป… แต่เวลานี้ พยัคฆ์วาตะ ไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดียังไงบ้าง ทั้งเวลาของข้าก็ไม่ได้มีมากพอจะเฝ้ารอ ฉะนั้นคงต้องหวังพึ่งพาเจ้าแล้ว เฝิงน้อย…” ซุน เอ่ยขึ้นพร้อมลูบศีรษะของ เฝิงน้อย เบา ๆ ด้วยความคาดหวัง
เฝิงน้อย ประหนึ่งรับรู้ความรู้สึก กู่ร้องออกมาด้วยความฮึกเหิม… จากนี้ไป ซุน ไม่อาจเร่งร้อนได้อีกแล้ว มีแต่ต้องทนรับแรงกดดันไปเรื่อย ๆ จนกว่า สัญชาตญาณของ เฝิงน้อย จะสามารถนำพาตนให้ไปถึงทางออกไป…
อึดใจแรกที่ผ่านเข้ามาในชั้นที่ 101 เรือนกายของ ซุน พลันสั่นเยือกขึ้นทันที ในลำคอขมปร่าไปด้วยเลือดสด รู้สึกถึงวิกฤตที่ชัดเจน ว่าอาศัยเพียงแค่พลังลมปราณและทักษะวิชาคงไม่เพียงพออีกต่อไปแล้ว จึงกัดฟันแผ่ตบะพลังวิญญาณออกมาจากร่าง กระตุ้นรอยสักอาคมบนร่างให้ผุดขึ้นมาเป็นสีเขียวเข้มที่เด่นชัด…
“คงกระพัน ชาตรี!!”
พริบตาที่อาคมคุ้มกายถูกเปิดใช้งานขึ้นมา ผ่านการบริกรรมปลุกเร้า ความเจ็บปวดและแรงกดดันที่บีบคั้นก่อนหน้านี้ก็ลดลงอย่างฮวบฮาบ อีกทั้งกายายังมีอาคมชั้นบาง ๆ ห่อหุ้มคุ้มกายมองดูแล้วแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายขั้น… ทว่ามันก็แลกเปลี่ยนมากับตบะที่ถูกเผาผลาญลงไปอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน…
ซุน จำเป็นต้องดึงเอาตบะพลังวิญญาณออกมาใช้งานเพื่อที่จะไปต่อให้ได้… แน่นอนว่าในส่วนของตบะนั้นมิอาจฟื้นฟูได้เอง มิต่างอะไรกับพลังงานที่ใช้แล้วจะหมดไป จำเป็นต้องเข้าฌานเป็นระยะเวลานานกว่าจะฟื้นฟูได้แต่ละขั้น ดังนั้นหากไม่จำเป็น ซุน ก็ไม่คิดที่จะนำตบะออกมาใช้เลยสักนิด…
สำคัญกว่านั้น ระยะเวลาในการจะผ่านไปให้ได้ในแต่ละชั้น ซุน มิใช่ผู้กำหนดกฎเกณฑ์อีกแล้ว จำเป็นต้องฝากความหวังเอาไว้กับ เฝิงน้อย และด้วยความที่ เฝิงน้อย เป็นเพียงสัตว์อสูรระดับต่ำชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินเท่านั้น ยากที่จะคาดหวังความเฉียบคมในสัญชาตญาณ จึงทำให้ เฝิงน้อย บินวนเวียนไปมาอยู่เนินนานในชั้นนี้ ทั้งยังต้องเผชิญหน้ากับมรสุมที่ยากจะคาดเดา เพียงแค่ชั้นแรกยังกินเวลาไปมากถึง 2 ชั่วยาม กว่าค้นพบปลายทาง โถงเข้ามาในโถงพักชั้นที่ 101
ซุน ถึงกับกุมขมับแนบแน่น เพียงแค่ชั้นเดียวตบะในร่างของ ซุน ก็พร่องโหว่ไปหลายส่วน ต่อให้เลือกใช้อาคมเฉพาะในบางจังหวะที่ทนไม่ไหว ยังก็ถือเป็นภาระมหาศาลอยู่ดี… เฝิงน้อย รู้แก่ใจว่าทั้งหมดเป็นเพราะตนเองนั้นอ่อนแอ จึงไม่อาจตอบสนองต่อสัญชาตญาณที่แม่นยำได้
อีกทั้งอายุขัยของ เฝิงน้อย หากเทียบกับวิหคสายพันธุ์เดียวกัน ก็นับเป็นวิหคที่เริ่มเข้าสู่วัยชราแล้ว อย่างมากก็โบยบินได้อีกไม่เกิน 4-5 ปี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้อาวุโสสูงสุดจาง ยอมมอบ เฝิงน้อย ให้กับ ซุน โดยที่ไม่คิดอะไรมากนัก ใบหน้าของวิหคหัวล้านตนนี้จึงเศร้าสลดเป็นอย่างยิ่งไม่อาจตอบรับความมุ่งมั่นของผู้เป็นนาย
ซุน ราวกับมองเห็นความนึกคิด เข้าลูบปลอบประโลม เฝิงน้อย แผ่วเบา เผยแววตาให้กำลังใจ… “อย่าคิดมากไปเลย ข้ามิได้ตำหนิเจ้าแม้แต่น้อย เราทุกคนต่างมีขีดจำกัดที่ข้ามได้และข้ามไม่ได้กั้นขวางอยู่…”
เฝิงน้อย กู่ร้อง พร้อมกับผงกศีรษะราวกับไก่จิก...
ซุน กำลังครุ่นคิดอย่างหนักในการหาวิธีใหม่ เวลาในตอนนี้ของ ซุน เหลือไม่ถึง 10 ชั่วยามแล้ว นี่คือด่านสุดท้ายที่ยากลำบากที่สุด ทั้งยังต้องแข่งขันกับเวลาที่กระชั้นเข้ามาทุกขณะ… หากจะปล่อยให้ เฝิงน้อย ออกไปหาทางออกเพียงลำพัง โดยที่ ซุน เฝ้ารออยู่ที่โถงพักหน้าประตู ชายหนุ่มก็อดที่จะเป็นห่วงเรื่องมรสุมภายในชั้นเหล่านี้มิได้ หาก เฝิงน้อย ไม่ระวังเกิดพลาดท่าขึ้นมา โอกาสไปต่อของ ซุน ก็ย่อมจบสิ้นลงในทันที…
หลังจากครุ่นคิดอยู่สักระยะ ซุน ก็พลันฉุกคิดเรื่องบางอย่างขึ้นได้…
“จริงสิ… หากปล่อย เฝิงน้อย ออกไปค้นหาทางออกในชั้น ย่อมมีโอกาสที่จะเป็นอันตรายจากมรสุมโดยรอบ... ถ้าเช่นนั้น ข้าก็เพียงส่งผู้ที่ไม่เป็นอันตราย ออกไปเสียก็สิ้นเรื่อง?!”
ดวงตาของ ซุน เบิกโพรงก่อนจะหยิบเอา ป้ายสะกดวิญญาณออกมา…
“ท่านจูเยี่ย…”
สิ้นเสียงเรียกขาน ดวงวิญญาณอารักษ์ของ จูเยี่ย ก็พลันปรากฏออกมาประสานมือเบื้องหน้า… “มีสิ่งใดให้รับใช้งั้นหรือ นายท่าน...”
“ท่านจูเยี่ย ไม่ทราบว่ามีดวงวิญญาณ ที่พร้อมใช้งานได้กี่ตนในเวลานี้…” ซุน เอ่ยถามออกไปตรง ๆ
“เรียนนายท่าน หากยังไม่นับร่วมดวงวิญญาณบางส่วนที่เข้ามาใหม่ และยังไม่ยอมจำนน... ดวงวิญญาณที่สามารถสั่งการได้ทั้งหมดในตอนนี้ก็คือ 1,079 ดวง ทั้งหมดอยู่ภายในโลกวิญญาณใบเล็ก พร้อมจะรับคำสั่งของนายท่านในทันที…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็พลันสูดลมหายใจลึก ก่อนจะยืดอกยืนสง่างามดุจราชันย์สั่งการ ใช้ตบะเพียงเล็กน้อยส่งพลังกระตุ้นเข้าไปในป้ายสะกดวิญญาณ โลกวิญญาณใบเล็กที่แอบซ่อนอยู่ภายในนั้นก็สั่นสะเทือน
พริบตาเดียวอณูวิญญาณมากมายก็พวยพุ่งออกมาจากป้ายสะกดวิญญาณ ราวกับกระแสวายุที่แสนบ้าคลั่ง ก่อนที่อณูเหล่านั้นจะเริ่มแยกกระจายตัวและก่อรูปเป็นดวงวิญญาณนับพันดวง ทั้งหญิง ทั้งชาย คุกเข่าลงตรงหน้าให้กับ ซุน…
“คารวะนายท่าน...” เสียงประสานของเหล่าดวงวิญญาณนับพัน ทำให้รัศมีภายในโถงพักแห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งวิญญาณและความตาย โดยมี ซุน ยืนเด่นเป็นศูนย์กลางดุจราชันย์ดวงวิญญาณ…
……………………………………………..