อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 201 หนทางไปต่อ (2)
ตอนที่ 201
นี่เป็นครั้งแรกที่ ซุน เรียกดวงวิญญาณทั้งหมดใต้อาณัติออกมาพร้อมกันตรงหน้า เมื่อได้เห็นด้วยตาถึงจำนวนและความเกรียงไกรก็อดที่จะอึ้งงันไปไม่ได้ ทว่าภาพลักษณ์ภายนอกก็ยังเต็มไปด้วยความเคร่งครึมวางมาดใหญ่โตไม่ทิ้งลาย ทอดสายตาลงต่ำมองยังดวงวิญญาณเหล่านั้น เปล่งรัศมีราชันย์ออกมาอย่างแท้จริง
พันธสัญญา 50 ปีที่มีให้แก่กันระหว่าง ซุน และดวงวิญญาณในอาณัตินั้น แม้ในดินแดนที่ ซุน เคยจากมา 50 ปี จะถือเป็นช่วงเวลาที่เกือบทั้งชีวิต แต่สำหรับดินแดนแห่งนี้ที่ระดับยอดฝีมือมีอายุเฉลี่ยเกินร้อยปีทั้งสิ้น บางคนยังก้าวไปถึงปีที่สองร้อยได้เสียด้วยซ้ำ ช่วงเวลา 50 ปีจึงไม่ถือว่ายาวนานเกินไป…
แรกเริ่มเดิมที ดวงวิญญาณเหล่านี้ก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย เพราะ จูเยี่ย มักจะลงทัณฑ์ดวงวิญญาณที่มาใหญ่และไม่ยอมสวามิภักดิ์ ยังสถานที่อันเป็นใจกลางโลกวิญญาณใบเล็ก เพื่อให้วิญญาณดวงอื่น ๆ ได้เห็นถึงแสนยานุภาพ และอำนาจของผู้ที่ปกครอง
แต่พอผ่านไปสักระยะ วิญญาณทุกดวงก็เริ่มจะทราบดีว่า ซุน และ จูเยี่ย จะไม่ทำการลงทัณฑ์วิญญาณดวงใดอย่างไร้เหตุผล หากผู้ใดไม่กระทำผิดต่อกฎเกณฑ์ก็แทบจะไร้ข้อผูกมัด สำหรับ เฒ่าชีเปลือย อาจจะเรียกใช้วิญญาณเหล่านี้ในบางครั้งมาคอยปรนนิบัติ แต่เฒ่าชีเปลือยก็มักจะแบ่งปันตบะบางส่วนเป็นค่าตอบแทนอยู่เสมอ
ยิ่งมีดวงวิญญาณอาฆาตที่เคยเป็นทาสวิญญาณของ ฉุยป๋อ เข้ามาเพิ่มเติม วิญญาณอาฆาต เหล่านั้นก็ได้เล่าลือในหมู่วิญญาณดวงอื่น ๆ ในโลกวิญญาณในเล็ก ว่าสำหรับผู้ใช้ดวงวิญญาณเป็นพลังในการต่อสู้แล้ว ซุน ถือเป็นดังเทพแห่งความเมตตาเสียด้วยซ้ำ… หากเป็นผู้ใช้วิญญาณคนอื่น ๆ ล้วนโขกสับกดขี่ดวงวิญญาณสารพัดมิต่างทาส และไม่เสียเวลาสร้างพันธสัญญาอันใดทั้งสิ้น จะถือครองเป็นนายไปจนกว่าดวงวิญญาณเหล่านั้นจะแตกดับลง และยังล่าดวงวิญญาณด้วยวิธีการที่โหดเหี้ยมอีกด้วย…
นั่นจึงทำให้วิญญาณเหล่านี้ เริ่มมีความเคารพนับถือในตัว ซุน มากยิ่งไปกว่าเดิม หากทำใจยอมรับที่เรื่องตนเองตายไปแล้วได้ การเป็นดวงวิญญาณก็ไม่ได้เลวร้ายนัก สามารถเสพสุขได้ในรูปแบบของดวงวิญญาณเช่นเดียวกัน และมีรูปแบบการฝึกฝนตบะที่แทบไม่ต่างจากการฝึกฝนลมปราณ สามารถพัฒนาขึ้นได้
อีกทั้งหากวิญญาณดวงใดก่อคุณงามความดีให้กับ ซุน ชายหนุ่มยังเปิดโอกาสให้ยื่นเสนอเงื่อนไข หากวิญญาณดวงนั้นมีประสงค์อยากที่จะแตกดับไปเองก่อนเวลาตามพันธสัญญา ก็สามารถทำคุณงามความดีเพื่อแลกเปลี่ยนได้… ซุน จึงถือเป็นราชันย์แห่งดวงวิญญาณที่ปกครองด้วยความชอบธรรมในระดับหนึ่ง…
จากเหตุผลเหล่านั้น เพียงแค่ ซุน ต้องการกำลัง วิญญาณทุกตนจึงแสดงตัวออกมาโดยไม่บ่ายเบี่ยง แสดงความสวามิภักดิ์อย่างไม่รู้สึกตะขิดตะขวงอะไรนัก…
“ข้าต้องการให้พวกเจ้า… กระจายกำลังแบบปูพรมโดยเว้นระยะทุก ๆ ครึ่งลี้ ตรวจสอบหาประตูแสง อันปลายทางภายในหอคอยชั้นนี้ หากผู้ใดพบเจอข้าจะมีรางวัลให้ อีกทั้งยังมีการเลื่อนขั้นให้เป็นผู้ช่วยของ ท่านวิญญาณอารักษ์ จูเยี่ย…” ซุน เอ่ยปากด้วยท่าทีองอาจ
วิญญาณทุกคนล้วนมีประกายในดวงตา ประสานมือโค้งสุภาพ ก่อนจะกระจายกำลังตามรูปแบบสั่งการของ จูเยี่ย… ถึงแม้ ซุน จะทราบดีว่าปลายทางสู่โถงพักชั้นต่อไปนั้น มีเพียงสัญชาตญาณจากสัตว์อสูรเท่านั้นที่สามารถรับรู้ได้
ทว่าหากมีการใช้จำนวนเข้าว่า และตรวจสอบแบบปูพรมกระจายไปทุกพื้นที่ทีละส่วนในชั้นนี้ มีหรือที่จะหาไม่พบ? อีกทั้งกองทัพดวงวิญญาณเหล่านี้ ยังไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกดดันในหอคอย สามารถล่องลอยได้อย่างอิสระ ไม่หวาดหวั่นก่อภัยมรสุม ฉะนั้นแล้วก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น โดยที่ ซุน และเฝิงน้อยก็เพียงแค่เฝ้ารออยู่ในโถงพัก ใกล้กับประตูทางเข้าชั้นที่ 102 เตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางอยู่ตลอด…
ผ่านไปเพียงแค่ราว ๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ก็ได้มีวิญญาณดวงหนึ่งตรวจพบเจอประตูแสงที่แอบซ่อนอยู่จบพบ และเมื่อ จูเยี่ย ตรงไปตรวจสอบเพื่อยืนยันเรียบร้อย ก็กลับมาแจ้งให้ ซุน ได้ทราบ… ดวงตาของ ซุน ฉายแววตื่นเต้น เรียกวิญญาณทั้งหมดให้กลับเข้ามา จากนั้นตนก็มุ่งหน้าไปยังตำแหน่งดังกล่าวในทันที
กระบวนการเช่นนี้ ซุน เพียงแค่เสียตบะพลังวิญญาณในช่วงสั้น ๆ สำหรับเดินทางเท่านั้น และยังเป็นวิธีการที่ปลอดภัย ทว่าวิธีการเช่นนี้ในใต้หล้าก็คงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถกระทำได้… ซุน ใช้วิธีการเดียวกับฝ่าทะลวงหอคอยขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง!!
ชั้นที่ 103… 104… 107… 109… 111!!
ในชั้นที่ 111 แม้ ซุน จะรีดเค้นตบะและลมปราณจนถึงขีดสุด ทั้งยังใช้อาคมและทักษะเคล็ดวิชาเกื้อหนุน ก็ยังถึงต้องสำรอกโลหิตออกมาจากแรงกดดันอันมหาศาลที่หอคอยปล่อยออกมา แรงกดทับที่ราวกับขุนเขาทั้งลูกพยายามบดขยี้ร่างกายของ ซุน จากรอบทิศทางเช่นนี้ เรียกได้ว่าน่ากลัวจนยากจะอธิบายเป็นถ้อยวาจาออกมา…
ณ โถงพัก เบื้องหน้าประตูชั้นที่ 112 ซุน ก็ยังคงใช้วิธีการเช่นเดิมในการตรวจหาปลายทางสู่ชั้นถัดไป ซึ่งไม่นานก็พบว่าปลายทางนั้นห่างจากประตูไปไม่ถึง 4 ลี้(2 กม.) เป็นระยะที่สั้นมาก ๆ เฝิงน้อย หากใช้ความเร็วสูงสุด ก็เชื่อว่าคงไม่เกิน 200-300 ลมหายใจเข้าออกก็น่าจะไปถึงตำแหน่งนั้นได้แล้ว
แต่ทว่า… สิ่งที่ยากลำบาก ก็คือภายในชั้นนี้ ซุน มิได้พบเจอกับแรงกดดันจากหอคอยอีกแล้ว… แต่สิ่งที่ ซุน พบเจอ ก็คือ การปฏิเสธจากหอคอย อันมีพลังต่อต้านที่รุนแรงยิ่งกว่าแรงกดดันอย่างที่มิอาจนำมาเปรียบวัด!!
เหตุผลก็เพราะ ตัวเลขวาสนาของ ซุน มีเพียงแค่ชั้นที่ 111 ดังนั้นชั้นที่ 112 จึงเกินขอบเขตที่ ซุน ได้รับโชควาสนา… จากบันทึกข้อมูลมีการเขียนเอาไว้อย่างแจ่มชัด ว่าในชั้นที่ 113 เป็นด้านทดสอบจิตใจที่ไร้แรงกดดัน ชั้นที่ 114 ก็เป็นยอดสูงสุดในหอคอย ดังนั้นปัญหาหลัก ๆ สมควรอยู่ภายในชั้นที่ 112 นี้เพียงอย่างเดียว…
ซุน กลืนน้ำลายฝืดเคืองอยู่เบื้องหน้าประตูชั้นที่ 112 มองเห็นบันได 20 ขั้นตรงหน้าเพื่อที่จะออกไปจากโถงแห่งนี้ ซุน คุ้นชินกับบันไดทั้ง 20 ขั้นนี้เป็นอย่างดี เนื่องด้วยมันมีปรากฏอยู่แล้วในทุก ๆ ชั้น เป็นบันไดเชื่อมต่อระหว่างโถงพัก ไปจนถึงประตูสู่ชั้นต่อไป
บันไดทั้ง 20 ขั้น คือการแยกย่อยของแรงกดดันตามลำดับ คล้ายเป็นพื้นที่เพื่อปรับร่างกายก่อนจะเข้าสู่แรงกดดันที่แท้จริงของในชั้นถัดไป ก่อนหน้านี้ ซุน ไม่ค่อยจะสนใจบันไดทั้ง 20 ขั้นนี้นัก ปกติจะโดดขึ้นหลังของ เฝิงน้อย และพุ่งพรวดฝ่าทะลวงออกไปโดยไม่สนใจการปรับระดับ
แต่ในครั้งนี้ ซุน ยังไม่แน่ชัดในพลังของ การปฏิเสธของหอคอย ว่าจะทรงพลังมากเพียงใด… การปฏิเสธจากหอคอยนี้ เป็นพลังแบบเดียวกับที่คอยสกัดกั้นผู้บรรลุชนชั้นลมปราณสีส้มไปแล้ว แต่ยังมีพยายามที่จะเข้ามาในหอคอย มิให้คนเหล่านั้นสามารถย่างก้าวเข้ามาในหอคอยได้…
ยุทธภพนั้นมีคนหลากหลายประเภทหลากหลายรูปแบบ ตลอดหลายพันปีมานี้ มีคนบ้าบิ่นอยากท้าทายการปฏิเสธจากหอคอยไม่ใช่น้อย ทว่าชนชั้นลมปราณสีส้มเหล่านั้น ก็ไม่มีเลยสักคนเดียวที่สามารถทนต่อการปฏิเสธจากหอคอยได้ หลายคนถึงขั้นร่างกายถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ ตามที่เคยมีการบันทึกมา…
ซุน กลืนน้ำลายฝืดเคืองลงลำคอ อย่างน้อย ๆ บันไดทั้ง 20 ขั้น ก็จัดว่าอยู่ในเขตโถงพัก หากไม่ไหวจริง ๆ ซุน ก็ยังพอที่จะสามารถถอยกลับออกมาได้… เมื่อโคจรปราณคุ้มกัน และอาคมคุ้มกายเต็มรูปแบบ ซุน ก็ตัดสินใจเดินขึ้นเหยียบบันไดในขั้นแรก...
วูบบบบ
พริบตานั้น ราวกับถูกพลังที่มองไม่เห็นกดทับลงมาจนร่างสั่นเยือก!! ทั้งที่นี่เป็นเพียงแรงกดทับ 1 ใน 20 ส่วนของชั้นที่ 112 แต่ยังทำให้ ซุน อกสั่นขวัญแขวนได้ถึงเพียงนี้… และเมื่อฝืนก้าวขึ้นไปในขั้นที่สอง ซุน ก็ถึงกับสำรอกโลหิตคำหนึ่งออกมา สัมผัสได้ถึงวิกฤตของแรงกดดันที่เทียบเท่ากับ ชั้นที่ 111 เมื่อครู่นี้
ซุน ตัดสินใจถอยออกมาในทันทีโดยไม่ลังเล…
“บ้าเอ้ย!! เพียงแค่แรงกดดันของบันไดสองขั้นแรก ที่น่าจะมีแรงกดดันเพียงแค่ 2 ใน 20 ส่วนของชั้นที่ 112 ยังน่ากลัวเพียงนี้ เช่นนั้นไม่ต้องกล่าวถึงการฝืนทะลวงขึ้นไปอย่างเต็มตัว เพียงแค่บันไดขั้นที่ 3 ก็มากพอจะทำให้ข้าตกตายได้แล้ว!!”
ชายหนุ่ม เต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ นี่มิใช่ขอบเขตที่ ซุน จะสามารถรับมือได้… แม้แต่พื้นฐานชนชั้นลมปราณสีส้มตามบันทึกที่ถูกขีดเขียน ยังไม่อาจทนรับการแรงกดันใน การปฏิเสธจากหอคอย แล้วชนชั้นลมปราณสีเขียวอย่าง ซุน จะไปหลงเหลือความหวังอันใด?!
ถึงกระนั้น ซุน ก็ยังไม่ยอมถอดใจ…
“ยังเหลือเวลาอีก 3 ชั่วยาม มันต้องมีวิธีสิน่า!!”
ซุน เปิดแหวนมิติ รื้อตำราจำนวนมากที่สั่งสมไว้ ค้นหาตำราที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลใน หอคอยสุสานเทพอสูรทั้งหมด… จำนวนของตำราน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 20 เล่ม แม้บางส่วน ซุน จะศึกษาไปบ้างแล้ว แต่ก็มีกว่าครึ่งที่ยังไม่มีโอกาสได้ศึกษา เนื่องด้วยเห็นว่าเนื้อหามันดูคล้ายคลึงกัน ทว่าในเวลานี้ ซุน ไม่ลังเลที่จะทบทวนตำราเหล่านั้นทั้งหมด…
ซุน จมจ่อมอยู่กับการค้นคว้าข้อมูล โดยมี เฝิงน้อย นั่งให้กำลังใจอยู่ข้าง ๆ ด้วยเวลาที่มีจำกัด ซุน ใช้ทุกลมหายใจเข้าออกมาอย่างคุ้มค่า เปิดตำราอย่างรวดเร็วในแต่ละหน้า ค้นหาข้อมูลของชั้นที่ 112 ให้มากที่สุด แน่นอนว่าเพราะมันเป็นชั้นที่ไม่เคยมีใครเคยเหยียบย่างขึ้นมาก่อน จึงไม่แปลกเลยที่จะไม่ข้อมูลอะไรให้ศึกษา
ซุน จึงกระชับวงค้นหาลงไป ตลอดประวัติศาสตร์ความเป็นมามีเพียงบุคคลเดียวที่เคยข้ามผ่านชั้น 112 ด้วยวิธีการของตนเอง นั่นก็คือผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน!! ซุน เริ่มเจาะลึกข้อมูลบันทึกของผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน ให้มากขึ้น ทั้งเนื้อหาที่เป็นข่าวลือ ทั้งถ้อยประโยคหรือบทสัมภาษณ์ในอดีตที่ เล้งซาน เคยกล่าว ทุกอย่างถูกลื้อค้นทั้งหมด
โชคดีที่ ซุน มีบันทึกตำราที่คัดลอกมาจาก เจ้าเมืองฉี เอาไว้มาก(ตอนที่ 55) ดังนั้นจึงมีบันทึกตำราหายากในอดีตหลายต่อหลายเล่มให้สามารถศึกษาค้นคว้า… หลังจากผ่านไปอีกกว่า 2 ชั่วยาม และแล้ว ซุน ก็พบกับประโยคที่น่าสนใจช่วงท่อนหนึ่ง
เป็นตำราบันทึกของ สมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ที่เคยสอบถามเรื่องการพิชิตหอคอยจากผู้ยิ่งใหญ่ เล้งซาน… ตามข้อมูลที่บอกไว้นั้น เล้งซาน ก็ได้ตัวเลขวาสนาที่ชั้น 111 เฉกเช่นเดียวกับ ซุน ทั้งยังกล่าวอีกว่านี่เป็นตัวเลขสูงสุด ที่ประตูวาสนาสามารถมอบให้ได้แล้ว… ไม่ว่าจะเป็นใครที่อยากพิชิตหอคอย ต่อให้ได้ตัวเลขวาสนาในขอบเขตสูงสุด ก็จำต้องเผชิญกับการปฏิเสธจากหอคอยในชั้นที่ 112 อย่างมิอาจหลีกเลี่ยง…
ซุน ที่อ่านบันทึก ถึงกับเบิกตาโพรงขึ้นมา… ในนั้นยังมีการสอบถามอีกว่า เล้งซาน ผ่านชั้นที่ 112 ด้วยวิธีการแบบใด ทว่าคำตอบกลับไม่ได้ชัดเจนอะไรนัก ราวกับ เล้งซาน ต้องการให้ผู้ที่อยากพิชิตค้นหาความลับนี้ด้วยตนเอง กล่าวเพียงคำพูดสั้น ๆ แฝงเลศนัย…
“อย่าให้ผู้ใดกำหนดขอบเขต จงฝ่าพิชิตมันไปให้ได้…
โชควาสนาที่แท้จริงอยู่ที่ยอดหอคอย…”
ซุน ขมวดคิ้วแนบแน่นในทันที ทบทวนประโยคนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ สมองครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง เพื่อให้เข้าถึงความหมายที่แอบซ่อนอยู่… นี่เป็นเบาะแสเดียว และโอกาสเดียวสำหรับ ซุน แล้ว กับเวลาที่หลงเหลือไม่ถึงหนึ่งชั่วยามสุดท้าย…
เฒ่าชีเปลือย ในเวลานี้ก็ทำได้เพียงเฝ้ามองเช่นกัน หากกล่าวถึงพรสวรรค์และพลังในการวิเคราะห์ เฒ่าชีเปลือย ก็ยอมรับด้วยใจว่าเรื่องนี้ ซุน มีมากกว่าตนเองเสียอีก จึงทำได้อย่างมากแค่เพียงเฝ้ามองและให้กำลังใจอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้เข้าไปขัดขวางกระบวนการทางความคิด
ซุน ตกอยู่ในการเข้าฌานอย่างไม่รู้ตัว สรรหาความเป็นไปได้ในใต้หล้ามาใช้อ้างอิง เชื่อมั่นว่านี่คงมิใช่เพียงคำพูดเลื่อนลอยอย่างแน่นอน แต่มันจะต้องมีความหมายบางอย่างแฝงเร้นเอาไว้ หาก เล้งซาน สามารถควบคุมชะตากรรมบางอย่างได้จริง ๆ นั่นก็แปลว่านี่คือปริศนาที่หลงเหลือทิ้งไว้ให้ ซุน ได้แก้ไข ทั้งยังเป็นการทดสอบด้วยว่า ซุน มีความสามารถมากพอจะเข้าใจมันได้หรือไม่
เมื่อคิดได้เช่นนี้ และด้วยเชื่อมั่นเช่นนี้ ซุน ก็ยิ่งไม่อยากยอมแพ้… ชายหนุ่มหันมองไปยังประตูชั้น 112 หันมองไปยังบันไดทั้ง 20 ขั้น หันมองไปยัง เฒ่าชีเปลือย และ เฝิงน้อย ที่เผยแววตาให้กำลังใจอยู่เงียบ ๆ จวบจนกระทั่งหันมองตนเอง สำรวจตนเอง และเห็นสิ่งแปลกปลอมเพียงหนึ่งเดียวของตนเอง…
“ลูกแสงทรงกลม!!” ดวงตาของ ซุน เบิกโพลง พลันลุกยืนพรวดขึ้นจากท่านั่งขัดสมาธิ เพ่งมองไปยังตัวเลขวาสนาที่ปรากฏในลูกแสงทรงกลม ด้วยจิตใจที่สะท้านสั่นไหว…
………………………………..