อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 209 ร่างสถิต แห่งราชันย์พยัคฆ์ขาว (2)
ตอนที่ 209
“อ๊ากกกกก!!” เสียงร้องของ ซุน ดังโหยหวน เส้นโลหิตทั่วร่างปูดบวมเป็นลูกคลื่นราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างแทรกซึมเข้าไปอยู่ตลอดเวลา กระบวนการเหล่านี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวดทุรนทุราย ทั้งยังไม่ใช่สิ่งที่ผู้ใดจะสามารถช่วยเหลือบรรเทาลงได้…
เฒ่าชีเปลือย เฝ้ามองด้วยความกังวลอยู่ไม่น้อย ในสุริยะราศีมีน ที่ เฒ่าชีเปลือย ได้ถือกำเนิดและเติบโตมานั้น แม้จะมีทั้งมนุษย์และสัตว์อสูร ระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมของสุริยะแห่งนั้น ก็ไม่ได้แตกต่างจากสุริยะ 4 ดวงดาวมากมายนัก…
ทว่าสถานที่แห่งนั้นเวทย์อาคมเป็นศาสตร์ที่ได้รับความนิยมและแพร่หลายสูงสุด มากยิ่งกว่าศาสตร์ของวิทยายุทธและลมปราณเสียอีก... แต่มันกลับไม่มีศาสตร์ที่เกี่ยวกับการสร้างร่างสถิตเช่นนี้ปรากฏให้เห็นเลย เฒ่าชีเปลือย จึงไม่มีภูมิความรู้ในด้านนี้มาโต้แย้งอะไรได้…
“มนุษย์ และ สัตว์อสูร เป็นสิ่งมีชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว แม้แต่ดวงวิญญาณก็ยังถูกจำแนกให้มีองค์ประกอบที่ต่างกัน… การผสมผสานจุดตันเถียนและลูกแก้วดวงจิต มันสามารถกระทำได้จริง ๆ น่ะหรือ?! องค์ประกอบของทั้งสองมิต่างหยินกับหยางที่ยากจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้…” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยขึ้นเนิบนาบขณะที่เฝ้ามอง
แมวขาว ยกมุมปากเล็กน้อย รับรู้ได้ถึงความกังวลที่แฝงอยู่ในถ้อยวาจา…
“ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้… มีเพียงแค่เราค้นพบวิธีการหรือไม่เท่านั้น…”
เฒ่าชีเปลือย ขมวดคิ้วมุ่น…
“ก่อนหน้านี้ ข้าเคยได้เห็นเด็กคนหนึ่งนามว่า เฉียงตงฟาง เจ้านั่นเป็นร่างสถิตก็จริง แต่เกิดการตัดแต่งพันธุกรรม ถึงขั้นปลูกถ่ายอวัยวะบางส่วนของสัตว์อสูรเข้าไปในร่างของเด็กคนนั้น ทั้งหมดน่าจะมาจากวิทยาการที่ล้ำหน้าของดินแดนแห่งนี้ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สามารถรองรับลูกแก้วดวงจิตของสัตว์อสูรเข้าไปในร่างกายได้
แต่ ซุน ไม่ได้ผ่านกระบวนการเช่นนั้น มนุษย์ธรรมดา แม้แต่การดื่มเลือดของสัตว์อสูรสามัญที่มิได้ถูกปรุงแต่ง ยังเพียงพอจะทำให้เป็นพิษถึงตายได้ แล้วการผสานร่างสถิตเช่นนี้โดยไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรมใด ๆ มันจะทำได้จริง ๆ น่ะหรือ?!”
แมวขาว ก็ส่งเสียง หึหึ ดังขึ้นในลำคอ…
“อ่อ... เจ้าเด็กที่มันแอบขึ้นหอคอยมา โดยไม่ผ่านประตูวาสนาผู้นั้นน่ะหรือ… เจ้าเด็กคนนั้นก็น่าสนใจไม่เลว มีทั้งพรสวรรค์ และความมุ่งมั่น ทั้งโชควาสนาและทรัพยากรก็ยังมีอย่างพร้อมสรรพ แต่ทว่าเด็กคนนั้นก็ยังเป็นเพียงสายเลือดของมนุษย์ธรรมดา จึงจำเป็นต้องใช้วิทยากรเข้าช่วยเหลือ
และเป็นเพราะสัตว์อสูร มังกรขาวเนตรฟ้า ที่ถูกนำไปใช้เป็นร่างสถิตเป็นเพียงสัตว์อสูรชนชั้นเทวะลมปราณสีแดงเท่านั้น ยังไม่ได้บรรลุชนชั้นลมปราณสีรุ้ง จึงทำให้เด็กคนนั้นเป็นได้แค่ร่างสถิตเทียมที่สมบูรณ์ แต่ก็ยังห่างไกลจากร่างสถิตแท้จริง ที่ ซุน กำลังจะได้รับ…
ทว่าหากคิดนำมาเปรียบเทียบระหว่าง ซุน กับเด็กคนนั้นแล้วล่ะก็ มันจะเทียบกันได้อย่างไร?! เจ้าคิดว่า ซุน เป็นมนุษย์ธรรมดาเฉกเช่นเด็กคนนั้นงั้นหรือ?! อีกทั้งในร่างของ ซุน ยังมีดวงวิญญาณของสัตว์ร้ายและสัตว์เทพสิงถึง 5 ตนสถิตอยู่… นั่นจึงทำให้ร่างกายคุ้นชินกับพลังของสัตว์อสูรมาระดับหนึ่งแล้ว ผนวกกับกระบวนการที่ข้าเป็นผู้ลงมือด้วยตนเอง ขอเพียง ซุน ทนรับความเจ็บปวดเหล่านี้ได้ ย่อมไม่มีความผิดพลาดอย่างแน่นอน...
ดูต่อไปอย่างไม่ต้องกังวลเถอะ… อีกไม่นานก็เสร็จสิ้นแล้ว…”
เฒ่าชีเปลือย ที่ได้ยินเช่นนั้นก็จนใจจะเอ่ยโต้เถียง เพราะตนมีได้ความเชี่ยวชาญในศาสตร์นี้ ทำได้เพียงรับฟังและปักใจเชื่อตามคำพูดของ แมวขาว เท่านั้น… เฒ่าชีเปลือย ก็ไม่เข้าใจตนเองเหมือนกัน ว่าเพราะอะไรถึงมีความเป็นห่วง ซุน มากเป็นพิเศษ แม้จะใช้เหตุผลบอกกันตนเองว่า ซุน คือผู้ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันกับตน แต่ลึก ๆ ก็ย่อมรู้แก่ใจว่านั้นเป็นเพียงข้ออ้างให้กับตนเอง…
ทั้งที่ในอดีต อาเมนดูเอล เปี่ยมไปด้วยความทะเยอทะยานและไร้ซึ่งความเมตตา แม้แต่กับพี่น้องตนเอง ยังต่อสู้เข่นฆ่ากันเพื่อช่วงชิงบัลลังก์ แม้ว่าสุดท้ายเฒ่าชีเปลือยจะเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้และสูญเสียทุกสิ่ง จนถึงกับต้องใช้อาคมลับเพื่อหลบหนีไปยังสุริยะแห่งอื่น เพื่อที่จะรักษาดวงวิญญาณดวงนี้เอาไว้ แต่ภายในใจก็ยังคาดหวังที่จะกลับไปแก้แค้นอยู่เสมอ…
อันที่จริง เฒ่าชีเปลือย ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับ ซุน ถึงเพียงนี้ ยังสามารถที่จะแยกตัวออกไปอยู่ร่วมกับยอดฝีมือคนอื่น ๆ ที่แข็งแกร่งมากกว่า ซุน ได้ตลอดเวลา ทว่าคล้ายมีเส้นใยบางอย่างที่ทำให้ เฒ่าชีเปลือย อยากมองเห็นการเติบโตของชายหนุ่มคนนี้ อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน...
“มันเป็นชะตากรรมงั้นหรือ?!” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยพึมพำกับตนเอง
เสียงกรีดร้องโหยหวนของ ซุน ดังขึ้นมาอีกหลายระลอก ท่ามกลางแมวทั้ง 8 และ เฒ่าชีเปลือย ที่เฝ้าจับตามอง จนถึงตอนนี้ก็ผ่านมากกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว เสียงร้องก็ยังคล้ายว่าจะไม่สงบลงโดยง่าย… จุดตันเถียนคือปลายทาง ร่างกายคือเส้นทาง ซุน รู้สึกราวกับกระดูกทุกชิ้นบิดงอแตกสลาย ก่อนจะค่อย ๆ สร้างขึ้นมาใหม่ รู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่ระเบิดออก ก่อนจะฟื้นฟูอย่างช้า ๆ เส้นลมปราณโป่งขยายและหนาขึ้นอีกหลายเท่า แม้แต่จิตวิญญาณยังถูกแฝงเร้นเอาไว้ด้วยไอดุร้ายของราชันย์สัตว์อสูร กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นวนเวียนไปมาไม่รู้จบ ความเจ็บปวดสุดจะพรรณนาเป็นคำพูด…
มันคือการผลัดเปลี่ยนจากร่างมนุษย์ไปสู่ร่างครึ่งสัตว์อสูร!! และนี่คือร่างสถิตแท้จริงหนึ่งเดียวในยุทธภพของยุคสมัยนี้ เป็นพลังอย่างเดียวกับที่สามผู้ยิ่งใหญ่เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน เล้งซาน เหว่ยถู และ กุ่ยเยี่ยซา ได้รับ… ดังนั้นแล้วร่างสถิตเทียมในใต้หล้า ณ ปัจจุบัน ย่อมมิอาจนำมาเปรียบวัดกับ ซุน ได้!!
จากเสียงกรีดร้องโหยหวนในคราแรก เวลานี้เริ่มถูกเปลี่ยนกลายเป็นเสียงกรรโชกของราชันย์พยัคฆ์!! กลิ่นอายที่เรือนกายแผ่ล้น เริ่มที่จะแตกต่างไปจากมนุษย์อย่างสิ้นเชิง หากเป็นชนชั้นยอดฝีมือคงจะสัมผัสได้ในทันที กระทั่งจิตใจดั้งเดิมยังถูกขัดเกลาให้ดุร้าย เด็ดเดี่ยว อันเป็นอุปนิสัยของสัตว์อสูร ที่ใช้สัญชาตญาณมากกว่าสามัญสำนึก…
เสียง ตูม! ดังขึ้นจากร่างของ ซุน แผ่กลิ่นอายแห่งสัตว์อสูรตลบอบอวลเป็นระลอกใหญ่ แม้แต่หอคอยทั้งหลังยังสั่นครืน พายุอัสนีเหนือท้องฟ้าบ้าคลั่งมากยิ่งไปกว่าเดิม แต่แล้วเมื่อมาถึงจุดหนึ่งอันเป็นจุดสูงสุด ทุกอย่างก็ค่อย ๆ กลับเป็นปกติ มรสุมและกระแสลมปราณในหอคอยที่เคยบ้าคลั่ง เวลานี้กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง…
เมฆดำและพายุอัสนีที่ปกคลุมหอคอยมาตลอดหลายวันมานี้ ได้กระจายตัวออก กลับกลายเป็นท้องฟ้าที่ใสกระจ่างยามบ่าย แม้แต่ผู้คนที่อยู่ด้านนอกหอคอย ยังแสดงสีหน้าโล่งอกที่ภัยพิบัติบางอย่างในหอคอยจบสิ้นลง แต่ก็ยังมีอีกหลายคนยังรู้สึกเสียดาย ไม่มีโอกาสเข้าในหอคอยยามที่บ้าคลั่งเพื่อแสวงหาโชควาสนา…
ภาพเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ ชวนทำให้หลายคนที่จับตามองมาตั้งแต่แรก รู้สึกราวกับว่าโชควาสนาที่บ้าคลั่งทั้งหมดก่อนหน้านี้ มันได้ถูกบางสิ่งบางอย่างดูดกลืนไปจนหมดสิ้น และมันก็ได้เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ ซุน ได้ลืมตาตื่นขึ้น…
“ร่างสถิต แห่งราชันย์พยัคฆ์ขาว…”
แมวทั้ง 8 เผยสีหน้าปลดปลง เพราะพวกมันได้ทำตามเจตนารมณ์สุดท้ายของ เทพหู่ ที่ฝากฝังไว้เสร็จสิ้นแล้ว จากนี้ไปทุกตนมีอิสระในการเลือกของตนเอง ว่าจะยอมรับในตัว ซุน และยอมเปลี่ยนตนเองให้เป็นพลังส่วนหนึ่งของ ซุน หรือไม่… ซึ่งเวลานี้ได้มี 4 ตน ที่ยอมรับไปแล้ว แต่อีก 4 ตน กลับยังเฝ้ารอให้เวลาเป็นสิ่งพิสูจน์ต่อไป…
เฒ่าชีเปลือย สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนในทุก ๆ ด้าน ราวกับว่านี่มิใช่ ซุน คนเดิมอีกต่อไป ทั้งกลิ่นอาย ทั้งร่างกาย ทั้งจิตใจ ถูกยกระดับเปลี่ยนแปลงไปอีกหลายขั้น มีเพียงห้วงสำนึกและจิตวิญญาณที่ยังคงเดิม… เชื่อว่าจากนี้ไป ซุน คงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ในการควบคุมร่างกาย และจิตใจมิให้บ้าคลั่งไปตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ซุน หลังจากที่กลับสู่ความเป็นปกติ ก็รู้สึกราวกับได้เกิดใหม่ กล้ามเนื้อทุกมัด กระดูกทุกข้อ หรือแม้แต่อวัยวะภายใน จุดชีพจรและเส้นลมปราณ ดูเหมือนทุกสิ่งจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กลิ่นอายสัตว์ร้ายที่คงต้องใช้เวลาทำความคุ้นชินอีกสักระยะ กว่าที่ ซุน จะสามารถหาวิธีสะกดมันลง ให้กลายเป็นกลิ่นอายของมนุษย์ดังเดิมได้…
ร่างกายภายนอกที่ชัดเจนที่สุดของเป็นเส้นผมและคิ้วที่กลายเป็นสีขาวโพลนทั้งหมด กล้ามเนื้อที่ใหญ่โตขึ้นจนราวกับอาภรณ์ตัวเดิมนั้นหดเล็กลง ทว่าก็อยู่ในระดับที่มิได้ใหญ่จนน่าเกลียดเทอะทะ เป็นกล้ามเนื้อที่มีความสมส่วนปราดเปรียวในการเคลื่อนไหว มิต่างกับพยัคฆ์ที่จำเป็นต้องใช้ร่างกายปราดเปรียวในการออกล่าเหยื่อ…
ดวงตาของ ซุน ก็คล้ายจะเปลี่ยนไป หากขับขานพลังของร่างสถิต ดวงตาจะเปลี่ยนเป็นลักษณะเดียวกับดวงตาของพยัคฆ์ ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังในการควบคุมพลังร่างสถิตเอาไว้ มิเช่นนั้นจะมีความแตกต่างไปจากมนุษย์ที่มากเกินไป…
ซุน ถึงกับสูดหายใจลึก ต่อให้ควบคุมสมาธิได้ดีเพียงใดก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นกับการก้าวกระโดด ที่ราวกับการวิวัฒนาการเช่นนี้ แม้ในใจจะอดกังวลอยู่เนือง ๆ ไม่ได้ เรื่องที่ตนเองนั้นเริ่มก้าวออกจากความเป็นมนุษย์มาขั้นหนึ่งแล้ว…
“อย่ามัวแต่ตื่นเต้น… ยิ่งเวลาผ่านไปความเสี่ยงที่พื้นฐานลมปราณจะสลายก็ยิ่งมาก เตรียมพร้อมรับพื้นฐานลมปราณกลับคืน!!” แมวเขียว แค่นเสียงขึ้นด้วยใบหน้าเคร่งขรึม จึงทำให้ ซุน ลบเรื่องราวทั้งหมดออกจากหัว และตั้งสมาธิอีกครั้ง…
แมวม่วง เป็นตนแรกที่เข้ามาใกล้ ซุน ด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับใช้เท้าหน้าตบไปที่หน้าผากของ ซุน เบา ๆ เอ่ยปากเนิบนาบขึ้น… “อย่าทำให้ผิดหวังนักล่ะ แสดงความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นเช่นนี้ต่อไป สักวันหนึ่งคงทำให้ แมวเหลือง แมวส้ม แมวแดง และ แมวขาว ยอมรับเจ้าได้…”
กล่าวจบ แมวม่วง ก็หันไปมองยังแมวตนอื่น ๆ ที่เสมือนพี่น้อง เผยแววตาลึกซึ้งอาวรณ์ออกมา ก่อนจะได้ทำการเขมือบเอาพื้นฐานลมปราณสีม่วงของ ซุน ที่ดึงออกมาก่อนหน้านี้กลืนหายเข้าไปในร่าง…
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมด ชวนทำให้ ซุน รู้สึกถึงความแปลกประหลาด รู้สึกว่านี่มิใช่เพียงแค่การคืนพื้นฐานลมปราณให้กับตน แต่มันราวกับเป็นการสั่งเสียก่อนจะจากลา… แมวเขียว ที่อยู่ข้าง ๆ ชายหนุ่ม พอจะเดาความคิดของ ซุน ได้ จึงถอนหายใจและกล่าวออกมา…
“เจ้าเข้าใจถูกแล้ว… การยอมรับในตัวเจ้า นั่นก็เท่ากับเป็นการหวนกลับคืนสู่จิตวิญญาณของ เทพหู่ ทั้ง แมวม่วง แมวคราม แมวน้ำเงิน และรวมถึงข้า จะใช้โอกาสในการคืนพื้นฐานลมปราณให้กับเจ้า สลายจิตวิญญาณเพื่อเป็นหนึ่งเดียวกับเจ้าไปด้วยในคราเดียวกัน…”
“!!!!!!!!!!!” ซุน เมื่อได้ยินก็เบิกตากว้างในทันที
“เช่นนั้นก็แปลว่า พวกท่านจะต้องแตกดับสู่นิพพาน เพียงเพราะกลายเป็นพลังร่างสถิตให้กับข้างั้นหรือ!!”
แมวเขียวเผยรอยยิ้ม ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ
“ไม่ใช่เรื่องที่น่าเศร้าใจ เพราะมันเป็นภาระหน้าที่ของพวกเรามาตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งหมดคือเจตนารมณ์ที่ เทพหู่ เหลือทิ้งเอาไว้ ต่อให้ไม่มีเจ้า… สักวันพวกเราก็คงต้องแตกดับไปอย่างไร้ความหมาย การจากไปในครั้งนี้คือเป็นประโยชน์ที่สุดแล้ว
จิตวิญญาณของ พวกเราทั้ง 8 แฝงเร้นไว้ด้วย พรแห่งร่างสถิตอันเป็นทักษะพิเศษที่เจ้าจะได้รับ… เดิมที่ก้นบึ้งของเจ้าเป็นผู้ที่มีจิตใจที่อ่อนโยน ข้าเข้าใจดีว่ามันอาจจะทำให้เจ้ารู้สึกไม่ดีนักกับการเสียสละของพวกเราครั้งนี้ แต่ทางเดียวที่เจ้าจะตอบแทนการเสียสละของพวกเราได้ ก็คือการที่เจ้าต้องก้าวเดินต่อไป และค้นหาเส้นทางไปตามชะตากรรม อีก 6 ภาพนิมิต ที่ เทพหู่ หลงเหลือทิ้งไว้ให้กับเจ้า…”
ซุน ถึงกับจิตใจสะท้านสั่นไหว ยามนี้ดวงตาถึงกับขุ่นมัวลง หันมองไปยัง แมวม่วง แมวคราม แมวน้ำเงิน และ แมวเขียว ด้วยความซาบซึ้งอย่างหาที่เปรียบมิได้…
“เอาล่ะนะ…” เมื่อกล่าวขึ้น ร่างของ แมวม่วง ก็แตกสลายกลายเป็นสายลมสีม่วงกลุ่มก้อนหนึ่ง แทรกซึมเข้าไปยังจุดชีพจรต่าง ๆ ของ ซุน อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ซุน มิได้รู้สึกถึงความทรมานใด ๆ กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นของสายลม ที่โชยพัดผ่านจิตวิญญาณและร่างกาย ทั้ง ซุน ยังสัมผัสได้ถึงจิตใจแห่งความกรุณาของ เทพหู่ อันเป็นตัวแทนของ แมวม่วง ตนนี้
พริบตาเดียวพื้นฐานลมปราณของ ซุน จากที่เคยเป็นบ่อพลังอันว่างเปล่า ก็ราวกับมีมวลพลังมหาศาลถูกถ่ายเทเข้าไปจนเต็มปริ่ม และก้าวทะยานขึ้นสู่ชนชั้นลมปราณสีม่วงขั้นที่ 9 ในทันที… ที่น่าตกใจกว่านั้น ความรู้แจ้งบางอย่างก็พลันผุดขึ้นมาในห้วงสำนึก…
“พรแห่งร่างสถิตสายลมสีม่วง… ห้วงสัมผัสแห่งสายลม!!”
……………………………………..