อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 211 ออกจากหอคอย...
ตอนที่ 211
“ได้พื้นฐานลมปราณกลับคืนมาแล้ว ร่างสถิตก็ได้ไปแล้ว… ในเมื่อที่นี่ไม่มีโชควาสนาอะไรสำหรับเจ้าหลงเหลืออยู่อีก ก็รีบกลับไปได้แล้ว…” แมวแดง แค่นเสียงกล่าวขึ้น แววตาดูจะโกรธเกรี้ยวอยู่ตลอดเวลา
แมวส้ม ที่ก่อนหน้านี้เงียบงันมาโดยตลอด ยังเผยแววตาเด็ดเดี่ยวออกมา…
“แมวม่วง แมวคราม แมวน้ำเงิน และ แมวเขียว หรือตัวแทนจิตใจแห่งความเมตตาและกรุณา, ความสุขและรื่นเริง, ความเย่อหยิ่งและทะนงตน, ความหวังและโอกาส ของเทพหู่ ทั้ง 4 ยอมรับในตัวเจ้าก็ถือว่าเจ้าทำได้ไม่เลว…
ทว่าในสายตาของพวกเราที่เหลือ… แมวเหลือง ตัวข้า แมวแดง และ แมวขาว คุณสมบัติของเจ้านอกจากจะยังไม่เพียงพอแล้ว ความมั่นคงในจิตใจของเจ้า ก็ยังทำให้พวกเรายอมรับไม่ได้ พวกเราทั้ง 4 ก็เป็นตัวแทนจิตใจของ เทพหู่ เช่นเดียวกัน…
ความโศกเศร้าและสิ้นหวัง, ความมุ่งมั่นและทะเยอทะยาน, ความโกรธเกรี้ยวและบ้าคลั่ง, ความเดียวดายและอ้างว้าง… พวกเราทั้ง 4 คือจิตใจอันเป็นแรงผลักดันที่ทรงพลังที่สุดของ เทพหู่ เหนือล้ำกว่าจิตวิญญาณแมวทั้ง 4 ก่อนหน้านี้อย่างมิอาจเปรียบวัด!!”
แมวเหลือง ไม่กล่าวอันใด มีเพียงแววตาเศร้าอาดูร ที่ชำเรืองมอง…
ซุน ในเวลานี้ตระหนักได้แล้วว่า แนวร่วมของตนที่เคยมีถ่วงดุล บัดนี้ไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว สายตาของแมวเหลือง แมวส้ม แมวแดง เต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตร ถึงแม้ แมวขาว จะไม่มีท่าทีเช่นนั้น แต่ก็ยังต้องรักษาความเป็นผู้นำ มิอาจเอนเอียง…
แต่หากจะให้ตนจากไปทั้งอย่างนี้ ก็เท่ากับหมดสิ้นโอกาสที่จะเป็นร่างสถิตสมบูรณ์!! ซุน จึงยืดอกตั้งแสดงความมุ่งมั่นออกมา ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ… “หากเวลานี้พวกท่านไม่ยอมรับ แล้วทำอย่างไรพวกท่านจึงจะยอมรับ ข้ายินดีเข้ารับการทดสอบจากพวก….”
ทว่ายังไม่ทันที่ ซุน จะกล่าวจบประโยค สายลมสีแดงระลอกหนึ่งก็กระแทกเข้าใส่ร่างของ ซุน ให้ถลาถอยไปหลายสิบก้าว… และเมื่อเงยหน้ามองขึ้นมา ก็พบเงาร่างของพยัคฆ์ขนาดมหึมา ยืนประจันหน้าแสยะคมเขี้ยว พร้อมจะบดขยี้ ซุน ในความนึกคิดเดียว… ชายหนุ่มถึงกับหน้าถอดสีไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงออกมา สัมผัสได้ว่านี่มิใช่การทดสอบพยัคฆ์ร่างสีแดงตรงหน้านี้ ได้แผ่จิตคุกคามออกมาจริง ๆ
“บอกแล้วอย่างไรว่าเจ้านั้นไร้คุณสมบัติ!! อย่าได้พยายามต่อรองให้เสียเวลา รีบไสหัวไปได้แล้ว!!” แมวแดง ที่เวลานี้ได้กลายร่างเป็นพยัคฆ์ขนสีแดงขนาดใหญ่ แค่นเสียงออกมาอีกครั้ง ดวงตาเจิดจรัสไปด้วยไอสังหารที่ถาโถม ดุจพยัคฆ์ที่จดจ้องเหยื่อ
แม้ในจิตใจของ ซุน จะสั่นสะท้านกับน้ำเสียงและแววตาที่ดุร้ายนี้ มีเหงื่อซึมไหลออกจากขมับ ทว่าใบหน้าที่ปรากฏกลับเคร่งขรึม ยืนตรงผ่าเผยไม่ยินยอมที่จะจากไปทั้งเช่นนี้… “พวกท่านตัดสินข้าจากอะไร?! พวกท่านพบเจอข้ายังไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำ กลับพิจารณาข้าผ่านความทรงจำเป็นมั่นเหมาะแล้วงั้นหรือ!! แบบนี้มันจะยุติธรรมสำหรับข้าได้เยี่ยงไรกัน!!”
พยัคฆ์แดง ถลึงตาโดยพลัน แยกเขี้ยวพร้อมกับเสียงกรนดังของสัตว์ร้าย…
“พอได้แล้ว แมวแดง… ที่ ซุน ว่ามามันก็ไม่ผิดไปเสียทีเดียว ภาพในความทรงจำทั้งหมดของ ซุน คือการใช้ชีวิตที่ไม่รู้มาก่อนว่าจะก้าวเดินบนเส้นทางสายนี้ ซุน เพิ่งจะเข้าสู่วังวนแห่งความแข็งแกร่งได้เพียงแค่ปีเดียวด้วยซ้ำ พวกเราก็ไม่ควรรีบนำความทรงจำเหล่านั้นมาใช้ตัดสินอนาคต...” แมวขาว เอ่ยขึ้น
ทำให้พยัคฆ์แดง พ่นลมหายใจระลอกหนึ่งใส่หน้าของ ซุน จนเส้นผมและอาภรณ์ปลิวสะบัดยุ่งเหยิง จากนั้นก็กลายร่างของพยัคฆ์กลับคืนสู่ร่างของ แมวแดง ดังเดิม… “พูดให้ตายข้าก็ไม่เชื่อว่าเจ้านี่จะมีคุณสมบัติ… ทุกวันนี้มันยังต้องให้วิญญาณดวงนั้นคอยอุ้มชูอยู่เลย”
แมวแดง กล่าวพลางตวัดสายตาไปยัง เฒ่าชีเปลือย… ดูเหมือนว่าเหตุผลที่แมวทั้ง 4 ตนยังไม่ยอมรับ ส่วนหนึ่งมาจากการดำรงอยู่ของ เฒ่าชีเปลือย ที่ยังคอยช่วยเหลือสนับสนุน ซุน ในยามวิกฤต… เพราะอุปนิสัยดั้งเดิมของ เทพหู่ คือความเด็ดเดี่ยวไม่เคยร้องขอความเห็นใจจากผู้ใด แม้ในวันที่สิ้นอายุขัย ก็ยังไม่คิดกลับไปหาเทพนักษัตรตนอื่น ๆ ให้ช่วยเหลือ นับเป็นทิฐิแรงกล้าที่สิ่งใดก็ไม่อาจสั่นคลอน
แมวขาว เองก็เคยกล่าวเรื่องของ เฒ่าชีเปลือย ออกไปแล้ว ย่อมไม่กล่าวซ้ำสอง… เฒ่าชีเปลือย ที่เห็นสายตาของแมวทั้ง 4 รวมไปถึงใบหน้าที่เคร่งขรึมมุ่งมั่นของ ซุน ก็ถอนหายใจยาว ๆ พรืดหนึ่ง…
“เอาเช่นนั้นก็ได้”
วิญญาณของชายชราลอยตรงมายัง ซุน ด้วยสีหน้าจริงจัง… “ดูท่าว่าแมว 4 ตัวนั้น มันจะไม่เชื่อถือเจ้ากับข้าเท่าที่ควร เช่นนั้นหลังจากนี้ต่อไปหากข้าไม่ยื่นมือช่วยเหลืออะไรเจ้าอีก เจ้าคิดว่าจะสามารถเอาชีวิตรอดด้วยตนเองได้หรือไม่?!”
ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยปากตอบรับ… ทว่าเฒ่าชีเปลือยกลับถลึงตาและแค่นเสียงกำชับหนัก “คิดให้ถี่ถ้วน!! เพราะนี่คือหนึ่งในการเตรียมใจเช่นเดียวกัน!! หากเจ้าพบเจอศัตรูที่แข็งแกร่ง แม้จะอ้อนวอนกราบกรานข้าก็จะไม่สามารถออกหน้าช่วยเหลือเจ้าได้!!”
ซุน ถึงกับสำลักคำพูด ใบหน้าแข็งค้างไปชั่วครู่ สัมผัสได้ถึงความจริงจังแน่นหนักที่ เฒ่าชีเปลือย แสดงออกมา ซึ่งมีไม่บ่อยครั้งนัก… นี่เท่ากับว่า ซุน ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความปลอดภัยของตน กับความมุ่งมั่นยึดติดที่มีต่อร่างสถิตสมบูรณ์ ชายหนุ่มหันมองไปยังแมวทั้ง 4 และ เฒ่าชีเปลือยสลับกันหลายครา
ก่อนที่จะเลือกตัดสินใจ ดวงตาเจิดจ้าเปล่งประกาย…
“ยอดฝีมือในยุทธภพทุกคนในระดับแนวหน้า ต่างก็ไม่มีดวงวิญญาณที่คอยช่วยเหลือ… ทุกคนยังสามารถฝ่าฝันเติบโตขึ้นมาได้ ดังนั้นหากข้าไม่มีปัญญาฝ่าฟันอุปสรรคและชะตากรรมนานัปการได้ด้วยตนเอง ก็ให้ถือว่าข้านั้นด้อยความสามารถ ไม่คู่ควรและไม่เหมาะสมดังที่จิตวิญญาณแห่งเทพหู่ได้ดูแคลน
นับจากนี้ไป ต่อให้ต้องตาย ข้าก็จะขอฝ่าฟันทุกสิ่งด้วยตนเอง!! นี่คือสัตย์สาบานของข้า ในฐานะร่างสถิตราชันย์พยัคฆ์ขาว!!” ซุน ประกาศกล้าขึ้นแน่นหนักถึงการเตรียมใจครั้งนี้ สายตาของ แมวทั้ง 4 หรือแม้แต่ เฒ่าชีเปลือย เปลี่ยนแปลงลงในทันที…
“ดีมาก!! ถือว่าเจ้าเติบโตขึ้นบ้างแล้ว!!”
เฒ่าชีเปลือย หัวเราะออกมา ก่อนจะเริ่มทำการขับขานอาคมบทหนึ่ง เกิดเป็นอักษรอักขระมากมายนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในความว่างเปล่า ทั้งยังมีการแผ่ขยายตบะพลังวิญญาณออกมาจากร่างกายที่ผอมกะหร่องนั่น จนทำให้ในชั่วพริบตาหนึ่ง ซุน ได้มองเห็นรูปลักษณ์อันสง่างามที่แฝงเร้นด้วยพลังอำนาจแห่งราชันย์สยบทุกสิ่ง ทับซ้อนขึ้นบนร่างชราผอมแห้ง…
ถึงแม้จะเป็นแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ชั่วครู่หนึ่ง แต่มันก็ทำให้ ซุน ตระหนักได้ว่า คำพูดที่เฒ่าชีเปลือยเคยกล่าวเอาไว้ว่า… ก่อนที่ตนเองจะมีสภาพน่าทุเรศทุรังเช่นนี้ ในอดีตตนนั้นเคยเป็นบุรุษรูปงามแสนเกรียงไกรมาก่อน แต่ถูกช่วงชิงเอาทุกสิ่งไปไว้เว้นแม้แต่รูปโฉมดั้งเดิม จนมีสภาพดังทุกวันนี้… แน่นอนว่าคราแรก ซุน ไม่ปักเชื่อ ทว่าทันทีที่ได้เห็นรูปลักษณ์ชั่วพริบตานั้น มันทำให้ ซุน สัมผัสได้ว่าคำพูดทั้งหมดนั้นคือเรื่องจริง!!
“เวทย์ลับ อักษรสวรรค์ผนึกตบะ!!”
อักขระที่ปรากฏรอบด้านเวลานี้ได้กลายเป็นบ่วงโซ่สีทองไร้สิ้นสุด รัดพันไปรอบดวงวิญญาณของ เฒ่าชีเปลือย แสงสว่างที่เจิดจ้าทำให้ ซุน ถึงกับต้องหรี่ตาคับแคบ ไม่นานแสงสว่างเหล่านั้นก็ได้เลือนหายลับไปอย่างสมบูรณ์
เฒ่าชีเปลือย ยังคงมีรูปลักษณ์เช่นเดียว ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทว่าตบะพลังวิญญาณมหาศาลที่เคยแผ่ล้นหลามออกมาจนน่ากริ่งเกรงนั้น เวลานี้ตบะได้หดหายไปกว่า 9 ใน 10 ส่วน!! สร้างความตกตะลึงให้กับ ซุน เป็นอย่างมาก...
เฒ่าชีเปลือย ถอนหายใจเบา ๆ หันมองไปยัง แมวทั้ง 4 ที่เฝ้าจับตามองอยู่…
“เวลานี้ข้าได้ผนึกตบะพลังวิญญาณกว่า 9 ใน 10 ส่วนไปแล้ว อำนาจของผนึกจะคงสภาพไม่น้อยกว่า 3 ปีนับจากนี้ ต่อให้ตัวข้าคิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ซุน ก็คงทำได้ไม่เหมือนเมื่อก่อน อย่างมากก็ทำได้เพียงชี้นำและเกื้อหนุนจากอาคมที่ไร้พลังเท่านั้น นี่น่าจะทำให้พวกเจ้ามีใจหันมองเจ้าเด็กนี่ได้บางแล้วกระมัง?!”
แมวทั้ง 4 ตน หดนัยน์ตาแคบเพ่งมอง รับรู้ได้ว่าคำพูดที่วิญญาณชรากล่าวออกมานั้นคือเรื่องจริง ตบะพลังวิญญาณเกือบทั้งหมดถูกผนึกไปแล้ว แม้แต่เจ้าตัวก็ไม่อาจปลดผนึกมันในก่อนจะครบ 3 ปี ตามที่ลั่นวาจา…
ซุน เผยใบหน้าซีดเผือด มองไปยัง เฒ่าชีเปลือย…
“ทะ…ทำไมต้องทำถึงขั้นนี้?!”
เฒ่าชีเปลือย หัวเราะเสียงเย็น…
“เจ้าโง่… หากไม่ทำถึงขั้นนี้ คิดว่าแมวทั้ง 4 ตรงหน้าเจ้าจะยอมรับฟังเจ้างั้นหรือ?! อีกอย่างการผนึกตบะก็นับเป็นเรื่องดีสำหรับตัวข้าอีกด้วย เพราะตลอดหลายปีมานี้ตบะดั้งเดิมของข้าพร่องโหว่ไปอย่างมหาศาลก็เพราะเจ้า…
การผลึกตบะส่วนใหญ่เอาไว้ จะทำให้การสั่งสมตบะรวดเร็วมากยิ่งขึ้นไปหลายระดับ เป็นวิธีการจำศีลวิญญาณที่ข้ามักจะใช้อยู่เป็นประจำในโลกเดิม… แต่เพราะที่ผ่าน ๆ มา เจ้ามันอ่อนแอเกินไปทำให้ข้าไว้วางใจไม่ได้ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ข้าไม่ได้ผนึกตบะของตนเองเอาไว้
แม้ในเมื่อเจ้าได้ตระเตรียมใจและเอ่ยสัตย์สาบานออกมาแล้ว ข้าก็สามารถปลดละวางขอบเขตช่วยเหลือของข้าลงได้… นี่แหละคือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว จากนี่ไปเจ้าก็แค่มุ่งมั่นและพยายามให้มากยิ่งกว่าเดิม ด้วยพลังของร่างสถิต ขอแค่เจ้าไม่โง่เขลาไปเผชิญหน้ากับยอดฝีมือระดับสูงตรง ๆ ภายใต้ขอบเขตชนชั้นเดียวกัน เจ้าก็น่าจะเรียกได้ว่าไร้พ่ายแล้ว…”
ซุน ถึงกับกล่าวสิ่งใดไม่ออก รู้สึกติดค้างของ เฒ่าชีเปลือย มากยิ่งขึ้นไปอีกขั้น… เชื่อว่าในช่วงเวลา 3 ปีนี้ ถึงเจ้าตัวจะกล่าวว่าเป็นสภาวะจำศีลวิญญาณเพื่อฟื้นฟูตบะ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องแบกรับความเสี่ยงอยู่ไม่น้อย ซึ่งถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก หากเผชิญหน้ากับดวงวิญญาณที่แข็งแกร่งตนอื่น
จริงอยู่ที่หลังจากนี้ ซุน จำเป็นต้องระมัดระวังมากขึ้น เพราะจากนี้ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับอะไร ซุน ก็จำต้องจะหาวิธีเอาตัวรอดเป็นของตนเอง โดยไม่นำเฒ่าชีเปลือยมาเป็นปัจจัยในเส้นทางการช่วยเหลือ เพราะนั่นก็คือการเตรียมใจที่ ซุน ให้สัตย์สาบานเอาไว้แล้ว…
ซุน และ เฒ่าชีเปลือย ซึ่งได้ยืนเคียงข้างกันเวลานี้… ส่งสายตาทอดมองตรงไปยังแมวตั้ง 4 ตน หลังจากที่ทั้งสองได้แสดงความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นออกมาแล้ว เหลือก็แต่คำตอบรับของแมวทั้ง 4 ตนนี้เท่านั้น…
แมวแดง ไม่เหลือสิ่งใจจะกล่าวได้อีกแล้ว มีเพียงความกระฟัดกระเฟียดที่แสดงออกมา แมวเหลือง และแมวส้ม ต่างก็เงียบงัน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ตัดสินใจของ แมวขาว ที่จนถึงเวลานี้ก็ยังมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าเสมอ…
“หึหึ… ถือเป็นการเตรียมใจที่น่าชื่นชมยิ่งนัก… ก็ได้! พวกเราจะให้โอกาสเจ้าก็แล้วกัน อย่างไรเสียเจ้าในตอนนี้ก็ยังไม่มีคุณสมบัติจะรับพลังจากจิตวิญญาณ เพราะพื้นฐานของเจ้ายังไม่เพียงพอ ในเมื่อเจ้าเป็นร่างสถิตแล้ว การจะขึ้นมาบนหอคอยก็สามารถทำได้ทุกเวลา…
เอาไว้เจ้าบรรลุชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดเมื่อใด ก็ค่อยกลับขึ้นมารับการทดสอบจาก แมวเหลือง บนหอคอยแห่งนี้ก็แล้วกัน นี่ถือเป็นการให้โอกาสกับเจ้า… และจงอย่าลืมว่าทุก ๆ ครั้งเจ้าจะต้องผ่านด่านทดสอบจิตใจในชั้นที่ 113 ดังนั้นความทรงจำทั้งหมดของเจ้าจะต้องผู้เปิดเผยออกมา หากวิญญาณชราผู้นั้นลักลอบช่วยเหลือเจ้ามากไปกว่าการใช้คำชี้แนะ ก็จะถือว่าเจ้าหมดคุณสมบัติเช่นเดียวกัน… ตกลงตามนี้ดีหรือไม่?!”
ซุน แม้อยากจะเอ่ยโต้แย้ง แต่วิธีนี้ก็ยังดีกว่าไม่ได้รับโอกาส…
“ชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นสูงสุดงั้นหรือ…”
แมวเหลือง ลอยออกหน้า พร้อมผงกศีรษะตอบรับ…
“ถูกต้อง… อันที่จริงพรแห่งร่างสถิตเจ้าสามารถรับได้ตั้งแต่บรรลุชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 1 แล้ว ทว่าเพราะนี่คือการทดสอบดังนั้นข้าจะยังไม่มอบมันให้เจ้า และหากยังไม่บรรลุขอบเขตสูงสุดชนชั้นลมปราณสีเหลือง ก็อย่าได้คิดจะก้าวเข้ามาในหอคอยแห่งนี้เด็ดขาด!!
ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าแอบเข้ามาดูดซับกระแสลมปราณในหอคอยเช่นเดียวกัน จงหาวิถีทางของตนเองให้พบ แสดงความเด็ดเดี่ยวมุ่งมั่นเฉกเช่นที่ เทพหู่ มี… อย่าได้คิดใช้วิธีการคดโกงกับพวกเรา เพราะทุกอย่างล้วนแล้วแต่จะต้องถูกเปิดเผยออกมาจากความทรงจำ…”
แมวเหลือง กล่าวจบก็เกิดวังวนสายลมระลอกหนึ่งขึ้นมา ก่อตัวรวมกันเป็นประตูมิติเคลื่อนย้าย… ไม่ต้องอธิบายก็ทราบได้ทันที ว่าเมื่อก้าวออกผ่านประตูนี้ไปแล้ว ย่อมเป็นทางออกไปยังด้านนอกหอคอยแห่งนี้…
ซุน สูดลมหายใจลึก ชัดเจนว่าตนคงต้องเผชิญกับบททดสอบอีกมากกว่า แต่อย่างน้อยหนทางก็มิได้ตีบตัน ชายหนุ่มก้าวเดินตรงไปยังประตูมิติบานนั้นด้วยแววตามุ่งมั่น เอ่ยปากขึ้นโดยไม่หันไปมองแมวทั้ง 4 ที่อยู่ด้านหลัง…
“ข้าจะกลับมาอีกแน่… เตรียมบททดสอบไว้รอได้เลย…”
จากนั้น ซุน ก็ก้าวเดินผ่านประตู และหายลับไปพร้อมกับสายลม…
…………………………………………