อสูรข้ามฟ้า - ตอนที่ 212 การปะทะหน้าหอคอย
ตอนที่ 212
ประตูมิติที่ถูกสร้างขึ้นมานั้น ไม่ได้ต่างอะไรกับประตูที่ใช้เข้าหอคอย เป็นพลังที่ผู้ครอบครองหอคอยเท่านั้น จึงจะสามารถเปิดขึ้นมาได้… เมื่อ ซุน ได้ก้าวผ่านประตูเข้ามาก็รู้สึกถึงร่างกายที่หมุนเคว้ง ปลายทางก็มิใช่สถานที่อื่นใด แต่เป็นตำแหน่งของประตูวาสนาด้านหน้าหอคอย…
ซุน ออกมาล่าช้ากว่าคนอื่น ๆ ที่เข้าไปพร้อมกันเกือบหนึ่งวันเต็ม ๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่คนของสำนักสายลมประจิมเกือบทั้งหมด เข้าใจได้ว่า ซุน คงพลาดท่าตกตายไปแล้วด้วยอุบัติเหตุบางอย่าง มิเช่นนั้นต่อให้ไม่อยากออกมาจากหอคอย ลูกแสงทรงกลม ก็สมควรจะบีบบังคับให้ทุกคนออกมาอยู่ดี
แต่ในจำนวนคนเหล่านั้น ก็ยังมีอีกหลายคนที่เชื่อว่า ซุน ไม่มีทางที่จะตายในหอคอยอย่างแน่นอน... ที่หน้าหอคอย มีคนเพียงหยิบมือเดียวที่เฝ้ารอการกลับออกมาของ ซุน ด้วยใบหน้าที่ดำคล้ำลงในทุก ๆ ชั่วยามที่ผ่านพ้นไป…
รองเจ้าสำนัก เตียมู่หยง ก็เป็นหนึ่งในจำนวนคนเหล่านั้น… ทั้งยังมี เจี่ยโย่วเทียน ลั่วชิงเหอ และศิษย์แห่งความภาคภูมิใจอีกหลาย ๆ คน ที่รู้สึกเป็นหนี้ติดค้าง ซุน ซึ่งได้ช่วยเหลือพวกตนในเหตุการณ์เลวร้ายจากการถูกโจมตีขบวนศิษย์หลัก คนเหล่านี้ล้วนเฝ้ารอด้วยท่าทีกังวลใจ ต่างภาวนาให้ ซุน นั้นรอกกลับออกมา…
ฉีลู่ชิง และ เตียซวงซวง จากสำนักบุปผาประจำก็ยังขออนุญาตจากทางผู้อาวุโสสำนัก เพื่อเฝ้ารออยู่ด้วยเช่นกัน… รวมถึงอีกคนหนึ่ง ที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเพราะอะไรจึงยังไม่ยอมจากไป ยังคงปักหลักนั่งขัดสมาธิในมุม ๆ หนึ่งใกล้กับประตูวาสนา แน่นอนว่าคนผู้นั้นก็คือ เฉียงตงฟาง อันดับที่ 1 อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีป…
คนเหล่านี้คือผู้ที่มั่นใจว่า ซุน ต้องยังไม่ตายแน่นอน แต่อาจเป็นเพราะความบ้าคลั่งของหอคอยก่อนหน้านี้ จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างจนทำให้เวลาที่ ซุน ควรจะปรากฏออกมานั้นได้คลาดเคลื่อนไป นั่นเป็นคำอธิบายเดียวที่คนเหล่านี้บอกกันตนเอง เพื่อประคับประคองความเชื่อมั่น…
และแล้วจู่ ๆ ก็ได้เกิดประกายแสงแวววาบขึ้นใกล้กับประตูวาสนา… ซึ่งหากเป็นวันปกติ เวลานี้มิใช่เวลาที่จะมีคนปรากฏตัวขึ้นมาได้ อีกทั้งประกายแสงที่สาดส่องยังแตกต่างไปจากในทุก ๆ ครั้ง ผิดแปลกไปจากตอนที่ ลูกแสงทรงกลม ส่งตัวออกมา…
ท่ามกลางความแปลกประหลาดนี้ ได้เรียกความสนใจในสายตาของทุกคนโดยรอบทันที… แม้แต่ เฉียงตงฟาง ที่หลับตาทำสมาธิมาโดยตลอด บัดนี้ก็ยังต้องลืมตาตื่นขึ้น เพ่งมองไปยังทิศทางดังกล่าวด้วยแววตาที่ล้ำลึก…
เงาร่างของชายหนุ่มผมสีขาวยาวสยาย ที่สวมอาภรณ์สีขาวขุ่นศิษย์หลักสำนักสายลมประจิมก็ได้ปรากฏขึ้น เมื่อแสงสว่างค่อย ๆ มอดดับลง ก็เห็นเป็นใบหน้าที่ทุกคนคุ้นเคยและเฝ้ารอ... หากแต่เวลานี้ ทุกคนกลับอึ้งงันและไม่กล้าเข้าไปไกล เหตุก็เพราะกลิ่นอายสัตว์ร้ายที่แผ่ขยายออกมาจากร่างของคนผู้นี้นั้น ทำให้หลายคนถึงกับขนลุกชูชัน รู้สึกมิต่างอะไรกับสัตว์อสูรที่ได้ปรากฏกลางเมือง…
เตียมู่หยง ที่มีสัมผัสแรงกล้ามากที่สุด ยกมือขว้างกันทุกคนเอาไว้โดยพลัน เผยแววตาดุร้ายขึ้นมา เนื่องด้วยรู้สึกว่าชายหนุ่มผมขาวผู้นี้ แตกต่างไปจาก ซุน มากมายเสียเหลือเกิน… หากแต่ในระหว่างที่ทุกคนกำลังอึ้งงันและพิจารณาอยู่นั้นเอง กลับมีไอเย็นระลอกหนึ่งพุ่งผ่านฝูงชนด้วยความเร็วมหาศาล แผ่รัศมีชนชั้นลมปราณสีเหลืองขั้นที่ 3 ออกมาจากเต็มเปี่ยม พร้อมกับกลิ่นอายของสัตว์ร้ายที่ไม่ได้แตกต่างไปจากชายหนุ่มผมขาว…
“เฉียงตงฟาง!!” เจี่ยโย่วเทียน ร้องตะโกนขึ้นทันที…
เฉียงตงฟาง มิได้กักเก็บพลังลมปราณใด ๆ เลย ตรงเข้าหา ซุน อย่างเต็มกำลังโดยไร้ซึ่งความกริ่งเกรง แขนขวาในเวลานี้ถูกยกขึ้น แผ่ไอเย็นไร้สิ้นสุดประสานหลอมรวม เกิดเป็นกงเล็บมังกรขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างจากน้ำแข็ง แผ่อำนาจหนาวเหน็บ เปลี่ยนบรรยากาศโดยรอบให้เย็นยะเยือก...
“เตรียมรับมือ!!” เฉียงตงฟาง คำรามเสียงบอกเตือนไปยังอีกฝ่าย
ซุน หันมองมาด้วยแววตาคมกล้า พริบตาเดียวที่ขับขานพลังของร่างสถิตราชันย์พยัคฆ์ขาว จนทำให้นัยน์ตาของ ซุน ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงดุจดั่งแววตาของพยัคฆ์ ปลดปล่อยกระแสลมสีน้ำเงินออกมารอบกาย จนเกิดการหมุนวนอย่างรุนแรง… เมื่อ ซุน ยื่นมือขวาของตนออกไป กระแสลมสีน้ำเงินเหล่านั้นก็พลันผนึกรวมตัว แปรเปลี่ยนเป็นกงเล็บพยัคฆ์สายลมขนาดใหญ่สีน้ำเงิน พุ่งตรงเข้าปะทะกับกงเล็บมังกรเหมันต์!!
ตูม!!
เกิดเสียงดังกัมปนาทอย่างรุนแรงท่ามกลางลานกว้างแห่งนี้ รัศมีการปะทะได้แผ่พลานุภาพสยบให้กระจัดกระจายออกไป โดยเศษเสี้ยวพลังที่ขยายตัวนั้น มีทั้งไอเย็นยะเยือก และลมพายุที่พัดกรรโชก กวาดเอาทุกสิ่งรอบรัศมีให้ราบเป็นหน้ากลอง ยังดีที่ตำแหน่งนั้นเป็นจุดไร้ผู้คน จึงไม่มีผู้ใดได้รับผลกระทบของการปะทะครั้งนี้
แต่มันก็ทำให้ทุกคนที่ได้เห็น อกสั่นขวัญแขวนไปตาม ๆ กัน…
การปะทะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ไม่มีการโจมตีต่อเนื่องใด ๆ เป็นการปะทะที่ไม่มีผลแพ้ชนะปรากฏชัดเจนนัก ทั้ง เฉียงตงฟาง และ ซุน ต่างก็หยัดยืนอยู่ใจกลางลานกว้าง ทั้งกงเล็บมังกรเหมันต์ และกงเล็บพยัคฆ์สายลม ต่างก็ถูกหักล้างจนแตกสลายไปโดยพร้อมเพรียงกัน…
ทั้งสองฝ่ายยืนจดจ้องประสานสายตา… เห็นได้ชัดอย่างหนึ่งก็คือแขนขวาของ เฉียงตงฟาง เกิดการสั่นเทาเล็กน้อย ในขณะที่แขนขวาของ ซุน ยังแน่นิ่ง นั่นทำให้ดวงตาของ เฉียงตงฟาง ฉายประกายบางอย่างมองตรงมายัง ซุน ทว่าไม่นานชายหนุ่มเย็นชาผู้นั้น ก็ได้แผดเสียงหัวเราะดังกังวานออกมา ราวกับพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง…
“นี่แหละ คือพลังของร่างสถิต!! เจ้าไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริง ๆ แล้วข้าจะรอเจ้าอยู่ที่พรรคมังกรฟ้า ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า!” เฉียงตงฟาง หัวเราะออกมาอย่างที่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นมาก่อน มันคล้ายเป็นความพึงพอใจที่ได้พบคู่แข่งที่ตนนั้นแสวงหามาเนิ่นนาน พบเจอผู้ที่จะช่วยผลักดันให้ตนมีความมุ่งมั่นมากยิ่งไปกว่านี้ พบเจอเป้าหมายใหม่บนเส้นทางแห่งการฝึกตน!!
จากนั้น เฉียงตงฟาง ก็พุ่งทะยานจากไป เหลือทิ้งไว้เพียงไอเย็นโดยรอบ...
ซุน เองก็มีรอยยิ้มเจือจางเช่นกัน มองแผ่นหลังของ เฉียงตงฟาง ด้วยความรู้สึกที่เป็นมิตร เห็นได้ชัดว่า เฉียงตงฟาง เป็นคนที่เถรตรงต่อความรู้สึก และที่ตรงเข้ามาโจมตีนั้นก็เพื่อทดสอบว่า ซุน ได้รับโชควาสนาบางอย่างจากหอคอยมาจริง ๆ หรือไม่? แต่ก็ไม่ได้มีความริษยาใด ๆ ต่อความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของ ซุน กลับมองเป็นความท้าทายของตนเองเสียด้วยซ้ำ…
แม้ว่า ซุน ยังควบคุมพลังจากร่างสถิตได้ไม่ดีนัก ทว่าตนก็ยังสามารถปะทะกับ เฉียงตงฟาง ตรง ๆ ได้เช่นนี้ บ่งบอกถึงการพัฒนาที่ก้าวกระโดดอย่างชัดเจน หากมีเวลาฝึกฝนให้ช่ำชองมากขึ้น ซุน ก็เชื่อมั่นว่าตนคงสามารถเอาชัยในการปะทะเมื่อครู่นี้ได้เป็นแน่…
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับทุกคนเป็นอย่างยิ่ง… แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นการยืนยันว่าชายหนุ่มตรงหน้าก็คือ ซุน จริง ๆ อีกทั้ง เฉียงตงฟาง ในฐานะร่างสถิตคนหนึ่ง ก็ยังออกปากยืนยันว่า ซุน คือร่างสถิตคนใหม่ แม้จะเกิดคำถามขึ้นมากมายกับทุกคน แต่นั่นก็ถือเป็นสิ่งยืนยันว่ากลิ่นอายสัตว์ร้ายที่ ซุน ได้แผ่ออกมานั้นมีความเป็นมาอย่างไร…
ลั่วชิงเหอ ตรงเข้ามาด้วยเสียงหัวเราะ ใบหน้าปิติยินดียิ่ง…
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! มันรอดกลับมาได้จริง ๆ เสียด้วย ถึงจะดูแก่ชราจนผมหงอกหมดหัวแล้วก็ตามที”
ซุน ถึงกับยิ้มหน้าเจื่อนออกมา สิ่งแรกที่ทำกลับเป็นการหยิบเอากระจกขึ้นมาสำรวจตนเอง และก็พบว่าตนนั้นถึงจะไม่มีริ้วรอยใด ๆ บนใบหน้า แต่เพราะเส้นผมและขนคิ้วที่ขาวโพลน ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้ดูเป็นผู้ชราคนหนึ่ง ที่ใช้พยายามใช้ลมปราณทำให้ใบหน้าอ่อนเยาว์ ชายหนุ่มจึงอดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าประหลาดออกมา…
“บ้าเอ้ย!! หมดกัน, หมดกัน, หมดกัน!! ความเจิดจรัสของข้าถูกบดบังด้วยความชราภาพเสียแล้วหรือนี่!!” ซุน อดที่จะสบถอย่างต่อเนื่องไม่ได้
ฉีลู่ชิง ตรงเข้ามาเผยแววตาห่วงกังวล และตั้งท่าจะว่าเอ่ยถามบางสิ่ง… แต่สุดท้ายนางก็เลือกที่จะไม่พูด เปลี่ยนกลับเป็นใบหน้าเย็นชาดังเดิม สิ่งที่นางทำก็คือเดินเข้ามาและเหยียบเท้าของ ซุน แรง ๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะจูงมือ เตียซวงซวง ศิษย์พี่ของนางเดินกลับสำนัก
เตียซวงซวง ที่ราวกับถูกฉุดให้ต้องตามไป ก็หันมายิ้มแห้ง ๆ ให้กับ ซุน พลางโบกมือลา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสอันเป็นบุคลิกของนาง… “อย่าถือสาศิษย์น้องข้าที่แสดงความรู้สึกไม่เก่งเลย… พวกเราดีใจนะที่เจ้ากลับออกมาได้”
“ศิษย์พี่เตีย!! ท่านพูดอะไรกัน!!” ฉีลู่ชิง ใบหน้าแดงระเรื่อขึ้นทันที ก่อนจะหันมาสบตากับ ซุน เล็กน้อย นางรู้ดีว่าตนมิอาจปกปิดความเขินอายที่มี จึงรีบเบือนหน้านี้และเดินจากไป… ซุน อมยิ้มน้อย ๆ พอจะเข้าใจความหมาย แต่ก็มิได้เอ่ยทัดทานที่พวกนางจากไป ขอรับไว้เพียงความรู้สึก ที่รู้ว่าพวกนางเป็นห่วงตนเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว…
เจี่ยโย่วเทียน เผยรอยยิ้มตรงเข้ามาเช่นกัน กำหมัดหลวม ชกเบา ๆ ไปที่หน้าอกของ ซุน… “บ้าเอ้ย… เจ้าถึงกับรับมือ เฉียงตงฟาง ตรง ๆ ได้เช่นนี้ นี่แปลว่าข้าถูกเจ้าแซงไปจริง ๆ แล้วงั้นสินะ ยังไงก็หัดไว้หน้าศิษย์อันดับ 1 ของสำนักอย่างข้าบ้าง…”
“กล่าวหนักไปแล้วศิษย์พี่ ลำพังข้าอยู่ตำแหน่งแมวสวรรค์เช่นนี้ ยังถูกคนทั้งสำนักนินทาไม่ขาดปาก หากข้ากล้าขึ้นไปแทนที่ตัวท่าน ผู้ที่เป็นความภาคภูมิใจของสำนัก… รับรองว่าหน้าถ้ำปิดด่านของข้าคงเต็มไปด้วยไข่เน่าที่ขวางปามาเป็นแน่…” ซุน กล่าวทั้งรอยยิ้ม
เกิดเป็นเสียงหัวเราะ ทั้งจาก เจี่ยโย่วเทียน และ ลั่วชิงเหอ ทั้งสองคนก็เป็นผู้ที่มิได้เผยความริษยาใด ๆ ออกมาเช่นเดียวกัน มีเพียงความยินดีต่อศิษย์ร่วมสำนักที่เติบโตและแข็งแกร่งขึ้น ทั้งยังรักษามารยาทไม่เอ่ยถามถึงเหตุการณ์ด้านใน ถือเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตามโชควาสนาที่แต่ละคนได้รับมา…
ศิษย์แห่งความภาคภูมิใจคนอื่น ๆ ต่างก็เข้ามาแสดงความดีใจด้วย แน่นอนว่าเรื่องที่ ซุน เคยเสียสละตนเอง นำพาศัตรูแยกไปจากขบวนศิษย์ และยังได้วกกลับมาช่วยเหลือทุกคน ทำให้ศิษย์แห่งความภาคภูมิใจเหล่านี้ รู้สึกติดค้าง ซุน เป็นอันมาก หลายคนยังเผยแววตาเลื่อมใสเสียด้วยซ้ำ…
เตียมู่หยง ที่มองดูอยู่ห่าง ๆ ยังรู้สึกภาคภูมิใจยามที่มองไปยัง ซุน อดที่จะนึกถึงสหายรักอย่าง เหยาหมิง ไม่ได้ อยากจะให้ เหยาหมิง ได้มีโอกาสกลับมาเห็น ศิษย์ที่น่าภาคภูมิใจในวันนี้ยิ่งนัก… ชายชราก้าวเดินเข้าไปหา ซุน ท่ามกลางการเปิดทางของหมู่ศิษย์…
“รองเจ้าสำนักเตีย…”
เตียมู่หยง วางมือลงบนไหล่ของ ซุน เบา ๆ พร้อมรอยยิ้มที่ปลดปลง…
“บอกข้าได้หรือไม่ว่า… การจากไปของท่านภูติผู้พิทักษ์ของสำนัก เป็นเพราะถูกสังหารในการต่อสู้ หรือเป็นเพราะเจตนาสู่นิพพานของตัวท่านภูติผู้พิทักษ์เอง…”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นย่อมเข้าใจดี สำหรับสำนักสายลมประจิมแล้ว พยัคฆ์วาตะ เปรียบเสมือนบูรพาจารย์ที่ชนชั้นผู้นำทุกคนให้ความเคารพ ไม่แปลกเลยที่ เตียมู่หยง จะเต็มไปด้วยความห่วงกังวล…
ซุน จึงประสานมืออย่างสุภาพก่อนจะกล่าว… “ท่านภูติผู้พิทักษ์ ได้พบเจอกับเหล่าพี่น้องของท่าน และได้จากไปโดยทิ้งเจตนารมณ์ไว้ที่ตัวข้า… จากไปทั้งรอยยิ้มยินดี และสมศักดิ์ศรีภูติผู้พิทักษ์ของสำนักเรา…”
เตียมู่หยง เมื่อได้ยินเช่นนั้นแววตาก็ปรากฏความนับถือเลื่อมใส หลั่งน้ำตาออกมาและพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะหันตรงไปยังหอคอย ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพแทนความเคารพเป็นครั้งสุดท้าย… หมู่ศิษย์คนอื่น ๆ ที่เห็นเช่นนั้นแม้จะไม่ค่อยเข้าใจนัก เพราะหลายคนมิได้ล่วงรู้ถึงตัวตนและหน้าที่ของ พยัคฆ์วาตะ แต่ทุกคนก็ได้ตัดสินใจหันไปยังหอคอย และเลือกที่จะประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพ เฉกเช่นเดียวกันกับ เตียมู่หยง…
“เอาล่ะ… ทุกคนกลับสำนักของเรากันเถอะ…” เตียมู่หยง เค้นเสียงกล่าวขึ้น
“รับบัญชา!!”
…………………………………..